<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102172</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2021 10:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2021 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิดกระทบแผนโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ค. 2564 นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษกของ กกพ. เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) วันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมา กกพ. มีมติเห็นชอบให้ปรับเปลี่ยนระยะเวลาในการดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) พ.ศ. 2564 ตามที่ กฟภ. เสนอ โดยสำนักงาน กกพ. จะประกาศผลรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ เป็นภายในวันที่ 26 ส.ค. 2564 จากกำหนดเดิมภายในวันที่ 15 ก.ค. 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) รอบใหม่ที่ค่อนข้างรุนแรง และขยายตัวเป็นพื้นที่วงกว้างทั่วประเทศไทย ประกอบกับมีข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 22) กำหนดการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งให้หัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ เจ้าของกิจการหรือผู้ประกอบการภาคเอกชน พิจารณาดำเนินมาตรการขั้นสูงสุดเพื่อลดจำนวนการเดินทางของเจ้าหน้าที่และบุคลากรในความรับผิดชอบในการป้องกันและลดโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จึงเสนอ กกพ. ขอปรับเปลี่ยนการดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) ออกไปก่อน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป&amp;rdquo; นายคมกฤช กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมติ กกพ. ที่พิจารณาเห็นชอบกรอบระยะเวลาในการดำเนินการโครงการใหม่ ประกอบด้วย กรอบระยะเวลา (ใหม่) การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติและ คำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิค 21 พ.ค. 64 - 2 ก.ค. 64 , ผู้ที่ไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติและคำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิคยื่นอุทธรณ์ต่อ กกพ. (ภายใน 15 วัน) ภายในวันที่ 4 มิ.ย. 64 ภายในวันที่ 16 ก.ค. 64 และคณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ พิจารณาอุทธรณ์ (ภายใน 30 วัน) ภายในวันที่ 3 ก.ค. 64 ภายในวันที่ 14 ส.ค. 64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน กกพ. พิจารณาผลอุทธรณ์ ภายในวันที่ 7 ก.ค. 64 ภายในวันที่ 18 ส.ค. 64&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะอนุกรรมการพิจารณาคำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านราคาพิจารณาคำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านราคา และเสนอ กกพ. พิจารณา ภายในวันที่ 14 ก.ค. 64 ภายในวันที่ 25 ส.ค. 64 , สำนักงาน กกพ. ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ภายในวันที่ 15 ก.ค. 64 ภายในวันที่ 26 ส.ค. 64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายแจ้งผู้ที่ผ่านการคัดเลือกทราบและยอมรับเงื่อนไขการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (ภายใน 7 วันนับจากวันประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ) ภายในวันที่ 22 ก.ค. 64 ภายในวันที่ 2 ก.ย. 64 รวมถึงลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (ภายใน 120 วันนับจากวันประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ) ภายในวันที่ 12 พ.ย. 64 ภายในวันที่ 24 ธ.ค. 64 &amp;nbsp;กำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ ภายในวันที่ 12 พ.ย. 67 ภายในวันที่ 24 ธ.ค. 67&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผลสรุปจำนวนผู้ยื่นเสนอขอขายไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) &amp;nbsp;ในเขตพื้นที่การไฟฟ้านครหลวง ไม่มีผู้ยื่นคำขอเสนอขายไฟฟ้า สำหรับ กฟภ. ซึ่งได้เปิดรับข้อเสนอ โดยหมดเขตรับยื่นไปเมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา มีผู้ยื่นคำขอเสนอขายไฟฟ้าจำนวนทั้งสิ้น 246 ราย แบ่งตามประเภทเชื้อเพลิงได้เป็น ประเภทชีวมวล จำนวน 143 ราย และประเภทก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงานผสมน้ำเสีย/ของเสีย) จำนวน 103 ราย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาคำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคมกฤช กล่าวว่า หลังจากกระบวนการพิจารณาคำเสนอขอขายไฟฟ้าเทคนิคเสร็จสิ้นแล้ว กกพ. จะพิจารณาคำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านราคา โดยมีคณะอนุกรรมการพิจารณาคำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านราคาด้วยวิธีการแข่งขันด้านราคา ซึ่งจะเรียงลำดับคำเสนอขอขายไฟฟ้าที่เสนออัตราส่วนลด (ร้อยละ) จากมากไปหาน้อย โดยผู้ยื่นคำเสนอขอขายไฟฟ้าที่เสนออัตราส่วนลดมากจะได้รับการพิจารณาคัดเลือกเข้าบรรจุในสายป้อน ที่ว่างก่อนจนกว่าจะครบเป้าหมายการรับซื้อโดยจะต้องคำนึงถึงศักยภาพระบบไฟฟ้าที่จะรองรับได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กกพ. จะสามารถประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการได้ภายในวันที่ 26 ส.ค. 2564 เพื่อให้ทันกำหนดวันลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายภายใน 120 วัน นับจากวันที่ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก และสามารถดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ภายใน 36 เดือน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102172</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., กฟภ., โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210305/image_big_6041e3d30d5eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101535</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2021 18:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2021 18:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟภ.จัด  &#039;ครัวสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ&#039; ช่วยโรงพยาบาลสนามศูนย์รังสิต </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 พ.ค.2564 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมกับ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นำโดย นายกิตติชัย ใสสะอาด ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พร้อมคณะกรรมการบริหาร สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค &amp;nbsp;จัดกิจกรรม &amp;quot;ครัว สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ช่วยภัย covid-19&amp;quot; เพื่อโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในการจัดทำอาหารกล่องปรุงสุก และน้ำดื่ม PEA จำนวนอย่างละ 500 ชุด (ข้าว+ผัดพริกแกง,ไข่ต้ม และข้าว+ไก่ผัดขิง,ไข่ต้ม อย่างละ 250 ชุด) และนมดัชมิลล์ จำนวน 2 ลัง ส่งมอบสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย covid-19 สายพันธุ์ใหม่ที่มีการระบาดระลอกใหม่และส่งผลกระทบที่รุนแรงในขณะนี้ เพื่อสนับสนุนโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101535</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟภ., โรงพยาบาลสนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210502/image_big_608e8ddb2f0c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90661</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2021 14:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2021 14:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดมาตรการช่วยค่าไฟช่วงโควิดของ &#039;PEA&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ม.ค.2564 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) &amp;nbsp;มีมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ตามมติคณะรัฐมนตรี ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 1 คืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าซึ่งผู้ใช้ไฟฟ้ายื่นตรวจสอบสิทธิ์การขอคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้า โดย PEA ได้คืนเงินประกันให้กับผู้ใช้ไฟที่ตรวจสอบสิทธิ์ถูกต้องแล้วกว่า 5.85 ล้านราย เป็นเงิน 8,750 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 20 มกราคม 2564)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 2 ขยายระยะเวลายกเว้นการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าอัตราขั้นต่ำออกไปอีก 3 เดือน (มกราคม &amp;ndash; มีนาคม 2564) &amp;nbsp;กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 3 กิจการขนาดกลาง ประเภทที่ 4 กิจการขนาดใหญ่ ประเภทที่ 5 กิจการเฉพาะอย่าง ประเภทที่ 6 องค์กรไม่แสวงหากำไร และประเภทที่ 7 สูบน้ำเพื่อการเกษตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 3 ช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่ใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกุมภาพันธ์ &amp;ndash; มีนาคม 2564 (โดยใช้ใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือน ธันวาคม 2563 เป็นเดือนฐานสำหรับการคิดเงิน) ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยประเภท 1.1.1 ใช้ไฟฟรี 90 หน่วยแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดเล็ก ประเภท 2 ใช้ไฟฟ้าฟรี 50 หน่วยแรก (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยประเภท 1.1.2 และ 1.2 ให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าจากหน่วยการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนฐาน (ธันวาคม 2563)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากประชาชน ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดตามข่าวสารได้ที่เว็บไซต์ www.pea.co.th &amp;nbsp;หรือ หมายเลข 1129 PEA Call Center ตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90661</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟภ., มาตรการช่วยค่าไฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210122/image_big_600a83109673b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88208</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/12/2020 15:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2020 15:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กัลฟ์จับมือกฟภ. นำร่องศึกษาระบบบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีมิเตอร์อัจฉริยะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ธ.ค. 2563 นางพรทิพา ชินเวชกิจวานิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กัลฟ์ และ กฟภ. มุ่งหวังว่าการใช้เทคโนโลยีมิเตอร์อัจฉริยะเข้ามาบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าจะมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ EEC ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงและมีระบบไฟฟ้าที่ซับซ้อน นอกจากนี้ยังสอดรับกับแผนพัฒนาสมาร์ทซิตี้ของภาครัฐและการเติบโตทางธุรกิจของกัลฟ์ โดยกัลฟ์มีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี และเงินทุน อีกทั้งยังมีเครือข่ายกับซัพพลายเออร์ด้านเทคโนโลยีในธุรกิจพลังงานชั้นนำทั่วโลก ที่พร้อมจะร่วมพัฒนาและลงทุนในธุรกิจและโครงการที่ภาครัฐมีนโยบายให้การส่งเสริมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสู่ระดับสากล ทั้งนี้ความร่วมมือกับ กฟภ. ในครั้งนี้จะทำให้กัลฟ์เข้าใจพฤติกรรมการใช้พลังงานในพื้นที่ EEC ได้มากขึ้น และจะทำให้กัลฟ์สามารถตอบสนองความต้องการและนำเสนอนวัตกรรมด้านพลังงานไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายสมพงษ์ ปรีเปรม ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าวว่า &amp;ldquo;ระบบมิเตอร์อัจฉริยะตอบโจทย์แผนยุทธศาสตร์กฟภ. พ.