<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118013</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 18:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 18:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กบข. จับมือ43 หน่วยงานหนุนทำธุรกิจอย่างรับผิดชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย. 64 - นางศรีกัญญา ยาทิพย์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวในพิธีประกาศเจตนารมย์ความร่วมมือ &amp;ldquo;Sustainable Thailand&amp;rdquo; รวมพลังนักลงทุนสถาบันและภาคธนาคาร ในการร่วมสร้างประเทศไทยยั่งยืน ว่า การร่วมลงนามในครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ นักลงทุนสถาบัน และธุรกิจธนาคาร รวม 43ราย ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมกันกว่า 40.18 ล้านล้านบาท เพื่อร่วมกันผลักดันการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ ครอบคลุมทุกมิติและเป็นไปตามมาตรฐานสากล (Sustainable Finance) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญอันจะนำไปสู่การสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาระสำคัญของความร่วมมือ คือ การดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบสอดรับกับความตกลงปฏิญญาปารีส (Paris Agreement) ว่าด้วยความรับผิดชอบร่วมกันต่อภัยคุกคามจากความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนมุ่งมั่นพัฒนากระบวนการดำเนินงานและธุรกิจสู่ความยั่งยืน อันจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อทุกห่วงโซ่อุปทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กบข. ในฐานะนักลงทุนสถาบัน ที่มีมูลค่าสินทรัพย์ลงทุนทั่วโลกกว่า1.1ล้านล้านบาท ตระหนักถึงพันธกิจสำคัญที่นอกเหนือจากการสร้างผลตอบแทนการลงทุนระยะยาวให้กับสมาชิกข้าราชการมีเงินออมในวัยเกษียณที่เพียงพอ หากแต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม และต้องส่งเสริมการลงทุนในกิจการที่ยึดถือในหลักธรรมาภิบาลควบคู่ไปด้วย (Doing well while doing good) ซึ่งจะนำไปสู่การขับเคลื่อนการลงทุนอย่างรับผิดชอบ ตลอดจนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน (Sustainable Economic and Social Development) สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ กบข. ในการเป็นผู้นำและผู้ริเริ่มนวัตกรรมการด้านการลงทุนโดยคำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG (Leader in ESG Investing &amp;amp; Initiatives in Thailand)&amp;rdquo; นางศรีกัญญา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118013</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบข.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210927/image_big_6151a96bdf1c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94648</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2021 18:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2021 18:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กบข.&#039;ชี้อานิสงส์เศรษฐกิจโลกฟื้นหนุนราคาสินทรัพย์เสี่ยงสูงวิ่งฉลุย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มี.ค. 2564 นางศรีกัญญา ยาทิพย์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวถึง แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนในช่วงนี้ ว่า เศรษฐกิจโลกเริ่มส่งสัญญาณว่าสามารถรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดีขึ้น เห็นได้ชัดจากดัชนีภาคเศรษฐกิจในหลายตัวชี้วัดเริ่มฟื้นตัวและปรับตัวได้ดีขึ้น หลังจากที่มีการเร่งฉีดวัคซีนในหลายประเทศทั่วโลก โดยมีอัตราการฉีดวัคซีนเพิ่มสูงขึ้นแซงหน้าการแพร่เชื้ออย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในสหรัฐฯ จีน สหราชอาณาจักร และในอีกหลายภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเศรษฐกิจของไทย ยังคงมีแนวโน้มการฟื้นตัวช้า ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกและภาคบริการอย่างการท่องเที่ยว จึงยังคงต้องการมาตรการเยียวยาทั้งด้านการคลัง และการเงินที่ตรงจุดเพิ่มเติมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ผลพวงจากเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่รัฐบาลกลางทั่วโลกอัดฉีดเพื่อช่วยเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ มีแนวโน้มว่าจะได้รับอนุมัติงบประมาณสูงถึง 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เร็วกว่ากำหนด ทำให้เม็ดเงินจำนวนมากไหลไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง กบข. จึงมองว่าตลาดตราสารทุนโดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Emerging Market) และกลุ่มประเทศเอเชีย รวมถึงกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ได้แก่ ทองแดง น้ำมัน และสินค้าเกษตรกรรม ยังคงมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กบข. มองว่า ยังคงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน จากการที่ราคาของสินทรัพย์เสี่ยงมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมานั้น เริ่มส่งผลไปถึงอัตราเงินเฟ้อที่ขยับตัวขึ้น และทำให้อัตราผลตอบแทนจากดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ เริ่มปรับตัวสูงขึ้น โดย กบข. คาดว่าอาจจะปรับตัวสูงขึ้นไปถึงระดับ 1.5-1.6% ภายในปี 2564 รวมถึงค่าเงินบาทน่าจะแข็งค่าอยู่ในระดับ 29.50 - 30.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ยังคงยืนยันในการคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป ซึ่งปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ยังคงต้องจับตามองกันต่อไป&amp;rdquo; นางศรีกัญญา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้สรุปผลสำรวจเรื่องผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ต่อภาคธุรกิจไทยในเดือนก.พ. 2564 โดยพบว่า ระดับการฟื้นตัวของธุรกิจในภาพรวมปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน หลังมีการผ่อนคลายมาตรการ และปรับโซนพื้นที่ควบคุมใหม่ โดยภาคการค้าได้รับอานิสงส์เพิ่มเติมจากมาตรการของรัฐ และภาคท่องเที่ยวเริ่มเห็นสัญญาณปรับดีขึ้นจากผลของวันหยุดยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ธุรกิจส่วนใหญ่คาดว่าผลกระทบจากการแพร่ระบาดระลอกใหม่ในไทยจะใกล้เคียงหรือน้อยกว่าระลอกก่อนเล็กน้อย อีกทั้งยังปรับตัวได้ค่อนข้างมากและดีขึ้นจากเดือนก่อน ยกเว้นภาคท่องเที่ยวและภาคการค้า ส่วนระดับกิจกรรมทางธุรกิจที่ปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน ส่งผลให้ระดับการจ้างงานและรายได้ของแรงงานในธุรกิจส่วนใหญ่ทยอยปรับดีขึ้น และใช้นโยบายปรับเปลี่ยนการจ้างงานลดลงจากเดือนก่อน อย่างไรก็ตาม ธุรกิจนอกภาคการผลิตมีแนวโน้มใช้นโยบายปลดคนงานเพิ่มขึ้นเพื่อประคับประคองธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถึงแม้วัคซีนโควิด-19 จะช่วยจุดประกายสร้างความหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ถูกผลกระทบอย่างรุนแรงจากการระบาดหนักที่ผ่านมา ประกอบกับการที่รัฐบาลกลางแต่ละประเทศใส่เม็ดเงินเข้ามาในระบบเพื่อฟื้นฟูเยียวยาเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ภาคเศรษฐกิจแท้จริงยังคงฟื้นตัวอย่างช้า ๆ เช่นเดียวกับในประเทศไทย ทำให้เม็ดเงินส่วนใหญ่ยังคงไหลไปลงทุนในทรัพย์สินเสี่ยงมากขึ้น เพื่อหาผลตอบแทนทางการเงินที่สูงกว่า&amp;rdquo; ธปท. ระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94648</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบข., ศรีกัญญา ยาทิพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603ccb3eaa0e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89907</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2021 13:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2021 13:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กบข.เปิดผลดำเนินงานปี 63 สร้างผลตอบแทนสมาชิก 4.93%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ม.ค. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ผลตอบแทนการลงทุนของ กบข. ในปี 2563 ที่ผ่านมาถือว่าน่าชื่นชม กบข. สามารถทำผลตอบแทนให้กองทุนส่วนสมาชิกสูงถึง 4.79% และ 4.93% สำหรับแผนหลัก ซึ่งสมาชิกกว่า 90% อยู่ในแผนนี้
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ส่วนตัวผมมั่นใจใน กบข. อยู่แล้ว ผมเป็นสมาชิกตั้งแต่ทำงานอยู่สภาพัฒน์ฯ เกษียณแล้วผมก็ยังใช้บริการออมต่อกับ กบข. ยอดเงินของผมใน กบข. ก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้ง ๆ ที่ผมไม่ได้ส่งเงินสะสมเพิ่มเพราะเกษียณแล้ว ในส่วนการกำกับดูแล ผมมั่นใจในคณะกรรมการ กบข. ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ ผมเชื่อว่าทุกท่านดูแล กบข. อย่างมืออาชีพ&amp;rdquo; นายอาคมฯ กล่าว

ด้านนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานของ กบข. ในปี 2563 ชนะทุกกลุ่มตัวชี้วัดที่คณะกรรมการกำหนด ไม่ว่าจะเป็นตัวชี้วัดด้านสมาชิก ด้านองค์กร และที่สำคัญที่สุดคือด้านการลงทุน ขณะที่กระทรวงการคลังให้การสนับสนุนการบริหารกองทุน กบข. ต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มโอกาสกระจายการลงทุนให้ กบข.

