<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114286</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 20:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 19:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MEA ร่วมสนับสนุน กทท. เปิดรพ.สนาม และศูนย์แยกกักตัวในชุมชน Community Isolation รองรับผู้ป่วย COVID-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;วันนี้ (23 สิงหาคม 2564) เรือโท กมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) นายวิลาศ เฉลยสัตย์ รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ ร่วมพิธีเปิดโรงพยาบาลสนามและศูนย์แยกกักตัวในชุมชน (Community Isolation : CI) ที่โกดังสเตเดียมของ กทท. เพื่อรองรับผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา&amp;nbsp; (COVID-19)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองผู้ว่าการ MEA กล่าวว่า MEA ในฐานะรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ดูแลระบบจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ได้ยกระดับความสำคัญของการจ่ายไฟฟ้าให้กับโรงพยาบาลสนามและศูนย์พักคอย เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง ปลอดภัย ซึ่งประกอบด้วยการดำเนินงานต่าง ๆ เช่น การตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์บนเสาไฟฟ้าให้จ่ายไฟฟ้าได้อย่างมั่นคง ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ชำรุดเสื่อมสภาพ เตรียมพร้อมระบบไฟส่องสว่างฉุกเฉินภายในโรงพยาบาลสนาม ตลอดจนการเตรียมพร้อมระบบการจ่ายไฟฟ้าสำรอง และการดำเนินงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาด เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับศูนย์ CI ของ กทท. แห่งนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่าง กทท. โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ โรงพยาบาลนวเวช SCG PTTOR สำนักงานเขตคลองเตย และ MEA อยู่บนพื้นที่ 15 ไร่ของโกดังสเตเดียม กทท. เพื่อใช้เป็นโรงพยาบาลสนาม และเป็นศูนย์แยกกักตัวสำหรับชาวชุมชนที่ตรวจพบเชื้อ COVID-19 ที่เป็นผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว และผู้ป่วยกลุ่มสีเหลือง ที่มีอาการไม่รุนแรงมาก รวมจำนวนรองรับผู้ป่วยได้ 300 เตียง ซึ่งจะช่วยควบคุมการแพร่ระบาดและลดปัญหาการติดเชื้อของสมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้น รวมทั้งเป็นการช่วยเหลือผู้ป่วยให้ได้เข้าสู่กระบวนการรักษาโดยเร็ว อันจะเป็นการลดโอกาสที่ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ MEA มีความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือแก่โรงพยาบาลสนามทุกแห่ง ทั้งด้านการออกแบบ และการติดตั้งระบบไฟฟ้า พร้อมจัดให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าและให้บริการแก้ไขไฟฟ้าขัดข้อง ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Energy for city life, Energize smart living&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;


	Facebook : https://www.facebook.com/497340003626475/posts/4935970776430020/
	Website : https://mea.or.th/content/detail/87/6060
	Twitter : https://twitter.com/mea_news/status/1429770366419816451?s=21
	Gnews : https://gnews.apps.go.th/news?news=90632
	Line OA : https://timeline.line.me/post/_dQn9zGwXj83CxqzRN98kNgtqOGsCdIGLMSbrTR8/1162971853001062423
	Instagram : https://www.instagram.com/p/CS6mP3DBftL/?utm_medium=copy_link

