<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107439</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2021 22:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟิทช์หั่นจีดีพีเหลือ1.8% กนง.ตรึงอัตราดอกเบี้ย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ฟิทช์&amp;rdquo; หั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 1.8% เหตุโควิดระลอก 3 พ่นพิษทำกิจกรรมเศรษฐกิจชะงัก แบงก์ตะลุยตั้งสำรองแก้ลำฉุดกำไรร่วง ขณะที่ &amp;ldquo;กนง.&amp;rdquo; ลดเป้าลงในอัตราเดียวกัน พร้อมมีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% ต่อปี ลุ้นไตรมาส 3 คุมไวรัสได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน น.ส.จินดารัตน์ สิริสิทธิโชติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายจัดอันดับเครดิตสถาบันการเงิน &amp;nbsp;บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ฟิทช์ &amp;nbsp;เรตติ้ง ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2564 ลงเหลือ 1.8% ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นเป็น 4.2% ในปี 2565 จากผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ที่ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่แม้จะไม่เข้มงวดเหมือนการระบาดในระลอกที่ผ่านมา แต่ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลง ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไปยังคาดการณ์ได้ค่อนข้างยาก &amp;nbsp;เนื่องจากยังมีปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนอีกหลายปัจจัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากผลกระทบของการระบาดโควิด-19 ได้ส่งผลชัดเจนกับความสามารถในการทำกำไรของสถาบันการเงินไทย ที่ก่อนหน้านี้ความสามารถในการทำกำไรของสถาบันการเงินไทยอ่อนแอตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาดอยู่แล้ว โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ได้ส่งผลให้ส่วนต่างรายได้อัตราดอกเบี้ยสุทธิของสถาบันการเงินลดลง &amp;nbsp;แม้จะมีการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ โดยสถาบันการเงินหันไปเน้นค่าธรรมเนียมต่างๆ มากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงและการแข่งขันที่สูงขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองสูงส่งผลกดดันความสามารถในการทำกำไรด้วย &amp;nbsp;แต่ฟิทช์ เรตติ้งคาดการณ์ว่าแนวโน้มกำไรของสถาบันการเงินไทยจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นได้ในปีนี้ในลักษณะช้าๆ สอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ฟิทช์ให้ความเห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ค่อนข้างช้า ส่งผลให้สภาวะแวดล้อมในการดำเนินงานของธนาคารไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทาย แต่อย่างไรก็ตามความเสี่ยงดังกล่าวน่าจะสามารถลดทอนลงได้บ้าง &amp;nbsp;เนื่องจากธนาคารไทยยังคงมีความสามารถในการรองรับความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี มองว่าสัดส่วนตัวเลขสินเชื่อด้อยคุณภาพในระบบสถาบันการเงินในปี 2564 จะไม่อยู่ในระดับที่น่ากังวล แต่คาดว่าตัวเลขสินเชื่อด้อยคุณภาพในระบบสถาบันการเงินจะปรับเพิ่มสูงขึ้นในปีหน้า หลังมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ของภาครัฐโดยเฉพาะการป้องกันการตกชั้นของสินเชื่อหมดอายุลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) &amp;nbsp;กล่าวภายหลังการประชุม กนง.ว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี &amp;nbsp;พร้อมทั้งปรับลดคาดการณ์จีดีพีในปี 2564 ลงเหลือ 1.8% &amp;nbsp;จากคาดการณ์เดิมที่ 3% และปี 2565 เหลือ 3.9% จากคาดการณ์เดิมที่ 4.7% เนื่องจากประเมินว่าการระบาดระลอกที่สามของโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าลง และไม่ทั่วถึงมากขึ้นเทียบกับประมาณการเดิม อีกทั้งในระยะข้างหน้ายังมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์การระบาดระลอกใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กนง.