<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69150</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2020 15:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2020 15:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กนก&#039; เปิดใจไม่ถอนตัวแข่ง &#039;ไพบูลย์&#039; ชิงประธานกมธ.สอบเงินกู้สู้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มิ.ย.63 - นายกนก วงศ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเหตุวุ่นวายระหว่างการเลือกประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตาม ตรวจสอบการใช้เงินตามพระราชกำหนด 3 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสังคมที่ได้รับผลกระทบจากระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ในการประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า กรณีที่มีการเสนอชื่อตนเป็นประธานแข่งกับนายไพบูลย์ นิติตะวัน กรรมาธิการจากพรรคพลังประชารัฐนั้น ไม่ได้เป็นความริเริ่มของฝ่ายค้าน แต่เป็นเพราะมีส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้านส่วนหนึ่งเห็นตรงกันว่า การทำงานในฐานะกรรมาธิการ ไม่ควรแยกฝ่ายค้าน หรือ ฝ่ายรัฐบาล โดยนายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ กรรมาธิการจากพรรคชาติพัฒนา ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลมาทาบทามให้ตนเป็นประธาน และได้รับการสนับสนุนจากกรรมาธิการส่วนหนึ่งด้วย ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีมติว่าต้องลงคะแนนเลือกประธานกรรมาธิการอย่างไร กระทั่งใกล้เวลาลงคะแนนเสียง นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รองประธานวิปรัฐบาล จึงติดต่อมาที่นายอัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ ขอให้ตนถอนตัวจากการชิงตำแหน่งนี้ แต่ในขณะนั้นฝ่ายค้านก็บอกว่าถ้าตนถอนตัวจะวอล์คเอาท์จากที่ประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมไม่อยากให้การทำงานในสภามีปัญหา เพราะถ้าถอนตัวตามที่ขอมาการประชุมนัดแรกอาจล่ม อีกทั้งเรื่องนี้พรรคก็ไม่ได้มีมติว่าจะต้องลงคะแนนอย่างไร จึงคิดว่าไม่น่าจะกลายเป็นความขัดแย้งอะไรระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจากกรรมาธิการทำหน้าที่ตรวจสอบตามกลไกของสภา เมื่อเสียงข้างมากในกรรมาธิการเลือกนายไพบูลย์ ทุกอย่างก็ถือว่าจบแล้ว จากนี้กรรมาธิการต้องเดินหน้าทำงานเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนต่อไป&amp;rdquo; นายกนก กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกนก กล่าวอีกว่า สำหรับกระแสข่าวที่ระบุว่าตนจะเข้าไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แทนคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นั้น ไม่เป็นความจริง เพราะในขณะนี้ผู้บริหารพรรคยังไม่มีการส่งสัญญาณถึงการปรับครม. ส่วนที่มีชื่อตนไปปรากฏว่าจะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการนั้น อาจเกิดจากการวิเคราะห์ของนักข่าวที่เห็นว่าตนมีผลงานด้านนี้&amp;nbsp;อ่านข่าวประกอบ มันหยดติ๋ง! เปิดเบื้องหลังหนุน-ต้าน &amp;#39;ไพบูลย์&amp;#39; นั่งประธานกมธ.ตรวจสอบเงินกู้แก้โควิด-19&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69150</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนก วงศ์ตระหง่าน, ไพบูลย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200619/image_big_5eec7c70f3afc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65086</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2020 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2020 09:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กปชป.หวั่นเงินกู้ช่วยเกษตรกร 4 แสนล้านเสียของ กลายสภาพเป็นแค่ซื้อปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ค.63-นายกนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงมาตรการการใช้เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลออกเป็นพระราชกำหนด ในส่วนของการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท ซึ่งพุ่งตรงการใช้จ่ายไปยังภาคการเกษตรเพื่อรองรับเกษตรกรชนบท และแรงงานคืนถิ่น ว่าความล้มเหลวของหลายโครงการจากรัฐบาลที่ผ่านๆ มานั้น คือการไม่เปลี่ยนความคิดและการกระทำของประชาชน มอบแต่เงินลงไป กับแรงของข้าราชการ ดังนั้น เมื่อเงินหมด โครงการหยุด ข้าราชการกลับ ชาวบ้านก็กลับไปยากจนเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การฝากความหวังไว้ที่ทีมของข้าราชการที่ขาดกระบวนการด้านการสร้างความสัมพันธ์ ทักษะในด้านการอดทนรอคอย และมิติของความใส่ใจย่อมเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนแปลงกระบวนการคิด และการดำเนินชีวิตของชาวบ้านได้ เพราะนี่เป็นโจทย์ที่ใหญ่มากๆ สำหรับโครงการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจหลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ซึ่งรัฐบาลต้องยอมให้ประเทศเป็นหนี้มหาศาล เพื่อสร้างงานและผลิตภาพให้กับภาคการเกษตรของท้องถิ่น ถ้าทำกันแบบเดิมๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็จะเป็นแบบเดิมๆ คือ โครงการเงินกู้หนี้ก็จะกลายสภาพเป็นโครงการกู้เพื่อซื้อปุ๋ย ซื้อเมล็ดพันธุ์ ซื้อกล้าไม้ แล้วนำไปแจกจ่ายให้ประชาชน โดยไม่ได้สร้างรายได้ ความภาคภูมิใจ หรือทักษะอะไรให้กับชาวบ้านเลย ทุกอย่างสูญเปล่าไปกับหนี้ที่เพิ่มขึ้นมากมายที่คนไทยทุกคนต้องแบกรับ&amp;quot; นายกนก กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​นายกนก กล่าวอีกว่า ขอเสนอแนวทางในการบริหารจัดการโครงการที่จะเกิดขึ้นนี้ ให้มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่างบประมาณที่จะลงไป อย่างเช่นการแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ตลอด 7-8 ปีที่ผ่านมา ดังนี้ 1.ต้องทำความเข้าใจต่อความคิดและพฤติกรรมการผลิตของเกษตรกร เพราะในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาประชาชนถูกทำให้เคยชินกับการร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล ดังนั้น การแก้ปัญหาความยากจนของชาวบ้าน กระบวนการแรกที่สำคัญ คือการทำให้ชาวบ้านกลับมาคิดได้ว่า ปัญหาความยากจนจะลดลง และสามารถหมดไปได้ ก็ต่อเมื่อพวกเขาลุกขึ้นมาทำงานด้วยตนเอง ไม่รอ ไม่ขอ ความช่วยเหลือจากใครทั้งสิ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกนก กล่าวต่อว่า 2.การต้องสำรวจสภาพความเป็นจริงทางกายภาพ และสังคมของพื้นที่ เพื่อจัดทำแผนที่ภูมิสังคมที่จะเป็นหัวใจหลักของโครงการแก้ไขความยากจนที่จะเกิดขึ้น และในการทำข้อมูลภูมิสังคมนั้น ชาวบ้านในพื้นที่ควรเป็นทีมที่รับผิดชอบ โดยมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัย (องค์ความรู้) เป็นพี่เลี้ยงทางเทคนิค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกนก กล่าวต่อว่า 3.ชาวบ้านต้องเป็นคนลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ซึ่งการทำงานในลักษณะนี้จะเป็นการประสานระหว่างทีมอาจารย์หรือนักวิชาการที่นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาประกอบกลไกทางการเกษตรแบบเดิมๆ ของชาวบ้าน ด้วยการลงมือปฏิบัติร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ ถ่ายทอดทักษะและความรู้ใหม่ๆ ให้พวกเขาได้ทดลองเพื่อให้เกิดความมั่นใจ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65086</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนก วงศ์ตระหง่าน, ประชาธิปัตย์, เงินกู้ 1 ล้านล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200505/image_big_5eb0c5fb8085d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48894</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2019 11:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2019 11:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สส.ปาร์ตี้ลิสต์ปชป.โพสต์ขอโทษ&#039;พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล&#039;กรณีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในกมธ.วิสามัญงบฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ต.ค 62 - นายกนก วงศ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กโดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความผิดหวัง และคำขอโทษ ถึง &amp;ldquo;พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ในสภาผู้แทนราษฎรสมัยที่แล้ว (2554-2556) ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ และมีโอกาสเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2 ครั้งติดต่อกัน กรรมาธิการวิสามัญงบประมาณเป็นกรรมาธิการที่มีความสำคัญมาก เพราะมีหน้าที่พิจารณารายละเอียดคำของบประมาณของทุกกระทรวง และทุกกรม รวมถึงกองทุน และรัฐวิสาหกิจต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมาธิการจะต้องตั้งคำถามสำคัญต่อการขอใช้งบประมาณในเรื่องต่างๆ ว่าแผนงานโครงการเหล่านั้นมีความถูกต้องตามหลักวิชา