<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>94651</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2021 18:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2021 18:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พช. ร่วมกับ สภาสตรีแห่งชาติฯ มอบทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชน รวมเป็นเงิน 500,000 บาท   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มีนาคม 2564 &amp;nbsp;นายสุทธิพงษ์&amp;nbsp; จุลเจริญ&amp;nbsp; อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย (พช.) พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ&amp;nbsp; ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดกิจกรรมกองทุนพัฒนาเด็กชนบทเคลื่อนที่ (Children Development Fund Mobile : CDF Mobile) และกิจกรรมแบ่งปันสุข บรรเทาทุกข์ด้วยการช่วยเหลือและแบ่งปัน พร้อมมอบทุนอุปการะเด็ก พร้อมของใช้จำเป็นสำหรับเด็ก จำนวน 100 ทุน ๆ ละ 1,500 บาท เป็นเงิน 150,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) และของใช้จำเป็นสำหรับเด็ก จำนวน 100 ชุด ๆ ละ 1,000 บาท เป็นเงิน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) รวมเป็นเงิน 250,000 บาท (สองแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) และมอบทุนการศึกษาเด็กเรียนดีที่ครอบครัวยากจนและด้อยโอกาส ระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ที่มาจากครอบครัวยากจนและด้อยโอกาส สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้มอบทุนการศึกษา ในโครงการแบ่งปันความสุข บรรเทาความทุกข์ ด้วยการช่วยเหลือและแบ่งบัน รวม 100 ทุน โดยแบ่งเป็นทุนการศึกษาระดับประถมศึกษา จำนวน 50 ทุน ๆ ละ 2,000 บาท และระดับมัธยมศึกษาจำนวน 50 ทุน ๆ ละ 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 250,000 บาท (สองแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)&amp;nbsp; ในการนี้ นายภิญโญ ประกอบผล ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด นายสุรศักดิ์ อักษรกุล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายกัฬชัย เทพวรชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด นาวาเอกปฏิรูป อยู่พรหม ผู้บังคับการฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด ทัพเรือภาคที่ 1 นายวิเชียร ทรัพย์เจริญ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตราด นายฉันท์ แป้นเพชร นายอำเภอแหลมงอบ นางสาวเบญจมาศ วงษ์สุวรรณ ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่จังหวัดตราด คณะข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดตราด ร่วมในพิธีมอบทุน โดยมีนางสาวนิภา ทองก้อน ผู้อำนวยการสำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมฯ โอกาสนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับ เครือข่ายผู้ประกอบการ OTOP ชวนชิม และ ผู้ประกอบการ OTOP จังหวัดตราด คณะกรรมการพัฒนาชุมชนจังหวัดตราด ร่วมนำอาหารกลางวันมาเลี้ยงเด็ก ผู้ปกครอง และผู้มาร่วม จำนวน 23 ร้านค้า ณ กองบังคับการฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด ทัพเรือภาคที่ 1 หมู่ที่ 6 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า &amp;ldquo;สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงห่วงใยลูกหลานชาวไทยอยู่ตลอดเวลา พระองค์ทรงเล็งเห็นถึงปัญหาของพี่น้องคนไทย โดยเฉพาะปัญหาความขาดแคลนของเด็กในชนบทห่างไกล ด้อยโอกาส ให้ได้รับการพัฒนาอย่างทั่วถึงและเหมาะสม กองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในกิจกรรมกองทุนเด็กพัฒนาชนบทเคลื่อนที่ ในวันนี้ คือการนำเอาความห่วงใย ความยินดี ในการนำเอาสิ่งที่ดี มาสู่เด็กๆ เป็นทุนการศึกษาพร้อมด้วยอุปกรณ์การเรียนการศึกษา นำเงินกองทุนฯ ไปใช้ในการทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กก่อนวัยเรียน อายุแรกเกิดถึง 6 ปี โดยได้มอบทุนช่วยเหลือเด็กเล็กที่ยากจนและด้อยโอกาสในชนบท&amp;nbsp; ทรงมีพระราชประสงค์ มุ่งพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนอย่างสมดุลรอบด้าน เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีภาวะโภชนาการและสุขภาพดี มีความรู้ทางวิชาการ การงานอาชีพ เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ แต่ต้องรู้จักเรียนรู้ต้องมีร่างกายที่แข็งแรงทักษะทางมือช่วยเหลือตัวเองได้ เช่น ในโรงเรียนถิ่นทุรกันดาน ตำรวจตระเวนชายแดน ส่งเสริมให้เด็กๆ รู้จักเพาะปลูกพืชผักสวนครัว มีความมั่นคงด้านอาหาร ส่งเสริม สร้างเสริมให้เด็กเรียนรู้การปลูกพืชปลูกผักสวนครัวในโรงเรียน เด็กมีความสำคัญต่อประเทศชาติอย่างมาก เด็กในวันนี้คืออนาคตในวันหน้า