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114286</URL_LINK>
                <HASHTAG>Community Isolation : CI, Energize smart living, Energy for city life, MEA, PTTOR, SCG, กทท., กระทรวงมหาดไทย, การท่าเรือแห่งประเทศไทย, การไฟฟ้านครหลวง, นายวิลาศ เฉลยสัตย์, พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร, ระบบไฟฟ้า, ศูนย์ CI, สำนักงานเขตคลองเตย, เรือโท กมลศักดิ์ พรหมประยูร, โรงพยาบาลนวเวช, โรงพยาบาลสนามและศูนย์แยกกักตัวในชุมชน, โรงพยาบาลเกษมราษฎร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210823/image_big_61239bae16ccb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106684</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2021 14:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2021 13:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการท่องเที่ยว เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว (Safety Zone) ผ่านพื้นที่นำร่องต้นแบบท่องเที่ยวชุมชน “บ้านไร่กองขิง” และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวผ่านบล๊อคเกอร์ท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กรมการท่องเที่ยว (กทท.) ดำเนินโครงการพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว หรือ Safety Zone สร้างความมั่นใจในการท่องเที่ยว และการเดินทางภายในประเทศ หลังวิกฤต COVID-19 ระลอกใหม่ ผ่านสื่อออนไลน์และ Blogger ด้านการท่องเที่ยว&amp;nbsp; และเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการดันแหล่งท่องเที่ยวปลอดภัย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางด้วยความรู้สึกมั่นใจในผู้ประกอบการไทยที่พร้อมดูแล รับผิดชอบ&amp;nbsp; และให้ความปลอดภัยด้านสุขอนามัยได้เป็นอย่างดี เพื่อเตรียมพร้อมต้อนรับการเปิดประเทศหลังวิกฤต &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ชุมชนบ้านไร่กองขิง&amp;quot; จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่นำร่องต้นแบบของพื้นที่ท่องเที่ยวชุมชน ในโครงการพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว(Safety Zone) ดำเนินโครงการโดยกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา &amp;nbsp;&amp;nbsp;พร้อมกระตุ้นและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวผ่านสื่อออนไลน์ Blogger ด้านการท่องเที่ยวเพื่อเชิญชวนท่องเที่ยวพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว (Safety Zone) &amp;nbsp;ติดตามได้ เพจนักเดินทางอิสระ, เพจการท่องเที่ยวเชิงไฉไล, เพจเที่ยวให้ยับ และเพจไปไหนดี &amp;nbsp;&amp;nbsp;พร้อมกันนนี้สามารถติดตามข่าวสารโครงการได้ที่ https://www.facebook.com/Deptourism/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106684</URL_LINK>
                <HASHTAG>Blogger, Safety Zone, กทท., กรมการท่องเที่ยว, การเดินทางภายในประเทศ, จังหวัดเชียงใหม่, ชุมชนบ้านไร่กองขิง, ต้อนรับการเปิดประเทศ, บล๊อคเกอร์ท่องเที่ยว, บ้านไร่กองขิง, ปลอดภัย, ผ่านสื่อออนไลน์, พื้นที่ท่องเที่ยวชุมชน, พื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัย, พื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว, วิกฤต COVID-19, สะดวก, สะอาด, เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ, เที่ยวปลอดภัย, เป็นธรรม, แหล่งท่องเที่ยวปลอดภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210617/image_big_60caf2657854c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87785</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/12/2020 12:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/12/2020 12:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทท.ประกาศเพิ่มมาตรการเข้มป้องกันโควิด-19ระลอกใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ธ.ค.63-เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการ กทท. เปิดเผยว่า กทท. ได้เพิ่มความเข้มข้นของมาตรการรับมือกับการแพร่ระบาดระลอกใหม่ที่จังหวัดสมุทรสาคร สำหรับพนักงาน ลูกจ้างที่มาปฏิบัติงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ใช้บริการและประชาชนทั่วไป ที่มาติดต่องานกับ กทท.โดยขอความร่วมมือในการปฏิบัติตามมาตรการที่ กทท.ได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดทั้งที่อาคารสำนักงานใหญ่ของ กทท. รวมถึงพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ (ทกท.) และท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.)

โดยขั้นตอนในการปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับผู้ผ่านเข้า-ออก ดังนี้1. กำหนดการเข้า-ออก อาคารเพียงช่องทางเดียว และไม่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่สวมหน้ากากอนามัยเข้ามาติดต่อทำธุรกรรมกับ กทท. 2. วัดอุณหภูมิร่างกายทุกคนด้วยเครื่องเทอร์โมสแกน (Thermo Scan) ก่อนผ่านเข้าอาคาร3.ล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ให้ทั่วทั้งสองข้าง จนถึงบริเวณข้อมือ4. หลังจากปฏิบัติตามขั้นตอนตามข้อ 2 และข้อ 3 แล้ว เจ้าหน้าที่จะติด Sticker เพื่อแสดงว่า ผ่านการตรวจคัดกรองแล้ว โดยต้องติด Sticker ตลอดเวลา

