<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>30572</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2019 17:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2019 17:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีอัมพร&#039;ย้อนถามรัฐบาล พ.ร.บ.ไซเบอร์ ระดับวิกฤติใช้อะไรชี้วัด ไม่มีหลักประกันให้ศาลถ่วงดุล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มี.ค.62-นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ให้ความเห็นถึงกรณีที่ สนช.ได้ผ่านกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เเละเว็บไซต์รัฐบาลไทย http://www.thaigov.go.th ได้ชี้แจงว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิประชาชน แต่ใช้ป้องกันไม่ให้เกิดภัยคุกคามต่อระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งการใช้อำนาจตรวจค้นยึดล้วงข้อมูลต้องขออนุญาตศาล ยกเว้นระดับวิกฤติที่กระทบความมั่นคง แต่เสร็จแล้วต้องแจ้งศาลโดยเร็ว ว่า ต้องขอย้อนถามกลับว่า มาตรการ 1-3 ที่กล่าวมาใครเป็นคนจำแนกชี้ขาด เป็นตัวคณะกรรมการใช่หรือไม่ ตรงนี้มันไม่สามารถหาอะไรมาชี้วัดได้ ถ้าคุณบอกว่าเป็นเรื่องภัยวิกฤติร้ายแรง จริงๆ ปัจจุบันนี้มันก็มีกฎหมายอื่นที่ใช้ในสภาวะฉุกเฉิน เช่น กฎอัยการศึกอยู่แล้ว แต่ในขณะที่บ้านเมืองเราเป็นปกติ ขณะนี้ควรจะเอากฎหมายแบบนี้มาใช้หรือไม่ ถ้าคุณบอกเป็นเรื่องร้ายแรง แต่ศาลบอกว่าไม่ร้ายแรง &amp;nbsp;กลายเป็นว่ากรรมการไซเบอร์ดังกล่าวสามารถชี้ขาดได้เลย หลักการตรวจค้นในที่เกิดเหตุสภาวะฉุกเฉิน กฎหมายก็ให้อำนาจเจ้าพนักงานในการตรวจค้นไม่ต้องขอศาลอยู่แล้ว เช่น ในที่ที่ผู้บัญชาการทหารในท้องที่ใดมีการประกาศกฎอัยการศึกอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ดังกล่าว ไม่มีหลักประกันที่ระบุไว้ว่าถ้าวิกฤติมีการตรวจค้นแล้วให้รายงานศาล &amp;nbsp;ตนถามว่าถ้าแบบนั้นจะมารายงานศาลทำไม เพราะคุณสงสัยคุณเข้าไปจับกุมตรวจค้น ถ้าตรวจพบก็แจ้งข้อหา ถ้าไม่พบก็ปล่อยแล้วมาบอกศาลที่หลัง ตอนนั้นศาลจะทำอะไรได้ แล้วไปยับยั้งการค้นได้หรือไม่ เพราะทำไปแล้ว มีการชี้แจงว่าในร่างดังกล่าวให้ระดับความร้ายแรงขั้นที่ 1-2 มาศาลได้ แต่ทำไมขั้นที่ 3 จะมาไม่ได้ ศาลยุติธรรมมีการจัดให้ผู้พิพากษาเข้าเวร 24 ชั่วโมงในการพิจารณาออกหมายค้นหมายจับ มีทุกศาลและทุกวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนที่อ้างว่ากฎหมายดังกล่าวใช้เฉพาะกับภัยคุกคามไซเบอร์ที่มีการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ในส่วนพวกแฮกเกอร์ จะไม่เกี่ยวกับประชาชนทั่วไปนั้น ตนเห็นว่า ลองไปดูตัวกฎหมายไม่ได้เขียนไว้ว่าจะเอาเฉพาะความผิดที่เป็นลักษณะแฮกเกอร์เท่านั้น เขียนไว้ว่าถ้าเกิดสงสัยในบุคคลหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ไหน เขาสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องมีหมาย แม้จะมีการแก้ไขผ่อนลงหน่อยนึงว่า ถ้าไม่ถึงวิกฤติต้องขอหมายศาลโดยอ้างว่าไม่ทันการ ก็อย่างที่กล่าวย้ำไปแล้วว่ามันมีกฎหมายในสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ แต่นี่คุณไปค้นก่อนที่จะรู้ว่ามีความผิดเกิดมันขัดกับหลักการสากล คุณแค่สงสัยแล้วไปค้น ไม่ผิดก็แล้วไป แต่ถ้าผิดก็ดำเนินคดี ตรงนี้เป็นการกลับหลักในกระบวนการยุติธรรม ตัวคนที่ถูกสงสัยโดนตรวจค้นยึดไปแล้ว เกิดความเสียหายไปแล้ว ดุลพินิจตรงนี้ต้องระวังเพราะหลักการของประชาธิปไตยเราต้องเชื่อในหลักการที่ว่า ต้องใช้ระบบตรวจสอบมากกว่าใช้คน &amp;nbsp;เพราะการเชื่อในตัวบุคคลเป็นเรื่องอันตราย เราต้องไม่เชื่อว่าบุคคลเป็นคนดีแท้ได้ตลอดไป อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเกิดไม่ดีขึ้นมาก็จะเกิดความเสียหายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่านอกจาก พ.ร.บ.ไซเบอร์แล้ว สนช.ยังมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ... ตรงนี้เป็นการคุ้มครองถ่วงดุลได้หรือไม่ นายศรีอัมพร กล่าวว่า ปรกติแล้วเรื่องนี้ไม่ต้องออกกฎหมายยังได้ เพราะการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นหลักพื้นฐานว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะไม่ต้องเข้าไปละเมิดล้วงความลับของบุคคล ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพ ตรงนี้ไม่ควรทำ หากเจ้าหน้าที่ของรัฐทำขึ้นมาก็จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่มิชอบ แต่จะมีกฎหมายที่ห้ามบุคคลอื่นเข้ามาล้วงข้อมูลก็เป็นเรื่องดี เป็นการปกป้องประชาชนเพิ่มขึ้น ที่ตนห่วง พ.