ตามโครงสร้างทางสังคมที่ประเทศไทย ที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ในวันนี้ขอฝากแง่คิดเรื่องของการศึกษาว่า คุณครู ผู้ปกครอง ต้องส่งเสริมให้ลูกหลานได้พัฒนา ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ต้องทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ มีความมั่นคงทางอาหาร มีสุขภาพอนามัยที่ดี มีการออกกำลังกาย ด้านจิตใจ พัฒนาให้เด็กมีความสุข&amp;nbsp; ด้านอารมณ์ ให้เด็กมีภาวะทางอารมณ์ที่ดี อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี อยู่ในธรรมชาติ อยู่อาศัยบ้านเรือนสะอาด สร้างโอกาสให้ได้เรียนรู้อยู่กับทะเล ต้นไม้ แปลงผัก ด้านสติปัญญา ได้รู้จักใช้จินตนาการ จากอ่านหนังสือนิทาน ให้ศึกษาหาความรู้ที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่เพียงหาได้ในห้องเรียนหรือตำรา แต่ทุกสิ่งรอบตัวนั้นสามารถเสริมสร้างเด็กได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น การปลูกพืชผักสวนครัว&amp;nbsp; และด้านสังคม ให้เด็กต้องรู้ระเบียบ วินัย รู้จักปฏิบัติตน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝากพ่อแม่พี่น้อง ให้ตระหนัก กองทุนการศึกษาต่างๆ เกิดขึ้นเพราะมหากรุณาธิคุณ ทรงห่วงใยลูกๆหลานๆทั่วประเทศ อยากให้ลูกหลานได้มีการศึกษาที่ดี พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว&amp;nbsp; ทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาทรงตั้งกองทุนเพื่อการศึกษาไว้ทั่วประเทศ ตั้งแต่ประถมจนจบปริญญา และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทาน จัดตั้งมูลนิธิ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน พี่น้องประชาชนทุกคนที่เห็นความสำคัญ ของการให้การศึกษา และการอบรมคุณธรรมแก่เยาวชน แม้วันนี้ทุนจะมาชั่วครั้งชั่วคราว จะมีช่องทางในการเรียนได้สูงๆ ได้มีโอกาสที่ดีของชีวิต ทุกคนโชคดี ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ทรงดูทุกมิติ ด้านการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทุกคน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ กล่าวว่า &amp;ldquo;สภาสตรีแห่งชาติ&amp;nbsp; ในพระบรมราชินูปถัมภ์&amp;nbsp; มีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นองค์อุปนายิกา ก่อตั้ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2499 มีองค์กร สมาชิกทั่วประเทศกว่า 200 องค์กร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง&amp;nbsp; ทรงพระราชทานหน้าที่ของสตรีว่า แม่บ้านที่ดี ดูแลบ้านเรือน เป็นแม่ที่ดีของลูก รักษาวัฒนธรรมของแผ่นดิน แต่งกายด้วยผ้าไทยอันเป็นลมหายใจของวัฒนธรรมไทย สร้างรายได้ให้กับชุมชน และการพัฒนาตนเองให้ทันสมัยอยู่เสมอ สำหรับทุนการศึกษาโครงการแบ่งปันความสุข บรรเทาความทุกข์ ด้วยการช่วยเหลือและแบ่งบัน รวม 100 ทุน อันเป็นทุนเพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ที่มาจากครอบครัวยากจนและด้อยโอกาส การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตมนุษย์ทุกคน ทุนปัญญาถือว่าเป็นทุนอันดับแรกใจนชีวิต เป็นการติดอาวุธ ติดมือติดปัญญาของลูกหลานของเรา ประเทศชาติจะเจริญได้ก็ด้วยความรู้ ด้วยปัญญาของลูกหลาน สิ่งที่ได้มอบให้ในวันนี้ เป็นกำลังใจให้กับเด็กๆ และผู้ปกครอง ในการส่งเสียลูกหลานของเรา การศึกษา มีความรู้ มีอาชีพ เพื่ออนาคตของลูกหลาน กำลังสำคัญสร้างชาติในวันข้างหน้าต่อไป นอกจากนี้ ยังมีทุนสามารถขอทุนไปที่มูลนิธิร่วมจิตน้อมเกล้า&amp;nbsp; ผู้ปกครอง คุณครู สามารถขอทุนการศึกษา เพื่อลูกหลานประชาชนได้ โดยผ่านผู้ว่าราชการาจังหวัด ได้ทุกจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายภิญโญ ประกอบผล ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด กล่าวว่า จังหวัดตราดรู้สึกขอบคุณและเป็นเกียรติอย่างสูง ที่ได้มามอบทุนการศึกษา และเยี่ยมจังหวัดตราด ในวันนี้ จังหวัดตราด มีพื้นที่ประมาณ 10,076 ตารางกิโลเมตร เป็นจังหวัดชายแดนทางภาคตะวันออกของประเทศไทยติดกับประเทศกัมพูชาโดยมีเขาบรรทัดเป็นพรมแดนธรรมชาติ แบ่งการปกครองออกเป็น 7 อำเภอ อำเภอเมือง อำเภอเขาสมิง อำเภอแหลมงอบ อำเภอคลองใหญ่ อำเภอบ่อไร่ อำเภอเกาะกูด และอำเภอเกาะช้าง ในโอกาสที่ท่านได้เดินทางมาเยี่ยมเยือนจังหวัดตราด&amp;nbsp; รวมทั้งจัดกิจกรรมกองทุนพัฒนาเด็กชนบทเคลื่อนที่ (Children Development Fund Mobile : CDF Mobile) ในครั้งนี้ รู้สึกขอขอบคุณท่านเป็นอย่างสูงที่ให้การสนับสนุนทุนให้แก่เด็กในพื้นที่จังหวัดตราด แบ่งปันความสุข บรรเทาความสุข อันเป็นการสร้างกำลังใจแก่เด็กในจังหวัดตราด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญร่วมบริจาคสมทบทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระบรมราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สามารถติดต่อได้ ณ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 และส่วนภูมิภาค สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ และสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด ทั่วประเทศ หรือตั๋วแลกเงิน เช็ค หรือโอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกรุงไทย สาขาศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ เลขที่บัญชี 955-0-028569 โดยเงินบริจาคช่วยเหลือเด็กท่านสามารถนำใบเสร็จรับเงินไปลดหย่อนภาษีได้&amp;rdquo; อธิบดี พช. กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94651</URL_LINK>