5. ผู้ที่มี Sticker ติดแล้ว เมื่อออกจากอาคารและเข้าอาคารใหม่ อนุญาตให้ล้างเฉพาะมือได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตามข้อ 3 ทุกครั้ง 6. ผู้ที่มีอุณหภูมิเกินกว่า 37.5 องศาเซลเซียส จะไม่อนุญาตให้เข้าอาคารฯ โดยเจ้าหน้าที่จะให้คำแนะนำตามขั้นตอนต่อไป และ7. กำหนดให้ใช้ลิฟต์โดยสารเที่ยวละไม่เกิน 6 คน

สำหรับแนวทางปฏิบัติกรณีพนักงานและลูกจ้าง ที่พำนักอาศัยอยู่จังหวัดสมุทรสาครให้ปฏิบัติงานที่บ้าน Work from home เป็นเวลา 14 วัน นับตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2563 - 4 มกราคม 2564 โดยให้ผู้บังคับบัญชาในสายงานพิจารณามอบหมายงานและกำหนดรูปแบบการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work from Home) ตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและความต่อเนื่องในการทำงานเป็นสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
นอกจากนี้ กทท. จะทำความสะอาดอาคารและสถานที่ต่างๆ ของ กทท. รวมทั้งรถรับ - ส่ง พนักงาน กทท. ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทุกวันและกำชับพนักงานขับรถและพนักงานที่ใช้บริการรถโดยสารของ กทท.&amp;nbsp; สวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา และปรับเส้นทางเดินรถ สายธนบุรีปากท่อ ให้บริการถึงวงแหวนกาญจนา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (โลตัสพระราม 2) สายสามพราน โดยไม่จอดรถรับ-ส่ง พื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร รวมทั้งการปิดให้บริการฟิทเนสและ&amp;nbsp; ทันตกรรม เป็นการชั่วคราว ในส่วนการฝึกอบรมยังสามารถดำเนินการได้แต่ต้องดำเนินการตามมาตรฐานที่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) กำหนด&amp;nbsp;

ทั้งนี้ขอความร่วมมือให้พนักงาน กทท. ลูกจ้าง ผู้ใช้บริการและผู้ที่มาติดต่องานกับ กทท.ร่วมมือร่วมใจปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ข้างต้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระจายเป็นวงกว้าง และให้เกิดความปลอดภัยแก่สุขอนามัยของตนเองและครอบครัว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87785</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, กทท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201129/image_big_5fc3a60f93a2f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87114</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/12/2020 10:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/12/2020 10:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทท.ลุยเพิ่มทางเลือกเสริมแก่ผู้ใช้บริการ ระบบ e-Payment</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ธ.ค.63-เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ท่าเรือกรุงเทพ (ทกท.) เปิดใช้ระบบ e-Payment ในการชำระค่าบริการตู้สินค้าขาออกเต็มรูปแบบ เพิ่มทางเลือกการให้บริการสมัคร เข้าระบบหักบัญชีเงินฝากของธนาคารในการชำระค่ายานพาหนะผ่านท่า ค่าภาระสินค้าขาออก และค่าบริการ ชั่งน้ำหนักตู้สินค้าผ่านทางระบบออนไลน์ผ่านธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกสิกรไทย

อย่างไรก็ตามในอนาคตจะดำเนินการให้ครอบคลุมธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคาร พร้อมจัดช่องจราจรพิเศษบริเวณประตูฝั่งเขื่อนตะวันตกและเขื่อนตะวันออกสำหรับผู้ใช้งานระบบฯ เพื่อยกระดับการให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว ในการขนส่งสินค้าผ่าน ทกท. พร้อมอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการในการสมัครเข้าใช้ระบบฯ โดยสามารถสมัครผ่านการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.)หรือสมัครผ่านระบบออนไลน์ของธนาคารได้อย่างง่ายดาย