ร.บ.ไซเบอร์ เพราะมันเปิดโอกาสให้เจ้าพนักงานใช้อำนาจได้เต็มที่เพียงต้องสงสัย ความจริงกฎหมายนี้ก็มีการแก้ได้ถูกต้องในเรื่องการต้องขอหมายศาลค้น ติดตรงที่เรื่องวิกฤตร้ายแรงทำไมไม่ขอศาล หรือฝ่ายบริหารไม่เชื่อในกระบวนการตุลาการ หรือเกรงว่าศาลจะไม่ให้หมายค้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีอัมพร กล่าวต่อว่า ในระยะหลังที่ตนสังเกตพบว่าเจ้าพนักงานของรัฐพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้การทำงานผ่านการถ่วงดุลโดยศาล โดยอ้างว่าทำงานไม่สะดวก ต้องคิดด้วยว่าถ้าไม่มีอำนาจศาลในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐจะเป็นอย่างไร ปกติที่ผ่านมามีการขอหมายจับหมายค้นถ้าเป็นเรื่องร้ายแรงและนำพยานหลักฐานมาแสดงแบบคดีฆ่า ส่วนมากศาลก็ออกหมายให้ ขอได้ 24 ชั่วโมง ที่เป็นปัญหาที่ศาลไม่ให้ก็จะเป็นเรื่องพยานหลักฐานว่ามีเหตุสมควรในการออกหมายหรือไม่ แต่ไม่ใช่ว่าศาลจะไม่ให้ตลอด ส่วนใหญ่เกินร้อยละ 80 ศาลอนุญาตออกหมายให้ถ้ามีพยานหลักฐานชัดเจน ถ้าคลุมเคลือเราก็ไม่ให้ เรื่องร้ายแรงมีหลักฐานศาลก็ออกให้ทันที ตรงนี้เราไม่ได้ไปต่อต้านกับการจัดการภัยทางไซเบอร์ หากมีพยานหลักฐานมาอธิบายให้ศาลฟัง ศาลก็ร่วมมือออกหมายให้ แต่ถ้าไปละเมิดสิทธิมากไปเราก็ไม่ให้ ส่วนที่กลัวว่าข้อมูลของศาลรั่วเองได้นั้น ที่ผ่านมายังไม่เคยมีที่พอศาลออกหมายค้นหมายจับมีคนรู้ตัวไหวตัวทัน เพราะไม่ได้รู้จักกับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ต้องปล่อยความลับรั่วไหล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การออกกฎหมายระยะหลังมีการออกให้เลี่ยงการตรวจสอบของศาลหลายฉบับ แต่องค์กรศาลเป็นองค์กรเดียวที่ตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐในระดับปกติถึงสูงที่สุดได้ เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทั้งที่หลักการสากลเขาจะต้องใช้หลักการตรวจสอบถ่วงดุลที่จะทำให้ความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่รัฐเกิดน้อยลง มิหนำซ้ำยังเป็นการคุ้มครองการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อย่างดี เพราะได้รับอนุญาตจากคำสั่งศาลแล้ว การที่จะไปถูกดำเนินคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบไม่มีทางเกิด เพราะศาลอนุญาตตรวจค้นการกระทำก็เป็นโดยชอบ ดีกว่าเราไปใช้คณะกรรมการชื่อเรียกชุดเดียวกันแต่ระดับสูงกว่า ที่จะทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องการใช้อำนาจ หากเกิดการละเมิดข้อมูลทางการค้าหรือเทคโนโลยีต่างๆ ที่ยากแก่การเยียวยาความเสียหายของเอกชน ทำให้กรอบการคุ้มครองอ่อนแอลงและล่อแหลมที่ข้อมูลประชาชนหรือนิติบุคคลจะรั่วไหล ตรงนี้มันเป็นผลเสีย&amp;rdquo; ผู้พิพากษาอาวุโส กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30572</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายไซเบอร์, นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์, ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181118/image_big_5bf1635ae6de8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30328</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กม.ไซเบอร์ทำประเทศเจ๊ง ‘เจ๊หน่อย’มีอำนาจรื้อทันที</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ถ้าได้เป็นรัฐบาล &amp;quot;เจ๊หน่อย&amp;quot; ทำหมด ลำดับแรกแก้กฎหมายไซเบอร์ เพราะทั่วโลกไม่กล้ามาลงทุนในไทยแล้ว กลัวถูกล้วงตับ &amp;quot;จาตุรนต์&amp;quot; ร่วมโหนอ้างเป็นกฎหมายเผด็จการ เพราะผู้มีอำนาจหน้าที่ทั้งหลายมีจิตสำนึกเผด็จการอย่างเข้มข้นเหนียวแน่น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 2 มีนาคม คุณญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย และเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นเกี่ยวกับ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ลงบนทวิตเตอร์ @sudaratofficial ว่า พ.ร.บ.ไซเบอร์ ที่ สนช.พึ่งผ่าน ด้วยคะแนน 133 : 0 คือการคุกคามเสรีภาพของประชาชนอย่างโจ่งแจ้ง เป็นกฎหมายที่ตีความได้กว้างขวาง ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการขอข้อมูล ยึด ค้น เจาะ ทำสำเนา และสอดส่องข้อมูลได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล ผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ให้ความร่วมมือ จะมีโทษทั้งจำและปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอยังระบุว่า พ.ร.บ.