<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103437</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2021 07:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>New Jobber ของรัฐ ความหวังฝ่าวิกฤตปากท้องยุคโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก ตลาดแรงงานซบเซา และหลายบริษัทต้องปิดตัวลงอย่างกะทันหัน ทำให้เด็กจบใหม่จำนวนมากซึ่งถือเป็นความหวังของครอบครัวต่างประสบปัญหาว่างงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;โควิด-19 ทำให้การหางานเป็นเรื่องยากมาก จะเข้าไปหางานทำในกรุงเทพก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้และเงินเดือนก็คงไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต เมื่อไม่มีงานความหวังในการดูแลครอบครัวก็ดูเป็นเรื่องที่ไกลออกไป&amp;rdquo; เสียงสะท้อนจาก น.ส.ฐิติกานต์ วงศ์คำ หนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษาปริญญาตรี สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย บอกเล่าถึงชะตากรรมที่นักศึกษาจบใหม่ส่วนใหญ่ต้องเผชิญในช่วงสถานการณ์โควิดเช่นนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เมื่อรัฐบาลจัดโครงการส่งเสริมการจ้างงานสำหรับผู้จบการศึกษาใหม่ซึ่งร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเยียวยาเด็กจบใหม่ที่คาดว่าจะมีจำนวนกว่า 4.7 แสนคนในปี 2564 ฐิติกานต์จึงตัดสินใจเข้าสมัครงานในโครงการ&amp;lsquo;พลังงานร่วมใจ สร้างงาน พัฒนาชุมชน&amp;rsquo; ของกระทรวงพลังงาน ในส่วนที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดูแล เนื่องจากอาศัยอยู่ในพื้นที่ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;ฐิติกานต์ วงศ์คำ ผู้เข้าร่วมโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สำหรับโครงการดังกล่าวเป็นการจ้างงานระยะสั้น 12 เดือน ตั้งแต่ปลายปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ในพื้นที่รอบเขื่อนและโรงไฟฟ้าของ กฟผ. 13 แห่งทั่วประเทศ จำนวน 2,500 อัตรา สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาวุฒิ ปวส. &amp;ndash; ปริญญาตรี แบบไม่จำกัดสาขา แต่ต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่จังหวัดที่ กฟผ. เปิดรับสมัคร ทำให้มีความเข้าใจในบริบทของท้องถิ่นได้บ้านเกิดเป็นอย่างดี และมีความหลากหลายของทักษะวิชาชีพ อาทิ ช่าง วิศวกร นักบัญชี นักการตลาด นิติกร นักพัฒนาชุมชน นักพัฒนาการเกษตร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เด็บจบใหม่ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการอบรมให้ความรู้ทั้งด้านเทคโนโลยีผสมผสานการเกษตรยุคดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการเพิ่มผลผลิตและแก้ปัญหาด้านการเกษตรอย่างครบวงจร การทำเกษตรกรรมตามแนวทางศาสตร์พระราชา ตลอดจนหลักการเขียนโครงการเพื่อขอสนับสนุนงบประมาณ ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาท้องถิ่นเพื่อติดอาวุธลับทางปัญญาในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ในแต่ละวัน น.ส.รัชดาภรณ์ ใจคำ และเพื่อน ๆ ที่เข้าร่วมโครงการพลังงานร่วมใจ สร้างงาน พัฒนาชุมชนที่ กฟผ. แม่เมาะ จ.ลำปาง จะลงพื้นที่ใน ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ เพื่อเก็บข้อมูลความต้องการของคนในชุมชน&amp;nbsp; ข้อมูลการเพาะปลูก เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนส่งเสริมกิจการชุมชนผ่านนวัตกรรมพลังงานและเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ในการบริหารจัดการยกระดับศักยภาพการเพาะปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ เกิดธุรกิจใหม่ที่ชุมชนเป็นเจ้าของ สร้างรายได้อย่างมีผลกำไร ทุกคนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;รัชดาภรณ์ ใจคำ ผู้เข้าร่วมโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;รัชดาภรณ์ เปิดใจว่า รู้สึกโชคดีที่ได้รับโอกาสเข้ามาทำงานในโครงการพิเศษนี้ เพราะนอกจากทำให้มีรายได้มาช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวแล้ว ยังเป็นงานที่ได้ใกล้ชิดกับคนในชุมชนบ้านเกิดมากยิ่งขึ้นและได้พัฒนาชุมชนของตนเอง อีกทั้งจะช่วยสร้างทักษะจากประสบการณ์ทำงานจริงเพื่อต่อยอดการทำงานใหม่ในอนาคตอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โครงการพลังงานร่วมใจ สร้างงาน พัฒนาชุมชนในส่วนของ กฟผ. เมื่อนับรวมกับการจ้างงานคนในชุมชนรอบเขตเขื่อน โรงไฟฟ้า และพื้นที่ใต้แนวสายส่ง ซึ่ง กฟผ. ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องอีกกว่า 6,000 คน จึงไม่เพียงบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ช่วยเพิ่มอัตราการจ้างในประเทศกว่า 400 ล้านบาท แต่ยังมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมกิจการชุมชนให้สอดคล้องกับศักยภาพ ความต้องการที่แท้จริงของคนในชุมชน และสามารถต่อยอดเป็นธุรกิจของชุมชนเพื่อชุมชนได้อย่างยั่งยืน เมื่อเศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็ง การฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศหลังโควิดก็จะเป็นไปด้วยความราบรื่นมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103437</URL_LINK>
