<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105027</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 12:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 12:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การเดินหมากล็อกดาวน์ วัคซีน และ พ.ร.ก.กู้เงิน      </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้มาเลเซียต้องยอมหันกลับมาประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์เต็มรูปแบบทั่วประเทศอีกครั้ง หลังจากที่พบว่ายอดผู้ติดเชื้อโควิดได้พุ่งเป็น 8,000 คนต่อวัน ญี่ปุ่นเองที่กำลังจะจัดแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ในอีกสองเดือนข้างหน้า ก็กลับมีประชาชนกว่าร้อยละ 80 จากการสำรวจที่ต้องการให้ยกเลิกหรือเลื่อนการแข่งขันโอลิมปิก-พาราลิมปิกออกไป เพราะกังวลว่าอาจจะก่อให้เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ตามมา ไต้หวันก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ประสบความสำเร็จสูงในการควบคุมโควิดเมื่อปีที่แล้ว แต่ล่าสุดก็พบว่ามีผู้ติดเชื้อใหม่สะสมเพิ่มขึ้นเป็น 2,260 รายในอาทิตย์ที่สามของเดือนที่แล้วหรือเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับสามอาทิตย์ก่อนหน้านั้น &amp;nbsp;สิงคโปร์ที่ขึ้นชื่อในเรื่องความเข้มงวดของการรักษากฎระเบียบ ก็ยังเกิดมีช่องโหว่เรื่องการจัดการบริหารสนามบิน &amp;lsquo;Changi&amp;rsquo; ที่ทำให้มีผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นในเดือนที่แล้ว และเวียดนามที่เคยคุมโควิดได้ดีมากในช่วงที่ผ่านมา ก็ต้องหันมาขยายมาตรการล็อกดาวน์ในบางจังหวัดนิคมอุตสาหกรรมทางเหนือและพบยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มจากเดิมทีเคยมีอยู่เพียง 190 คนมาเป็น 457 คนเมื่อกลางเดือนที่แล้ว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อะไรคือสาเหตุที่ทำให้กลุ่มประเทศเหล่านี้ที่เคยคุมโควิดได้ดีด้วยการเดินหมาก &amp;ldquo;ล็อกดาวน์&amp;rdquo; และเสริมด้วยมาตรการใส่หน้ากากและการเว้นระยะห่างทางสังคมนั้น ต้องพลาดท่าเสียทีให้กับเชื้อโควิดในรอบนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำอธิบายที่ดูมีเหตุมีผลก็คือ ประเทศเหล่านี้ได้เริ่มผ่อนคลายความเข้มงวดในการควบคุมโควิดเพราะความชะล่าใจ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า หลายประเทศมีความจำเป็นต้องเริ่มเปิดกิจกรรมเชิงเศรษฐกิจให้มีมากขึ้นด้วย เช่น กรณีของรัฐบาลญี่ปุ่นที่อยากจัดโอลิมปิกเกมส์ แม้จะมีความเสี่ยงเรื่องการระบาดของเชื้อโควิดก็ตาม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญของความเพลี่ยงพล้ำที่มองข้ามไม่ได้ คือการเดินหมาก &amp;ldquo;วัคซีน&amp;rdquo; ที่ผิดพลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ได้รายงานเมื่อไม่นานมานี้ว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายประเทศในกลุ่มเอเชียและแปซิฟิกต้องพากันเพลี่ยงพล้ำให้กับโควิด-19 ในปีนี้ ก็เพราะว่าประเทศเหล่านี้ขาดแรงจูงใจที่มากพอในการสั่งจองซื้อวัคซีน (ที่มีอุปทานจำกัด) ให้เพียงพอไว้ล่วงหน้า ซึ่งต่างจากกลุ่มประเทศตะวันตกที่เร่งกักตุนวัคซีนกันเป็นจำนวนมาก เพราะเคยถูกเชื้อโควิดโจมตีอย่างหนักเมื่อปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยเองก็ได้เลือกเดินหมาก &amp;ldquo;ล็อกดาวน์&amp;rdquo; ในระยะแรก และสามารถคุมโควิดได้ดีเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก สำหรับเรื่องของวัคซีนนั้น เราก็มีจุดอ่อนทั้งในเรื่องจำนวนจอง ประเภทวัคซีนที่จอง และจังหวะเวลาในการจองวัคซีนที่ไม่ทันกับสถานการณ์ ซึ่งต่อมารัฐบาลก็ได้มีการปรับแผนวัคซีนใหม่เพื่อให้มีวัคซีนเพิ่มขึ้นเป็น 150 ล้านโดส และล่าสุดก็มี &amp;ldquo;วัคซีนทางเลือก&amp;rdquo; ที่เป็นจริงแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงในเรื่องการฉีดวัคซีนฟรีแก่ประชากรจำนวนมากในประเทศให้ได้ทันเวลา เพื่อหยุดยั้งการระบาดรอบใหม่ โดยไม่ต้องพึ่งมาตรการล็อกดาวน์อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และการเดินหมากเรื่อง &amp;ldquo;วัคซีน&amp;rdquo; ที่ได้ผลนั้น ยังจะเปิดโอกาสให้เราสามารถเดินหมากเรื่อง &amp;ldquo;นโยบายทางการคลังเชิงรุก&amp;rdquo; เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากโควิดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างความสำเร็จในเรื่องนี้ อาจดูได้จากกรณีของประเทศสหรัฐเอมริกา ที่เมื่อปลายปีที่แล้วก็ยังประสบปัญหาเรื่องการระบาดหนักของโควิดอยู่ แต่ทว่ารัฐมนตรีคลังคนใหม่ของสหรัฐคือ นางเจเน็ต เยลเลน ที่อาศัยจังหวะการใช้ยุทธศาสตร์การกระจายฉีดวัคซีนจำนวนมากเพื่อช่วยสกัดการระบาดของโควิค-19 ของสหรัฐมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิค-19 โดยไม่กังวลเรื่อง &amp;ldquo;เสถียรภาพทางการคลัง&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;เสถียรภาพราคา&amp;rdquo; ให้มากนักในตอนแรก เพราะเชื่อว่าการเร่งฉวยโอกาสแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าในทันทีที่หยุดโควิดได้นั้น จะเป็นยุทธวิธีที่สำคัญกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลปรากฏว่า สหรัฐสามารถใช้วัคซีนสกัดกั้นโควิดได้เป็นที่น่าพอใจ และระบบเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐก็สามารถฟื้นกลับมาขยายตัวได้ดีด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุผลดังกล่าว พ.ร.ก.กู้เงิน (เพิ่มเติม) จึงมีความสำคัญต่อประเทศไทยมากในเวลานี้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าหากเราพิจารณาจากรายละเอียดของ พ.ร.ก.กู้เงิน (เพิ่มเติม) ที่ได้กำหนดแผนการใช้เงินกู้ตามวัตถุประสงค์เป็น (1) โครงการเพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดของโควิด-19 วงเงิน 30,000 ล้านบาท&amp;nbsp; (2) โครงการเพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนในทุกสาขาอาชีพซึ่งได้รับผลกระทบ วงเงิน 300,000 ล้านบาท และ (3) โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 170,000 ล้านบาท เพื่อรักษาระดับการจ้างงาน กระตุ้นการลงทุนและการบริโภค แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็จะเห็นได้ว่า การใช้เงินกู้ตามวัตถุประสงค์ข้อ (1) เพื่อหยุดการระบาดของโควิด-19 ให้สำเร็จได้โดยเร็วเท่าไหร่ ก็จะสามารถหยุดความเสียหายที่จะมีต่อชีวิตผู้คนและระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้นเท่านั้น ประตูสู่ความสำเร็จ คงหนีไม่พ้นต้องใช้ยุทธศาสตร์เร่งฉีดวัคซีนโควิดฟรีให้กับประชาชนทั่วไปที่ควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ &amp;ldquo;วัคซีนทางเลือก&amp;rdquo; ที่ภาคเอกชนรับภาระเรื่องค่าใช้จ่ายวัคซีนให้กับแรงงานของตน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวัตถุประสงค์ข้อ (2) และ (3) ของ พ.ร.