<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97374</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2021 16:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2021 16:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กบง.เคาะขยายเวลาคงราคาก๊าซหุงต้มไปอีก 3 เดือน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.2564 นายสุพัฒนพงษ์ &amp;nbsp;พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 64 ว่าที่ประชุมมีความเห็นชอบให้ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ออกไปอีก 3 เดือนเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. - 30 มิ.ย. 2564 เพื่อให้มีราคาขายปลีกแอลพีจี อยู่ที่ประมาณ 318 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน รวมทั้ง มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ติดตามสถานการณ์ราคาแอลพีจี อย่างใกล้ชิด และนำเสนอแนวทางการทบทวนราคาแอลพีจี ให้ กบง. พิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19 และจากการติดตามสถานการณ์ราคาแอลพีจีตลาดโลก ที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงในช่วงเม.ย.- มิ.ย. 2564 &amp;nbsp;เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน ทำให้ความต้องการใช้โพรเพนลดลง กบง. จึงมีมติให้ขยายเวลาตรึงราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นแอลพีจี ที่ 14.3758 บาทต่อกิโลกรัม และตรึงราคาขายปลีกออกไปอีก 3 เดือน เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน&amp;quot;นายสุพัฒนพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันที่ประชุมเห็นชอบกรอบแผนพลังงานชาติ ที่มีเป้าหมายมุ่งสู่พลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในปี 2580 โดยมีทิศทางนโยบาย &amp;nbsp;5 ด้าน ได้แก่ 1.ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน 2.ลงทุนพลังงานสีเขียว 3.ดำเนินนโยบาย 4D1E เพิ่มความสามารถในการแข่งขันภาคพลังงาน 4. เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน และ 5.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะครอบคลุมการขับเคลื่อนพลังงานทั้งด้านไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันเชื้อเพลิง พลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามการดำเนินการทั้งหมดได้รับการสนับสนุนด้านข้อมูลจากศูนย์สารสนเทศพลังงานแห่งชาติ (NEIC) ทั้งข้อมูลเชิงนโยบาย และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านพลังงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ มอบหมายให้ กระทรวงพลังงาน ไปจัดทำรายละเอียดเพื่อนำเสนอ กบง. ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97374</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบง., ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี), รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, สุพัฒนพงษ์  พันธ์มีเชาว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210326/image_big_605da880b0694.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2020 09:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2020 09:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนพ. ย้ำกำลังเร่งแก้ไขปัญหาไฟสำรองอย่างเป็นระบบเพื่อลดต้นทุนให้ประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 กันยายน 2563 &amp;nbsp;นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้ชี้แจงทำความเข้าใจ เรื่อง กรณีมีการนำเสนอว่า มติ กบง เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2563 ได้สั่งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เร่งการเจรจาชะลอหรือเลื่อนโรงไฟฟ้าใหม่เข้าระบบเพื่อหวังลดสำรองไฟฟ้าที่สูงถึง 37 - 40% ซึ่งประเด็นดังกล่าว อาจจะทำให้ประชาชนผู้รับข่าวสารเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ซึ่งในการแก้ไขปัญหากำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) สูงนั้น กระทรวงพลังงาน จะพิจารณาแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นระบบ โดยจะคำนึงถึงการนำไปสู่การบริหารจัดการระบบไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ลดต้นทุนของประเทศ ซึ่งมีแนวทางในการพิจารณาปลดโรงไฟฟ้าเก่าที่มีประสิทธิภาพต่ำออกจากระบบ เพื่อให้สามารถสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงได้อย่างเต็มที่ รวมถึง จะดำเนินการให้โรงไฟฟ้าใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) มีกำหนด จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) ชัดเจนแล้ว ให้สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบตามเวลา ที่กำหนดไว้แล้วในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ซึ่งจะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของประเทศแล้ว