                <HASHTAG>กพช., ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ, มอบทุน, สุทธิพงษ์  จุลเจริญ, เด็กและเยาวชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603cd118ed7a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84075</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2020 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2020 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กพช.ลุยนำร่องโรงไฟฟ้าชุมชน 150 เมกฯ คาดเปิดขายซองได้ภายใน ม.ค. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ย. 2563 &amp;nbsp;นายสุพัฒน์พงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม ว่าที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางการส่งเสริมโรงไฟฟ้าชุมชน ตามมติของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2563 โดยเห็นชอบโครงการนำร่องโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก มีเป้าหมายนำร่องที่ 150 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นเชื้อเพลิงจากชีวมวล 75 เมกะวัตต์ มวล มีปริมาณไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 6 เมกะวัตต์ต่อโครงการ &amp;nbsp;และก๊าซชีวภาพ 75 เมกะวัตต์ ไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ต่อโครงการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งปัจจุบันให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ดำเนินงานกำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือกเอกชนที่จะเข้ามาดำเนินงาน และคาดว่าจะมีกำหนดแล้วเสร็จก่อนออกระเบียบและเงื่อนไขการประมูล ในช่วงเดือนม.ค. 2564 โดยจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 1 เดือนก่อนที่จะมีการประกาศรายชื่อเอกชนที่ชนะการประมูลได้ในช่วงเดือนมี.ค. ซึ่งโครงการดังกล่าวมีกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (ซีโอดี) ภายใน 36 เดือน นับถัดจากวันลงนามในสัญญาฯ และจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบค่าไฟฟ้าคงที่ตลอดอายุสัญญา หรือฟีด อิน ทารีฟ (FiT) โดยกำหนดเพดานไว้ที่เชื้อเพลิงชีวมวล 4.2636 บาทต่อหน่วย และก๊าซชีวภาพ ที่เป็นพืชพลังงาน ผสมน้ำเสียหรือของเสีย น้อยกว่าหรือเท่ากับ 25% จะกำหนดอัตราอยู่ที่ 4.8482 บาทต่อหน่วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการดังกล่าวต้องทำให้เร็วที่สุด และต้องมีการแบ่งปันผลประโยชน์ อาทิ การให้หุ้นบุริมสิทธิ 10% ให้กับวิสาหกิจชุมชน หรือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นผู้ปลูกพืชพลังงานให้แก่โรงไฟฟ้า การให้ผลประโยชน์อื่น ๆ ให้โรงไฟฟ้าและชุมชนทำความตกลงกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม เช่น ด้านการสาธารณสุข ด้านสาธารณูปโภค ด้านการศึกษา เป็นต้น ซึ่งโครงการนี้จะเห็นความชัดเจนก็ตั้งแต่การเปิดประมูลแล้ว ถ้ามีผู้สนใจเยอะ และใช้เวลาประเมินแล้วว่ามีแนวทางที่สนับสนุนชุมชนจริง ๆ ก็อาจจะเปิดรับสมัครโควต้ารอบ 2 ได้ภายใน 1 ปีข้างหน้า&amp;rdquo;นายสุพัฒน์พงษ์ กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันที่ประชุมยังเห็นชอบแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ปีงบประมาณ 2564 ในวงเงิน 6,500 ล้านบาท ตามมติคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2563 และให้คณะกรรมการกองทุนฯ มีอำนาจปรับปรุงแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญฯ และการจัดสรรเงินตามกลุ่มงานต่างๆ ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม โดยแผนอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน กรอบวงเงิน 6,305 ล้านบาท ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.กลุ่มงานตามกฎหมาย จำนวน 200 ล้านบาท 2.กลุ่มงานสนับสนุนนโยบายอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน จำนวน 500 ล้านบาท 3.กลุ่มงานศึกษา ค้นคว้าวิจัย นวัตกรรม และสาธิตต้นแบบ จำนวน 355 ล้านบาท 4.กลุ่มงานสื่อสาร และข้อมูล ข่าวสาร จำนวน 200 ล้านบาท 5.กลุ่มงานพัฒนาบุคลากร จำนวน 450 ล้านบาท 6.กลุ่มงานส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) อาคาร บ้านอยู่อาศัย ภาคขนส่ง ธุรกิจฟาร์มเกษตรสมัยใหม่ และพื้นที่พิเศษ จำนวน 2,200 ล้านบาท 7. กลุ่มงานส่งเสริมอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนเศรษฐกิจฐานราก จำนวน 2,400 ล้านบาท และแผนบริหารจัดการ ส.กทอ. จำนวน 195 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84075</URL_LINK>