ก. กู้เงิน (เพิ่มเติม) นี้ หากไม่นับเรื่องการแจกเงินด้วยวิธีแบบเดิม ๆ และโครงการสร้างงานที่มักซ้ำซ้อนกับโครงการในงบประมาณปกติที่เป็นเบี้ยหัวแตกกันแล้ว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาครัฐควรมุ่งใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนสามประการคือ (ก) การหาแนวทางเพื่อช่วยลดภาระหนี้ของครัวเรือนยากจนที่ต้องขาดรายได้ในช่วงการระบาดของโควิด (ข) การหามาตรการช่วยเหลือที่ปฏิบัติได้จริงสำหรับธุรกิจขนาดกลางและย่อมที่มีศักยภาพแต่ประสบปัญหาการขาดสภาพคล่องอันเป็นผลจากวิกฤติโควิด เพื่อไม่ให้ต้องล้มหายตายจากไปมากกว่านี้ และ (3) การเร่งรีบช่วยเหลือชดเชยค่าแรงให้กับแรงงานอุตสาหกรรมตลอดช่วงการหยุดงานเพราะมีการแพร่ระบาดเป็นคลัสเตอร์ในโรงงาน ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างแรงจูงใจให้แรงงานเหล่านั้นไม่ต้องดิ้นรนหนีไปแพร่กระจายเชื้อโควิดยังพื้นที่อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดจบของหมากเกมนี้จะเป็นอย่างไร เราคงได้เห็นกันในไม่ช้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ วันพุธที่ 2 มิถุนายน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ. ดร.อาริยะ ปรีชาเมตตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กนิษฐา หลิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105027</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนิษฐา หลิน, พรก.กู้เงิน 5 แสนล้าน, วัคซีน, ศ. ดร.อาริยะ ปรีชาเมตตา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d215282198.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60599</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2020 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2020 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยทางเลือกของผู้นำในการรับมือ COVID-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
กระแสความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ในเรื่องวิธีการรับมือกับ COVID-19 สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ขั้วความคิดใหญ่ที่แตกต่างกันดังนี้ ขั้วความคิดที่หนึ่งมีความเชื่อตามหลักการ &amp;ldquo;Herd Immunity&amp;rdquo; ว่า วิธีการรับมือที่ดีที่สุดคือการปล่อยให้คนติดเชื้อไวรัสเข้าไปในจำนวนน้อย ในท้ายที่สุดคนส่วนใหญ่ที่ได้รับเชื้อก็จะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ขั้วความคิดที่สองมีความเชื่อในวิธีการลดการกระจายของเชื้ออย่างค่อยเป็นค่อยไป (mitigation) ด้วยวิธีเฝ้าระวัง กักกันตนเองและโรคจากผู้อื่น &amp;nbsp;(social distancing) &amp;nbsp;เพื่อให้คนส่วนใหญ่ค่อย ๆ สร้าง Herd Immunity ขึ้นมา ซึ่งจะใช้เวลานานและยืดเยื้อกว่าวิธีแรก และขั้วความคิดที่สาม มีความเชื่อในเรื่องการปิดเมืองปิดประเทศอย่างเข้มงวด (Lockdown) เพื่อควบคุมไม่ให้มีการแพร่ระบาดอย่างหนัก เพราะเราไม่มี ยา-หมอ-เตียง ที่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยจำนวนมากหากเกิดการระบาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาสำคัญที่ผู้นำของประเทศกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ จึงเป็นเรื่องของการเลือกว่า ตนเองควรจะเชื่อความคิดเห็นทางการแพทย์ของขั้วความคิดไหนดี ที่จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ถูกต้องและเกิดประโยชน์สุทธิสูงสุดต่อประเทศชาติโดยรวม ปัญหาดังกล่าวนี้จึงเป็นปัญหาเชิง &amp;ldquo;เศรษฐศาสตร์&amp;rdquo; โดยแท้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เขียนขออนุญาตนำเสนอกรอบแนวคิดการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ที่จะสามารถผนวกแนวคิดของขั้วความคิดที่สองและสามเข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้าง Herd immunity และขณะเดียวกันก็สอดคล้องกับข้อจำกัดในเรื่องของการไม่มี ยา-หมอ-เตียงที่เพียงพอจะรับมือกับการระบาดใหญ่ ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยในการพิจารณากำหนดนโยบายให้มีความรอบคอบและถูกต้องเหมาะสมมากขึ้น โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขั้นตอนแรก เราต้องตระหนักถึงความจริงที่ว่า เงื่อนไขสำคัญของความสำเร็จของขั้วความคิดที่สองและสามก็คือเรื่องของการควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อไม่ให้มีจำนวนที่มากเกินไปในเวลาสั้น เพื่อให้ผู้ติดเชื้อได้อยู่ห่างจากกัน (Social Distancing) และใช้เวลาในการค่อย ๆ สร้าง Herd Immunity ในขณะที่สังคมก็มีเวลาและความหวังในการสร้างความพร้อมเรื่องยาและวัคซีนที่จะมีการค้นพบในอนาคตอันใกล้&amp;nbsp;
จากข้อมูลล่าสุดตามข่าวที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประชุมร่วมกับคณะแพทย์เมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมาว่า หากรัฐยังดำเนินการในอีก 30 วันข้างหน้าเหมือนที่ผ่านมาแล้ว ก็คาดว่าจำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มสูงเป็น 3.5 แสนราย และมียอดผู้เสียชีวิตราว 7 พันราย แต่หากเพิ่มมาตรการให้ประชาชนอยู่บ้าน (lockdown) ก็จะมีจำนวนผู้ป่วยราว 2.4 หมื่นราย และมีผู้เสียชีวิตราว 485 ราย คำถามสำคัญก็คือว่า รัฐบาลจะตัดสินใจใช้ทางเลือกที่มีอยู่ให้เหมาะสมได้อย่างไร ผู้เขียนขอนำเสนอรายละเอียดของประเด็นเหล่านี้ในขั้นตอนถัดไปดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขั้นตอนที่สอง เรามีข้อจำกัดเร่งด่วนในเรื่องของกรอบเวลาในการเลือกใช้ทางเลือกเรื่องการปิดประเทศ (lockdown) แบบมีการบริหารจัดการ เพราะทางเลือก (option) ในการปิดประเทศแบบมีการบริหารจัดการนี้จะหมดไปในทันทีที่เชื้อโรคนี้เกิดแพร่ระบาดอย่างรุนแรงแล้ว การปิดประเทศแบบมีการบริหารจัดการหมายถึง การให้คนสูงอายุและกลุ่มเสี่ยงที่ไม่ติดเชื้อได้กักตนเองจากผู้อื่น การมีศูนย์คัดกรอง แยกคนป่วยที่อาการไม่หนักให้ไปพักกักตัวเองที่บ้านหรือในสถานที่อื่นเช่น โรงแรมเฉพาะแห่ง ที่มีคนร่วมมือกันยกให้เป็นสถานที่พักดูอาการโดยมีบุคลากรทางการแพทย์มาช่วยดูแลรักษา การจัดตั้งโรงพยาบาลเฉพาะกิจ เช่น โรงพยาบาลสนามเหมือนที่รัฐบาลเริ่มคิดทำเมื่อไม่กี่วันก่อน เพื่อรับส่งต่อผู้ป่วยที่ติดเชื้อและมีอาการหนัก โดยมีการจัดทีมผู้เชี่ยวชาญไปดูแลเป็นการเฉพาะ การขอความช่วยเหลือกับแพทย์ทหารของกองทัพให้มาช่วยงาน เพราะแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อนั้นมีจำนวนน้อย ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความร่วมมือกับแพทย์จากโรงพยาบาลอื่น ๆ ด้วย ภาครัฐควรให้การลดหย่อนภาษีแก่ภาคเอกชนที่เข้ามาช่วยสนับสนุนเรื่องโรงพยาบาลเฉพาะกิจ และพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่กลุ่มคนหาเช้ากินค่ำที่ต้องสูญเสียรายได้รายวันในช่วงดังกล่าวโดยผ่านมาตรการของโครงการประชารัฐที่เคยออกแบบไว้สำหรับคนจน เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ปัญหาของผู้นำประเทศจึงเปรียบเสมือนปัญหาของการลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติจาก COVID-19 แต่ในกรณีนี้หากผู้นำได้ตัดสินใจเลือกทางเลือกในการลงทุนที่ผิดพลาดแล้ว ท่านก็จะเสียโอกาสในการย้อนกลับไปแก้ไขได้อีก (Irreversible Investment) &amp;nbsp;ผู้นำประเทศมีเวลาที่ค่อนข้างจำกัดในการตัดสินใจว่าจะเลือกใช้ทางเลือก (option) ในการปิดประเทศแบบมีการบริหารจัดการหรือไม่&amp;nbsp;