&amp;ldquo;อยากให้สมาชิก กบข. ใช้บริการออมเพิ่มและเลือกแผนลงทุนกับ กบข. ตามหลักการลงทุนที่ดี อายุน้อยก็อาจจะเลือกแผนที่มีความเสี่ยงได้มากกว่าคนที่อายุมาก เพราะอีกหลายปีกว่าจะเกษียณ สามารถรับความเสี่ยงได้มากกว่า แต่ที่สำคัญคือควรออมเพิ่มด้วย เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์ทวีค่าเงินออมแล้วยังลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ผมเองออมเพิ่มเต็มอัตรากับ กบข. มานานแล้ว&amp;rdquo; นายกฤษฎาฯ กล่าว

นางศรีกัญญา ยาทิพย์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. เปิดเผยว่า ปี 2563 เป็นปีที่ท้าทาย กบข. เป็นอย่างมาก วิกฤติโควิด-19 ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง หน่วยงานภาครัฐและธนาคารกลางเกือบทุกประเทศออกมาตรการการคลังและการเงินเพื่อเยียวยาและลดผลกระทบ ส่งผลให้เกิดสภาพคล่องล้นระบบ ขณะที่มาตรการล็อคดาวน์ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่โลกลงทุนไม่เคยสัมผัสมาก่อน เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนมีความแม่นยำ นำข้อมูลจากทุกมิติมาประกอบการตัดสินใจ กบข. จึงพัฒนา 8 โมเดลลงทุนนำมาใช้งานร่วมกับประสบการณ์ของทีมลงทุน ทำให้เกิดความมั่นใจในการทำ Tactical ด้านการลงทุนในหลายจังหวะที่มีโอกาส ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีในปีที่ผ่านมาคือการย้ำให้เห็นว่าการบริหารการลงทุนของ กบข. ดำเนินมาอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89907</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบข., นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ, สมาชิก กบข.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210115/image_big_6001337117fc9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89654</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2021 09:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2021 09:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระทึก!ลุ้นศาลปค.สูงสุดชี้ขาดการบริหารกองทุนกบข.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ม.ค.2564 - &amp;nbsp;ในเวลา 10.45 น. วันพฤหัสบดีที่ 14 ม.ค.ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ 1079/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 2266/2555 ระหว่างนายสุริยนต์ สุวรรณวงศ์ ที่ 1 กับพวกรวม 111 คน (ผู้ฟ้องคดี) กับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่ 1 กับพวกรวม 3 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ณ ห้องพิจารณาคดี 7 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นายสุริยนต์ฟ้องว่ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ดำเนินงานโดยการนำเงินสะสมของสมาชิกไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เมื่อประสบภาวะผลประกอบการขาดทุนกลับมีการผลักภาระดังกล่าวไปยังสมาชิก โดยการเฉลี่ยหักจากจำนวนเงินผลประโยชน์ของสมาชิก กรณีจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการบริหารกองทุนของปี 2561 รวม 6 ประการ เช่น ในช่วงปลายปี 2551 การลดการลงทุนในตราสารทุนไทยลงเหลือเพียงร้อยละ 9.25 การชะลอการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ การกำหนดให้ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลแทนการลงทุนในหุ้น เป็นต้น มาตรการเหล่านี้เห็นได้ว่าเป็นไปเพื่อแก้ไขปัญหาความเสี่ยงในการลงทุนในตราสารทุนในภาวะเศรษฐกิจผันผวน เมื่อพิจารณาในส่วนของผู้ฟ้องคดีทั้งหมด ผู้ฟ้องคดียังคงได้รับเงินต้นในเงินทั้งสี่ประเภทครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด คงมีเฉพาะผลประโยชน์ของเงินต้นทั้งสี่ประเภทที่มีมูลค่าลดลง ซึ่งเป็นมูลค่าตามความเป็นจริงตามมูลค่าสินทรัพย์ในราคาตลาด เห็นได้ว่า การบริหารกองทุน กบข. ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ดำเนินการในปี 2551 เป็นการบริหารกองทุนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว อีกทั้งไม่มีกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้นำจำนวนผลประโยชน์ที่ผู้ฟ้องคดีอาจได้รับหากพ้นจากสมาชิก กบข. ในปี 2551 ซึ่งติดลบไปคำนวณหักจากผลประโยชน์ที่แสดงให้เข้าใจว่า ผู้ฟ้องคดีทั้ง 111 คนได้รับจัดสรรผลประโยชน์เสร็จสิ้นแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินที่เป็นตัวเลขแสดงผลประโยชน์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง111 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89654</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบข., กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ, นายสุริยนต์ สุวรรณวงศ์, ศาลปกครองสูงสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180306/image_big_5a9e1c513b8ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80460</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2020 12:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2020 12:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;อนุชา&quot;ชงแผนดึงเงิน&quot;กบข.&quot;แก้ปัญหาหนี้ครู&quot;ไม่บังคับ-ยึดสมัครใจ&quot; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14ต.ค.63- &amp;ldquo;อนุชา&amp;rdquo; เผยแนวทางใหม่ ใช้เงินอนาคต จากกองทุน กบข. มาลดเงินต้น เชื่อจะทำให้ภาระหนี้ครูลดลงเร็ว ไม่บังคับ &amp;nbsp;ให้เข้าโครงการอย่างสมัครใจ เตรียมเสนอ รมว.คลัง พิจารณาเร็วๆนี้ &amp;nbsp;

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ยังมอบหมายให้ตนขับเคลื่อนงานเรื่องแก้ไขปัญหาหนี้สินของครู ที่ตนเคยดำเนินการเมื่อดำรงตำแหน่งเลขานุการ รมว.ศธ.ให้แล้วเสร็จนั้น ขณะนี้การแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตนได้หารือร่วมกับสถาบันการเงินทั้งธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่เป็นเจ้าหน้าหลักของกลุ่มข้าราชการครูแล้ว &amp;nbsp;โดยมีรูปแบบการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่คิดไว้ครั้งแรก คือ โครงการ ลดดอกเบี้ย ยืดระยะหนี้ให้ยาวขึ้น เพิ่มสภาพคล่องให้ครู เนื่องจากมีการพิจารณแล้ว ว่า โครงการนี้แม้จะลดดอกเบี้ยให้ครูแต่หนี้ก็ยังมีอยู่เท่าเดิม และยังสร้างภาระให้แก่ข้าราชการครูเพิ่มขึ้นไปอีก ดังนั้นจึงมีข้อเสนอใหม่ที่ต้องการจะใช้วิธีการลดเงินต้นของครูให้ได้มากที่สุดด้วยเงินสวัสดิการของครูที่เก็บเป็นเงินฝากไว้ในอนาคต เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เป็นต้น ซึ่งจะเป็นวิธีการนำเงินฝากบางส่วนมาลดเงินต้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
โฆษกรัฐบาลฯ กล่าวอีกว่า &amp;ldquo;แนวทางลดเงินต้นให้แก่ครูนั้น ขณะนี้สถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหน้าหนี้ครูได้ไปหารือกับ กองทุน กบข.แล้ว ซึ่งโครงการลดเงินต้นจากเงินฝากที่เป็นสะสมของครูในอนาคตนั้น เราจะไม่บังคับให้ครูเข้าร่วมโครงการ แต่ให้เป็นความสมัครใจแทน โดยหากครูคนใดที่มีปัญหาเรื่องหนี้สิน แต่ยังสามารถรับภาระผ่อนชำระไหวและไม่อยากนำเงินในอนาคตของตัวเองที่สะสมไว้มาโป๊ะ เพื่อชำระหนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องมีตัวเลขครูเข้าร่วมโครงการดังกล่าวจำนวนกี่คน เนื่องจากเราเน้นความสมัครใจในการเข้าร่วมโครงการมากกว่า

&amp;quot;ทั้งนี้หากสามารถลดเงินต้นได้เร็ว ผมเชื่อว่าจะทำให้ภาระหนี้ครูลดลงไปด้วย และครูจะได้ไม่มีข้อกังวลสามารถจัดการเรียนการสอนได้เต็มศักยภาพ อย่างไรก็ตาม แผนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะนำเสนอให้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง พิจารณาต่อไป&amp;rdquo;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80460</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ปัญหาหนี้สินครู, กบข., นายอนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201009/image_big_5f7fdf7a392ea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51910</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/12/2019 10:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/12/2019 10:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“กบข.” อ้อนคลังขอขยับเพดานลงทุนนอกเพิ่มชี้เสี่ยงต่ำผลตอบแทนสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ธ.ค. 2562 นายวิทัย รัตนากร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข.จะเสนอให้กระทรวงการคลังอนุมัติออกกฎกระทรวงให้สามารถเพิ่มเพดานการลงทุนในต่างประเทศได้เป็น 40% จากปัจจุบันที่ 30% ของสินทรัพย์รวม ในกลางเดือนนี้ หากได้รับอนุมติ กบข.จะปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศให้ได้อย่างน้อย 37-38% โดยจะเน้นกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ทางเลือกต่างประเทศมากขึ้นอีก จากปัจจุบันที่ลงทุนอยู่ที่ 4% ของการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศทั้งหมด โดยเฉพาะในโครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ และหุ้นเป็นหลัก โดยการลงทุนในหุ้นยังคงให้น้ำหนักในหุ้นสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่นอยู่ เพราะผลตอบแทนดีกว่าหุ้นไทยอยู่มาก และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตได้ และเห็นโอกาสการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจน้อยมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เชื่อว่ากระทรวงการคลังจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะการให้ กบข.ไปลงทุนต่างประเทศได้มากขึ้น จะทำให้นักลงทุนประเภทสถาบันเห็นว่าขนาด กบข.ยังไปลงทุนต่างประเทศ ก็จะทำให้นักลงทุนกลุ่มนี้ออกไปลงทุนตาม ก็จะเป็นส่วนหนึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้บ้าง&amp;rdquo; นายวิทัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มองว่าการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศขณะนี้ให้ผลตอบแทนที่ดี และมีความเสี่ยงต่ำ เพราะจากข้อมูลการลงทุนของ กบข.ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า การลงทุนในประเทศให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 4.87% ต่ำกว่าการลงทุนในประเทศควบคู่การลงทุนในต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทน 5.14% แต่การลงทุนในประเทศกลับมีความผันผวนทำให้เกิดความเสี่ยงจากการลงทุนถึง 3.10% สูงกว่าการลงทุนในประเทศควบคู่การลงทุนในต่างประเทศที่มีความเสี่ยงเพียง 2.50% เท่านั้น
นายวิทัย กล่าวอีกว่า การปรับพอร์ตการลงทุน โดยเน้นในสินทรัพย์ต่างประเทศมากขึ้นนั้น เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายการบริหารการลงทุน จากเดิมที่ต้องได้ผลตอบแทนไม่ต่ำกว่าการลงทุนในหุ้น มาเป็นการให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและหวือหวาลดลง โดยเฉลี่ยต้องให้ผลตอบแทน 4% ในระยะ 3 ปีข้างหน้าให้ได้ ซึ่งจะทำให้สมาชิกได้มีเงินออมยามเกษียณอายุ 80% ของเงินเดือนเดือนสุดท้าย และไม่น้อยกว่า 70% ของรายได้พึงมียามเกษียณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลตอบแทนการลงทุนของ กบข. ณ วันที่30 พ.ย.2562 เฉลี่ยอยู่ที่ 5% โดยได้ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว 16.83% ตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่ 12.41% ในกองทุน Absolute Return Fund 11.65% ลงทุนในหุ้นนอกตลาด(Global Private Equity) 10.17% พันธบัตรรัฐบาลไทย 5.17% และหุ้นไทย 3.80% ทั้งนี้ปัจจุบันกบข.มีมูลค่าสินทรัพย์ลงทุนรวมประมาณ 940,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสินทรัพย์ของสมาชิก 400,000 ล้านบาท และเงินสำรองของรัฐบาล 540,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51910</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบข., ขยายการลงทุน, วิทัย รัตนากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191206/image_big_5de9cf7e2fb3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9703</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2018 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2018 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กบข.ชูกลยุทธ์ใหม่ เน้นสมาชิก คือ ศูนย์กลาง โวผลงานปี60 สร้างผลตอบแทนทะลุ 6%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กบข.เผยสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่ 860,783 ล้านบาท ชี้เผชิญภาวะความผันผวนต้องปรับลดการลงทุนระยะยาวลง พร้อมเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ สมาชิกคือศูนย์กลาง หวังยกระดับการบริหารจัดการองค์กรและบริการสมาชิกสู่การเป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิทัย รัตนากร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กบข. มีสินทรัพย์สุทธิ ณ เดือนเม.