<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111971</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2021 18:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 18:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เร่งจัดระบบผังน้ำลุ่มน้ำภาคเหนือ ปูพรมศึกษาปรับปรุงพื้นที่ตอนบนเอื้อทางน้ำทั้งฤดูฝน - แล้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สทนช. ลุยศึกษาจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน หวังใช้เป็นแนวทางปรับปรุงการใช้ประโยชน์ที่ดินในระบบทางน้ำ ที่ไม่ส่งผลต่อการไหลของน้ำ เอื้อจัดการท่วม-แล้งอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมติดตามความก้าวหน้างบกลางแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ-เก็บกักน้ำเร่งด่วนให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำชับให้ สทนช. เร่งรัดการจัดทำผังน้ำให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมถึงให้มีการติดตามผลการดำเนินงานตามงบกลางของหน่วยงานต่าง ๆ รายงานต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สทนช. ได้ลงพื้นที่ลุ่มน้ำวัง จ.ลำปาง และลุ่มน้ำปิง จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานศึกษาโครงการจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน และติดตามผลสัมฤทธิ์ของโครงการที่ได้รับอนุมัติงบกลาง ปี 2563 ตามมติคณะรัฐมนตรี เนื่องจากลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน ถือเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญในพื้นที่ตอนบนของประเทศ และส่งน้ำไปยังพื้นที่ภาคกลางที่เป็นแหล่งชุมชนและพื้นที่เพาะปลูกที่สำคัญ สภาพปัญหาที่พบประจำ ได้แก่ พื้นที่ชุมชนริมน้ำ อาทิ เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลเมืองสุโขทัยธานี เทศบาลเมืองน่าน มักประสบปัญหาน้ำท่วมเกือบทุกปี สาเหตุจากลำน้ำแคบ น้ำไหลไม่สะดวก เนื่องจากมีการรุกล้ำการใช้ประโยชน์ที่ดินสองฝั่งลำน้ำซึ่งเป็นปัจจัยหลักต่อการไหลของน้ำในฤดูน้ำหลาก รวมทั้งการเก็บกักน้ำในพื้นที่สำหรับใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งยังไม่เต็มศักยภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น สทนช. จึงต้องเร่งดำเนินโครงการจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน โดยจะมีการศึกษาและทบทวนกายภาพของพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดินในอดีตถึงปัจจุบัน เพื่อเสนอแนะการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำตามผังน้ำ การพัฒนาเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน การรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลจากแผนที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ 1.แผนที่แสดงโครงข่ายระบบระบายน้ำในปัจจุบัน ทิศทางการไหลของน้ำ วิเคราะห์สภาพและสาเหตุของการเกิดอุทกภัยและภัยแล้ง 2.แผนที่แสดงระบบป้องกันน้ำท่วมและการบรรเทาอุทกภัย การบริหารจัดการอุทกภัย มูลค่าความเสียหายและวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา 3.แผนที่แสดงพื้นที่ประกาศภัยแล้ง การบริหารจัดการภัยแล้ง มูลค่าความเสียหายและวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาจากหน่วยงานต่าง ๆ จัดทำแผนที่แสดงสิ่งปลูกสร้างและโครงสร้างพื้นฐานที่กีดขวางทางน้ำ ตลอดจนการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านเพื่อนำมากำหนดขอบเขตผังน้ำ เพื่อใช้เป็นหลักให้หน่วยงานปฏิบัติอ้างอิงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ยังใช้แบบจำลองในกรณีศึกษาอย่างน้อย 5 กรณี ได้แก่ 1.กำหนดขอบเขตผังน้ำจากสภาพพื้นที่และระบบสาธารณูปโภค (โครงข่ายถนน และช่องเปิดต่าง ๆ) ในสภาพปัจจุบัน 2.กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการปรับปรุงโครงข่ายถนนและช่องเปิดต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ผังน้ำไม่ให้เกิดการกีดขวางทางน้ำ 3.กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการพัฒนาโครงการที่อยู่ในแผนของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีความชัดเจนในการดำเนินการ 4.กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการปรับปรุงโครงข่ายถนนและช่องเปิดต่าง ๆ ในพื้นที่ผังน้ำร่วมกับการพัฒนาโครงการที่อยู่ในแผนของหน่วยงานต่าง ๆ และการเสนอเพิ่มเติมโดยผู้ศึกษา&amp;nbsp;&amp;nbsp; และ 5.กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การพัฒนาเมืองหรือพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญในลุ่มน้ำ ที่อาจจะส่งผลกระทบในพื้นที่ผังน้ำร่วมกับการพัฒนาโครงการที่อยู่ในแผนของหน่วยงานต่าง ๆ&amp;nbsp; หรือโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษา เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การศึกษาของทั้ง 4 ลุ่มน้ำในครั้งนี้ มีระยะเวลาดำเนินการ 16 เดือน เริ่มวันที่ 10 เมษายน 2564 และจะศึกษาแล้วเสร็จวันที่ 2 สิงหาคม 2565 โดยในแต่ละขั้นตอนการศึกษาจะมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการลุ่มน้ำ หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จำนวน 4 ครั้งต่อลุ่มน้ำ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันพิจารณา พร้อมสะท้อนปัญหาและความต้องการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด เพื่อให้หน่วยงานสามารถนำผังน้ำไปใช้สนับสนุนแผนงานการป้องกันแก้ไขภัยแล้งและอุทกภัย รวมทั้งการบริหารจัดการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำได้อีกด้วย โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำตามผังน้ำจะต้องไม่ก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนทางน้ำหรือกระแสน้ำหรือสิ่งกีดขวางการไหลของน้ำในระบบทางน้ำ อันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติตามแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง และแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม&amp;rdquo; เลขาธิการ สทนช. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากการติดตามความก้าวหน้าการจัดทำผังน้ำแล้ว ยังได้ติดตามความก้าวหน้าผลสัมฤทธิ์ของโครงการที่ได้รับอนุมัติงบกลาง ปี 2563 ตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งในพื้นที่ภาคเหนือมีทั้งสิ้น 4,524 โครงการ แบ่งเป็น จังหวัดเชียงใหม่ 380 โครงการ และจังหวัดลำปาง 250 โครงการ สำหรับแผนงาน/โครงการ ภายใต้แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จังหวัดเชียงใหม่ 103 โครงการ และจังหวัดลำปาง 67 โครงการ ซึ่ง 2 โครงการสำคัญที่ได้ลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้แก่ โครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำให้กับประชาชนที่รัฐบาลให้การสนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งบกลางในการจัดทำโครงการธนาคารน้ำใต้ดินระดับตื้น ซึ่งดำเนินการโดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ในพื้นที่ ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และระบบกระจายน้ำบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ หมู่ที่ 4 ต.เวียงตาล อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ซึ่งทั้งสองแห่งมีผลดำเนินการที่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในช่วงฤดูแล้งมากกว่า 150 ครัวเรือน อีกทั้ง สทนช. มีแนวคิดในการขยายผลการทำโครงการธนาคารน้ำดินในพื้นที่อื่นให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อเก็บกักน้ำในฤดูฝนนี้และเป็นน้ำต้นทุนในฤดูแล้งหน้าตามนโยบายของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111971</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนช., คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, จัดทำผังน้ำ, ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์, ท่วม-แล้ง, น่าน, พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ยม, ลุ่มน้ำปิง, วัง, สทนช., สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210802/image_big_6107d4f49c051.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17590</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้น‘มังคุด’ถล่มยัน19ก.ย. ‘กนช.’ดัน11โปรเจ็กต์น้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ถก &amp;quot;กนช.&amp;quot; ลุย 11 เมกะโปรเจ็กต์ 7.3 หมื่นล้าน แก้ท่วม-ภัยแล้ง ขยายยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปี &amp;quot;ไต้ฝุ่นมังคุด&amp;quot; จ่อถล่มเหนือ-อีสานถึง 19 ก.