ขั้นตอนสุดท้าย สมมติว่าผู้นำประเทศเลือกวิธีที่จะปิดประเทศแบบมีการบริหารจัดการทันทีในเวลานี้ ผลดีที่ได้ก็คือ เราจะสามารถควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสอดคล้องกับข้อจำกัดในเรื่องจำนวนยา-หมอ-เตียง ที่เราไม่มีเพียงพอที่จะใช้รักษาผู้ป่วยจำนวนมาก นอกจากนี้ วิธีนี้ยังช่วยให้เรามีเวลามากขึ้นในการสร้าง Herd Immunity อย่างช้า ๆ และมีความหวังในการรอคอยวัคซีนที่จะมีการค้นพบใหม่ในอนาคต ข้อเสียของการปิดประเทศคงหนีไม่พ้นเรื่องของความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลก็น่าจะสามารถหาวิธีผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ เพราะมีความคุ้นเคยในการรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจมาก่อนแล้วด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การให้ความช่วยเหลือเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือการพักชำระหนี้กับผู้ประกอบการ SMEs ทั้งหลาย ซึ่งจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจนอาจมีผลต่อเนื่องไปถึงความสามารถของผู้ประกอบการอื่นจำนวนมากในการจ้างงานทั้งในและนอกระบบตลาดแรงงาน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หากสมมติว่า ผู้นำประเทศเลือกที่จะโยนทางเลือกในการปิดประเทศแบบมีการบริหารจัดการทิ้งไปแล้ว ก็อาจปรากฏในภายหลังว่า การระบาดของเชื้อไวรัสอย่างหนักจะทำให้แม้แต่วิธี Herd Immunity เองก็เอาไม่อยู่ในเวลาสั้น ๆ และเกิดความสูญเสียมาก แม้แต่ประเทศอังกฤษเองก็ยังต้องรีบละทิ้งแนวทางแบบ Herd Immunity ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน เพื่อหันไปใช้วิธีปิดประเทศแบบมีการบริหารจัดการแทน คำถามสำคัญก็คือว่า ความเสียหายที่จะมีต่อชีวิตผู้คนและเศรษฐกิจโดยรวมนั้น จะคิดเป็นมูลค่าที่สูงกว่าในกรณีที่เราได้เลือกใช้วิธีการปิดประเทศแบบมีการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นหรือไม่ อย่างไร
กรอบวิธีวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ข้างต้นนี้ จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้นำของประเทศได้ตระหนักถึงประโยชน์ที่แท้จริงของแต่ละทางเลือกที่มีอยู่ในเวลานี้ เพื่อจะได้ตัดสินใจเลือกทางเลือกที่จะให้ผลประโยชน์สูงสุดแก่สังคมในระยะยาว โดยที่รัฐบาลได้ใช้โอกาสที่มีอยู่นี้ ทำความเข้าใจและสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาถึงผลกระทบของแต่ละทางเลือกที่มีอยู่นี้ รวมถึงระยะเวลาที่ชัดเจนที่พวกเราทั้งหลายจะต้องอดทนและต่อสู้ไปด้วยกัน ทั้งนี้รัฐบาลควรได้เตรียมมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากทางเลือกเหล่านี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสังคมมีความหวังในการต้านภัยครั้งนี้ร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร. อารยะ &amp;nbsp;ปรีชาเมตตา