ไซเบอร์ ยังทำลายบรรยากาศทางธุรกิจ ทั่วโลกจะไม่กล้ามาลงทุนในไทย เพราะกลัวถูกเจาะเอาความลับทางธุรกิจไป หากพรรคเพื่อไทยมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาล พ.ร.บ.ไซเบอร์ฉบับนี้จะต้องถูกแก้ไขเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ละเมิดความเป็นส่วนตัว อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สนช.ไม่สมควรที่จะลงคะแนน โดยสากลแล้ว ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ไม่สมควรรับรองกฎหมายและอนุมัติโครงการใหญ่ๆ เพราะการเลือกตั้งกำลังจะเกิดขึ้นแล้วในเวลาไม่ถึง 1 เดือน สมควรให้รัฐบาลใหม่ซึ่งมาจากเสียงประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณาจะดีกว่า เนื่องจากมีความยึดโยงกับประชาชนและจะคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนมากกว่า
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวอีกว่า อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงอย่างมากคือ สนช. อาจจะขาดความรู้ความเข้าใจในผลกระทบของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ รวมถึงรัฐบาลขาดความจริงใจในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้กับภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน เห็นได้จากการเร่งรัดผ่านกฎหมายฉบับนี้ และมีการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น (ประชาพิจารณ์) เพียงแค่ 2 ครั้ง แต่มีการแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวมากกว่า 10 ครั้ง &amp;nbsp;ที่ประชุม สนช.วาระที่สองและสาม ก็ไม่มี กมธ.หรือสมาชิก สนช.ติดใจสงวนคำแปรญัตติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การอภิปรายของสมาชิกเป็นเพียงการตั้งคำถามเพื่อให้อธิบายในรายละเอียด โดยไม่มีข้อเสนอให้แก้ไขหรือปรับปรุงตามบทบัญญัติที่ กมธ.เสนอแต่อย่างใด โดยการอภิปรายและลงมติเป็นรายมาตราทั้งร่างจำนวน 81 มาตรา ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาที ซึ่ง พ.ร.บ.ไซเบอร์ มีผลกระทบกับประชาชนและคนรุ่นใหม่โดยตรง ทั้งในเรื่องสิทธิเสรีภาพที่ประชาชนพึงมี รวมทั้งเป็นทำลายบรรยากาศทางธุรกิจ ซึ่งขัดต่อนโยบายการผลักดันให้เกิดการลงทุนอย่างเสรี เป็นผลให้ประเทศไทยเสียประโยชน์เป็นอย่างมาก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อกังวลดังกล่าวพรรคเพื่อไทยไม่ได้นิ่งนอนใจและไม่เห็นด้วยทั้งเนื้อหาและกระบวนการการออก พ.ร.บ.ดังกล่าว หากพรรคเพื่อไทยมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาล พ.ร.บ.ไซเบอร์ฉบับนี้จะต้องถูกแก้ไขเป็นลำดับต้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ละเมิดความเป็นส่วนตัว อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เห็นว่า พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์นี้เป็นกฎหมายเผด็จการอย่างชัดเจน เน้นความมั่นคงของรัฐมากกว่าความมั่นคงปลอดภัยของระบบไซเบอร์ จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่คุ้มครองความเป็นส่วนตัว จะเป็นปัญหาร้ายแรงต่อประชาชนทั่วไปและภาคธุรกิจทุกระดับ จะส่งผลเสียต่อการพัฒนาดิจิทัลอีโคโนมีของไทยอย่างมาก จะหวังให้ใครมาลงทุนทางธุรกิจสมัยใหม่คงไม่ได้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้นตอของการเกิดกฎหมายแบบนี้ คือการที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ทั้งหลายมีจิตสำนึกเผด็จการอย่างเข้มข้นเหนียวแน่น แม้เข้าช่วงใกล้เลือกตั้งซึ่งควรต้องรอให้สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากประชาชนเป็นผู้ตัดสิน แต่พวกเขาก็ยังเดินหน้าสร้างความมั่นคงให้กับระบบเผด็จการอย่างไม่หยุดไม่หย่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วันเดียวกัน พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฎหมายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้รับมอบอำนาจจาก คสช. เข้าแจ้งความดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ จนทำให้เกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ และก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชนตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ได้ตรวจพบเว็บไซต์ iosnews.com จัดทำข่าวเท็จ โดยปรากฏภาพ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำลังนั่งดื่มกาแฟร่วมกับนายไพศาล พืชมงคล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และอีกหนึ่งคนไม่ทราบชื่อ ซึ่งเป็นภาพเก่าที่เกิดขึ้นมาหลายปี มีคำบรรยายใต้ภาพ &amp;ldquo;เบิกงบกาแฟแก้วละ 12,000 บาท&amp;quot; โดยเป็นการนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อันเป็นการทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับผู้เกี่ยวข้องดังกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30328</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายไซเบอร์, สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, หนังสือพิมพ์, ไม่กล้ามาลงทุนในไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190302/image_big_5c7a90fc7ddd5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30297</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2019 12:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2019 12:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จิตสำนึกเผด็จการ!&#039;อ๋อย&#039;จวกกม.ไซเบอร์สร้างความมั่นคงให้ระบบเผด็จการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มี.ค.62 - นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) โพสต์เฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์นี้เป็นกฎหมายเผด็จการอย่างชัดเจน เน้นความมั่นคงของรัฐมากกว่าความมั่นคงปลอดภัยของระบบไซเบอร์ จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่คุ้มครองความเป็นส่วนตัว จะเป็นปัญหาร้ายแรงต่อประชาชนทั่วไปและภาคธุรกิจทุกระดับ จะส่งผลเสียต่อการพัฒนาดิจิตอลอีคอนอมีของไทยอย่างมาก จะหวังให้ใครมาลงทุนทางธุรกิจสมัยใหม่คงไม่ได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้นตอของการเกิดกฎหมายแบบนี้คือการที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ทั้งหลายมีจิตสำนึกเผด็จการอย่างเข้มข้นเหนียวแน่น แม้เข้าช่วงใกล้เลือกตั้งซึ่งควรต้องรอให้สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากประชาชนเป็นผู้ตัดสิน แต่พวกเขาก็ยังเดินหน้าสร้างความมั่นคงให้กับระบบเผด็จการอย่างไม่หยุดไม่หย่อน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30297</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายไซเบอร์, จาตุรนต์ ฉายแสง, พรรคไทยรักษาชาติ, อ๋อย จาตุรนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181208/image_big_5c0b989c04e10.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30294</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2019 11:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2019 11:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หน่อย&#039;ชี้กฎหมายไซเบอร์ทำต่างชาติผวาไม่กล้ามาลงทุนในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มี.ค.62 - คุณญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย และเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ความคิดเห็นเกี่ยวกับ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ลงบนทวิตเตอร์ @sudaratofficial ว่า พ.ร.บ.ไซเบอร์ ที่ สนช. พึ่งผ่าน ด้วยคะแนน 133 : 0 คือการคุกคามเสรีภาพของประชาชนอย่างโจ่งแจ้ง เป็นกฎหมายที่ตีความได้กว้างขวาง ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการขอข้อมูล ยึด ค้น เจาะ ทำสำเนา และสอดส่องข้อมูลได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล ผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ให้ความร่วมมือ จะมีโทษทั้งจำและปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณหญิงสุดารัตน์ ยังระบุอีกว่า พ.ร.บ.ไซเบอร์ ยังทำลายบรรยากาศทางธุรกิจ ทั่วโลกจะไม่กล้ามาลงทุนในไทย เพราะกลัวถูกเจาะเอาความลับทางธุรกิจไป หากพรรคเพื่อไทยมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาล พ.ร.บ.ไซเบอร์ฉบับนี้จะต้องถูกแก้ไขเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ละเมิดความเป็นส่วนตัว อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30294</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายไซเบอร์, พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์, พ.ร.บ.ไซเบอร์, ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล, สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181206/image_big_5c08b07b536b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30163</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2019 15:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2019 15:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนช.ลงมติผ่านฉลุยกฎหมายไซเบอร์!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.พ.62 - ที่รัฐสภา&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า&amp;nbsp;ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ&amp;nbsp;(สนช.)&amp;nbsp;ที่มีนายสุรชัย&amp;nbsp;เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ทำหน้าที่ประธานการประชุม&amp;nbsp;มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์&amp;nbsp;พ.ศ.&amp;nbsp;....&amp;nbsp;ตามที่คณะกรรมาธิการ&amp;nbsp;(กมธ.)&amp;nbsp;วิสามัญฯที่มีนางเสาวณี&amp;nbsp;สุวรรณชีพ&amp;nbsp;เป็นประธาน&amp;nbsp;เสนอ&amp;nbsp;ด้วยคะแนน133&amp;nbsp;เสียง&amp;nbsp;งดออกเสียง&amp;nbsp;16 เสียง เพื่อประกาศใช้เป็นกฏหมายต่อไป&amp;nbsp;ทั้งนี้&amp;nbsp;สำหรับบรรยาศในที่ประชุมนั้น&amp;nbsp;ไม่มีกมธ.หรือสมาชิกสนช.ติดใจสงวนคำแปรญัตติ&amp;nbsp;ขณะที่การอภิปรายของสมาชิกเป็นเพียงการตั้งคำถามเพื่อให้อธิบายในรายละเอียด&amp;nbsp;โดยไม่มีข้อเสนอให้แก้ไขหรือปรับปรุงตามบทบัญญัติที่กมธ.เสนอแต่อย่างใด&amp;nbsp;โดยการอภิปราย&amp;nbsp;และลงมติเป็นรายมาตราทั้งร่างจำนวน&amp;nbsp;81&amp;nbsp;มาตรา&amp;nbsp;ใช้เวลาประมาณ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ชั่วโมง&amp;nbsp;20&amp;nbsp;นาทีเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาระสำคัญร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp;การกำหนดให้มีคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ&amp;nbsp;(กมช.)&amp;nbsp;ที่มีนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;เป็นประธานมีหน้าที่กำหนดนโยบายให้หน่วยงานของรัฐ&amp;nbsp;และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ&amp;nbsp;รวมถึงนโยบายการบริหารจัดการที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์&amp;nbsp;และยังให้คณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์(กกม.)&amp;nbsp;ที่มีรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม&amp;nbsp;เป็นประธานกรรมการ&amp;nbsp;สามารถออกคำสั่งให้สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ดำเนินการได้หลายประการตาม&amp;nbsp;มาตรา&amp;nbsp;60กำหนด&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp;รวบรวมข้อมูลหรือพยานเอกสาร&amp;nbsp;พยานบุคคล&amp;nbsp;พยานวัตถุที่เกี่ยวข้องเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และประเมินผลกระทบจากภัยคุมคามทางไซเบอร์&amp;nbsp;เป็นต้น&amp;nbsp;ในกรณีที่ปรากฎแก่กกม.ว่าเกิดหรือคาดว่าจะเกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับร้ายแรงด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้ง&amp;nbsp;มาตรา&amp;nbsp;61&amp;nbsp;ยังให้อำนาจเลขาธิการคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ&amp;nbsp;สั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปในอสังหาริมทรัพย์&amp;nbsp;หรือสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องหรือคาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ของบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;โดยได้รับความยินยอมจากผู้ครอบครองสถานที่นั้นด้วย&amp;nbsp;สำหรับในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนและเป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับวิกฤติ&amp;nbsp;มาตรา&amp;nbsp;67&amp;nbsp;ให้คณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ&amp;nbsp;มอบหมายให้เลขาธิการมีอำนาจดำเนินการได้ทันทีเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันและเยียวยาความเสียหายก่อนล้วงหน้าได้โดยไม่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลแต่หลังจากการดำเนินการดังกล่าวให้แจ้งรายละเอียดการดำเนินการดังกล่าวต่อศาลที่มีเขตอำนาจทราบโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ&amp;nbsp;ในกรณีร้ายแรงหรือวิกฤติเพื่อประโยชน์ในการป้องกันและลดความเสี่ยง&amp;nbsp;ให้เลขาธิการโดยความเห็นชอบของให้คณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;กกม.มีอำนาจขอข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและต่อเนื่องจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามทางไซเบอร์&amp;nbsp;โดยผู้นั้นต้องให้ความร่วมมือและให้ความสะดวกแก่คณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ&amp;nbsp;หรือกกม.