สำหรับขั้นตอนการสมัครใช้งานระบบ e-Payment ในการชำระค่าบริการตู้สินค้าขาออก
1. เข้าไปที่ www.port.co.th 2. เข้าไปที่ e-Payment กดไปที่ http://econtainerservice.port.co.th/PAT/#/login และกดลงทะเบียนผู้ใช้งาน 3. ไปที่รายละเอียดเอกสาร กดดาวน์โหลดแบบฟอร์ม &amp;ldquo;คำขอใช้บริการชำระค่าภาระโดยหักบัญชีเงินฝากธนาคาร&amp;rdquo; ตามธนาคารที่ผู้ใช้บริการต้องการให้หักบัญชี4. กรอกรายละเอียดและยื่นเอกสาร เพื่อรอรับตราประทับจากธนาคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ผู้ใช้บริการต้องเป็นผู้กรอกรายละเอียดการขอใช้บริการ Company Registration ให้ครบถ้วน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยตนเอง6. เจ้าหน้าที่ กทท. ตรวจสอบเอกสารและอนุมัติการลงทะเบียนให้ผู้ใช้บริการ7. กทท. จัดส่ง Username และ Password ให้ผู้ใช้บริการทาง e-Mail &amp;nbsp;ที่แจ้งไว้และ8. ผู้ใช้บริการลงชื่อเข้าใช้ระบบ e-Payment ในการชำระค่าบริการตู้สินค้าขาออก โดยกรอก Username และ Password ที่ลงทะเบียนไว้

สำหรับระบบ e-Payment การชำระค่าบริการตู้สินค้าขาออก เป็นการปรับปรุงการจัดเก็บค่ายานพาหนะผ่านท่า ค่าภาระสินค้าขาออก และค่าบริการชั่งน้ำหนักตู้สินค้า ณ ประตูตรวจสอบสินค้าเขื่อนตะวันออก &amp;nbsp; โดยผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบค่าบริการได้ล่วงหน้าและชำระเงินค่าบริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยหักเงินผ่านบัญชีธนาคารของผู้ใช้บริการที่สมัครเข้าระบบหักบัญชีเงินฝากโดยอัตโนมัติ &amp;nbsp;ซึ่งจะเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ ช่วยลดขั้นตอนในการทำพิธีการของตู้สินค้าขาออกบริเวณหน้าประตูทางเข้า อีกทั้งลดระยะเวลา ลดปัญหาการจราจร และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการในด้านต่าง ๆ ของผู้ใช้บริการได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87114</URL_LINK>
                <HASHTAG>e-Payment, กทท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201217/image_big_5fdad16235cf0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74157</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2020 22:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2020 22:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การท่าเรือโชว์ตัวเลข9เดือนรับผลกระทบ COVID-19 ตู้สินค้าลดลง 4% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค. 2563 เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานให้บริการเรือ สินค้า และตู้สินค้าผ่านท่าเรือกรุงเทพ (ทกท.) ท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน (ทชส.) ท่าเรือเชียงของ (ทชข.) และท่าเรือระนอง (ทรน.) ในรอบ 9 เดือน &amp;nbsp; ของปีงบประมาณ 2563 (ตุลาคม 2562 &amp;ndash; มิถุนายน 2563) โดยเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทกท. &amp;nbsp;เรือเทียบท่า 2,927 เที่ยว เพิ่มขึ้น 4.35% สินค้าผ่านท่า 16.212 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.06%
ตู้สินค้าผ่านท่า 1.082 ล้าน ที.อี.ยู. ลดลง 0.39%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทลฉ. &amp;nbsp;เรือเทียบท่า 7,646 เที่ยว ลดลง 6.24% สินค้าผ่านท่า 65.333 ล้านตัน ลดลง 3.94%
ตู้สินค้าผ่านท่า 5.798 ล้าน ที.อี.ยู. ลดลง 4.66 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทชส. &amp;nbsp; เรือเทียบท่า 2,123 เที่ยว เพิ่มขึ้น 1.41% สินค้าผ่านท่า 138,851.64 ตัน ลดลง 24.29%
ตู้สินค้าผ่านท่า 6,721.75 ตู้ เพิ่มขึ้น 29.81%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทชข. &amp;nbsp; เรือเทียบท่า 145 เที่ยว ลดลง 393.10% สินค้าผ่านท่า 1,858.48 ตัน ลดลง 2,269.03%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทรน. &amp;nbsp;เรือเทียบท่า 197 เที่ยว ลดลง 30.46% สินค้าผ่านท่า 78,805 ตัน ลดลง 40.74% &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ตู้สินค้าผ่านท่า 2,574 ตู้ ลดลง 21.33%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ส่งผลให้ผลการดำเนินงานรอบ 9 เดือน ประจำปีงบประมาณ 2563 กทท. มีเรือเทียบท่า 10,573 เที่ยว ลดลง 3.53% สินค้าผ่านท่า 81.545 ล้านตัน ลดลง 2.98% และตู้สินค้าผ่านท่า 6.880 ล้าน ที.อี.ยู. ลดลง 4.01% รวมรายได้สะสม 9 เดือน 11,004 ล้านบาท ลดลง 2.91% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งมีแนวโน้มการทยอยการฟื้นตัวตามมาตรการผ่อนคลายการป้องกันและแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในไทย และกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการส่งออกสินค้าได้เริ่มฟื้นตัวมากขึ้นแต่ยังอยู่ในระดับต่ำ จากคาดการณ์ปริมาณการส่งออกในปี 2563 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2563) จะติดลบสูงสุด 12% ถึงต่ำสุด 10% ส่งผลต่อการคาดการณ์ปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าของ กทท. ในปีงบประมาณ 2563 อยู่ที่ 9.203 ล้าน ที.อี.ยู.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74157</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทท., เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200811/image_big_5f32b8de49352.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59336</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2020 11:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2020 11:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทท.ลุยสร้างท่าเรือFหนุนอีอีซีพร้อมปั้นเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มี.ค.63-เรือโท กมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า กทท. เดินหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ยกระดับประเทศเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรองรับการขยายตัวของตู้สินค้า ส่งเสริมการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเตรียมก่อสร้างในส่วนของท่าเทียบเรือ F เป็นลำดับแรกภายใต้กรอบการร่วมทุนกับเอกชน หรือให้เอกชนลงทุนออกแบบ ก่อสร้าง ให้บริการ และซ่อมบำรุงรักษา โดยเอกชนรายเดียว