และยังช่วยลดต้นทุนของประเทศโดยรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กระทรวงพลังงาน ยังจะพิจารณาแนวทางการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปด้านพลังงานในการเปิดให้มีการแข่งขันในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากผู้นำเข้าหรือ Shipper หลายราย โดยเป็นการใช้กลไกตลาดให้เกิดการแข่งขันด้านราคานำเข้า LNG ทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าลดลง ส่งผลให้มีราคาค่าไฟฟ้าถูกลงด้วย ทั้งนี้ หากดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวได้ จะทำให้ประเทศไทยมีต้นทุนทางด้านพลังงานลดลง อันจะช่วยเพิ่มขีดความสามรถในการแข่งขันของประเทศในที่สุด ดังนั้น ในประเด็นที่กล่าวข้างต้น กระทรวงพลังงาน ถือเป็นนโยบายสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 โดยเร็ว โดยจะเห็นแนวทางชัดเจนภายใน 2 เดือนสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง นายวัฒนพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78448</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบง., ลดสำรองไฟฟ้า, วัฒนพงษ์ คุโรวาท, เลื่อนโรงไฟฟ้าใหม่เข้าระบบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200422/image_big_5e9fab0ef3d5b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78153</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2020 18:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2020 18:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กบง.บี้ทุกหน่วยงานถกอุ้มค่าไฟประชาชนพร้อมตรึงราคาแอลพีจีถึงสิ้นปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ค. 2563 นายวัฒนพงษ์​ &amp;nbsp;คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางลดภาระค่าไฟฟ้า โดยจะไปหารือกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ในการทบทวนหลักเกณฑ์ทางการเงินให้มีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน โดยให้หารือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ไปบริหารจัดการปริมาณกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ก่อนนำกลับมาเสนอ กบง.อีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณไฟฟ้าสำรอง 37-40% ของกำลังการผลิต เพิ่มขึ้นจากเดิมกว่าเท่าตัวที่เคยอยู่ในระดับ 17% ดังนั้นจึงต้องทบทวนแผนการจ่ายไฟเชิงพาณิชย์(ซีโอดี)ของโรงไฟฟ้าต่างๆ รวมถึงการเร่งรัดแผนซื้อขายไฟฟ้าจากต่างประเทศเพื่อลดภาระการสำรองไฟฟ้าในประเทศที่สูงขึ้น ให้สอดคล้องกับเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านพลังงาน(เพาเวอร์ ฮับ)อาเซียน&amp;rdquo;นายวัฒนพงษ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัฒนพงษ์ ​กล่าวว่า กบง.ยังเห็นชอบให้คงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) อยู่ที่ 318 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม(กก.) ออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่ 1 ต.ค.-31 ธ.ค.63 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาบริหาร คิดเป็นรายจ่ายประมาณ 450 บาทต่อเดือน ซึ่งตามกรอบวงเงินที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(กบน.) กำหนดให้ใช้ได้ไม่เกิน 10,000 ล้านบาท หรือเหลืออีกประมาณ​ 5 เดือน(ต.ต.63-ม.ค.64) ซึ่ง ณ วันที่ 13 ก.ย. 63 บัญชีแอลพีจีติดลบ 7,424 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการ กกพ. ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่าที่ประชมุได้อนุมัติเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้าตามมาตรา 97(3) จำนวนเงิน 2,800 ล้านบาท ซึ่งได้เร่งรัดและกระตุ้นการลงทุนเพื่อให้เม็ดเงินลงไปสู่ชุมชนโดยเร็วที่สุด ผ่านการทบทวนแนวปฏิบัติ และหลักเกณฑ์การบริหารจัดการเงินกองทุนฯ ในการใช้เงินโดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และสามารถกำกับ ตรวจสอบการใช้เงินอย่างโปร่งใส และการกระจายการใช้เงินกองทุนให้ชัดเจน รวมถึงกำหนดการกระจายอำนาจ เพิ่มอำนาจการพิจารณาอนุมัติ การเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกโครงการชุมชนโดยไม่ต้องผ่านส่วนกลาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;กกพ.