โดยเร็ว&amp;nbsp;อย่างไรก็ตามกมธ.ได้มีข้อสังเกตุแนบท้ายไปถึงรัฐบาล&amp;nbsp;โดยให้หน่วยงานที่มีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จัดหลักสูตรพัฒนาบุคลากร&amp;nbsp;เพื่อรองรับการปฏิบัติหน้าที่&amp;nbsp;และเพื่อให้การทำงานด้านดังกล่าว&amp;nbsp;ซึ่งถือเป็นของใหม่สอดคล้องกับเจตนารมย์ของกฏหมาย&amp;nbsp;ขณะที่&amp;nbsp;การทำงานของสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์&amp;nbsp;ซึ่งต้องเชื่อมโยงกับการทำงานระหว่างประเทศควรทำเป็นข้อตกลงระหว่างหน่วยงานแทนความตกลงที่มีผลผูกผันระหว่างรัฐรวมถึงการทำข้อตกลงต้องอยู่ในภายใต้อำนาจและหน้าที่ของสำนักงานฯเท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30163</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายไซเบอร์, ร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ...., สนช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180927/image_big_5bac95e516a14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20357</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/10/2018 08:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/10/2018 20:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่าตื่นตระหนก นายกฯชี้กม.ใหม่ สื่อยำจนน่ากลัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; นายกฯ วอนอย่าเพิ่งตื่นตระหนกกับกฎหมายใหม่ที่จะออกมา เผยยังไม่เคยเห็นกฎหมายไซเบอร์ เห็นแต่ที่สื่อมวลชนเอามาเขียนก็รับไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะต้องมีการตรวจสอบ มีการถ่วงดุล &amp;nbsp;มีมาตรการลงโทษทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ที่ทำผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ในการเข้าร่วมประชุมเอเชีย-ยุโรป (Asia-Europe Meeting: ASEM) ครั้งที่ 12 ณ กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม ระหว่างวันที่ 18-19 ตุลาคม 2561 โดยเมื่อวันที่ 19 ต.ค. เวลา 17.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น &amp;nbsp;กรุงบรัสเซลส์ ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมผู้นำสหภาพยุโรป-อาเซียนว่า อียูมีความสำคัญต่ออาเซียน เป็นแหล่งลงทุนอันดับ 1 แหล่งนักท่องเที่ยวอันดับ 2 และคู่ค้าอันดับ 2 ของอาเซียน นอกจากนี้อาเซียนและอียูยังเป็นตัวอย่างของการรวมตัวกันในภูมิภาคที่มีความสำเร็จและก้าวหน้าที่สุดในโลก ซึ่งสนับสนุนภูมิภาคนิยมและพหุภาคีนิยมร่วมกัน ท่ามกลางความท้าทายที่เพิ่มขึ้นของโลก โดยเห็นว่าทั้งสองภูมิภาคควรกระชับความร่วมมือใน 3 ประเด็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า 1.เสริมสร้างความสัมพันธ์เพื่อมุ่งสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในอนาคต &amp;nbsp;โดยยึดหลักสามเอ็ม (3Ms) คือ การไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน (mutual trust) ความเคารพซึ่งกันและกัน &amp;nbsp;(mutual respect) และผลประโยชน์ร่วมกัน (mutual benefit) โดยเปิดศักราชใหม่ของความร่วมมือเพื่อนำไปสู่การสร้างดุลยภาพใหม่ทางยุทธศาสตร์ (Strategic New Equilibrium) ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก &amp;nbsp;และอินโด-แปซิฟิก เพื่อรักษาพลวัต ผนึกกำลังและกระชับความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องและขับเคลื่อนวาระสำคัญของโลกร่วมกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.อียูและอาเซียนควรเสริมสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน และขอบคุณที่อียูสนับสนุนศูนย์อาเซียนเพื่อการหารือและการศึกษาวิจัยด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่จะจัดตั้งที่ไทยในปีหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ 3.