<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108543</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2021 10:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2021 10:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> รองหัวหน้าปชป. ยอมรับ &#039;ยุทธศาสตร์ชาติ&#039; ปี 63 ล้มเหลว ปล่อยราชการนำรัฐ ไม่ตอบสนองชาวบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค. 2564 &amp;nbsp;ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงรายงานสรุปผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติประจำปี 2563 และรายงานการสรุปผลการดำเนินงานตามแผนปฏิรูปประเทศประจำปี 2563 ที่มีการนำเสนอต่อสภาว่า จากรายงานทั้ง 2 ฉบับพบว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์และแผนปฏิรูปประเทศนั้นยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นแรก คือ การจัดทําแผนงานโครงการ ขาลง หมายความว่า ภายใต้กรอบของยุทธศาสตร์ชาตินี้ เราก็มาจัดทำแผนปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ แล้วก็จากแผนปฏิรูปประเทศเราก็ไปจัดทำแผนงานโครงการของส่วนราชการที่ปรากฏออกมาในงบประมาณรายจ่ายประจำปี กลายเป็นราชการกำหนดรัฐ แทนที่จะเป็นรัฐกำหนดราชการให้ไปปฏิบัติ การจัดงบประมาณรายจ่าย ยังอยู่ในกรอบราชการที่ขาดความเข้าใจต่อปัญหาของประชาชน ประเด็นปัญหาที่สำคัญก็คือ สำนักงบประมาณ ไม่สามารถจัดทำงบประมาณที่ตอบเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ และเป้าหมายของแผนปฏิรูปประเทศได้ &amp;nbsp;สิ่งที่สำนักงบประมาณทำเป็นเพียงการจัดทำงบประมาณตามเรื่อง ตามประเด็นที่แผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศให้บอกไว้เท่านั้น ไม่ได้ปฏิบัติตามเป้าหมายอย่างมีเหตุมีผล เพราะฉะนั้นแผนปฏิรูปประเทศจึงไม่สามารถที่จะบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ได้ เช่น เป้าหมายทางด้านความเท่าเทียมและการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม แต่ในความเป็นจริงแล้วพบว่าความเหลื่อมล้ำของประเทศกว้างขึ้นตลอดเวลา ความยากจนสูงมากขึ้นตลอดเวลามันสวนทางกับเป้าหมายของแผนปฏิรูปประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังชี้ด้วยว่า แผนงานปฏิรูปประเทศ 173 เรื่อง ในปี 2563 ที่ไม่ประสบความสำเร็จนั้นมีอยู่ประมาณ 45-50% ที่ ที่เรียกว่าค่อนข้างจะประสบความสำเร็จแต่ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายมีประมาณ 50% แต่ถ้าจะพูดถึงว่าสำเร็จจริง ๆ นั้นก็มีเพียงประมาณไม่ถึง 10% โดยมี4 สาเหตุที่ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จคือ 1 ขาดการวิเคราะห์ปัญหาจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภายใต้กรอบแนวคิดเป้าหมายของ &amp;nbsp;แผนยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ยิงตรงไปที่ปัญหาของประชาชน 2 ส่วนราชการไม่ได้นำปัญหาจริงของประชาชนเป็นโจทย์เพื่อจัดทําคําของบประมาณ &amp;nbsp; อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของประเทศของเรา เราใช้เงินปีละหลายล้าน แต่เงินหลายล้านล้านนั้นไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาที่แท้จริงของพี่น้องประชาชน เป็นการตอบตามความคิดของข้าราชการประจำแทน 3 สำนักงบประมาณเห็นชอบโครงการและแผนงานของส่วนราชการตามกรอบที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ไว้ ซึ่งกรอบที่คณะรัฐมนตรีให้ไว้ก็เป็นกรอบใหญ่ ๆ แต่ไม่ได้ตอบถามปัญหาจริงประชาชน เมื่อเป็นเช่นนี้งบประมาณที่ใช้จึงไม่ได้ตอบปัญหาของประชาชน แล้วก็ไม่ได้ตอบทั้งเป้าหมายของการปฏิรูปประเทศ และ 4 สำนักงบประมาณนำแผนงานโครงการที่ได้รับการอนุมัติ จัดเข้ากรอบโครงการของยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ ที่เราเห็นในรายงานคือการนำเข้ามาวางในกรอบยุทธศาสตร์ชาติเท่านั้นเอง แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศเลย มันเกี่ยวกับสิ่งที่ข้าราชการประจำมองเห็นและสำนักงบประมาณจัดให้ดู เป็นโวหารที่ไม่ใช่ความเป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ผมมีข้อเสนอเพื่อให้การจัดงบประมาณตอบโจทย์การแก้ปัญหาประชาชน ต้องกำหนดค่า KPI ที่อยู่ในโครงการตามแผนงานของพ.ร.บ.งบประมาณว่าเกิดผลสำเร็จแค่ไหน อย่างไร เพื่อเป็นเครื่องชีวัดว่าในแต่ละปีควรจัดสรรงบประมาณแบบเล็งเห็นผล ไม่ใช่จัดแบบหว่านแห หรือทำตามความเคยชิน แต่ในขณะนี้เราไม่มีการประเมินความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการใช้เงิน 3 ล้านล้านหรือมากกว่า บวกกับเงินกู้อีก &amp;nbsp;สิ่งเหล่านี้เป็นจุดบกพร่องที่สำคัญของระบบงบประมาณและระบบบริหารราชการแผ่นดินที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งและเป็นเหตุผลใหญ่ที่สุดที่ทำให้แผนปฏิรูปและแผนยุทธศาสตร์ชาติไม่ประสบความสำเร็จ จึงควรให้สตง.เข้ามาทำการตรวจผลสัมฤทธิ์ของแผนปฏิรูปประเทศ (Performance Audit) เพราะวันนี้ไม่มีใครทำ ที่สำคัญคือสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และสตง.ควรทำงานเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำและสภาพัฒน์ฯ ต้องทำงานในเชิงรุก อย่าวางบทบาทเพียงแค่เป็นผู้รับเอกสารรายงานจากหน่วยราชการ ต้องปรับปรุงระบบเพื่อให้เอื้อต่อการทำงานให้เกิดความสำเร็จของแผนปฏิรูปประเทศ&amp;rdquo; ศ.ดร.กนกกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108543</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนก วงษ์ตระหง่าน, กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ, ยุทธศาสตร์ชาติประจำปี 2563, รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, ล้มเหลว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_6082c20177949.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100476</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 19:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 19:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งข้อความไลน์สะกิด &#039;ชวน&#039; ระดมสมอง &#039;ส.ส.หมอ&#039; รับมือวิกฤติโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เม.ย. 64 - นายกนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และรองหัวหน้าพรรค ส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชันไลน์ ถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ประชุมออนไลน์กับส.ส.ที่เป็นแพทย์ เพื่อร่วมเสนอแนวทางแก้ปัญหาจำนวนเตียงไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 มีเนื้อหาระบุว่าสืบเนื่องจากสถานการณ์ระบาดโควิดรุนแรงและรวดเร็วถึงขั้นที่จำนวนเตียงสนามอาจจะไม่เพียงพอ ยาไม่พอ บุคลากรทางการแพทย์ไม่พอ ฯลฯ จำนวนการเสียชีวิตจะสูงขึ้น ดังนั้น ในฐานะส.ส. ที่ใกล้ชิดประชาชนและสามารถให้คำแนะนำและสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อรักษาความปลอดภัยให้ตนเองและครอบครัวได้ ตนจึงขอเสนอให้ท่านประธานเปิดประชุมหารือออนไลน์อย่างไม่เป็นทางการกับส.ส.ที่เป็นแพทย์ก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกนก ระบุอีกว่า จะขอให้ส.ส.ที่เป็นแพทย์ที่เข้าใจสภาพการระบาดในพื้นที่ให้คำแนะนำว่า 1.ประชาชนควรและไม่ควรทำอะไรบ้าง 2.การช่วยสื่อสารกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อการร่วมมือหยุดการระบาดควรทำอะไร อย่างไร 3.ส.ส.สามารถมีบทบาทช่วยลดการแพร่ระบาดในพื้นที่ได้อย่างไรบ้าง ตนคิดว่าเมื่อได้คำตอบทั้ง 3 ประเด็นแล้ว ท่านประธานอาจจะเชิญส.ส.จากทุกภูมิภาคและทุกพรรคสัก 50 คนประชุมหารือออนไลน์ต่อไป จากนั้นอาจสรุปแนวทางปฏิบัติเสนอกับรัฐบาลและแจ้งให้ส.ส.ทุกท่านได้ทราบ เพื่อจะได้นำไปปฏิบัติต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100476</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนก วงษ์ตระหง่าน, ชวน หลีกภีย, ประชุใสภา, ส.ส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_6082c20177949.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69096</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะ1-3ก.ค.ถกงบฯปี64 ไพบูลย์นั่งปธ.สอบกู้เงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิป 2 ฝ่ายเคาะอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบปี 64 วาระแรก 1-3 ก.