                <HASHTAG>กพช., สุพัฒน์พงษ์ พันธ์มีเชาว์, โรงไฟฟ้าชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200806/image_big_5f2be8d981f8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2019 13:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2019 13:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ.ระดม6 แสนล้านบาทพัฒนาโรงไฟฟ้า 5.4 พันเมกฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฟผ.เตรียมระดมทุน 6 แสนล้านบาท พัฒนาโรงไฟฟ้าภายใน 10 ปีรวม 5.4 พันเมกฯ ยันไม่หวั่นแม้สัดส่วนผลิตไฟในพีดีพีจะเหลือ 24% ลุ้นครองส่วนที่ยังไม่กำหนดผู้ผลิต 11% ปลายแผน ลุยพัฒนาโรงไฟฟ้าเดินเบา พร้อมโซลาร์ในเขื่อน ชี้ศักยภาพสามารถผลิตไฟได้เกิน 1 หมื่นเมกฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.พ.62- นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. ได้มีแผนที่จะใช้เงินลงทุนกว่า 600,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบสายส่ง รวมถึงการพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ทดแทนโรงที่จะหมดอายุสัญญาในระยะ 10 ปี รวม 5,400 เมกะวัตต์ ได้แก่โรงไฟฟ้านำพอง ที่จะเริ่มโครงการในปี 2568 โรงไฟฟ้าแม่เมาะ พระนครใต้ สุราษฎร์ธานี 2 แห่ง และพระนครเหนือ รวมทั้งสิ้น 8 โรง โดยแบ่งเป็นเชื้อเพลิงถ่านหิน 700 เมกกะวัตต์ ที่แม่เมาะ นอกนั้นจะเป็นโรงไฟฟ้าคอมไบน์ไซเคิ้ล ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตอนนี้เรากำลังดูอยู่ว่าช่องทางในการหาเงินใดบ้างที่ทำแล้วมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยที่ผ่านมาจะเป็นการกู้เงินจากธนาคารในประเทศไทย แต่เบื้องต้นก็มองว่าการออกหุ้นกู้ก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ดี เพราะเราจะเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาร่วมลงทุนกับเราได้ ซึ่งยืนยันยันได้ไม่มีปัญหาด้านการเงินแน่นอน&amp;quot;นายวิบูลย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั้ง 8 แห่งจะทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าในประเทศของ กฟผ. อยู่ที่ 31% หลังที่จะมีการปลดระวางของโรงไฟฟ้าที่หมดอายุแล้ว ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนของ กฟผ. อยู่ที่ 35% และตามที่มีการระบุในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี 2018) ที่กำหนดสัดส่วนให้กฟผ.มีการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 24% นั้นเป็นช่วงปลายแผนในอีก 20 ปีถัดไป ซึ่งในช่วงนั้นก็จะมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าที่ยังไม่มีการระบุว่าเป็นของใคร หรือให้ฝ่ายไหนดำเนินการอีก 11% หากในอนาคตทางรัฐบาลมอบหมายให้ กฟผ. ดำเนินการในส่วนนั้นสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ก็จะมากกว่า 24%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ของเอกชน (ไอพีพี) ในช่วงปลายแผนก็เหลือเพียงแค่ 13% เท่านั้นจากปัจจุบันที่อยู่ที่ 33% ซึ่งจะมีการกระจายสัดส่วนไปสู่ในโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก(วีเอสพีพี)มากขึ้นกว่า 35% และในส่วนนั้นก็จะเป็นการผลิตไฟจากพลังงานทดแทน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์)มากที่สุด จึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลสำหรับกฟผ. รวมถึงปัจจุบัน กฟผ.ก็เริ่มดำเนินการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เพิ่มขึ้น ที่เป็นการตั้งแบบลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ซึ่งล่าสุดก็ได้ทำการเสนอต่อกระทรวงพลังงานไปเพื่อขอดำเนินการโซลาร์ลอยน้ำรวม 2,725 เมกะวัตต์ กระจายในเขื่อนทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กฟผ. ได้ติดตั้งแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน(เอนเนอร์ยี่ สตรอเรจ)ในสถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ขนาด 16 เมกะวัตต์ และสถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี ขนาด 21 เมกะวัตต์ กำหนดแล้วเสร็จในปี 63 เพื่อเป็นการนำร่องควบคู่พัฒนาเทคโนโลยีที่จะนำไปใช้ในโรงไฟฟ้าให้เดินเครื่องในสถานการณ์ที่เชื้อเพลิงต่ำได้(โรงไฟฟ้าเดินเบา) โดยเบื้องต้นเป็นการติดตั้งเพื่อกักเก็บไฟฟ้าประมาณ 