ย. &amp;quot;เสรี&amp;quot; เตือนพายุเหลืออีก 3 ลูก แต่ฝนน้อยไม่ท่วมซ้ำปี 54 ห่วงเอลนีโญมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 14 กันยายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 3/2561 โดยมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กนช., นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน, นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 11.30 น. พล.อ.ฉัตรชัยแถลงภายหลังการประชุมว่า การปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ได้ปรับชื่อใหม่เป็นแผนแม่บท เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ขณะเดียวกัน ความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรนํ้าแห่งชาติ พ.ศ..&amp;hellip; อยู่ในวาระ 2-3 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งคาดว่าภายในปีนี้ พ.ร.บ.ดังกล่าวจะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เรื่องการบริหารจัดการน้ำแต่ละปี รัฐบาลจัดสรรวงเงินกว่า 60,000 ล้านบาท ให้ 38 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่จะต้องผ่านการกลั่นกรองของ สทนช. และ กนช. เพื่อให้แผนการบริหารจัดการงบประมาณสอดรับกับแผนบริหารจัดการน้ำ ส่วนโครงการบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ปี 62-65 มี 31 โครงการ ที่จะครอบคลุมถึงการขาดแคลนน้ำและน้ำท่วม และใน 20 ปี รัฐบาลยังวางแผนระยะยาว โดยมีแผนดำเนินโครงการ 11 โครงการใหญ่ภายในปี 62 ขณะที่ปี 63 มี 12 โครงการ ส่วนโครงการที่เหลือจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 65
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวด้วยว่า ขอฝากนักการเมืองและรัฐบาลที่จะเข้ามาด้วยว่า แผนน้ำเกิดประโยชน์กับประชาชนจริงๆ หลายโครงการที่รัฐบาลนี้ดำเนินการต้องใช้เวลา 5 ปี 10 ปี หากไม่เดินต่องานทั้งหมดจะสะดุด เราลงฐานไปแล้ว ดังนั้นรัฐบาลชุดต่อไปควรจะต้องทำ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องช่วยเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลชุดต่อไปเดินหน้าตามแผนงานที่เราวางไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมเกียรติกล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบโครงการคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร ก่อนนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป และยังรับทราบแผนการทบทวนการขยายยุทธศาสตร์น้ำ จาก 12 ปี เป็น 20 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยจะเสนอกรอบเวลาประมาณเดือน ต.ค. นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาการดำเนินโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ มูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเป็นระบบในปี 62 โดยพร้อมดำเนินการทั้งสิ้น 11 โครงการ วงเงิน 73,679 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวันชัยกล่าวว่า ประเทศไทยอยู่ช่วงฤดูฝน คาดว่าจะหมดในช่วงเดือน ต.ค. โดยสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ต.ค. จะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว โดยพายุไต้ฝุ่นมังคุด คาดว่าจะมีผลกระทบต่อประเทศไทย ให้มีฝนตกเพิ่มขึ้นในภาคเหนือและอีสานตอนบน จนถึงวันที่ 19 ก.ย.นี้ ซึ่งในวันที่ 15 ก.ย.ต้องเฝ้าระวังที่ จ.นครนายก สระแก้ว ระยอง และตราด โดยจะมีฝนมากกว่า 50 มิลลิเมตร ส่วนวันที่ 16 ก.ย. จะมีแค่ จ.ตราด ระนอง และพังงา มีฝนมากกว่า 50 มิลลิเมตร วันที่ 17 ก.ย. ภาคเหนือ เช่น จ.เชียงราย น่าน เป็นต้น ซึ่งฝนที่จะตกภาคเหนือ อีสาน และตะวันออก จะทำให้บริเวณลุ่มน้ำมีปัญหาเรื่องการระบายน้ำ จึงขอให้ประชาชนระมัดระวัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 17.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือน &amp;quot;พายุมังคุด&amp;rdquo; (MANGKHUT) ฉบับที่ 3 ว่า เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันที่ 14 ก.