ย. 61 จำนวน 860,783 ล้านบาท แบ่งเป็นกองทุนสำรอง 466,849 ล้านบาท และกองทุนส่วนสมาชิก 393,935 ล้านบาท โดยมีอัตราผลประโยชน์สุทธิ ปี 60 ที่ &amp;nbsp;6.43% อัตราผลประโยชน์สุทธิระยะ 3 ปีอยู่ที่ 4.97% ขณะที่ สมาชิกมีจำนวน 1.043 ล้านคน ซึ่งในปีนี้ กบข.จะเน้นบริหารงานสมาชิกเป็นหลัก เพื่อให้เกิดการเห็นคุณค่าของกบข.อย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้การลงทุนของ กบข. อาจต้องเผชิญกับภาวะความผันผวนของผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามภาวะความผันแปรของเศรษฐกิจและตลาดการเงินทั่วโลก นโยบายการลงทุนของ กบข. จึงต้องเน้นปรับลดความผันผวนของผลตอบแทนระยะสั้นอาจเป็นประเด็นที่สมาชิกให้ความสำคัญมากขึ้น ทั้งในส่วนของความผันผวนของผลตอบแทนที่เกิดจากทรัพย์สินที่ไปลงทุนและค่าเงินบาทที่ยังมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจัยที่ต้องจับตามองคือเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งคาดว่าในปีหน้าจะเริ่มโตช้าลง หลังจากโตต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 9 ปี ต้องติดตามความรุนแรงอีกครั้ง เนื่องจากมีผลชัดเจนต่อราคาสินทรัพย์ที่ลงทุน ส่วนตลาดหุ้นที่ขึ้นมาแพง เริ่มมีการปรับฐานและผันผวนสูง ขณะที่ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่า มองว่าเป็นเพียงชั่วคราว โดยในสิ้นปีนี้คาดว่าจะกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง ทำให้กบข.มีการการลงทุนในระยะยาวลงมาเป็นระยะกลางและระยะสั้นก่อน หากผลตอบแทนดีขึ้น ก็จะกลับไปลงทุนในระยะยาวอีกครั้ง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ล่าสุดคณะกรรมการ กบข. ได้มีมติอนุมัติแผนยุทธศาสตร์ สมาชิกคือศูนย์กลาง (Member Centric) เพื่อเดินหน้ายกระดับการบริหารจัดการองค์กรและบริการสมาชิกสู่การเป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ (Digital Pension) โดยใช้ระบบงานดิจิทัลเป็นแกนกลางการขับเคลื่อน ประกอบด้วยกลยุทธ์ 3 ด้าน คือ กลยุทธ์การเปลี่ยนสู่องค์กรดิจิทัล ซึ่งนำเอาระบบดิจิทัลมาใช้บริหารจัดการองค์กรและให้บริการสมาชิก เน้นการให้บริการสมาชิกผ่านโทรศัพท์มือถือ ตั้งแต่เริ่มเป็นสมาชิกจนถึงวันที่พ้นสมาชิกภาพ โดยจะให้บริการควบคู่ไปกับช่องทางให้บริการเดิมในปัจจุบัน รวมถึงใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลสมาชิก เพื่อยกระดับประสบการณ์ของสมาชิกจากการใช้บริการและสิทธิประโยชน์ที่ กบข. จัดเตรียมให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ กลยุทธ์การสื่อสารสมาชิกและสร้างการตระหนักรู้ด้านการวางแผนเกษียณ จะมุ่งเน้นใช้สื่อดิจิทัลและโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางสื่อสารหลัก อาทิ เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม และทวิตเตอร์ ควบคู่กับการใช้สื่อเดิม เช่น สื่อวิทยุและสิ่งพิมพ์ที่สมาชิกคุ้นเคย เพื่อขยายความครอบคลุมของการสื่อสารเข้าถึงสมาชิกทุกกลุ่มที่แตกต่าง และรองรับสภาพสังคมดิจิทัล 4.0 นอกจากนี้ กบข. ยังเตรียมเปิดบริการใหม่ขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นการให้บริการให้ข้อมูลทางการเงินแก่สมาชิก ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นผลชัดเจนภายในสิ้นปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลยุทธ์การสร้างประสบการณ์ที่ดีด้วยสวัสดิการและสิทธิพิเศษสมาชิก ซึ่งเป็นภารกิจที่ต้องเร่งรัดดำเนินการเพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนโดยเร็ว ทั้งที่เป็นโครงการใหม่ และโครงการปัจจุบันแต่ปรับเพิ่มสิทธิพิเศษที่มากขึ้น โดย กบข. เตรียมจัดทำโครงการสวัสดิการสมาชิกยุคใหม่ที่สร้างสรรค์ขึ้นให้ตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกด้านสิทธิประโยชน์เพื่อความสุขในปัจจุบัน ควบคู่กับสิทธิประโยชน์เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าสำหรับวัยเกษียณที่เป็นสมาชิกกองทุนเท่านั้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9703</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบข., กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ, วิทัย รัตนากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180226/image_big_5a937494252cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