เห็นว่า การเร่งดำเนินมาตรการทางการเงิน โดยเฉพาะสินเชื่อฟื้นฟู รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จะช่วยภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบได้ตรงจุด มากกว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ &amp;nbsp;ดังนั้นจึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในการประชุมครั้งนี้ และพร้อมดำเนินนโยบายการเงินที่มีจำกัดในจังหวะที่เกิดประสิทธิผลสูงสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ได้ปรับแนวโน้มตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ลดลงเหลือ 7 แสนคน จากคาดการณ์เดิมที่ 3 &amp;nbsp;ล้านคน จากความยืดเยื้อของการระบาดโควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศที่มีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ที่หลายประเทศอาจจะมีการออกมาตรการเพื่อจำกัดการเดินทาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเป้าหมายตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าไทยในปี 2565 ให้มีความเสี่ยงด้านต่ำ จากเดิมคาดว่าจะอยู่ที่ 21.5 ล้านคน ลดลงเหลือ 10 ล้านคน ขณะที่อุปสงค์ในประเทศได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกที่ 3 ด้วยเช่นกัน ส่วนตลาดแรงงานก็ยังได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ช่วง 4-5 เดือนนี้ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจไทย จากการแข่งขันของไวรัสที่กลายพันธุ์ และการจัดหารวมถึงการกระจายวัคซีน ดังนั้นมาตรการช่วยเหลือทุกอย่างของภาครัฐและ ธปท.จะต้องเน้นผลักดันมาตรการที่มีอยู่ให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ ทั้งสินเชื่อฟื้นฟูและอื่นๆ โดยหากสามารถควบคุมการระบาดได้ ก้าวข้ามผ่านช่วงนี้ได้จะเริ่มเห็นสัญญาณดีขึ้น การบริโภคจะปรับตัวดีขึ้นบ้างจากที่เคยอั้นในอดีต คนไทยจะกลับมาเที่ยวในประเทศมากขึ้น ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะเข้ามาได้ในจำนวนที่มากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไทยค่อยๆ ฟื้นตัว &amp;nbsp;และเมื่อควบคุมสถานการณ์ได้ภาพของเศรษฐกิจที่เปราะบางจะได้รับแรงกระตุ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าการระบาดระลอก 3 น่าจะควบคุมได้ภายในสิ้นไตรมาสที่ 3 &amp;nbsp;และคาดว่าจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้ในช่วงต้นปี 2565&amp;rdquo; &amp;nbsp;เลขานุการ กนง.ระบุ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107439</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง.ตรึงอัตราดอกเบี้ย, ฟิทช์หั่นจีดีพีเหลือ1.8%, ลุ้นไตรมาส 3 คุมไวรัสได้, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50%</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d34b8de6d1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107438</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2021 22:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟิทช์หั่นจีดีพีเหลือ1.8% กนง.ตรึงอัตราดอกเบี้ย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ฟิทช์&amp;rdquo; หั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 1.8% เหตุโควิดระลอก 3 พ่นพิษทำกิจกรรมเศรษฐกิจชะงัก แบงก์ตะลุยตั้งสำรองแก้ลำฉุดกำไรร่วง ขณะที่ &amp;ldquo;กนง.&amp;rdquo; ลดเป้าลงในอัตราเดียวกัน พร้อมมีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% ต่อปี ลุ้นไตรมาส 3 คุมไวรัสได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน น.ส.จินดารัตน์ สิริสิทธิโชติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายจัดอันดับเครดิตสถาบันการเงิน &amp;nbsp;บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ฟิทช์ &amp;nbsp;เรตติ้ง ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2564 ลงเหลือ 1.8% ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นเป็น 4.2% ในปี 2565 จากผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ที่ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่แม้จะไม่เข้มงวดเหมือนการระบาดในระลอกที่ผ่านมา แต่ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลง ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไปยังคาดการณ์ได้ค่อนข้างยาก &amp;nbsp;เนื่องจากยังมีปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนอีกหลายปัจจัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากผลกระทบของการระบาดโควิด-19 ได้ส่งผลชัดเจนกับความสามารถในการทำกำไรของสถาบันการเงินไทย ที่ก่อนหน้านี้ความสามารถในการทำกำไรของสถาบันการเงินไทยอ่อนแอตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาดอยู่แล้ว โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ได้ส่งผลให้ส่วนต่างรายได้อัตราดอกเบี้ยสุทธิของสถาบันการเงินลดลง &amp;nbsp;แม้จะมีการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ โดยสถาบันการเงินหันไปเน้นค่าธรรมเนียมต่างๆ มากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงและการแข่งขันที่สูงขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองสูงส่งผลกดดันความสามารถในการทำกำไรด้วย &amp;nbsp;แต่ฟิทช์ เรตติ้งคาดการณ์ว่าแนวโน้มกำไรของสถาบันการเงินไทยจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นได้ในปีนี้ในลักษณะช้าๆ สอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ฟิทช์ให้ความเห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ค่อนข้างช้า ส่งผลให้สภาวะแวดล้อมในการดำเนินงานของธนาคารไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทาย แต่อย่างไรก็ตามความเสี่ยงดังกล่าวน่าจะสามารถลดทอนลงได้บ้าง &amp;nbsp;เนื่องจากธนาคารไทยยังคงมีความสามารถในการรองรับความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี มองว่าสัดส่วนตัวเลขสินเชื่อด้อยคุณภาพในระบบสถาบันการเงินในปี 2564 จะไม่อยู่ในระดับที่น่ากังวล แต่คาดว่าตัวเลขสินเชื่อด้อยคุณภาพในระบบสถาบันการเงินจะปรับเพิ่มสูงขึ้นในปีหน้า หลังมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ของภาครัฐโดยเฉพาะการป้องกันการตกชั้นของสินเชื่อหมดอายุลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) &amp;nbsp;กล่าวภายหลังการประชุม กนง.ว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี &amp;nbsp;พร้อมทั้งปรับลดคาดการณ์จีดีพีในปี 2564 ลงเหลือ 1.8% &amp;nbsp;จากคาดการณ์เดิมที่ 3% และปี 2565 เหลือ 3.9% จากคาดการณ์เดิมที่ 4.7% เนื่องจากประเมินว่าการระบาดระลอกที่สามของโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าลง และไม่ทั่วถึงมากขึ้นเทียบกับประมาณการเดิม อีกทั้งในระยะข้างหน้ายังมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์การระบาดระลอกใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กนง.เห็นว่า การเร่งดำเนินมาตรการทางการเงิน โดยเฉพาะสินเชื่อฟื้นฟู รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จะช่วยภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบได้ตรงจุด มากกว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ &amp;nbsp;ดังนั้นจึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในการประชุมครั้งนี้ และพร้อมดำเนินนโยบายการเงินที่มีจำกัดในจังหวะที่เกิดประสิทธิผลสูงสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ได้ปรับแนวโน้มตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ลดลงเหลือ 7 แสนคน จากคาดการณ์เดิมที่ 3 &amp;nbsp;ล้านคน จากความยืดเยื้อของการระบาดโควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศที่มีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ที่หลายประเทศอาจจะมีการออกมาตรการเพื่อจำกัดการเดินทาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเป้าหมายตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าไทยในปี 2565 ให้มีความเสี่ยงด้านต่ำ จากเดิมคาดว่าจะอยู่ที่ 21.5 ล้านคน ลดลงเหลือ 10 ล้านคน ขณะที่อุปสงค์ในประเทศได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกที่ 3 ด้วยเช่นกัน ส่วนตลาดแรงงานก็ยังได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ช่วง 4-5 เดือนนี้ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจไทย จากการแข่งขันของไวรัสที่กลายพันธุ์ และการจัดหารวมถึงการกระจายวัคซีน ดังนั้นมาตรการช่วยเหลือทุกอย่างของภาครัฐและ ธปท.จะต้องเน้นผลักดันมาตรการที่มีอยู่ให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ ทั้งสินเชื่อฟื้นฟูและอื่นๆ โดยหากสามารถควบคุมการระบาดได้ ก้าวข้ามผ่านช่วงนี้ได้จะเริ่มเห็นสัญญาณดีขึ้น การบริโภคจะปรับตัวดีขึ้นบ้างจากที่เคยอั้นในอดีต คนไทยจะกลับมาเที่ยวในประเทศมากขึ้น ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะเข้ามาได้ในจำนวนที่มากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไทยค่อยๆ ฟื้นตัว &amp;nbsp;และเมื่อควบคุมสถานการณ์ได้ภาพของเศรษฐกิจที่เปราะบางจะได้รับแรงกระตุ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าการระบาดระลอก 3 น่าจะควบคุมได้ภายในสิ้นไตรมาสที่ 3 &amp;nbsp;และคาดว่าจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้ในช่วงต้นปี 2565&amp;rdquo; &amp;nbsp;เลขานุการ กนง.ระบุ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107438</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง.ตรึงอัตราดอกเบี้ย, ฟิทช์หั่นจีดีพีเหลือ1.8%, ลุ้นไตรมาส 3 คุมไวรัสได้, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50%</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d34b8de6d1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
