<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107144</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2021 20:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2021 20:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมประเมินเปิดประเทศหนุนจำนวนผู้โดยสารไฟล์ทอินเตอร์แตะ 1.4 ล้านใน ธ.ค.ปีนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มิ.ย.2564 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นฐานะประธานกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ครั้งที่ 6/2564 ว่า ที่ประชุม กบร. ได้ร่วมกันสอบทานมาตรการด้านการบิน เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการเปิดประเทศ นำร่องจังหวัดภูเก็ตใน ก.ค. 2564 เป็นที่แรก (ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์) โดยหากสำเร็จจะขยายไปอีก 9 จังหวัดและเปิดทั้งประเทศในอีก 120 วันข้างหน้า ซึ่งคาดว่าอุตสาหกรรมการบินของไทยจะฟื้นฟูและมีจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศใน ธ.ค. 2564 ประมาณ 1,400,000 คน เพิ่มขึ้นจาก ก.ค. 2564 ประมาณ 10 เท่า (ข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลการบินนานาชาติ OAG)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กบร. ได้ให้นโยบายเร่งศึกษาการนำเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาการจัดการสนามบินภายในประเทศ และให้กระทรวงคมนาคมเชิญหน่วยงานที่ดูแลสนามบินร่วมหารือเดินหน้า เพื่อพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลผู้โดยสารและการให้บริการที่รวดเร็วขึ้น ลดการสัมผัส และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เดินทางจากทั่วโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ &amp;ldquo;ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์&amp;rdquo; เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากข้อสั่งการของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม จากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ เข้ามาพักอาศัยโดยไม่ต้องกักตัวอยู่ในจังหวัดภูเก็ตอย่างน้อย 14 วัน และสามารถไปเที่ยวพื้นที่อื่นต่อได้ โดยหวังว่าจะช่วยฟื้นฟูการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งพลเอกประยุทธ์ คาดว่าจะสามารถเริ่มได้ตามแผนในวันที่ 1 ก.ค. 2564 และหากสำเร็จจะขยายเป้าหมายไปในอีก 9 จังหวัด ประกอบกับเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ ยังได้ประกาศเป้าหมายการเปิดประเทศไทยทั้งประเทศภายใน 120 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวอีกว่า ที่ประชุม กบร. ยังมีมติกำหนดนโยบายที่สำคัญ 4 เรื่อง เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายการฟื้นฟูการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศและเพื่อให้เกิดการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการบินของไทยซึ่งเป็นการคมนาคมหลักที่จะนำนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศ ประกอบด้วย 1.ศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารเที่ยวบินระหว่างประเทศ โดยได้สั่งการให้จัดสรรเวลาการบิน (Slot) อย่างเหมาะสม ซึ่งขณะนี้มีเที่ยวบินทั้งในและระหว่างประเทศอยู่ในกำหนดการบินประจำฤดูร้อน 2564 (วันที่ 1 ก.ค. - 30 ต.ค. 2654) และในกำหนดการบินประจำฤดูหนาว 2564/2565 (วันที่ 31 ต.ค. 2564 &amp;ndash; 26 มี.