20 เมกะวัตต์ โดยจะใช้จ่ายในช่วง 15 นาที ในกรณีที่โรงไฟฟ้าหลักเกิดเหตุดับหรือขัดก่อนเพื่อลดผลกระทบของประชาชนก่อนที่จะสามารถเดินเครื่องเข้าระบบของโรงไฟฟ้าหลักได้อีกครั้ง โดยใช้งบประมาณสถานีละ 800 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตอนนี้เรากำลังเดินหน้าที่จะพัฒนาในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งเมื่อดูจากศักยภาพของเขื่อนน้ำของ กฟผ. นั้นจะสามารถติดตั้งโซลาร์ลอยน้ำและผลิตไฟฟ้าได้อีก 10,000 ในเขื่อนทั่วประเทศ และในอนาคตหากมีการติดตั้งเอนเนอร์ยี่สตรอเรจร่วมด้วย รวมถึงผนวกกับการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ลอยน้ำและไฟฟ้าจากการปั่นไฟ จะทำให้เขื่อนสามารถจ่ายไฟได้ต่อเนื่อง 18-20 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนการพัฒนาโรงไฟฟ้าเดินเบา เพื่อจะติดตั้งใช้กับโรงไฟฟ้าพระนครเหนือก่อน และโรงไฟฟ้าแม่เมาะในระยะต่อไป&amp;quot;นายวิบูลย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามแผนพีดีพีนั้นทางคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนดว่าจะต้องมีการพิจารณาใหม่ทุก 5 ปีซึ่งในอนาคตมัดส่วนดังกล่าวก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไป พร้อมกันนี้ กฟผ. ยังมีแผนที่จะออกแบบโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งในช่วง 10 ปีนี้ เป็นโรงไฟฟ้าเชิงท่องเที่ยวด้วย โดยจะนำร่องในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ฯก่อน 2 แห่ง โดยเบื้องต้นมีแผนที่จะซื้อพื้นที่เพิ่มเพื่อพัฒนาพื้นที่ในการรองรับนักท่องเที่ยว และคัดสรรผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อนำเข้ามาอุปโภคและบริโภคในพื้นที่ โดยคาดว่าจะมีการสรุปเร็ว ๆ นี้ก่อนที่จะขยายผลต่อไปยังโรงอื่น ๆ ในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29392</URL_LINK>
                <HASHTAG>กพช., กฟผ., การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ, ถ่านหิน, น้ำพอง, พระนครเหนือ, พระนครใต้, วิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย, ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190218/image_big_5c6a55e9f1ff5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12905</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2018 09:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2018 09:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกพ.ชงกฎหมาย!ดูแลโรงไฟฟ้าเล็ก เล็งเก็บเงินเข้ากองทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กกพ. ชง &amp;ldquo;พลังงาน&amp;rdquo; ยกร่างกฤษฎีกา กำหนดโรงไฟฟ้าตั้งแต่ 200 เควีขึ้นไปต้องขอใบอนุญาต ปิ๊งไอเดียเก็บเงินเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้า ฟากคณะเอสอีเอขอใช้เงิน 50 ล้านจ้างที่ปรึกษาศึกษาผลกระทบโรงไฟถ่านหินกระบี่ ชี้ยังรอศึกษาคำขอ ยืนยันต้องเป็นไปตามกฎระเบียบ หวั่นอนุมัติแล้วผิดกฎหมาย

นางปัจฉิมา ธนสันติ กรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่า กกพ. ได้มีการเสนอให้ยกร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดประเภทขนาดและลักษณะของกิจการพลังงานที่ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องขอรับใบอนุญาตการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. ... ให้กับกระทรวงพลังงาน เพื่อพิจารณาให้โรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตตั้งแต่ 200 กิโลวัตต์(เควี) จนถึง 1 เมกะวัตต์ จากเดิมที่ไม่ต้องขอรับใบอนุญาตการประกอบกิจการพลังงาน มาเป็นต้องมีใบอนุญาตฯ เพื่อเป็นเสมือนการเก็บข้อมูลเข้าระบบทั้งผู้ผลิตไฟใช้เองและขายคืนระบบ

ทั้งนี้มีแนวคิดที่จะเก็บเงินสำหรับกลุ่มผู้ผลิตไฟขนาดตั้งแต่ 200 เควี ถึง 1 เมกะวัตต์ ที่ขายเข้าระบบเท่านั้นเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อนำมาพัฒนาพื้นที่และชุมชนรอบโรงไฟฟ้า โดยจะมีอัตราที่แตกต่างกันตามรูปแบบการผลิต ซึ่งจะมีการเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) และคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อเห็นชอบต่อไป