อาเซียนและอียูต้องวางแผนเพื่อรับมือกับพัฒนาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยคุกคามจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 หรือการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทั้งสองฝ่ายมีวิทยาการที่ส่งเสริมกันได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวย้ำด้วยว่า ประชาชนสำคัญที่สุด ไม่มีการรวมตัวของกลุ่มใดที่จะยั่งยืนและคงอยู่ตลอดไปหากไม่สามารถตอบสนองผลประโยชน์ของประชาชน ดังนั้นการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน ถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการรวมตัวกันและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของประชาคม จึงเป็นพันธกิจที่สำคัญยิ่งสำหรับอาเซียนและอียู ทั้งสองภูมิภาคต้องร่วมกันสร้างประชาคมและสหภาพที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในภูมิภาค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงการออกกฎหมายเพื่อรองรับเรื่องการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ว่า เขากำลังหารือกันอยู่ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในวงการแพทย์ของเรา และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการใช้แก้ปัญหาในขั้นต้น เช่น บรรเทาอาการเจ็บปวด อาการเครียด ซึ่งเราก็มีตัวยาประเภทนี้อยู่ แต่เราต้องควบคุมให้ได้ ไม่ใช่เรียกร้องไปแบบวันนี้ คือเพื่อใช้ในการพักผ่อนนั้นไม่ได้ ต้องปลูกเพื่อการแพทย์ ต้องมีกฎหมายหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ฉะนั้นกฎหมายทุกตัวอย่าเพิ่งไปตื่นตระหนก แล้วนำมาเขียนกันจนน่ากลัวไปหมด เหมือนกฎหมายไซเบอร์ เพราะเขาก็คิดไปถึงข้างล่าง ผมก็ยังไม่เห็นตัวกฎหมาย เห็นแต่ที่สื่อมวลชนเอามาเขียน ซึ่งผมก็รับไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะต้องมีการตรวจสอบ มีการถ่วงดุล มีมาตรการลงโทษ ทั้งเจ้าหน้าที่ ทั้งผู้ที่ปฏิบัติผิด ต้องมีความรับผิดชอบ หากตรวจสอบแล้วเขาไม่ผิดแล้วจะทำอย่างไร ความเสียหายที่เกิดขึ้นต้องดูให้หมด ผมจึงให้รองนายกรัฐมนตรีประชุมและรับผิดชอบในเรื่องกฎหมายกัญชาดังกล่าวนี้&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20357</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายใหม่, กฎหมายไซเบอร์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มีการถ่วงดุล, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181020/image_big_5bcb3a194e150.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20302</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัดกม.โปลิตบูโรไซเบอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; 2 สมาคมไซเบอร์ยื่นหนังสือถึง &amp;ldquo;สนช.&amp;rdquo; &amp;nbsp;ต้านกฎหมายไซเบอร์ ลั่นไร้ธรรมาภิบาลอย่างรุนแรง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์จวกเละ ย้อนยุคโปลิตบูโร เตือนระวังต่างชาติถอนทุนหนี เพราะขัดหลักสากลรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันศุกร์ สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (สทค.) และสมาคมความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศ นำโดยนายเมธา สุวรรณสาร นายกสมาคมความมั่นคงฯ ได้ยื่นหนังสือต่อนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองส่วนบุคคล โดยนายเมธากล่าวว่า &amp;nbsp;ขอให้นำข้อเสนอ 3 ข้อคือ 1.การไม่มีธรรมาภิบาลอย่างร้ายแรงและการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) เพราะการที่เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ไม่ควรมีหน้าที่เป็นผู้ให้บริการและไม่ควรต้องแสวงหารายได้ รวมถึงการถือหุ้นกับเอกชน 2.สำนักงาน กปช. มีอำนาจหน้าที่มากเกินไป จนเข้าข่ายผูกขาด โดยควรแยกหน่วยงานที่ทำหน้าที่ จัดทำนโยบาย ให้บริการ กำกับดูแล ออกจากกันอย่างเด็ดขาดเพื่อความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ และ 3.อำนาจหน้าที่ของเลขาธิการ กปช. มีอำนาจมากเกินไป สามารถที่สั่งการหน่วยงานราชการ หน่วยงานความมั่นคง หน่วยงานของรัฐและเอกชน รวมทั้งประชาชน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อยากให้ปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคุ้มครองฯ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองฯ ที่มีลักษณะผูกขาดรวบอำนาจทุกอย่าง ซึ่งขัดหลักธรรมาภิบาลอย่างร้ายแรง เพราะสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองฯ มีอำนาจมากครอบคลุมมาก เป็นการเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่สามารถแสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ แต่กลไกการควบคุมตรวจสอบกลับไม่มีความชัดเจน&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุรชัยกล่าวว่า กิจการเกี่ยวกับไซเบอร์มีความสำคัญเป็นอย่างมาก การตรากฎหมายจึงต้องคำนึงเรื่องการคุ้มครองประชาชนและรักษาประโยชน์สาธารณะควบคู่กัน ซึ่งขณะนี้ร่างกฎหมายอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หากเสนอมายัง สนช.เมื่อไหร่ สนช.จะเชิญตัวแทนของสมาคมมาร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ต่อไป