ได้นำมาปรับปรุงในหลายประเด็น เพื่อให้เกิดความราบรื่นในการเปลี่ยนผ่านจากหลักเกณฑ์เดิมไปสู่หลักเกณฑ์ใหม และตอบโจทย์ตามมาตรการส่งเสริมเศรษฐกิจของรัฐบาล ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และลดผลกระทบทางสังคมจากวิกฤตโควิด-19 ซึ่งคาดว่าการใช้เงินดังกล่าว จะสามารถเข้าไปกระตุ้นชุมชนให้เกิดการจ้างงานได้ไม่ต่ำกว่า 30,000 รายหลังจากนี้&amp;rdquo; นายคมกฤช กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78153</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., กบง., วัฒนพงษ์​  คุโรวาท, สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.), สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200506/image_big_5eb226f59cdbe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38891</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2019 01:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2019 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.ทำตาม กบง. พร้อมยกเลิกอุ้มเอ็นจีวีกลุ่มรถสาธารณะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มิ.ย. 2562 นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าจากกรณีที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติให้ปรับราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยน์(เอ็นจีวี) สำหรับกลุ่มรถสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่ รถตุ๊กตุ๊ก รถตู้และรถขนส่งสาธารณะ ให้มีราคาเท่ากับผู้ใช้ทั่วไป และมีผลตั้งแต่เดือน ก.ค. 2562 นี้ นั้น ปตท.พร้อมที่จะดำเนินการตามมติของ กบง. ไม่ว่าจะยึดมติเดิมหรือเปลี่ยนให้มีการต่ออายุก็ตาม แต่เห็นว่าราคาเอ็นจีวีที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 16 บาทกว่าต่อกิโลกรัม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราพร้อมทำตามมติกบง.อยู่แล้ว ขณะที่น้ำมันนั้นราคาเปลี่ยนบ่อยมาก แต่ก๊าซเปลี่ยนไม่บ่อยและปัจจุบันรัฐบาลก็เห็นแล้วว่าควรปรับราคาเอ็นจีวีขึ้นเป็นครึ่งหนึ่งของราคาน้ำมันดีเซล ทำให้เราอุดหนุนน้อยลงเหลือประมาณ 3 บาทบวกลบ ซึ่งเป็นอัตราที่ยังรับได้และเหมาะสม แต่เราอยากให้รัฐบาลเห็นว่าเชื้อเพลิงในประเทศควรปล่อยให้เสรี และมีการแข่งขันกันให้ผู้บริโภคได้เลือกจะดีที่สุด ถึงจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน ในช่วงที่ราคาถูกคนก็มาใช้เอ็นจีวี แต่ในช่วงที่ราคาแพงก็ผู้บริโภคก็มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนไปใช้น้ำมันได้&amp;quot;นายชาญศิลป์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ปตท. มีการอุดหนุนเอ็นจีวีให้ราคาถูกมากหลายปี เนื่องจากช่วงนั้นราคาน้ำมันแพง รัฐบาลจึงมีคำสั่งให้คุมราคาเอ็นจีวีน้อยกว่าครึ่งของราคาดีเซล เพื่อให้ผู้บริโภคมาใช้เอ็นจีวีแทนน้ำมัน แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันนั้นถูกลงมามาก จึงไม่จำเป็นจะต้องกดราคาเอ็นจีวีให้ต่ำลงแล้ว ขณะเดียวกันเห็นว่าการดำเนินธุรกิจเอ็นจีวีในอนาคตนั้น ควรจะเป็นการทำสถานีบริการ(ปั๊ม)ตามแนวท่อดีที่สุด เนื่องจากปัจจุบันแนวท่อนั้นครอบคลุมหลายพื้นที่ของประเทศแล้ว และการขนส่งก็ง่ายไม่ต้องเสียเงินเยอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาญศิลป์ กล่าวว่าขณะที่การเตรียมตัวปิดซ่อมแหล่งก๊าซเจดีเอ ในมาเลเซียของปีนี้นั้น เป็นไปตามกำหนดการ และมั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อก๊าซในประเทศเรื่องจากมีก๊าซธรรมชาติเหลว(เอลเอ็นจี)อยู่ประมาณ 11.5 ล้านตัน รองรับได้ 140 &amp;nbsp;ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งาน แต่ก็อาจจีมีผลกระทบบ้างกับเอ็นจีวีเนื่องจากการก่อสร้างท่อก๊าซเส้นที่ 5 ยังไม่แล้วเสร็จก็อาจจะทำให้บางพื้นที่ไม่ได้รับก๊าซเต็มที่ แต่ก็มีการแก้ไขไปแล้วหลายจุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในวันที่ 20 มิ.ย. นี้จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหาร(บอร์ด ปตท.) โดยคาดว่าจะมีการหารือถึงเรื่องงบลงทุนของบริษัทในช่วง 5 ปีด้วย ซึ่งมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นในบางส่วน ขณะเดียวกันก็จะมีการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ดำเนินงานในองค์กรบางตำแหน่งตามความเหมาะสม แต่ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะเป็นอย่างไร ต้องผ่านการพิจารณาจากบอร์ดให้เรียบร้อยก่อน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38891</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบง., ชาญศิลป์ ตรีนุชกร, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), เลิกอุ้มเอ็นจีวี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180316/image_big_5aab812f7dcd0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36355</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2019 09:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2019 09:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศิริ&#039;ชี้ปี65 คนไทยใช้ไฟถูกลง15สต./หน่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ค. 2562 นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงาน(กบง.) เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2562 ว่า ที่ประชุมกบง.