                <HASHTAG>New Jobber, กฟผ, ฐิติกานต์ วงศ์คำ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210519/image_big_60a4bc2dc927a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102276</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2021 12:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2021 12:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“แม่เมาะเมืองน่าอยู่” ของกฟผ.ได้รับตรา &#039;Smart City Thailand &#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
9 พ.ค.64- นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและบริหารโครงการเมืองอัจฉริยะ โดยมี ดร.ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กลุ่มโครงการพิเศษและผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาดิจิทัลและนวัตกรรม (DEPA : Digital Economy Promotion Agency) เป็นผู้นำเสนอโครงการฯ ในภาพรวม มีผู้แทนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำโดยนายอดิศักดิ์ กิจเจริญธนารักษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 2 และนายมาโนช ชูชาติวรรณกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการเหมืองแม่เมาะ ร่วมนำเสนอข้อมูลโครงการ &amp;ldquo;แม่เมาะเมืองน่าอยู่&amp;rdquo; หรือ Mae Moh Smart City ผ่านการประชุมระบบอิเล็กทรอนิกส์ Microsoft Teams&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ภาสกร ประถมบุตร กล่าวว่า กฟผ. ได้ดำเนินการขับเคลื่อน อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ให้เป็น &amp;ldquo;แม่เมาะเมืองน่าอยู่&amp;rdquo; โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบเมืองน่าอยู่เชิงนิเวศน์ (Eco Town) เพื่อสนับสนุนการทำงานของวิสาหกิจชุมชนของอำเภอแม่เมาะในอนาคต หลังการปิดเหมืองแม่เมาะ ให้ชุมชนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืน โดยโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่พัฒนาบริการระบบเมืองอัจฉริยะทั้งหมด 3 ด้าน จาก 7 ด้าน ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) ด้านพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) และด้านเศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานเชิงกายภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายมาโนช ชูชาติวรรณกุล กล่าวเพิ่มเติมว่า &amp;ldquo;แม่เมาะเมืองน่าอยู่&amp;rdquo; เป็นโครงการที่มีระยะเวลาดำเนินการ 20 ปี โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2562 ครอบคลุมพื้นที่อำเภอแม่เมาะ ทั้ง 5 ตำบล 44 หมู่บ้าน ประกอบด้วย ตำบลจางเหนือ ตำบลนาสัก ตำบลบ้านดง ตำบลสบป้าด และตำบลแม่เมาะ โดยการดำเนินงานนอกจากจะเน้นส่งเสริมโครงการที่ กฟผ. แม่เมาะ ได้ดำเนินการอยู่แล้ว อาทิ การดูแลสิ่งแวดล้อมและคุณภาพอากาศ การพัฒนาชุมชนผ่านโครงการ CSR ต่างๆ อีกทั้งยังเพิ่มการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีความเหมาะสมต่อกิจกรรมในชุมชนเพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่ชุมชน หน่วยงานราชการในพื้นที่ ทำให้ประชาชนเมืองแม่เมาะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน เช่น แอปพลิเคชัน Lampang Hotspot ที่ใช้สำหรับตรวจวัดคุณภาพอากาศ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และจุดความร้อนที่ทำให้เกิดไฟป่า และแอปพลิเคชัน แม่เมาะ ที่ใช้สำหรับอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวในเทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ทั้ง 5 เมือง ประกอบด้วย แม่เมาะเมืองน่าอยู่ ภูเก็ตเมืองอัจฉริยะ ขอนแก่นเมืองอัจฉริยะ สามย่านสมาร์ทซิตี้ และเมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์ ระยอง เป็นพื้นที่พัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยจะแจ้งผลอย่างเป็นทางการต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และเข้าสู่พิธีการรับตราสัญลักษณ์ Smart City Thailand ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102276</URL_LINK>