กนิษฐา หลิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60599</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กนิษฐา หลิน, การรับมือโควิด, อารยะ  ปรีชาเมตตา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200303/image_big_5e5e1f9280366.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49740</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/11/2019 11:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/11/2019 11:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราคายาในโรงพยาบาลเอกชนแพงเพราะมีต้นทุนสูงหรือเพราะมีกำไรเกินปกติ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่ค้างคาใจสังคมและผู้ป่วยในโรงพยาบาลเอกชนก็คือเรื่อง ราคาค่ายาและค่ารักษาพยาบาลที่มีการเรียกเก็บในอัตราสูง จนภาครัฐเองในบางครั้งก็ต้องยื่นมือเข้ามาทำอะไรบ้างบางอย่างเพื่อตอบสนองต่อกระแสสังคม ตัวอย่างล่าสุดก็คือ กรณีที่ทางอธิบดีกรมการค้าภายในได้นำเสนอแนวทางการจัดแบ่งกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ตามเกณฑ์การคิดราคาค่ายาที่ไม่เท่ากัน เพื่อให้ประชาชนได้ใช้เป็นข้อมูลในการเลือกใช้บริการจากโรงพยาบาลให้ตรงกับความสามารถและความยินดีในการจ่ายของแต่ละคน โดยกลุ่มที่หนึ่งคือกลุ่มสีเขียว หมายถึงกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนที่คิดค่ายาไม่แพง (ราคายาคิดถูกกว่าราคาเฉลี่ยของยาประเภทเดียวกันของแต่ละโรงพยาบาลรวมกันจากจำนวนยาทั้งหมด 3,000 รายการ) ซึ่งในกลุ่มนี้จะมีโรงพยาบาลเอกชนอยู่ประมาณ 214 แห่ง ส่วนกลุ่มที่สองคือกลุ่มสีเหลือง ได้แก่กลุ่มโรงพยาบาลเอกชนที่คิดราคายาในระดับกลาง ซึ่งมีจำนวนโรงพยาบาลอยู่ 64 ราย และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มสีแดง ซึ่งเป็นกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนที่คิดราคายาแพงและมีอยู่ประมาณ 73 ราย เป็นต้น แม้ว่ามาตรการใหม่นี้จะมีข้อดีตรงที่ว่า มันเป็นวิธีการแก้ปัญหาในลักษณะที่มุ่งเน้นส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าถึงข้อมูลข้อเท็จจริงด้านราคาค่ายาที่แตกต่างกันของแต่ละกลุ่มโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งก็น่าจะดีกว่าการใช้มาตรการเชิงบังคับเพื่อควบคุมราคาค่ายาโดยตรง เพราะหากทำเช่นนั้นแล้ว ก็เสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย อย่างไรก็ตาม มาตรการใหม่นี้ก็ยังมีจุดอ่อนตรงที่ว่า มันไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดตรงประเด็นที่จะมีผลเชิงลบโดยตรงกับโรงพยาบาลเอกชนที่ยังคงคิดราคาค่ายาในระดับที่แพงเกินระดับความเหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่โรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่น่าจะได้อธิบายชี้แจงต่อสังคมให้มากขึ้นก็คือเรื่อง สาเหตุที่ทำให้ &amp;ldquo;ราคาที่เป็นตัวเงิน&amp;rdquo; ของยาแพงกว่าของโรงพยาบาลรัฐเป็นเพราะว่า โรงพยาบาลเอกชนมี &amp;ldquo;ต้นทุนที่สูงกว่า&amp;rdquo; แทนที่จะเป็นเรื่องของการมี &amp;ldquo;กำไรเกินปกติ&amp;rdquo; ตามที่เข้าใจกัน เพราะหากพิจารณาจากงบการเงินของโรงพยาบาลจำนวนมากที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว ก็พบว่าโรงพยาบาลเอกชนเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้ว ต่างก็จะมีผลกำไรเฉลี่ยอยู่ที่ราวร้อยละ 5-15 ซึ่งเป็นอัตราผลกำไรที่ไม่ได้สูงไปกว่าการประกอบกิจการของธุรกิจประเภทอื่น ดังนั้น การที่โรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่คิดราคาค่ายาแพงกว่าโรงพยาบาลรัฐจึงมีสาเหตุหลักมาจากเรื่องการมีต้นทุนที่สูงกว่าอันสืบเนื่องจาก ประการแรก