ค. 2565) เรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เบื้องต้นสำหรับสนามบินภูเก็ตในกำหนดการบินประจำฤดูร้อน 2564 มีเที่ยวบินจัดสรรแล้วประมาณ 134 เที่ยวบินต่อวัน จากขีดความสามารถในการรองรับ 480 เที่ยวบินต่อวัน คิดเป็น 28% โดยคาดว่าจะขออนุญาตเพิ่มขึ้นเมื่อเริ่มเปิดประเทศ สำหรับในกำหนดการบินประจำฤดูหนาว 2564/2565 มีจำนวนเที่ยวบินที่จัดสรรไปยังสนามบินภูเก็ตแล้วประมาณ 320 เที่ยวบินต่อวัน จากขีดความสามารถในการรองรับ 360 เที่ยวบินต่อวัน คิดเป็น 89% ซึ่งเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ได้รับการจัดสรรขณะนี้ส่วนใหญ่มาจากประเทศแถบเอเชีย-แปซิฟิกและยุโรป (ข้อมูล Slot ณ วันที่ 11 มิ.ย. 2564 ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงภายหลัง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในเดือน ก.ค. 2564 คาดว่าจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศทั้งประเทศ จะเพิ่มจาก 5,698 เที่ยวบิน พ.ค. 2564 เป็น 13,354 เที่ยวบิน ส่วนจำนวนผู้โดยสารคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 79,226 คน พ.ค. 2564 เป็น 146,448 คน และคาดว่าใน ธ.ค. 2564 ประเทศไทยจะมีผู้โดยสารเที่ยวบินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 1,469,805 คน หรือเพิ่มขึ้น 10 เท่า จากใน ก.ค. 2564 กบร. จึงได้เน้นย้ำให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ตรวจสอบความพร้อมด้านการบินให้ครอบคลุมทุกมิติก่อนเปิดประเทศ เพื่อเตรียมการให้เป็นไปอย่างราบรื่น หลังจากที่ผ่านมาจำนวนเที่ยวบินอยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เป้าหมายการฟื้นฟูระยะยาวของอุตสาหกรรมการบินไทย สถิติเดิมของผู้โดยสารระหว่างประเทศในช่วงปี 2562 ก่อนการระบาดของโควิด-19 มีจำนวนประมาณ 89 ล้านคน แต่ในปี 2563 ลดลงเหลือเพียงประมาณ 16 ล้านคน ลดลง 81.7% ซึ่งหากการเปิดประเทศเป็นไปตามเป้าหมายและอุตสาหกรรมการบินมีการฟื้นตัว ในระยะยาวคาดว่า ไทยจะกลับมามีผู้โดยสารระหว่างประเทศในจำนวนที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดสถานการณ์การระบาดได้ก่อนปี 2568&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยของสนามบิน, สายการบิน, เครื่องบิน และนักบิน โดยตามปกติแล้ว กพท.มีแผนในการตรวจสอบด้านความปลอดภัยตามวงรอบในทุกประเภทของผู้ให้บริการอย่างต่อเนื่อง แต่เพื่อการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ รองรับการกลับมาเปิดประเทศอีกครั้งตามแนวทางที่ กบร. ได้ให้ไว้ กพท. จึงมีทั้งวิธีการออกตรวจแบบเดิม (Onsite audit) และปรับวิธีการตรวจเป็นแบบระยะไกล (Remote audit) เพื่อให้เหมาะสมตามสถานการณ์การระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนของสนามบิน โดยกรมท่าอากาศยาน บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท., การท่าอากาศยานอู่ตะเภาและบริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ต้องส่งรายการตรวจสอบและหลักฐานการดำเนินงานของสนามบินภายใน มิ.ย.นี้ เพื่อประเมินความพร้อมด้านมาตรฐานความปลอดภัยก่อนเปิดให้บริการ ซึ่งเป็นรายงานฉบับปรับปรุงโดยเฉพาะเพื่อรองรับสถานการณ์โควิด-19 โดย กพท. จะตรวจสอบรายงานและหลักฐานที่ส่งมาให้ &amp;nbsp;หากพบประเด็นความไม่พร้อมจากสนามบินนั้นๆ สนามบินจะต้องเร่งแก้ไขก่อนที่จะสามารถเริ่มกลับมาให้บริการระหว่างประเทศได้อย่างเต็มรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านสายการบินของไทยและเครื่องบิน ต้องได้รับการตรวจสอบการปฏิบัติงานในฐานะผู้ได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ ตรวจสอบแผนการบำรุงรักษาและสภาพเครื่องบิน ซึ่งที่ผ่านมา กพท. ตรวจตามแผนและวงรอบที่กำหนดอย่างต่อเนื่อง ทั้งวิธีการตรวจแบบ Onsite และ Remote แต่เพื่อทดสอบความพร้อมเป็นกรณีพิเศษ สายการบินจะต้องได้รับการตรวจสอบการปฏิบัติงานตามแบบฟอร์มที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะสำหรับสถานการณ์โควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของเครื่องบินหากจอดเป็นระยะเวลานานต้องตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้พร้อมนำกลับมาให้บริการผู้โดยสารอย่างปลอดภัย เช่น เครื่องบินของการบินไทยจะต้องได้รับการตรวจสอบก่อนนำกลับไปให้บริการระหว่างประเทศใน ก.