มีมติรับทราบร่างแผนก๊าซ 20 ปี(แก๊สแพลน) ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ 20 ปี(พีดีพี2018) โดยแผนก๊าซได้ระบุถึงทิศทางค่าไฟฟ้าของไทยตั้งแต่ 2565 จะถูกลง 15 สตางค์ต่อหน่วย จากปัจจุบันค่าไฟฟ้าฐานอยู่ที่ 3.62 บาทต่อหน่วย เนื่องจากปีดังกล่าวบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ.ที่ชนะประมูล 2 แหล่งก๊าซ คือ บงกช และเอราวัณ จะได้สิทธิผลิตก๊าซธรรมชาติ โดยปตท.สผ.เสนอราคาก๊าซที่ถูกลงทำให้ค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายถูกลงด้วย นอกจากนี้ค่าไฟที่ถูกลงยังมาจากการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนต่างๆ อาทิ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์เซลล์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในรายละเอียดของแผนก๊าซ 20 ปี ยังกำหนดให้ปลายแผนคือปี2580 ไทยจะใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าเพียง 28% จากปริมาณเชื้อเพลิงททั้งหมด คิดเป็นปริมาณ 5,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปีนี้ใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้า 60-62% จากปริมาณเชื้อเพลิงทั้งหมด คิดเป็นปริมาณ 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งก๊าซฯดังกล่าวจะมาจากอ่าวไทย บนบก และนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ปี 2580 ไทยจะนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) จำนวน 23 ล้านตัน โดยหลังจากนี้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)จะไปรับฟังความคิดเห็นประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียทั่วประเทศ หลังจากนั้นจะนำกลับมาพิจารณาในกบง.อีกครั้ง เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)พิจารณาบังคับใช้ภายใต้แผนพีดีพี 2018 ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กบง.ยังรับทราบความคืบหน้าการคัดเลือกผู้จำหน่ายก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) 1.5 ล้านตันต่อปีให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ตามมติกพช.ที่มีมติให้กฟผ.เป็นผู้นำเข้าแอลเอ็นจีรายที่ 2 ต่อจากบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ที่ปัจจุบันเป็นผู้นำเข้ารายแรกรายเดียวของประเทศ มีสัญญาซื้อขายระยะยาวรวม 5.2 ล้านตันต่อปี โดยกบง.ได้สั่งการให้กฟผ.หารือกับปตท.ถึงขั้นตอนและปริมาณที่เหมาะสมในการนำเข้าแต่ละช่วง เพื่อไม่ให้กระทบกับการนำเข้าของปตท. เพราะปตท.ถือเป็นผู้นำเข้าหลักที่มีความสำคัญส่งผลต่อความมั่นคงทางพลังงาน หลังจากนั้นให้นำข้อสรุปไปหารือกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ตามนโยบายการเปิดให้บุคคลที่สามเข้าใจท่อก๊าซ(ทีพีเอ โค้ด) หลังจากนั้นให้กกพ.รายงานต่อกพช.เพื่อพิจารณาภายใน 2 สัปดาห์หลังจากนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวกล่าวว่า ผลการคัดเลือกผู้จำหน่ายแอลเอ็นจี 1.5 ล้านตันต่อปีให้กฟผ. เบื้องต้น คณะทำงานได้พิจารณาคัดเลือกให้ปิโตรนาสแอลเอ็นจีประเทศมาเลเซียเป็นผู้ชนะการประมูล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36355</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบง., ค่าไฟถูกลง, ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงาน, รับทราบร่างแผนก๊าซ 20 ปี(แก๊สแพลน), ศิริ จิระพงษ์พันธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190225/image_big_5c7405c950c18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19735</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2018 08:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2018 08:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กบง.ตั้งรับน้ำมันโลกพุ่งจ่อหนุนดีเซลเพิ่ม 50 สต.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กบง.จ่ออุดหนุนดีเซลเพิ่มอีก 50 สตางค์/ลิตร เป็น 1.50 บาทต่อลิตร ตั้งรับกรณีน้ำมันตลาดโลกพุ่งอยู่ในกรอบ 82.5-87.5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เผยสถานะกองทุนฯ จะดูแลราคาได้ถึงเดือนมี.ค.62 หากพุ่งเกิน 90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล พร้อมพิจารณาผสมผสาน

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 11 ต.ค.ว่าขณะนี้ สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดไปมาก หลังประเทศซาอุดิอาระเบียและรัสเซียออกมายืนยันสามารถเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันชดเยปริมาณน้ำมันดิบที่อิหร่านผลิตน้อยลง หลังสหรัฐประกาศมาตรการคว่ำบาตรที่จะมีผลวันที่ 4 พ.ย.นี้ ทำให้ตลาดคลายความกังวลต่อปัญหาปริมาณน้ำมันไม่เพียงพอ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกลดลงมาอยู่ในระดับปกติ