โรงพยาบาลรัฐได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ทำให้ไม่ต้องรับภาระบางส่วนในเรื่องค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ทั้งค่าบุคลากร ค่าเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ และต้นทุนการจัดซื้อราคายา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และประการที่สอง โรงพยาบาลเอกชนเท่านั้นที่ต้องถูกควบคุมคุณภาพตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ซึ่งมีผลทำให้โรงพยาบาลเอกชนต้องรับผิดชอบต่อผลการรักษาและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นยาในสถานพยาบาลจึงไม่ใช่สินค้า แต่กลับเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา โดยที่เภสัชกรในโรงพยาบาลเอกชนจะต้องจ่ายยาให้คนไข้ตามคำสั่งแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เมื่อรวมต้นทุนยา ต้นทุนค่าจ้างบุคลากร และต้นทุนการบริหารจัดการ จึงทำให้โครงสร้างต้นทุนราคายาของโรงพยาบาลเอกชนนั้นสูงกว่าของโรงพยาบาลรัฐมาก นอกจากนี้ การถูกควบคุมคุณภาพตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ยังมีผลทำให้โรงพยาบาลเอกชนต้องมีภาระการลงทุนด้านอาคารสถานที่ที่สูงกว่าโรงพยาบาลรัฐ ตัวอย่างเช่น ต้องวางเตียงห่างกันอย่างน้อยหนึ่งเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่สถานพยาบาลภาครัฐหลายแห่งต้องเอาเตียงมาเรียงชิดกันเพราะมีคนไข้จำนวนมาก เป็นต้น ดังนั้นการที่โรงพยาบาลเอกชนมีต้นทุนที่สูงกว่าโรงพยาบาลรัฐ ส่วนหนึ่งจึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากการต้องลงทุนและว่าจ้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ในราคาที่แพงมากกว่าโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โรงพยาบาลเอกชนมีประสิทธิภาพของการบริการที่รวดเร็วและมีคุณภาพการให้บริการที่ดีเป็นกันเองมากกว่าโรงพยาบาลรัฐ (ทั้งๆ ที่คุณภาพทางคลินิกทั้งโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลรัฐต่างก็มีมาตรฐานด้วยกันทั้งคู่) ดังจะเห็นได้จากการที่มีข้าราชการจำนวนไม่น้อยที่มีสิทธิ์สามารถเข้าใช้บริการจากโรงพยาบาลเอกชนได้โดยการจ่ายเพิ่มบางส่วนนั้น มักจะยินดีเลือกมาใช้บริการกับโรงพยาบาลเอกชนแทนการไปใช้บริการของโรงพยาบาลรัฐ เป็นต้น โดยสรุปแล้ว ประเด็นสำคัญที่โรงพยาบาลเอกชนจะต้องสื่อสารกับสังคมให้เข้าใจอย่างถูกต้องก็คือ เรื่องความแตกต่างของ &amp;ldquo;ราคาที่เป็นตัวเงิน&amp;rdquo; กับ &amp;ldquo;ราคาที่แท้จริง&amp;rdquo; ของยาที่ผู้ป่วยต้องจ่ายไปเพื่อรับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์เรามีคำเตือนใจสำหรับการเปรียบเทียบสินค้าหรือสิ่งของที่ต่างประเภทกันว่า &amp;ldquo;อย่าเผลอไปเปรียบเทียบแอปเปิ้ลกับส้ม หากทั้งสองสิ่งนี้ยังไม่ถูกปรับให้อยู่ในสภาพที่จะนำมาเปรียบเทียบกันด้วยเกณฑ์ที่เป็นฐานเดียวกันได้&amp;rdquo; ซึ่งจากข้อเท็จจริงที่กล่าวมาข้างต้น โรงพยาบาลเอกชนจำนวนมากก็ไม่ได้คิดราคายาที่แพงเกินปกติเมื่อดูจากข้อมูลในการจัดกลุ่มสีเขียวของโรงพยาบาลเอกชนจากกรมการค้าภายในตามที่ได้กล่าวไปแล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากใครจะทดสอบสมมติฐานที่ว่า &amp;ldquo;โรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดราคายาที่แท้จริง (เทียบต่อประสิทธิภาพและคุณภาพในการให้บริการ) สูงกว่าโรงพยาบาลรัฐ&amp;rdquo; ผู้เขียนเห็นว่าสามารถทำได้ด้วยวิธีการทดลองแบบสุ่ม