ค.นี้ เป็นสายการบินแรก ส่วนเครื่องบินของสายการบินอื่นๆ หากมีความพร้อมสามารถขอเข้ารับการตรวจได้เช่นกัน สำหรับนักบิน และพนักงานควบคุมการจราจรทางอากาศ แม้เที่ยวบินระหว่างประเทศจะลดลง แต่ที่ผ่านมาได้กำหนดให้ปฏิบัติงานในห้องจำลองอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาชั่วโมงและเตรียมพร้อมการกลับมาปฏิบัติหน้าที่อยู่เสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การป้องกันการแพร่ระบาดของโรคของผู้โดยสารและบุคลากรทางการบิน โดยได้จัดให้บุคลากรด้านการบินที่ปฏิบัติหน้าที่ในด่านหน้า ฉีดวัคซีนเข็มแรกเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่วันที่ 6 มิ.ย. 2564 ส่วนบุคลากรในอุตสาหกรรมการบินโดยรวม ขณะนี้ฉีดวัคซีนเข็มแรกไปแล้วประมาณ 48,351 คน (13 มิ.ย. 2564) และกำลังทยอยเข้ารับวัคซีนเข็มที่ 2 อย่างต่อเนื่อง โดยในการกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ ผู้ให้บริการต้องปฏิบัติตามกรอบการดำเนินงานระหว่างสถานการณ์โควิด-19 ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO), Guidance for Air Travel through the COVID-19 Public Health Crisis และคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งกำหนดไว้เป็นมาตรฐานสากลรวมถึงต้องปฏิบัติตามประกาศของ กพท. ที่ปรับปรุงเป็นระยะให้ทันต่อสถานการณ์อย่างเคร่งครัด และประกาศแต่ละจังหวัด เพื่อให้สามารถป้องกันโรคอย่างรัดกุม ถูกต้อง และส่งเสริมให้บรรลุตามเป้าหมายที่ประเทศไทยได้วางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.เร่งศึกษาแนวทางการนำเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาการจัดการสนามบินภายในประเทศ โดยกบร. ได้ให้นโยบายเร่งศึกษาการนำเทคโนโลยีการจัดการระบบข้อมูลผู้โดยสารและบริการมาใช้สำหรับสนามบินภายในประเทศ และให้กระทรวงคมนาคมเชิญหน่วยงานที่ดูแลสนามบินร่วมหารือเดินหน้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสารจากทั่วโลกที่คาดว่าจะเดินทางมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นจากการเปิดประเทศภายในสิ้นปีนี้ และมีการท่องเที่ยวภายในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เทคโนโลยีที่พิจารณาให้นำมาใช้ คือ 1.ระบบรายงานข้อมูลผู้โดยสารล่วงหน้าสำหรับผู้โดยสารภายในประเทศ สายการบินจะสามารถส่งรายงานข้อมูลส่วนบุคคลแบบอิเล็กทรอนิกส์ของผู้โดยสารภายในประเทศให้กับสนามบินต้นทาง ปลายทาง และสนามบินที่มีเที่ยวบินแวะผ่าน เพื่อใช้สำหรับการเช็คอินขึ้นเครื่องบินได้ ทำให้ขยายขีดความสามารถการเชื่อมโยงและติดตามข้อมูลของผู้โดยสารภายในประเทศและระหว่างประเทศ รวมถึงเตรียมรองรับการใช้งานหนังสือเดินทางสุขภาพในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 2.ระบบบริการผู้โดยสารขึ้นเครื่อง CUPPS (Common Use Passenger Processing System) หรือระบบเช็คอินด้วยตนเองอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการผู้โดยสารในสนามบินภายในประเทศให้เป็นมาตรฐานทัดเทียมสนามบินนานาชาติ และช่วยลดจำนวนเจ้าหน้าที่ ลดขั้นตอนการตรวจสอบเอกสาร ลดการสัมผัสและลดความแออัดภายในสนามบิน เพื่อรองรับการเดินทางทางอากาศในรูปแบบใหม่ในอนาคต (ปัจจุบันสนามบินนานาชาติของประเทศไทย มีการใช้งานทั้ง 2 ระบบอยู่แล้ว) แนวคิดกระบวนการรายงานข้อมูลผู้โดยสารล่วงหน้า Domestic API&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107144</URL_LINK>