โดยหลังจากที่มีมติของคณะกรรมการกำกับการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (เอสอีเอ) ที่ดำเนินการศึกษาผลกระทบของโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ว่าจะใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า จำนวน 50 ล้านบาทว่าจ้างที่ปรึกษาดำเนินการ เบื้องต้นได้รับหนังสือชี้แจงจากคณะกรรมการดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 11 มิ.ย. 61 และอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบ โดยต้องยอมรับว่าจากคำชี้แจงดังกล่าวยังไม่มีการแนบตัวโครงการศึกษามาด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ในฐานะที่ กกพ. เป็นผู้ดูแลกองทุน จึงยังไม่สามารถนำข้อเสนอเข้าที่ประชุมได้ โดยการประเมินเงื่อนไขการใช้เงินกองทุนต้องดูตามกฎระเบียบที่ยื่นข้อเสนอมา ถ้าตรงวัตถุประสงค์ก็สามารถอนุมัติใช้เงินได้ทั้ง 50 ล้านบาท แต่หากไม่ตรงกับกฎระเบียบก็ไม่สามารถให้ใช้เงินได้ เนื่องจากผิดข้อกฎหมาย ซึ่งปกติแล้วการยื่นขอใช้เงินกองทุนจะเป็นไปตามมาตรา 97 ที่ระบุว่าใช้เพื่อสร้างความรู้และความตระหนักรู้ให้กับประชาชน ในเรื่องของโรงไฟฟ้า&amp;rdquo;นางปัจฉิมา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12905</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., กพช., ธุรกิจโรงไฟฟ้า, โรงไฟฟ้าถ่านหิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180604/image_big_5b150b64c25a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8462</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อนาคตพลังงาน  อนาคตเศรษฐกิจไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)&amp;nbsp; ซึ่งมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้รับทราบการดำเนินงานของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ในการเปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติ แหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช ที่กำลังจะสิ้นอายุสัมปทาน ในปี 2565-2566 พร้อมทั้งไฟเขียวให้ออกประกาศเชิญชวนผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมประมูล ในวันที่ 24 เมษายน 2561 ตามทีโออาร์การเปิดประมูลระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract : PSC) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขหลักในการประมูล คือ ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตต้องผลิตก๊าซธรรมชาติปริมาณการผลิตขั้นต่ำ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี ในแปลงสำรวจหมายเลข G1/61 และต้องผลิตก๊าซธรรมชาติในปริมาณการผลิตขั้นต่ำ 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี ในแปลงสำรวจหมายเลข G2/61&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมประมูลจะต้องเสนอราคาก๊าซธรรมชาติที่ไม่สูงไปกว่าราคาเฉลี่ยของราคาก๊าซธรรมชาติในปัจจุบัน ตามสูตรราคาที่กำหนดในเงื่อนไขการประมูล ให้ผู้เข้าร่วมประมูลเสนอสัดส่วนการแบ่งกำไรให้แก่รัฐ ซึ่งจะต้องไม่ต่ำกว่า 50% และเสนอผลประโยชน์พิเศษต่างๆ เช่น โบนัสการลงนาม โบนัสการผลิต และผลประโยชน์พิเศษอื่นๆ และผู้เข้าร่วมประมูลจะต้องเสนอสัดส่วนการจ้างพนักงานไทยไม่ต่ำกว่า 80% ในสิ้นปีที่ 1 และไม่ต่ำกว่า 90% ในสิ้นปีที่ 5 ของการดำเนินงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และการรอคอยที่หลายฝ่ายลุ้นกันว่าจะเปิดประมูลได้หรือไม่ได้ ก็โล่งใจกันไปเป็นแถวๆ เพราะเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะเจ้าของโปรเจ็กต์ ได้ออกประกาศเชิญชวนผู้ที่สนใจประมูลยื่นขอสิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61 (แหล่งเอราวัณ) และ G2/61 (บงกช) ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า หลังจากประกาศเชิญชวนได้มีเอกชนให้ความสนใจเข้ามารับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประมูลที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จำนวน 5 บริษัท ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม จำกัด นำโดย Mr.Naser Al Hajrl, Senior Vice President Operation, 2.โททาล อี แอนด์ พี ไทยแลนด์ จำกัด นำโดย Mr.Pascal Laroche, Country Chair and General Manager, 3.บริษัท Mitsui Oil Exploration Co., Ltd. นำโดย Mr.Minoru Fukuda กรรมการผู้จัดการและผู้จัดการทั่วไป สำนักงานกรุงเทพฯ และอีก 2 รายสุดท้ายก็เจ้าเก่ารายเดิม คือ บริษัท เชฟรอนประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด นำโดย นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) นำโดย นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; งานนี้ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ยังได้ย้ำว่าหลังจากนี้เมื่อบริษัทผ่านคุณสมบัติเข้าร่วมประมูลแล้ว กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติก็จะเปิดให้เสนอข้อมูลทางเทคนิค และชี้แจงหลักเกณฑ์อีกครั้งหนึ่ง โดยเบื้องต้นให้น้ำหนักคะแนนราคาก๊าซธรรมชาติที่จะขายให้ภาครัฐในสัดส่วน 65% ซึ่งจะมีสูตรราคาเป็นค่าคงที่ รายใดให้ราคาต่ำสุดเป็นผู้ชนะประมูล เพราะเราไม่ได้คำนึงถึงมูลค่าของรัฐ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;แต่คำนึงถึงค่าไฟฟ้าที่มีผลต่อประชาชน