                <HASHTAG>Smart City Thailand, กฟผ, นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, นายมาโนช ชูชาติวรรณกุล, แม่เมาะเมืองน่าอยู่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210509/image_big_609772273d00f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99103</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2021 22:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สงกรานต์นี้เดินทางอุ่นใจ โหลดแอป ‘EleXA’ ไว้ชาร์จไฟรถ EV ฟรี  ที่สถานี ‘EleX by EGAT’ ตลอดเมษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;lsquo;สงกรานต์&amp;rsquo; เทศกาลแสนสุขของคนไทยทั้งประเทศ วันหยุดยาว ๆ ที่ใครหลายคนต่างตั้งตารอการเดินทาง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ท่องเที่ยวหรือกลับภูมิลำเนาในต่างจังหวัด แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันการเว้นระยะห่างสังคมและงดการเดินทางคงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการแสดงออกถึงความรักและความห่วงใยระหว่างกัน แต่หากมีความจำเป็นต้องเดินทางจริง ๆ แล้วหล่ะก็คงต้องระมัดระวังกันให้มากขึ้น และยานพาหนะยอดฮิตที่ใช้ใน&amp;nbsp;&amp;nbsp;การเดินทางก็คือรถยนต์ ซึ่งปัจจุบัน &amp;lsquo;รถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV&amp;rsquo; เป็นอีกหนึ่งเทรนด์การเดินทางที่กำลังได้รับความสนใจและมีแนวโน้มการเติบโตของผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง ด้วยต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่ถูกกว่าน้ำมัน แถมยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยลดทั้งปัญหาฝุ่นและควันจากภาคคมนาคมขนส่ง ซึ่งเป็นต้นตอหลักของปัญหาใหญ่อย่างฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพอยู่ในขณะนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;สถานีชาร์จรถ EV เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อการรองรับการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยียานยนต์จากเครื่องยนต์สันดาปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการเดินทางด้วยนวัตกรรมยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าไปกับสถานีชาร์จรถ EV สุดทันสมัย เรียบง่าย แต่กำลังไฟแรงดีไม่มีตก ภายใต้ชื่อ &amp;lsquo;EleX by EGAT&amp;rsquo; ที่พร้อมเปิดให้บริการแล้ววันนี้ในสถานีบริการน้ำมัน PT 5 แห่ง รวมทั้งภายในเขื่อน โรงไฟฟ้าและศูนย์การเรียนรู้ของ กฟผ. อีก 8 แห่งทั่วไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;พิเศษสุดหยุดสงกรานต์ ไปจนสิ้นเดือนเมษายน 2564 สถานีชาร์จ &amp;lsquo;EleX by EGAT&amp;rsquo; พร้อมเปิดให้บริการชาร์จพลังงานไฟฟ้าฟรี เพื่อเป็นสื่อกลางส่งตรงพลังงานไฟฟ้าแทนของขวัญปีใหม่ไทยให้แก่ผู้ใช้รถ EV&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั่วประเทศ ได้จัดเต็มความสุขผ่านการเดินทางตลอดทุกเส้นทาง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ใช้งานง่าย ๆ แค่เพียงจับคู่ดาวน์โหลดใช้งานกับแอปพลิเคชัน &amp;lsquo;EleXA&amp;rsquo; เพื่อนคู่ใจผู้ใช้รถ EV ติดมือถือไว้ได้ทั้งระบบปฏิบัติการ IOS ที่ https://apps.apple.com/th/app/elexa/id1557651291 และ Android ทาง https://play.google.com/store/apps/detailsid=egat.smd.ev&amp;amp;fbclid=IwAR3UJyJeRINxXQkZXVNNJNi9qvdVv5uDQ2OJJxWXlxNYTNkULDPk4UFK7WI ที่ปรึกษาการเดินทางสุดอัจฉริยะ ตัวช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งานสถานีชาร์จ &amp;lsquo;EleX by EGAT&amp;rsquo; ตั้งแต่ค้นหาสถานี จองคิวชาร์จ และจ่ายค่าบริการ ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ใช้งานรถ EV ครบจบในที่เดียว ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีผู้ช่วยคนใหม่เปิดให้บริการสอบถามปัญหาการใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านช่องทาง Line : @ElexaEV อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;การันตีเสียงตอบรับดี ๆ จาก 2 ผู้ใช้งานจริง คุณต้น ธนบูลย์ วนาทรัพย์ดำรง จากเพจและ Youtube T2LA &amp;amp; คุณยีน ศราวุธ วรสุนทร ผู้ใช้งานรถ EV ที่ช่วยยืนยันถึงความพิเศษและโดดเด่นจากประสบการณ์ใช้งาน ส่งตรงจากสถานี &amp;lsquo;EleX by EGAT&amp;rsquo; ภายในสถานีบริการน้ำมัน PT ปากช่อง 3 จ.นครราชสีมา ว่า ตู้ชาร์จทันสมัย &amp;nbsp;การใช้งานสะดวกสบาย ปลอดภัย ชาร์จรวดเร็วทันใจเพียง 15 นาที รถก็พร้อมออกวิ่ง แถมยังมีแอปพลิเคชัน &amp;lsquo;EleXA&amp;rsquo; ที่ช่วยประคำนวณเวลาในการชาร์จ และปริมาณไฟฟ้าที่ชาร์จเข้าไปในรถได้อย่างแม่นยำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;แวะมาสัมผัสประสบการณ์จริง ไม่ว่าจะชาร์จ หรือจะชม แบบชิล ๆ กันได้ที่ สถานี &amp;lsquo;EleX by EGAT&amp;rsquo; ทั้ง 13 แห่งกันได้เลย.. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99103</URL_LINK>