                <HASHTAG>120วันเปิดประเทศ, กบร., ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210417/image_big_607a65012ace1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19525</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2018 09:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2018 09:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กบร.ไฟเขียวแก้ไขเปิดระดมทุนอุ้มสายการบิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กบร.ไฟเขียวแก้กฎหมายเปิดช่องระดมทุนอุ้มสายการบิน เอกชน-คนทั่วไปซื้อได้ คาดการันตีผลตอบแทน 3-5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย(กพท.)เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน(กบร.)ได้มีมติเห็นชอบในหลักการแก้กฎกระทรวงเพื่อปลดล็อคเงื่อนไขการระดมทุนสำหรับสายการบินและผู้ประกอบการธุรกิจการบินให้สามารถดำเนินการจัดตั้งกองทุนเพื่อเปิดระดมทุนในประเทศได้ เอื้อให้ สายการบินสามารถลงทุนระดมทุนได้หลากหลายมากขึ้นเป็นการลดความเสี่ยงทางการเงินได้ดีอีกทางหนึ่ง เช่น การระดมทุนเพื่อเปิดสายการบินใหม่รองรับตลาดการบินที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด หรือการระดมทุนเพื่อเสริมสภาพคล่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามมองว่าการระดมทุนจะดีกว่าการกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องเนื่องจากธนาคารกำหนดดอกเบี้ยที่ขั้นต่ำ 5% ดังนั้นผู้ประกอบการสามารถเสนอเงื่อนไขผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้ในกรอบดังกล่าว 3-5% โดยจะต้องไปดูกองทุนในธุรกิจรวมถึงหน่วยงานกำกับว่ามีการพิจารณาเรื่องนี้อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จัดตั้งกองทุนตามกฎหมายหลักทรัพย์และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเข้ามามีบทบาทสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในสายการบินได้ง่ายขึ้น เนื่องจากแต่เดิมกองทุนมีข้อจำกัดในการที่จะเข้ามาร่วมเป็นผู้ถือหุ้นในสายการบิน โดยหลังจากนี้จะกลับมาเสนอแนวทางแก้กฎหมายเข้าสู่ที่ประชุมกบร.ในเดือน พ.ย.นี้ก่อนเสนอเรื่องไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุฬากล่าวต่อว่านอกจากนี้ที่ประชุมกบร.ได้มีมติเห็นชอบหลักการเกี่ยวกับเรื่องนิรภัยการบินแห่งชาติที่จะมีการปรับนโยบายการบริหารจัดการความปลอดภัยในเรื่องการบินให้สอดคล้องกับคู่มือปฎิบัติขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ(ICAO) ทั้งนี้แผนนิรภัยดังกล่าวเป็นแผนที่ICAO บังคับให้ทำภายในปี 2565 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นประเทศไทยจะหยิบมาเริ่มต้นก่อน โดย
แผนนิรภัยการบินแห่งชาตินั้น จะครอบคลุมทั้งการจัดการเรื่องความปลอดภัยทั้งหมดเป็นแผนแม่บทเรื่องความปลอดภัยทางด้านการบิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ตามนโยบายดังกล่าวสายการบินจะต้องดำเนินการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยขององค์กรสายการบินเอง รวมถึง กพท.จะเข้าไปกำกับและกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) เรื่องการบินว่าเกณฑ์มีอะไรบ้าง และเมื่อเกิดเหตุต้องรายงานไม่รายงานต้องถูกลงโทษแต่เกิดจากความประมาทต้องลงโทษเนื่องจากจะต้องใช้บทเรียนมานำมาพัฒนาด้านความปลอดภัย ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมจะเสนอแผนแม่บทดังกล่าวให้ที่ประชุมกบร.