ย. พายุไต้ฝุ่น &amp;ldquo;มังคุด&amp;rdquo; บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกหรือด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 16.7 องศาเหนือ ลองจิจูด 125.5 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง ประมาณ 204 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อย ด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีแนวโน้มจะเคลื่อนผ่านเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ และจะเคลื่อนลงทะเลจีนใต้ตอนบน ในช่วงวันที่ 14-15 ก.ย. หลังจากนั้น ผ่านเกาะไหหลำ ประเทศจีน เข้าสู่ประเทศเวียดนามตอนบนและประเทศจีนตอนใต้ ในช่วงวันที่ 16-18 ก.ย. และอ่อนกำลังลงตามลำดับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งจะส่งผลให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย มีกำลังแรง ทำให้บริเวณพื้นที่รับลมมรสุมด้านตะวันตกของภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ สำหรับบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักเกิดขึ้นได้ในช่วงวันที่ 17-19 ก.ย. ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงดินโคลนถล่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน ในช่วงวันที่ 16-20 ก.ย. จะมีกำลังแรงขึ้น โดยบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองทะเลมีคลื่นสูงกว่า 4 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง และขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งให้ระมัดระวังคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ เปิดเผยว่า ยังพบว่ามีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ซึ่งพายุดีเปรสชันบารีจัตสลายตัวไปแล้วเมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 13 ก.ย. ยังเหลือไต้ฝุ่นมังคุดกำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตกค่อนไปทางเหนือเล็กน้อยและจะลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยขณะนี้พบว่ามีพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักถึงหนักมาก 49 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา น่าน ลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร นครปฐม สมุทรสาคร นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ตราด ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต ตรัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ฝนปีนี้น้อยกว่าปี 54 มาก จึงไม่ต้องกลัวน้ำท่วม ล่าสุดปริมาณน้ำผ่าน จ.นครสวรรค์ ยังมีน้อยอยู่ โดยปีนี้ในอัตรา 3.1 พันล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ปี 54 ในอัตรา 9 พันล้าน ลบ.ม. ต่างกันมากเกือบ 3 เท่าตัว ปีที่แล้ว 5 พันล้าน ลบ.ม. ดังนั้นปีนี้จะไม่ท่วมพื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง ไม่ต้องกังวล ไม่กระทบกรุงเทพฯแน่นอน เพราะสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีน้ำน้อยกว่าปีที่แล้ว ส่วนค่าเฉลี่ยฝนปีนี้ยังมากกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 30 ปี อย่างไรก็ตาม พายุโซนร้อนที่เกิดขึ้นมาบริเวณเอเชียใต้ในทุกปีมี 26 ลูก ซึ่งขณะนี้เกิดขึ้นแล้ว 23 ลูก ฉะนั้นจะเหลืออีก 3 ลูก ที่น่าจะมีพายุเกิดขึ้น ยังไม่รู้เส้นทางไปแนวใด ส่งผลกับไทยหรือไม่ ต้องเฝ้าระวัง ที่ผ่านมายังไม่มีพายุเข้าไทยโดยตรง ซึ่งเดือน ก.ย.เป็นช่วงพายุมากที่สุด ถ้าผ่านไปเดือน ต.ค.จะน้อยลง ดังนั้น 2 สัปดาห์นี้ยังเฝ้าระวัง อย่างไรก็ตามฝนตกชุกช่วงนี้ส่งผลดีให้เก็บน้ำในเขื่อนได้มาก เพราะมีปรากฏการณ์เอลนีโญ พายุหมดเร็ว เป็นสัญญาณแล้งเกิดขึ้นตลอดช่วง 2 ปีข้างหน้าเข้าสู่วิกฤติภัยแล้งรุนแรงเช่นเดียวกับปี 58 เริ่มแล้งตั้งแต่เดือน ต.ค. พ.ย. นี้ ซึ่งเตือนเกษตรกรผลผลิตจะเสียหายจากภัยแล้ง การบริหารน้ำเขื่อนต้องสำรองไว้ใช้เกิดภัยแล้ง 2 ปีข้างหน้าด้วย.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17590</URL_LINK>
                <HASHTAG>11 เมกะโปรเจ็กต์, 7.3 หมื่นล้าน, กนช., ขยายยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปี, นายสมเกียรติ ประจำวงษ์, พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์, แก้ท่วม-ภัยแล้ง, ไต้ฝุ่นมังคุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180914/image_big_5b9bb291196c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