ทั้งนี้เพื่อให้ท่าเทียบเรือ F แล้วเสร็จทันภายในปี 2566 โดยมีหลักเกณฑ์การคัดเลือกเอกชนที่มีคุณสมบัติและมีความสามารถในการบริหารจัดการท่าเทียบเรือที่มีชื่อเสียงระดับโลก และมีแผนการดำเนินการบริหารจัดการท่าเทียบเรือที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศโดยรวม

สำหรับการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ระยะที่ 3 คณะกรรมการ กทท. มีมติอนุมัติให้จ้างบริษัท เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด และบริษัท โชติจินดา คอนซัลแตนท์ จำกัด เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างโครงการพัฒนา ทลฉ. ระยะที่ 3 (ส่วนที่ 1-4) โดยวิธีคัดเลือก และ ทลฉ. ได้ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา สำหรับงานก่อสร้าง จะแบ่งงานออกเป็น 4 ส่วน ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 งานก่อสร้างทางทะเล ส่วนที่ 2 งานก่อสร้างอาคาร ท่าเทียบเรือ ระบบถนน และระบบสาธารณูปโภค ส่วนที่ 3 งานก่อสร้างระบบรถไฟ และส่วนที่ 4 งานจัดหา ประกอบและติดตั้งเครื่องจักรและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมระยะเวลาในการก่อสร้างไม่น้อยกว่า 52 เดือน

ทั้งนี้ กทท. เริ่มดำเนินการประกวดราคาจ้างงานในส่วนที่ 1 งานก่อสร้างทางทะเล ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) โดยประกาศขายเอกสารตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2563 และกำหนดยื่นข้อเสนอในวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 สำหรับงานก่อสร้างส่วนที่ 2 (งานก่อสร้างอาคาร ท่าเทียบเรือฯ) อยู่ระหว่างการขอความเห็นชอบประกาศร่างขอบเขตของงาน (TOR) ครั้งที่ 2