มีความสอดคล้องกับปัญหาของประชาชน จนถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องการนั้นตั้งบน &amp;ldquo;เกณฑ์&amp;rdquo; มาตรฐานของอะไร เป็นต้น ดังนั้น กรรมาธิการจะต้องมีความรู้ทั้งหลักวิชาและปัญหาของประชาชน ตลอดจนการบริหารจัดการแผนงานของโครงการของทุกกระทรวง ทบวง กรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทำงานของกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณจึงต้องวิเคราะห์คำของบประมาณ เพื่อให้สอดรับไปกับปัญหาของประชาชน และของประเทศตามลำดับความสำคัญที่ถูกควร และกรรมาธิการฯ ยังมีหน้าที่ต้องให้ความเห็นและข้อเสนอแนะกับส่วนราชการต่างๆ (แบบรายกรม หรือรายหน่วยงาน) เพื่อให้เกิดการปรับแก้งบประมาณที่เหมาะสม ผ่านการแปรญัตติปรับลดงบประมาณลง และสำหรับงบประมาณในส่วนที่ลดไปนั้น รัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดว่า ควรจะนำไปปรับเพิ่มให้แก่แผนงานโครงการของส่วนราชการใด ซึ่งในหลักการแล้วรัฐบาลควรจะรับฟังความคิดเห็นจากสภาผู้แทนราษฎรโดยเฉพาะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณ และนำไปปรับเพิ่มงบประมาณตามคำแนะนำนั้นๆ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ที่สำคัญ คำแนะนำและข้อสังเกตที่กรรมาธิการวิสามัญงบประมาณได้ให้แก่ส่วนราชการต่างๆ ไปนั้น จะมีส่วนช่วยให้ส่วนราชการเหล่านั้น สามารถนำไปปรับปรุงคำของบประมาณในปีต่อๆ ไปได้อย่างเหมาะสม แต่กระนั้นความไม่แน่นอนของข้าราชการในการปรับย้ายในแต่ละปี และในแต่ละวาระ ของตำแหน่งต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับระบบในการจัดทำคำของบประมาณนั้น ก็ทำให้ข้อสังเกตหรือข้อแนะนำที่สภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณได้รายงานเพื่อเป็นเกณฑ์ในการจัดทำงบประมาณอย่างมีมาตรฐานทางด้านประสิทธิภาพต่อปัญหาของประชาชนเอาไว้ ไม่มีความต่อเนื่องในการนำมาปฏิบัติตามที่ควรจะเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในทางกลับกันสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าเป็นไปกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณของแต่ละพรคการเมืองก็มักจะเปลี่ยนทุกปีเช่นเดียวกัน เพราะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมากที่ต้องการเป็นกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณ แต่ระบบงานภายในของแต่ละพรรคการเมืองส่วนใหญ่ก็ไม่มีกลไกสนับสนุนภายในที่จะบอกว่า กรรมาธิการวิสามัญงบประมาณของพรรคในปีที่ผ่านมา ได้ให้ข้อสังเกตและคำแนะนำอะไรไว้กับส่วนราชการต่างๆ บ้าง ดังนั้น จากการเปลี่ยนตัวบุคคลของหัวหน้าส่วนราชการและกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณของพรรคการเมืองในทุกๆ ปีแบบนี้ จึงเป็นการยากมากที่งบประมาณรายจ่ายประจำปีจะได้รับการพัฒนาให้ตอบโจทย์ปัญหาของประชาชน และประเทศชาติได้ตรงจุด และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการใช้งบประมาณ เพราะขาดการสะสมข้อมูลและประสบการณ์ของทั้งฝ่ายข้าราชการประจำและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ในการทำงานของกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณนั้น มีเวลา 2 เดือนเศษที่จะพิจารณารายละเอียดต่างๆ ของคำของบประมาณทั้งหมด จากนั้นจะนำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ที่ผ่านกรรมาธิการวิสามัญแล้ว ส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ต่อไป ซึ่งการทำงานของกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณจะมีทั้ง &amp;ldquo;มิติวิชาการ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;มิติทางการเมือง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิติทางวิชาการ คือ มิติที่ต้องใช้ความรู้ที่กว้างขวางตั้งแต่เศรษฐกิจ การเงินการคลัง จนถึงความรู้ทางวิชาการที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานของแต่ละกระทรวง เช่น เกษตร, สาธารณสุข, คมนาคม, การศึกษา เป็นต้น มิติทางวิชาการนี้ ต้องอาศัยความรู้ของกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณจากพรรคการเมืองต่างๆ มาช่วยในการตั้งคำถาม และให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในมิติทางการเมือง คือ มิติของการต่อรองทางนโยบายเพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนคำของบประมาณและการให้ความสำคัญกันทางนโยบายที่มากขึ้น มิติทางการเมืองนี้ต้องอาศัยกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณที่มีประสบการณ์สูง