อีกครั้งในเดือนหน้า&amp;quot;นายจุฬากล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19525</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบร., ตั้งกองทุนเพื่อเปิดระดมทุนในประเทศได้, ปลดล็อคเงื่อนไขการระดมทุนสำหรับสายการบิน, ระดมทุน, สายการบิน, สายการบินสามารถลงทุนระดมทุนได้หลากหลาย, สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181010/image_big_5bbd6a1a467c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16528</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2018 08:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2018 08:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทย.เล็งชงเคาะขึ้นราคาค่าธรรมเนียมผู้โดยสารต่างชาติและค่าเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทย.ชง &amp;lsquo;อาคม&amp;rsquo; เคาะขึ้นค่าธรรมเนียมผู้โดยสารสนามบินภูมิภาคเพิ่มขึ้น 30% พ่วงเพิ่มค่าเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ 100% ตั้งเป้าโกยปีละ 3 พันล้านบาท เผย 4 สนามบินเมืองรองเตรียมใช้เกณฑ์ค่าธรรมเนียมใหม่ภายในปี 62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมกล่าวว่ากรมท่าอากาศยานเตรียมเสนอการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมผู้โดยสารภายในสนามบิน(Passenger Service Charge : PSC)ต่อที่ประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ซึ่งมีนาย อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคมเป็นประธาน โดยจะปรับขึ้นค่าธรรมเนียมผู้โดยสารต่างชาติจาก 400 บาทเป็น 600 บาท เพิ่มขึ้น 33% เนื่องจากตอนนี้ทย.ขาดทุนเพราะค่าใช้จ่ายผู้โดยสารอยู่ที่ 600 บาทจึงต้องปรับราคาให้เท่ากับต้นทุน เช่นเดียวกับต้นทุนผู้โดยสารในประเทศซึ่งอยู่ที่ราว 80 บาท แต่ทย.จะยังคงตรึงราคาเก็บเท่าเดิมที่ 50 บาทเพื่อส่งเสริมนโยบายท่องเที่ยวเมืองรอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ภายในปี 61 ทย.จะทยอยปรับเพิ่มค่าเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในสนามบินเพิ่มขึ้น 100% ทุกประเภทกิจการ ขณะนี้เริ่มใช้แล้วบางสนามบิน เนื่องจากปัจจุบันเรทราคาค่าเช่ายังคงต่ำมากเมื่อเทียบกับสนามบินพาณิชย์และนักท่องเที่ยวเพิ่มต่อเนื่อง ดังนั้นจึงปรับให้ราคาเหมาะสมมากขึ้น ปัจจุบันค่าเช่าต่ำสุดอยู่ที่ 2,000 บาท/เดือน และค่าเช่าสูงสุดมากกว่า 10,000 บาท/เดือน โดยในปี 62 นั้นตามเดิมทย.ตั้งเป้ารายได้เชิงพาณิชย์ที่ 1,500 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วน 20% ขอรายได้ทั้งหมด ดังนั้นหากปรับขึ้นค่าเช่าเชิงพาณิชย์ 1 เท่าตัวจะทำให้ทย.มีรายได้ราวปีละ 3,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวกล่าวต่อว่าสำหรับ 4 สนามบินภูมิภาคที่ต้องโอนให้ บริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. ได้แก่ สนามบินตาก สนามบินอุดรธานี สนามบินชุมพรและสนามบินสกลนคร เมื่อทอท.เข้าบริหารในปี 62 จะมีการปรับเรท PSCไปใช้ของทอท.ซึ่งค่าบริการผู้โดยสารต่างประเทศ 700 บาทและผู้โดยสารภายในประเทศ 100 บาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16528</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบร., ผู้โดยสารภายในสนามบิน, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ, เพิ่มค่าธรรมเนียม, เพิ่มค่าเช่าพื้นที่พาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180701/image_big_5b387efe606aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