แต่ทั้งนี้ กบง.ยังไม่ได้ไว้วางใจ โดยเตรียมมาตรการรับมือไว้ 2 กรณี คือ กรณีประเมินว่ายังมีโอกกาสที่ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกจะพุ่งสูงขึ้นไปเกิน 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือบวกลบไม่เกิน 2 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อยู่ในกรอบ 82.5-87.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อาจจำเป็นต้องเพิ่มเงินชดเชยดีเซลอีก 50 สตางค์ต่อลิตร เป็น 1.50 สตางค์ต่อลิตร ต่อไปได้อีก 6 เดือนหรือประมาณเดือนมี.ค.2562 จากปัจจุบันอยู่ที่ 1 บาทต่อลิตร เพื่อรักษาระดับเสถียรภาพราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร

&amp;ldquo;ล่าสุดราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเริ่มผ่อนคลาย เห็นได้จากราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบลดลงต่ำกว่า 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งหากราคาน้ำมันเคลื่อนไหวอยู่ในระดับนี้ มั่นใจว่าการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ที่มีทั้งสิ้น 24,592 ล้านบาท จะเพียงพอในการดำเนินมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 1 บาทต่อลิตร ไปจนถึงเดือนมิ.ย.2562&amp;rdquo;นายศิริ กล่าว

ส่วนกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินราคาน้ำมันดิบตลาดโลกสูงขึ้นไปเกินกว่าระดับ 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากกรณีการเมืองระหว่างประเทศ กบง.อาจมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการผสมผสาน คือ เพิ่มอัตราเงินชดเชยราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล-เพิ่มราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศ-ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาให้เหมาะสมกับสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานพยายามดูแลรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศให้มีเสถียรภาพให้ผ่านพ้นช่วงหน้าหนาวของปีนี้ เพราะเชื่อว่าหลังจากนั้นสถานการณ์จะคลี่คลายเมื่อเข้าสู่หน้าร้อน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19735</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบง., กองทุนน้ำมัน, น้ำมันดีเซล, ราคาน้ำมัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180924/image_big_5ba8ed0c22aff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13748</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2018 08:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2018 08:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กบง.ลดชดเชยน้ำมันดีเซลพร้อมอุ้มLPGต่อ 6เดือน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กบง.ไฟเขียวลดเงินชดเชยน้ำมันดีเซลเหลือ 13 สตางค์/ลิตร เพิ่มความเข้มแข็งกองทุนน้ำมัน พร้อมยังจ่ายเงินหนุนแอลพีจี 560 ล้านบาท/เดือน คงราคาขายปลีกเท่าเดิม ชี้บัญชีแอลพีจีติดลบได้ 3 พันล้านบาท

&amp;nbsp;นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงาน(กบง.) เมื่อวันที่ 18 ก.ค.61 ที่ผ่านมา ว่าที่ประชุม กบง.เห็นชอบปรับลดอัตราเงินชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วจาก 50 สตางค์ต่อลิตร เป็น 13 สตางค์ต่อลิตร โดยยืนยันไม่มีผลต่อราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากค่าการตลาดยังอยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมกองทุนน้ำมันฯ มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีรายจ่าย 1,040 บาทต่อเดือน เป็นมีรายจ่ายเหลือ 315 ล้านบาทต่อเดือน จากปัจจุบันสถานภาพเงินกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 15 ก.ค.61 บัญชีน้ำมัน มีฐานะเป็นบวกสุทธิ 29,673 ล้านบาท เพื่อสามารถมีเงินนำมารักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกน้ำมันและก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ในประเทศได้ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีนี้

โดยจากสถานการณ์ด้านราคาก๊าซแอลพีจี ตลาดโลกขณะนี้มีความผันผวนมาก ที่ประชุม กบง.ยังมีมติให้กำหนดบัญชีแอลพีจี ของกองทุนน้ำมันฯ สามารถติดลบได้ไม่เกิน 3,000 ล้านบาท เพื่อการบริหารจัดการสถานการณ์แอลพีจี ให้เกิดเสถียรภาพในการรักษาระดับราคาแอลพีจีขายปลีกขนาดถัง 15 กิโลกรัมให้คงอยู่ที่ 363 บาทต่อถัง ซึ่งต้องใช้เงินอุดหนุน 560 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อรักษาระดับราคาให้อยู่ในระดับนี้ได้เป็นระยะเวลา 6 เดือน

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13748</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบง., กองทุนน้ำมัน, ดีเซล, ทวารัฐ สูตะบุตร, อุดหนุนแอลพีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180131/image_big_5a71b44ecc79a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