                <HASHTAG>EleX by EGAT, EleXA, กฟผ, สถานีชาร์จรถ EV</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210410/image_big_6071c7253ff09.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96330</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2021 11:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2021 11:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิสสัน จับมือ กฟผ. ส่งเสริมด้านสถานีชาร์จไฟฟ้าและแพลตฟอร์มสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 12pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 12pt;&quot;&gt;การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง หรือ MoU กับ นิสสัน ประเทศไทย และตัวแทนบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ เพื่อร่วมมือกันสนับสนุนพัฒนาสถานีประจุไฟฟ้าและแพลตฟอร์มสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่สังคมยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าอย่างยั่งยืนความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุม ทั้งการพัฒนา และติดตั้งสถานีประจุไฟฟ้า การร่วมสร้างสรรค์แอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง การเชื่อมโยงข้อมูล และการสร้างสรรค์กิจกรรมส่งเสริมการขายที่น่าสนใจร่วมกันในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 12pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 12pt;&quot;&gt;ราเมช นาราสิมัน ประธาน บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า อุปสรรคสำคัญที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้า คือความกังวลว่าพลังไฟฟ้าจะหมดระหว่างทางก่อนไปถึงสถานีประจุไฟฟ้า และความกังวลต่อระบบแท่นชาร์จสาธารณะที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งเรามุ่งมั่นแก้ปัญหาดังกล่าว โดยการร่วมมือกับ กฟผ. และบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำในวันนี้ นับเป็นเกียรติและโอกาสอันดีที่ นิสสัน จะได้ร่วมใช้ความสามารถในฐานะผู้นำด้านพลังงานไฟฟ้า ในการสร้างสรรค์ระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมและเกิดขึ้นจริงทั่วประเทศไทย อันจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดสู่ลูกค้าของเราทุกคน โดยจากผลการศึกษาล่าสุดของนิสสัน ที่จัดทำขึ้นโดย ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน พบว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ผู้บริโภคมีความตระหนักรู้ ความเข้าใจ และความต้องการด้านรถยนต์ระบบไฟฟ้ามากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจากการวิจัยพบว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภคประเทศไทย คือความจำเป็นต้องมีสถานีประจุไฟฟ้าภายในบริเวณที่พักอาศัย และระบบแท่นชาร์จไฟฟ้าตามแหล่งสาธารณะ มากยิ่งขึ้น จากผลศึกษาดังกล่าว ทางนิสสัน มุ่งมั่นพัฒนาและผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งการสนับสนุนการประยุกต์เทคโนโลยีการขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าไปใช้จริง ซึ่งล้วนสอดคล้องกับการดำเนินงานตามบันทึกความร่วมมือในครั้งนี้ หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญในการผลักดันสังคมขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า คือการที่นิสสัน ได้ใช้เทคโนโลยีและประสบการณ์ในวงการกว่าหลายสิบปี เพื่อพัฒนาและนำเสนอรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% อย่าง นิสสัน ลีฟ (Nissan LEAF) รวมถึงรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ (e-POWER) ทุกรุ่น ซึ่งล้วนได้รับผลตอบรับที่ดีจากยอดขายกว่าหนึ่งล้านคันทั่วโลกภายในปี พ.