ขณะเดียวกัน นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ ว่า ในต่างประเทศตื่นตัวป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ จึงทำกฎหมายเพื่อความมั่นคงทางไซเบอร์ขึ้น แต่หลักการเดิมในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนด้วยการตรวจสอบถ่วงดุลยังมีอยู่ โดยจะเข้าค้นต้องผ่านการกลั่นกรองของศาลเหมือนการจับกุม แต่ร่างกฎหมายใหม่ไม่ต้องมีคดี คณะกรรมการเพื่อความมั่นคงทางไซเบอร์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจะมีอำนาจเยอะ ทั้งตรวจค้น จับกุม ยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ และหน่วยบันทึกความจำได้หมด โดยไม่ต้องผ่านการกลั่นกรองของศาล ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลโดยฝ่ายตุลาการ ซึ่งต่างประเทศที่มีการกระทำผิดรุนแรงทางไซเบอร์เขายังไม่กล้าออกกฎหมายเช่นนี้&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ระบบนี้ไม่ใช่ระบบสากล ปกติแล้วนิติรัฐต้องมีระบบตรวจสอบถ่วงดุล เพราะตัวบุคคลถ้ามีอำนาจมากไปจะทุจริตใช้อำนาจในทางมิชอบได้ ถ้ามองก้าวหน้าไปในทางการเมือง อาจใช้กฎหมายเข้ามาล่วงละเมิดแย่งชิงความได้เปรียบ ซึ่งถือว่าอันตรายมากต่อระบอบประชาธิปไตย&amp;rdquo; นายศรีอัมพรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีอัมพรกล่าวถึงความเป็นห่วงอีกว่า ถ้าเรามีกฎหมายประเภทนี้จะมีลักษณะให้อำนาจเบ็ดเสร็จของพนักงานเจ้าหน้าที่ Cyber Security ซึ่งมีอำนาจกว้างขวางกว่าตำรวจ มีโอกาสที่จะกระทำผิดหรือใช้อำนาจที่ล่วงเกินสิทธิเสรีภาพแล้ว ยังสามารถหาผลประโยชน์จากข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าข้อมูลทางราชการหรือเอกชน ซึ่งบริษัทใหญ่ๆ รวมทั้งบริษัทข้ามชาติเขาก็กังวลในเรื่องนี้อยู่ ถ้ากฎหมายผ่านออกไปโดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลโดยฝ่ายตุลาการ โดยการลงทุนจากต่างประเทศจะชะงักงันทันที&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เราจะกลายเป็นการปกครองแบบรัฐตำรวจ เรื่องนี้อันตราย การยึดอายัดได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องมีคดี คล้ายกับรัสเซียสมัยก่อนล่มสลายที่มีโปลิตบูโร ลักษณะองค์กรคล้ายกัน ผมในฐานะที่เป็นนักกฎหมายที่เคยศึกษา ไม่มีประเทศไหนออกกฎหมายให้คนกลุ่มเดียวมีอำนาจล้นฟ้าไม่มีการตรวจสอบ&amp;rdquo; นายศรีอัมพรย้ำ และว่า จากรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ ค่อนข้างมองไทยในแง่ลบอยู่แล้ว ถ้ากฎหมายนี้ออกมาจะซ้ำเติม กลายเป็นว่าไทยไม่น่าลงทุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงขั้นตอนของร่างกฎหมายในขณะนี้ นายศรีอัมพรกล่าวว่า อยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นจากกฤษฎีกา แล้วก็ทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็เป็นห่วงในเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุลของเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ซึ่งน่าดีใจที่นายกฯ ให้ความสำคัญประเด็นนี้ ส่วนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ก็อยากให้อารยประเทศด้วย เพราะไม่เช่นนั้นไทยอาจถอยหลังเข้าคลองได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ควรยกเลิกหรือแก้ไขร่าง พ.ร.บ.นี้อย่างไร นายศรีอัมพรกล่าวว่า ไม่ควรเร่งรีบออก เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการแก้ไขความมั่นคงของประเทศ แต่เป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ ระดับนานาชาติ ซึ่งสหรัฐอเมริกาเขาเพ่งเล็งเรื่องนี้มาก ส่วนประเด็นการไม่สามารถปราบปรามการกระทำผิดได้ทัน ก็ไม่ใช่ปัจจัยที่ต้องมาออกกฎหมายใหม่ แต่เป็นเรื่องความสามารถของเจ้าหน้าที่ดีอี ควรไปแก้ปัญหาเรื่องบุคลากรหรือเจ้าหน้าที่มากกว่า หรือจะจ้าง Outsource ที่เป็นมืออาชีพ ไม่ควรแก้ปัญหาโดยให้ประชาชนหรือประเทศชาติมาแบกรับเลย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20302</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายไซเบอร์, ขัดหลักสากลรุนแรง, นายเมธา สุวรรณสาร, ย้อนยุคโปลิตบูโร, สมาคมความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศ, สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, หนังสือพิมพ์, ไร้ธรรมาภิบาลอย่างรุนแรง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181019/image_big_5bc9ea579cbc9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