หากราคาก๊าซถูกลง 1 บาทต่อล้านบีทียู จะทำให้ค่าเอฟทีลดลง 0.5 สตางค์ต่อหน่วย คิดเป็นน้ำหนักคะแนนสัดส่วนราคาก๊าซต่อส่วนแบ่งกำไร 2.5 ต่อ 1 และคะแนนอีก 25% เป็นเรื่องส่วนแบ่งกำไรที่รัฐได้ไม่น้อยกว่า 50%&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คงต้องรอลุ้นกันต่อไปว่า โครงการประมูลแหล่งปิโตรเลียมจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี หรือว่ามีอุปสรรคมาขัดขวางให้โครงการต้องหยุดกลางคัน เช่นเดียวกับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้หรือไม่ เพราะขณะนี้ก็ยังมีกลุ่มที่คัดค้าน ไม่เห็นด้วยออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม การเปิดประมูลปิโตรเลียมที่เดินหน้ามาได้ถึงระดับนี้ก็ต้องยกนิ้วให้กับบรรดาข้าราชการที่ช่วยกันผลักดัน และที่ขาดไม่ได้คือหัวเรือใหญ่ ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่เข้ามาช่วยผลักดันกันอย่างเต็มที่&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งเมื่อผลักดันเรื่องปิโตรเลียมสามารถเดินหน้าไปได้แล้ว ก็ต้องไม่ลืมที่จะผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา ที่ถูกพับกลับไปเริ่มต้นใหม่ให้เดินหน้าต่อไปได้ เพราะพลังงานไฟฟ้าก็ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญต้องการเติบโตของเศรษฐกิจเช่นกัน.&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8462</URL_LINK>
                <HASHTAG>กพช., กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ, กระจกไร้เงา, นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย, บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), บุญช่วย ค้ายาดี, ประมูลเสนอสัดส่วนการแบ่งกำไรให้แก่รัฐ, พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, ราคาก๊าซธรรมชาติ, โบนัสการผลิต, โบนัสการลงนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7684</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2018 18:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2018 18:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.สผ. ประกาศพร้อมประมูล แหล่งบงกช-เอราวัณ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปตท.สผ. ประกาศพร้อมประมูล แหล่งบงกช-เอราวัณ หลังที่ประชุม กพช. มีมติรับทราบการเปิดประมูล เผยร่วมกับผู้ร่วมทุนรายเดิม &amp;quot;โททาล อีแอนด์ พี ไทยแลนด์ &amp;quot;
&amp;nbsp;
24เม.ย. 61- &amp;nbsp;นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยภายหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2561 ได้รับทราบการดำเนินงานของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ในการเปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชและเอราวัณว่า ปตท.สผ. ยินดีที่ภาครัฐเล็งเห็นถึงความสำคัญของความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซจากทั้ง 2 แหล่งที่จะหมดอายุสัมปทาน เนื่องจากทั้ง 2 แหล่งมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของประเทศไทย โดยมีปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติรวมกันคิดเป็นร้อยละ 60 ของปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ในฐานะที่ ปตท.สผ. ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้เป็นตัวแทนของรัฐในการดำเนินธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และมีภารกิจหลักในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ ปตท.สผ. จึงจะเข้าร่วมในการประมูลครั้งนี้อย่างแน่นอน &amp;nbsp;โดยมั่นใจว่าประสบการณ์และความชำนาญในการสำรวจ พัฒนาและผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแหล่งบงกชซึ่ง ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการมาถึง 20 ปี ทำให้บริษัทมีความเข้าใจลักษณะทางธรณีวิทยาของแหล่งเป็นอย่างดี รวมถึงมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดต้นทุนมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีต้นทุนที่แข่งขันได้ และหาก ปตท.สผ. ได้รับเลือกให้เป็นผู้ดำเนินการต่อ จะสามารถสร้างความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซธรรมชาติให้กับประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่มีการหยุดชะงักในการผลิต รวมทั้งสามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับภาครัฐได้มากกว่า&amp;quot;นายสมพร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การประมูลในแหล่งบงกช บริษัทมีแผนจะเข้าประมูลร่วมกับผู้ร่วมทุนรายเดิม คือบริษัท โททาล อีแอนด์ พี ไทยแลนด์ เนื่องจากเป็นพันธมิตรในการลงทุนที่ดี สามารถใช้ความรู้และเทคโนโลยีที่มีร่วมกันในการพัฒนาแหล่งบงกชได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับแหล่งเอราวัณ ปตท.