สำหรับ ทลฉ. เปิดดำเนินการตั้งแต่ปี 2534 ปัจจุบันมีปริมาณการขนถ่ายตู้สินค้าผ่านท่าเรือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีนโยบายเร่งพัฒนาโครงการ ทลฉ. ระยะที่ 3 เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับตู้สินค้าจาก 11 ล้าน ทีอียู.ต่อปี เป็น 18 ล้าน ทีอียู.ต่อปี โดยจะดำเนินการก่อสร้างท่าเทียบเรือสำหรับรองรับเรือขนาดใหญ่ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ รวมทั้งการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ (SRTO) เพิ่มสัดส่วนการขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 30 อีกทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานและการบริหารจัดการของ ทลฉ. ระยะที่ 3 ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในการเป็นประตูการค้าเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59336</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทท., ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190219/image_big_5c6b62afdcace.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55108</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2020 12:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2020 12:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทท.เดินหน้าพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค. 2563 เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า ตามที่ กทท. ได้ดำเนินการคัดเลือกเอกชนร่วมทุนโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 และมีกลุ่มบริษัทที่สนใจร่วมลงทุนยื่นซองเสนอราคารวม 2 ราย ได้แก่ กลุ่มกิจการร่วมค้า NCP และกลุ่มกิจการร่วมค้า GPC คณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้พิจารณาหลักฐานคุณสมบัติ (ซองที่ 1) ไปเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 และพิจารณาคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอ (ซองที่ 2) คือ คุณสมบัติทั่วไปของนักลงทุน คุณสมบัติทางการเงิน และประสบการณ์ของผู้ยื่นข้อเสนอ ในลำดับต่อมา ปรากฏว่ากลุ่มกิจการร่วมค้า NCP มิได้ลงนามในแบบฟอร์มสัญญากิจการร่วมค้า เพื่อแสดงเจตจำนงในความรับผิดชอบร่วมในการยื่นข้อเสนอตามที่กำหนด ทำให้ไม่ผ่านคุณสมบัติ ต่อมากลุ่ม NCP และได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ซึ่งศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาพร้อมทั้งมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา คณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้ยื่นคำอุทธรณ์คำพิพากษา พร้อมทั้งได้ยื่นคำร้องขอให้ระงับคำสั่งเกี่ยวกับวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา และขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ซึ่งในระหว่างนั้นทำให้การดำเนินการต้องหยุดชะงักลง

ต่อมาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2562 ศาลปกครองสูงสุดได้มีหนังสือและคำสั่งศาลสั่งเพิกถอนเกี่ยวกับวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลปกครองกลาง และในวันที่ 16 มกราคม 2563 ศาลปกครองสูงสุดได้ชี้ขาดคำร้องอุทธรณ์คำสั่งขอให้ระงับคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นยกคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองตามคำขอของกลุ่ม NCP ซึ่งทำให้คำตัดสินของคณะกรรมการคัดเลือกฯ เป็นอันถูกต้องและสามารถดำเนินการต่อไปได้

สำหรับการดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 นั้น เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการให้ความสำคัญในการรองรับยุทธศาสตร์ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของไทย พ.ศ.2558 - 2565 โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมขั้นสูง ด้วยเครือข่ายคมนาคมที่ครบวงจร

ด้านระบบการขนส่งแบบอัตโนมัติ Automation แบบไร้รอยต่อ ทั้งนี้ โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 จะมีขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าเพิ่ม 7 ล้าน ทีอียู. ต่อปี หากเมื่อโครงการฯ ดังกล่าว เปิดให้บริการครบทุกท่าจะมีขีดความสามารถรองรับตู้สินค้าได้ประมาณปีละ 18 ล้าน ทีอียู. และจะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งรวมของประเทศ (Logistics Cost) เพื่อเป็นปัจจัยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน และผลักดันให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นท่าเรือหลักในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และเป็นประตูการค้าของประเทศในภูมิภาค
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55108</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทท., ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200121/image_big_5e268950a7bb4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