ศ. 2564 ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน นิสสัน พบว่ามีผู้บริโภคมองหาเทคโนโลยีที่ตอบสนองความต้องการและข้อจำกัดในปัจจุบัน ซึ่งเราได้พัฒนาและนำเสนอเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ (e-POWER) เทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์การขับขี่เหมือนขับรถยนต์ไฟฟ้า โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการชาร์จไฟฟ้า ซึ่งนับเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ผู้บริโภคเกิดการปรับตัวก่อนเข้าสู่สังคมขับเคลื่อนด้วยยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 12pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 12pt;&quot;&gt;นิสสันเริ่มบทบาทในการผลักดันสังคมไทยด้วย นิสสัน ลีฟ รถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกสำหรับตลาดมวลชนของโลก และนิสสัน ลีฟ เจนเนอเรชั่นที่ 2 เปิดตัวทำตลาดในประเทศไทยปี พ.ศ. 2561 เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของนิสสัน ในการลดการปล่อยมลพิษ รวมถึงยังเป็นเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า 100% เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม และสังคมไทยในวงกว้าง โดย นิสสัน ทั่วโลก ได้ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศให้เป็นศูนย์ ทั้งในส่วนดำเนินงานของบริษัทฯ รวมถึงการทำงานตลอดวงจรชีวิตของทุกผลิตภัณฑ์ของนิสสัน นอกจากนี้ นิสสัน ประเทศไทย ยังได้ลงทุนในโรงงานในจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อให้สามารถผลิตเทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ (e-POWER) ได้ในปี พ.ศ. 2562 และ 2563 แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกที่สำคัญของนิสสัน และตอกย้ำการเป็นผู้นำการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ด้านพลังงานไฟฟ้าของบริษัทฯ ในระดับภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96330</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ, ข่าวรถ, นิสสัน, ยานยนต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210317/image_big_60518b967827e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95135</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2021 20:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2021 20:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ. ผนึกกำลัง สอศ. พัฒนาแรงงานระดับช่างเทคนิคและเทคโนโลยี รองรับอุตสาหกรรมผลิตและส่งไฟฟ้าในอนาคต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2564 นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(กฟผ.)&amp;nbsp;และ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา&amp;nbsp;(สอศ.)&amp;nbsp;ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการพัฒนากำลังคนระดับช่างเทคนิคและนักเทคโนโลยี ตามหลักสูตรของ สอศ. เพื่อแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดองค์ความรู้โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมการผลิตและระบบส่งไฟฟ้าแก่นักศึกษาในสถานศึกษาของ สอศ.&amp;nbsp;มุ่งพัฒนากำลังคนรองรับตลาดแรงงานอุตสาหกรรมผลิตและระบบส่งไฟฟ้าในอนาคต อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่อไป ณ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เขตดุสิต กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95135</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210305/image_big_604236424dfff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2021 10:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2021 10:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจลอนามัย “น้ำใจ” กฟผ. ส่งมอบ DSI ทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ ช่วยบุคลากรทางการแพทย์เสี่ยงติดเชื้อ COVID-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มกราคม 2564 นายสุทธิชัย จูประเสริฐพร รองผู้ว่าการบริหาร (รวห.) นายชฎิล ศุขะพันธุ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการพัฒนาองค์การ (ชหพ.) พร้อมด้วยอกม. อพอ.และ ช.