สผ. มีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนจากเดิม โดยอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ดำเนินการปัจจุบัน (เชฟรอน) และเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าร่วมประมูลในกรณีที่ไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนหลักเกณฑ์ TOR ที่ภาครัฐเตรียมจะออกประกาศเชิญชวนประมูลนั้น ปตท.สผ. ขอดูในรายละเอียดต่อไป โดยเชื่อมั่นว่าภาครัฐจะพิจารณาจากการสร้างผลประโยชน์ที่ดีที่สุดแก่ประเทศเป็นหลัก และเชื่อว่าภาครัฐสามารถรักษาสมดุลโดยพิจารณาองค์ประกอบหลาย ๆ ด้าน เพื่อดึงดูดให้บริษัทน้ำมันเข้าร่วมการประมูล และสามารถคัดเลือกผู้ชนะการประมูลที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างความต่อเนื่องทางพลังงานให้แก่ประเทศ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7684</URL_LINK>
                <HASHTAG>PTTEP, กพช., บงกช, ปตท.สผ., ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม, สมพร ว่องวุฒิพรชัย, เชฟรอน, เอราวัณ, โททาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180423/image_big_5addc4d0ed44b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7683</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2018 18:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2018 18:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กพช.คลอดทีโออาร์ประมูลแหล่งบงกช-เอราวัณ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กพช.คลอดทีโออาร์ประมูลแหล่งปิโตรฯบงกช-เอราวัณ สั่งประกาศเชิญชวนเอกชนตรวจสอบคุณสมบัติ 24 เม.ย. นี้ ก่อนตัดเชือกได้ผู้ชนะ ธ.ค. 61&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เม.ยง 61- นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่าที่ประชุมได้รับทราบการดำเนินงานของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ(ชธ.) ในการเปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 ทั้งเอราวัณและบงกช โดยให้ออกประกาศเชิญชวนผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมประมูลในวันที่ 24 เม.ย. 2561 เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นตามการร่างขอบเขตการจัดซื้อจัดจ้าง(ทีโออาร์)ระบบแบ่งปันผลผลิต(พีเอสซี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจะมีการประกาศผู้ผ่านคัดกรองช่วงสิ้นเดือน พ.ค. นี้ และหลังจากนั้นจะให้เอกชนรายที่ผ่านเข้ามาศึกษาข้อมูล ทั้งกระบวนการผลิตตามทีโออาร์ โดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 4 เดือนก่อนที่จะทำข้อเสนอ แผนการลงทุน ผลตอบแทนและรายละเอียดต่างๆ นำกลับมายื่นภายในเดือนก.ย.2561 มา โดยคาดจะใช้เวลาพิจารณาข้อเสนอประมาณ 2 เดือนครึ่ง ซึ่งตามแผนจะได้ผู้ชนะประมูลในเดือนธ.ค.2561 และเซ็นสัญญาเดือนก.พ.2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้คุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าร่วมประมูลจะต้องมีเงินทุนจดทะเบียนหรือทุนหมุนเวียนอยู่ที่ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับเข้าประมูลแหล่งเอราวัณ และ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐในแหล่งบงกช รวมถึงต้องมีประสบการณ์การสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมในทะเลที่ปริมาณไม่ต่ำกว่า 100 ล้านลูกบาศก์ฟุต(ลบ.ฟุต)ต่อวัน ซึ่งเงื่อนไขหลักที่กำหนดไว้ในการประมูล ให้ผู้รับสัญญาต้องผลิตก๊าซธรรมชาติปริมาณการผลิตขั้นต่ำ 800 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน ในแหล่งเอราวัณ และ 700 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน ในแหล่งบงกชต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ล่าสุดได้มีการหารือกับบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ให้เข้าร่วมประมูลทั้ง 2 แหล่ง เนื่องจากเห็นว่าเป็นผู้รับสัญญาเดิม และมีคุณสมบัติที่คาดว่าจะดำเนินการได้ ส่วนบริษัท เชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด คาดว่าจะเข้าร่วมประมูลในแหล่งเอราวัณอยู่แล้ว ซึ่งนอกจากนี้คาดว่าจะมีบริษัท อื่น ๆ ที่จะเข้ายื่นตรวจสอบคุณสมบัติด้วย อย่างบริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม (ประเทศไทย) จำกัด&amp;rdquo;นายศิริ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7683</URL_LINK>
                <HASHTAG>กพช., บงกช, พลังงาน, เอราวัณ, แหล่งปิโตรเลียม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180423/image_big_5addc435b76d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