ที่เริ่มจากการสุ่มเลือกตัวอย่างของโรงพยาบาลรัฐเพื่อใช้ในการทดลองที่จำเป็นจะต้องกำจัดความลำเอียงโดยการคัดเลือก (selection bias) ออกไปตั้งแต่ต้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้ผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือ กลุ่มตัวอย่างโรงพยาบาลรัฐเหล่านี้ควรต้องสามารถเป็นตัวแทนของประชากรทางสถิติของโรงพยาบาลรัฐทั้งประเทศได้ โดยที่ตัวอย่างโรงพยาบาลรัฐจะได้รับการจัดแบ่งออกเป็นสองกลุ่มด้วยวิธีการสุ่ม หลังจากนั้นก็จะมีการปฏิบัติต่อโรงพยาบาลรัฐผู้ร่วมการทดลองในสองกลุ่มนี้เหมือนกันทุกประการ ยกเว้นเรื่องที่โรงพยาบาลรัฐบางแห่งได้รับความช่วยเหลือด้านการลงทุนและอื่น ๆ จากภาครัฐที่มากกว่าอีกกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ เช่น เรื่องการสนับสนุนเรื่องการลงทุนของโรงพยาบาลรัฐในการยกระดับการบริหารจัดการเรื่องยาให้ได้ในเกณฑ์มาตรฐานที่สูงกว่า และอื่น ๆ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ดูว่าเงินที่ภาครัฐได้ใส่เพิ่มในการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมดนี้คิดเป็นจำนวนเท่าไหร่ที่ทำให้โรงพยาบาลรัฐในกลุ่มนี้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและคุณภาพการบริการที่ดีกว่าของโรงพยาบาลรัฐที่เป็นตัวอย่างในอีกกลุ่มหนึ่ง ทั้งนี้จำนวนเงินที่ภาครัฐได้ลงทุนเพิ่มสำหรับโรงพยาบาลรัฐในกลุ่มนี้ก็สามารถนำไปคำนวณหา &amp;ldquo;ราคาที่แท้จริง&amp;rdquo; ของยาที่โรงพยาบาลรัฐในกลุ่มนี้ได้เรียกเก็บจากคนไข้ของตน ซึ่งก็จะสามารถนำไปใช้เปรียบเทียบกับ &amp;ldquo;ราคาที่แท้จริง&amp;rdquo; ของยาที่โรงพยาบาลเอกชนเรียกเก็บจากผู้ป่วยของตนได้ในที่สุด ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของโรงพยาบาลรัฐดังกล่าวข้างต้นที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันก็คือ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว ซึ่งโรงพยาบาลบ้านแพ้วได้ทำการว่าจ้างบุคลากรทางการแพทย์ด้วยอัตราค่าจ้างที่สูง โดยโรงพยาบาลได้รับเงินสนับสนุนทั้งจากรัฐและจากเงินบริจาคช่วยเหลืออื่น ๆ เป็นจำนวนมาก จึงมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติที่เราจะทำการศึกษาหา &amp;ldquo;ราคาที่แท้จริง&amp;rdquo; ของยาที่โรงพยาบาลบ้านแพ้วเรียกเก็บจากคนไข้ของตนเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับ &amp;ldquo;ราคาที่แท้จริง&amp;rdquo; ของยาที่โรงพยาบาลเอกชนในแต่ละกลุ่มได้เรียกเก็บจากคนไข้ของตนตามที่ได้กล่าวไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การศึกษาทดลองตามแนวคิดนี้ ก็จะช่วยให้สังคมได้คำตอบที่ชัดเจน เป็นวิทยาศาสตร์ และตรวจสอบได้ว่า โรงพยาบาลเอกชนนั้นมีการตั้งราคาที่แท้จริงของยาในระดับที่แพงกว่าราคาที่แท้จริงของยาในโรงพยาบาลรัฐจริงหรือไม่ ซึ่งก็น่าจะเป็นที่ยอมรับของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งจากภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมได้ในที่สุด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กนิษฐา หลิน
อารยะ &amp;nbsp;ปรีชาเมตตา
คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49740</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนิษฐา หลิน, ราคายา, อารยะ  ปรีชาเมตตา, เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ, โรงพยาบาลเอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190910/image_big_5d77aacd70470.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