อพอ-2&amp;nbsp; เป็นผู้แทน กฟผ. นำตู้เก็บสิ่งส่งตรวจความดันบวก พร้อมด้วยเจลอนามัย &amp;ldquo;น้ำใจ&amp;rdquo; กฟผ. ส่งมอบให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพื่อให้การช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ จากการปฏิบัติหน้าที่ตรวจคัดกรองโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กฟผ. ได้มอบตู้เก็บสิ่งส่งตรวจความดันบวก จำนวน 1 ตู้ เสากดแอลกอฮอล์เจล จำนวน 3 ชุด พร้อมด้วยเจลอนามัย &amp;ldquo;น้ำใจ&amp;rdquo; กฟผ. 5 ลิตร จำนวน 1 แกลลอนและขนาด 180 มล. จำนวน 20 ขวด โดยมี พันตำรวจโทกรวัชร์ ปานประภากร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นผู้รับมอบ ณ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ศูนย์ราชการ กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พันตำรวจโทกรวัชร์ ปานประภากร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ด้วยลักษณะการทำงานของ DSI ที่มีความเกี่ยวพันกับผู้ต้องหาที่มาจากหลากหลายแห่ง อีกทั้งต้องรับสืบสวนผู้ต้องหาจำนวนมาก จึงเป็นความเสี่ยงอย่างมากต่อเจ้าหน้าที่ หากไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองโรค COVID-19 ที่รัดกุม ดังนั้นการได้รับตู้ความดันบวกจาก กฟผ. มานับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อบุคลากรของ DSI และรับรองได้ว่าจะนำตู้นี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ กฟผ. ได้มอบตู้เก็บสิ่งส่งตรวจความดันบวก จำนวน 6 ตู้ โดยมีนายวิชัย โชติปฏิเวชกุล ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม นายธาตรี สุนพงศรี ผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ พร้อมด้วยผู้แทนจากสถานพยาบาลในเรือนจำ/ทัณฑสถาน ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นผู้รับมอบ ณ บริเวณด้านหน้าทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เรือนจำกลางคลองเปรม กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธาตรี สุนพงศรี ผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ กล่าวว่า ขอขอบคุณ กฟผ. ที่ให้ความอนุเคราะห์แก่กรมราชทัณฑ์ โดยได้นำตู้เก็บสิ่งส่งตรวจความดันบวก จำนวน 10 ตู้ มามอบให้แก่สถานพยาบาลในเรือนจำ/ทัณฑสถานจำนวน 10 แห่ง เพื่อใช้ป้องกันเจ้าหน้าที่ในการตรวจคัดกรองหาเชื้อ COVID-19 ในผู้ต้องขัง ทั้งนี้ ในเบื้องต้นได้รับมอบตู้เก็บสิ่งส่งตรวจความดันบวกไปแล้ว 4 ตู้ พร้อมส่งมอบต่อให้แก่เรือนจำกลางคลองเปรม เรือนจำพิเศษกรุงเทพหานคร ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง และทัณฑสถานหญิงกลาง ในครั้งนี้ได้รับเพิ่มอีกจำนวน 6 ตู้เพื่อมอบให้แก่เรือนจำพิเศษธนบุรี ฑัณฑสถานหญิงธนบุรี เรือนจำนนทบุรี เรือนจำกลางบางขวาง เรือนจำพิเศษมีนบุรี และทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91363</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ, สุทธิชัย จูประเสริฐพร, เจลอนามัย, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210129/image_big_60137ccde3543.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86375</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2020 11:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2020 10:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ. หนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า มุ่งสู่สังคมสีเขียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 12pt 0in 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 12pt 0in 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 12pt 0in 0in;&quot;&gt;ยานยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นนวัตกรรมสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นอีกหน่วยงานที่ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;บิดเปลี่ยนโลก สร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ กฟผ. หรือ EGAT E-Bike เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมสีเขียวที่ กฟผ. พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดย EGAT E-Bike จำนวน 51 คัน ถูกนำร่องไปใช้ในกิจการเพื่อสังคมและกิจการของ กฟผ. ในพื้นที่สำนักงาน เขื่อน โรงไฟฟ้า และศูนย์การเรียนรู้รวม 19 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;บิดเปลี่ยนโลก&amp;rdquo; เพราะเพียงแค่เราปรับจากการใช้รถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงแบบเดิม ๆ ก็สามารถช่วยเปลี่ยนโลก ไม่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และฝุ่น โดย EGAT E-Bike ถูกออกแบบให้ขับขี่ได้ง่าย มีความปลอดภัยสูงเพราะความเร็วสูงสุดของ EGAT E-Bike เป็นความเร็วที่เหมาะกับการวิ่งในเมืองไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มอเตอร์มีขนาด 3 กิโลวัตต์คิดเป็นระยะทางมากกว่า 95 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และยังมีประสิทธิภาพพลังงานสูงกว่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ถึงร้อยละ 10 