ค. เริ่ม 9 โมงเช้าถึงเที่ยงคืนครึ่ง &amp;nbsp;&amp;quot;ไพบูลย์&amp;quot; หืดจับนั่งประธาน กมธ.สอบงบกู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท หลังพรรคร่วมรัฐบาลจับมือฝ่ายค้านขวางดัน &amp;quot;กนก&amp;quot; แทน ทำบิ๊ก พปชร.เต้นผางล็อบบี้ก่อนโหวตลับชนะ 9 เสียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกำหนดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 เพื่อรับหลักการวาระที่ 1 ว่า เดิมรัฐบาลมีความประสงค์จะพิจารณาวันที่ 24-25 มิ.ย. แต่สมาชิกจะมีเวลาศึกษาเอกสารเพียง 7 วันเท่านั้น แต่ด้วยเอกสารมีจำนวนมาก จึงให้แนวทางปฏิบัติไปว่าควรมีเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 10 วัน และให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรหารือกับเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมาได้รับแจ้งจากรัฐบาลว่าขอเป็นวันที่ 1-2 ก.ค. &amp;nbsp;แต่หากเวลาไม่พอก็สามารถขยายออกไปได้ตามความจำเป็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การกำหนดจำนวนชั่วโมงการอภิปรายให้ทั้งสองฝ่ายบริหารกันเอง จะสะดวกกับการทำหน้าที่ของประธานที่ประชุม แต่มีจุดอ่อนกรณีสมาชิกบางคนพูดนอกประเด็นไปเยอะ ทำให้ฝ่ายค้านแจ้งขอให้ประธานในที่ประชุมช่วยเตือน รวมถึงปัญหาการอ่านเอกสาร ซึ่งบางคนก็เปลี่ยนวิธีการไปอ่านผ่านไอแพด จึงได้เตือนไปแล้วและขอให้การอภิปรายเป็นไปตามข้อบังคับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวนกล่าวด้วยว่า สำหรับการกำหนดสัดส่วนกรรมาธิการใหม่ หลังจากจํานวน ส.ส.แต่ละพรรคการเมืองเปลี่ยนแปลงไป วันนี้มีวาระเพื่อทราบขอเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในคณะกรรมาธิการใหม่เกือบ &amp;nbsp;10 คณะ แต่ยังคงยึดไปตามสัดส่วนเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นในช่วงบ่าย มีการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้เเทนราษฎร มีนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยมีตัวแทนฝ่ายค้านและรัฐบาล อาทิ &amp;nbsp;นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล, นายสุทิน คลังเเสง ประธานวิปฝ่ายค้าน เข้าร่วมหารือเพื่อกำหนดกรอบเวลาการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ในวาระที่ 1&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานวิปฝ่ายค้าน เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติจะประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ 64 ในวันที่ 1-3 ก.ค. เริ่มประชุมตั้งแต่ 09.00-00.30 น. และจะมีการลงมติรับหลักการหรือไม่ในวันที่ 3 ก.ค. ทั้งนี้ การจัดสรรเวลาการประชุมนั้นฝ่ายค้านได้เวลาอภิปราย 22.50 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีได้ 22 ชั่วโมง ขณะที่ในส่วนของประธานสภาได้ 2 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันเวลา 13.30 น. มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตาม ตรวจสอบ การใช้เงินตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 3 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท เป็นนัดแรก มีนายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย เป็นประธานการประชุมชั่วคราว ในฐานะผู้อาวุโสสูงสุด เพื่อทำหน้าที่เลือกผู้ทำหน้าที่ประธาน กมธ.อย่างเป็นทางการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทันทีที่เข้าสู่วาระการประชุม ส.ส.ซีกพรรคฝ่ายค้าน อาทิ นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย กับนายอดิศร เพียงเกษ กมธ.สัดส่วนเพื่อไทย และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้เสนอให้ซีกรัฐบาลเสียสละให้ตัวแทนจากฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ในฐานะประธาน กมธ.เพื่อความโปร่งใสในการตรวจสอบ เพราะเป็นเงินจำนวนมากที่รัฐบาลกู้มา เพื่อสอดคล้องกับสิ่งที่ &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้ประกาศถึงแนวทางการทำงานของรัฐบาลนิวนอร์มอล ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมแสดงความเห็นและร่วมตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล &amp;nbsp;ทำให้นายสัญญา นิลสุพรรณ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ พูดตัดบทด้วยการเสนอชื่อนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน กมธ.ทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นทำให้ที่ประชุมตึงเครียดทันที โดยมี กมธ.ยกมือเพื่อขออภิปรายจำนวนมาก นายมุข สุไลมาน รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะกรรมาธิการซีกฝ่ายค้าน อภิปรายว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ประธานกมธ.คณะนี้ต้องเป็นผู้ที่สังคมให้การยอมรับ เพราะการใช้งบประมาณตาม พ.ร.บ.การกู้เงิน ประชาชนจับตาดูอยู่ จึงต้องให้คนที่ไว้วางใจได้ทำหน้าที่ ดังนั้นถ้าประธานไม่เป็นที่ยอมรับ ประชาชนจะร้องยี้ตั้งแต่แรก อยากให้เห็นประโยชน์ และควรเอาบุคคลที่มีความสามารถและมีปัญหาน้อยที่สุดใน 49 คนมาทำหน้าที่ประธานจะดีที่สุด โดย กมธ.สัดส่วนฝ่ายค้านและซีกพรรคร่วมรัฐบาลบางส่วนเห็นด้วยกับสิ่งที่นายมุขอภิปราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา อภิปรายว่า ประธาน กมธ.คณะนี้จำเป็นต้องได้คนที่มีความรู้ความสามารถ มีความอาวุโสทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ ซึ่งเห็นว่าใน กมธ.นี้ &amp;nbsp;นายกนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นผู้ที่เหมาะสม เพราะจากการฟังการอภิปรายในสภา ถือว่าเป็นผู้ที่ปรารถนาดีในการรักษางบประมาณจากภาษีของประชาชน &amp;nbsp;ถ้ารัฐบาลอยากให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นธรรมจำเป็นต้องใจกว้าง เพราะจะทำให้ตำแหน่งประธานสง่างามมากขึ้น ในฐานะที่เป็น ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ก็อยากเห็น กมธ.มองที่ตัวบุคคลที่จะทำให้ภารกิจที่ได้รับเป็นประโยชน์สูงสุดของประชาชน ทำให้ กมธ.ซีกฝ่ายค้านนำโดยนายอดิศร เพียงเกษ กับนายวิสาร &amp;nbsp;เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย สนับสนุนให้นายกนกเป็นประธาน โดยเห็นว่าแม้นายไพบูลย์จะมีความสามารถแต่ไม่มีความเหมาะสม เพราะจากข่าวเห็นว่าเป็นชื่อที่ถูกเสนอมาจากรัฐบาล &amp;nbsp;การตรวจสอบงบก้อนนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ จึงขอให้นายไพบูลย์ถอนตัวแล้วให้นายกนกทำหน้าที่จะดีกว่า &amp;nbsp;เพราะเป็นที่ยอมรับ ไม่มีตำหนิ โดยนายอดิศรถึงขั้นระบุเลยว่า หากนายไพบูลย์เป็นประธานจะลาออกจาก กมธ.คณะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายวิสารได้เสนอให้มีการลงคะแนนลับ หากนายกนกไม่รับการเสนอชื่อ ฝ่ายค้านจะวอล์กเอาต์ ทำให้ น.ส.พัชรินทร์ ซําศิริพงษ์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ได้เสนอให้มีการลงคะแนนแบบเปิดเผย แต่ฝ่ายเลขานุการ กมธ.ยืนยันว่าตามข้อบังคับเมื่อมีคู่แข่งต้องลงคะแนนแบบลับ โดยทั้งนายไพบูลย์และนายกนกไม่มีใครถอนตัว ที่สุดจึงเปิดให้มีการลงคะแนนลับ โดยให้เขียนหมายเลขลงในกล่องลงคะแนนหน้าห้องประชุม โดยมี กมธ.ลงคะแนน 48 คน ขาด 1 เสียง เนื่องจาก น.ส.นภาพร เพ็ชร์จินดา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ไม่ได้เข้าประชุม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ระหว่างการลงคะแนนนายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ ได้เดินล็อบบี้ กมธ.พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะ กมธ.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยเพื่อให้เลือกนายไพบูลย์ &amp;nbsp;นอกจากนั้นยังมีนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล ได้โทรศัพท์มายังนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอคุยกับนายกนกให้ถอนตัว แต่นายกนกไม่คุยด้วย จนในที่สุดผลการลงคะแนนลับปรากฏว่านายไพบูลย์ชนะ นายกนก 28 ต่อ 19 โดยไม่ลงคะแนน 1 เสียง ได้เป็นประธาน กมธ.วิสามัญ โดยใช้เวลาในการพิจารณานานเกือบ 2 ชั่วโมง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69096</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนก วงษ์ตระหง่าน, ชวน หลีกภัย, พัชรินทร์ ซําศิริพงษ์, มุข สุไลมาน, สมคิด เชื้อคง, สุชาติ ชมกลิ่น, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200618/image_big_5eeb6734a0f96.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