และสามารถวิเคราะห์การเมืองขาด รวมไปถึงการถอดรหัสนโยบายที่สลับซับซ้อนได้อย่างชำนาญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นของมิติการเมืองที่สำคัญ คือ การต่อรองระหว่างพรรคฝ่ายค้านกับพรรคฝ่ายรัฐบาลในเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของนโยบายต่างๆ เพราะลำดับความสำคัญของนโยบาย หมายถึง จำนวนงบประมาณของนโยบายเหล่านั้นต้องปรับเปลี่ยนไป ดังนั้น กระบวนการต่อรองของพรรคการเมืองทั้งสองฝ่ายจึงสำคัญมาก กรรมาธิการวิสามัญงบประมาณของฝ่ายค้านและรัฐบาลจึงต้องมีกลยุทธ์ของการต่อสู้กันในกระบวนการการของการพิจารณางบประมาณในแต่ละกระทรวง กรรมาธิการวิสามัญงบประมาณของแต่ละพรรคจึงต้องมีการวางยุทธศาสตร์และกลวิธีของทีมตัวเองทุกวัน และกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณแต่ละท่านโดยเฉพาะท่านที่มีบทบาทนำนั้นจะต้องทำงานหนักมากๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.2 ปีในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว ผมโชคดีที่ได้มีโอกาสเป็นกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ และได้ทำงานร่วมกับ &amp;ldquo;ท่านพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล&amp;rdquo; สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและอดีตรัฐมนตรีอาวุโสของพรรคทั้ง 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่านพิเชษฐในฐานะหัวหน้าทีมกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณพรรคประชาธิปัตย์ ได้มอบหมายให้ผมเป็นคนอภิปรายหลักด้วยการซักถาม และให้ความเห็นแก่ทุกกระทรวง และทุกกรม ส่วนท่านพิเชษฐเป็นคนคอยคุมเกมการเมืองตลอดกระบวนการพิจารณางบประมาณ 2 เดือนเศษ ทุกเช้าท่านจะบอกผมว่าวันนี้ให้ผมเดินเกมอย่างไร เช่น ดึงเวลาการพิจารณางบประมาณของกระทรวงนี้ออกไป หรือกระทรวงนี้จะต้องตั้งคำถามในเรื่องอะไรบ้าง เพื่อให้กระทรวงปรับนโยบายตามแนวทางที่พรรคเห็นว่าควรจะเป็นเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์ หรืองบประมาณของกรมนี้ขอให้แขวนไว้ก่อนเพราะอธิบดีไม่รับฟังข้อคิดเห็นของกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณ ไปจนถึงเรื่องของกรมที่ไม่สามารถตอบคำถามที่ทางพรรคเคยได้ถามเอาไว้ตั้งแต่เมื่อปีที่ผ่านมา แสดงว่ากรมไม่รับฟังความคิดเห็นและขอเสนอแนะของกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ผมปฏิบัติหน้าที่กรรมาธิการวิสามัญงบประมาณในนามพรรคประชาธิปัตย์ด้วยความตั้งใจ และทุ่มเท ไม่เคยขาดประชุมแม้แต่วันเดียว อภิปราย ตั้งคำถาม และให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์กับทุกกรม จนผู้บริหารกรมหลายแห่งสะท้อนคำขอบคุณให้แก่ผู้ใหญ่ของพรรค ว่าได้รับประโยชน์จากข้อเสนอแนะของผมในกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อจบภารกิจของกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณในปีงบประมาณ 2556 ท่านพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล เดินมาตบไหล่แล้วพูดกับผมว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อาจารย์กนก คุณทำหน้าที่ของคุณได้ดีมาก ผมขอฝากให้คุณช่วยเป็นหลักให้กับพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องงบประมาณด้วยนะ เพราะผมอายุมากแล้ว และสุขภาพไม่ค่อยดี จึงขอฝากงานนี้ไว้กับอาจารย์ด้วยนะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วท่านก็ยิ้มกับผม จากนั้นเราก็เดินออกจากห้องกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณ แล้วแยกย้ายกันไป โดยที่ผมได้เก็บความรู้สึกภาคภูมิใจ จากกำลังใจที่ท่านพิเชษฐได้มอบให้ในตอนนั้นเอาไว้มาจนถึงตอนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมคิดเสมอว่า ภารกิจที่ท่านพิเชษฐฝากไว้ ผมจะต้องทำมันให้ดีที่สุด แต่วันนี้ผมทำให้ท่านผิดหวัง ผมไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณในนามพรรคประชาธิปัตย์ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครับ, ผมทำได้เท่านี้จริงๆ &amp;ldquo;พี่เชษฐครับ ผมขอโทษ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48894</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนก วงศ์ตระหง่าน, พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2563, พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล, ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191026/image_big_5db3c531ef398.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