อีกทั้งการใช้ไฟฟ้าเป็นเชื้อเพลิงมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพียงกิโลเมตรละ 13 สตางค์เท่านั้น ในขณะที่รถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยถึงกิโลเมตรละ 1 บาท จึงสามารถช่วยลดรายจ่ายได้เป็นอย่างดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ หมดปัญหารอชาร์จไฟ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การชาร์จไฟที่ต้องใช้เวลานานถือเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สร้างความกังวลต่อผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า EGAT E-Bike จึงถูกออกแบบให้รองรับการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ ซึ่งผู้ขับขี่สามารถถอดแบตเตอรี่จากตัวรถนำมาสับเปลี่ยนที่สถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery Swapping Station) ได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลารอชาร์จไฟ โดยเบื้องต้น กฟผ. ได้นำร่องจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ทั้งหมด 3 แห่ง ที่ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง จ.นนทบุรี, โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง และศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง จ.นครราชสีมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ผู้ขับขี่สามารถถอดแบตเตอรี่มาสับเปลี่ยนที่สถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;นำร่องใช้รถมินิบัสไฟฟ้าในองค์กรมากที่สุดของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;รถมินิบัสไฟฟ้า (EV Bus) จำนวน 11 คัน ถูกนำมาใช้แทนรถมินิบัสที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง เพื่อรับส่งพนักงานและประชาชนที่มาศึกษาดูงานในพื้นที่ กฟผ. ได้แก่ โรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง โรงไฟฟ้าน้ำพอง จ.ขอนแก่น โรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา โรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา โรงไฟฟ้าเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี สำนักงานกลาง กฟผ. และศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. จ.นนทบุรี ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 485 กรัมคาร์บอนต่อกิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;เรือโดยสารไฟฟ้า &amp;ndash; ยานยนต์รักษ์น้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;เรือโดยสารไฟฟ้าฝีมือคนไทยที่ กฟผ. พัฒนาขึ้น เป็นเรือที่มีประสิทธิภาพสูง ประหยัดพลังงาน ไม่มีการปล่อยมลพิษ หรือส่งเสียงดังรบกวน โดยขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนขนาด 214 กิโลวัตต์-ชั่วโมง จำนวน 2 ลำ ได้แก่ เรือโดยสารไฟฟ้าแบบท้องเดียว (Mono Hull) และเรือโดยสารไฟฟ้าแบบสองท้อง (Catamaran) สามารถแล่นได้ระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ด้วยความเร็วไม่น้อยกว่า 10 น็อต และรองรับผู้โดยสารได้ลำละ 80 ที่นั่ง นอกจากนี้ ระบบปรับอากาศในห้องโดยสารยังออกแบบให้ใช้พลังงานไฟฟ้าจากโซลาเซลล์ที่ติดตั้งอยู่บริเวณหลังคาเรือทั้ง 2 ลำด้วย ซึ่งในระยะแรกจะนำไปทดสอบการเดินเรือ เพื่อศึกษาวิจัยและประเมินสมรรถนะของเรือ โดยนำมาใช้ในภารกิจของ กฟผ. ก่อน แล้วจึงจะขยายผลสู่การใช้ประโยชน์สำหรับภาคประชาชนในอนาคต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ทั้งนี้ ภายในปี 2564 กฟผ. ยังตั้งเป้าขยายผลการใช้ EGAT E-Bike สู่หน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ในพื้นที่อำเภอบางกรวย จ.นนทบุรี ภายใต้โครงการ Bangkruai Green Community เพื่อผลักดันต้นแบบของชุมชนที่ร่วมกันใช้พลังงานสีเขียวและมีมาตรการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังสอดคล้องกับแนวคิด EGAT for ALL : กฟผ. เพื่อทุกคน รวมถึงเตรียมพัฒนา EGAT E-Bike ในรูปแบบอื่น ๆ เพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้ที่หลากหลายมากขึ้น การเลือกใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจึงถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเปลี่ยนโลก ช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม และเดินหน้าสู่พลังงานสีเขียวอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86375</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM 2.5, กฟผ, ยานยนต์ไฟฟ้า, ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201209/image_big_5fd04cc264339.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