ศ. 2563-2567 ที่มุ่งสู่องค์กรที่เป็นเลิศในด้านจำหน่ายกระแสไฟฟ้าโดยบูรณาการทุกระบบงานด้วย Digitalization เพื่อเพิ่มความมั่นคงในระบบจำหน่าย และเสริมสร้างศักยภาพของ Smart Grid &amp;nbsp;โดยระบบนี้จะช่วยให้การบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายในหลายๆ ด้าน เช่น การจ้างเหมาจดหน่วยมิเตอร์ การออกไปดำเนินการตัดต่อมิเตอร์ ลดการสูญเสียรายได้จากการลักลอบใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ชำรุด (Non-technical loss) ลดต้นทุนจากกำลังสูญเสียในขดลวดของมิเตอร์จานหมุนและความคลาดเคลื่อนในการอ่านหน่วยมิเตอร์ (Technical Loss) รวมทั้งลดความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (Peak Load) ของระบบ ทำให้สามารถชะลอการลงทุนในการเพิ่มกำลังการผลิตให้กับระบบไฟฟ้า ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนและการเชื่อมต่อกับแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ระบบมิเตอร์อัจฉริยะจะแจ้งศูนย์ควบคุมแบบอัตโนมัติเมื่อมีเหตุการณ์ไฟฟ้าขัดข้อง ช่วยลดเวลาในการแก้ปัญหาและลดผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า โดยผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถตรวจสอบข้อมูลการใช้ไฟฟ้าได้ตลอดเวลาแบบเรียลไทม์ และตรวจสอบบันทึกการใช้พลังงานไฟฟ้าย้อนหลังได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88208</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟภ., มิเตอร์อัจฉริยะ, ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201228/image_big_5fe99de455858.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79511</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2020 11:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2020 11:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BGRIM เคาะขายหุ้น BPAM 5%ให้ PEA ENCOM หวังจับมือเพิ่มศักยภาพธุรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค. 2563 บมจ.บี.กริม เพาเวอร์&amp;nbsp; หรือ BGRIM นำโดย ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม และประธานกลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์&amp;nbsp; และนางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้เข้าทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ นายสมพงษ์ ปรีเปรม ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และ นายเขมรัตน์ ศาสตร์ปรีชา รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (&amp;ldquo;PEA ENCOM&amp;rdquo;) (บริษัทในเครือของ กฟภ.) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม และประธานกลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์&amp;nbsp; กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติ และมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง กฟภ. โดยวัตถุประสงค์ของความร่วมกันคือจะมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือ ทั้งทางด้านเทคนิคและทางด้านการเงิน เพื่อขยายธุรกิจร่วมกัน อาทิเช่น การขยายขอบเขตของลูกค้าอุตสาหกรรมของโครงการโรงไฟฟ้าแบบ Small Power Producer (SPP) เป็นวงกว้างขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพโครงการผลิตไฟฟ้าโดยเอกชนที่ผลิตไฟฟ้าใช้เองหรือจำหน่ายให้ลูกค้าตรงโดยไม่ขายเข้าระบบของการไฟฟ้า (Independent Power Supply: IPS) โครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทน

รวมถึงระบบไมโครกริดและระบบสมาร์ทไมโครกริด (Smart Microgrid) ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพของ บี.กริม เพาเวอร์ ในการเป็นผู้นำด้านพลังงานไฟฟ้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน มีโอกาสประหยัดเงินลงทุนในสายส่งและอุปกรณ์อื่นในอนาคตมีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โดยเบื้องต้นเป็นส่วนของโครงการโรงไฟฟ้า บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (เอไออี-เอ็มทีพี) จำกัด จำนวน 315 ล้านบาท และการให้บริการลูกค้าในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ เซอร์วิส (แหลมฉบัง) จำกัด (บริษัทย่อยของ บี.กริม เพาเวอร์) ได้ถือหุ้น 75%&amp;nbsp; ในบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (เอไออี-เอ็มทีพี) จำกัด (&amp;ldquo;BPAM&amp;rdquo;) (เดิมชื่อ บริษัท โกลว์ เอสพีพี 1 จำกัด) และมีบริษัท นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย จำกัด ถือหุ้นอีก 25%&amp;nbsp; ใน BPAM นั้น&amp;nbsp; ด้วย บี.กริม เพาเวอร์ เล็งเห็นถึงความสำคัญในการมีหุ้นส่วนทางธุรกิจที่มีศักยภาพที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านระบบสายส่งไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมการแข่งขันในบริเวณพื้นที่มาบตาพุด&amp;nbsp;

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563 บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ เซอร์วิส (แหลมฉบัง) จำกัด ได้เข้าทำการโอนหุ้นจำนวน 5% ใน BPAM ให้แก่ PEA ENCOM มูลค่าการขายหุ้นรวมจำนวน 200 ล้านบาท ซึ่งภายหลังการโอนหุ้นดังกล่าว จะทำให้ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ เซอร์วิส (แหลมฉบัง) จำกัด ถือหุ้น 70% ใน BPAM&amp;nbsp; ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 10/2563 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2563

อย่างไรก็ดีความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นแรงหนุนสำคัญให้แก่บริษัทในการต่อยอดการดำเนินธุรกิจให้มีการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ช่วยผลักดันเป้าหมายการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าของบริษัทไปถึง 7,000 เมกะวัตต์ตามที่ตั้งใจไว้ ซึ่งจะช่วยสร้างผลกำไรและเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้อย่างสม่ำเสมอต่อไป

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79511</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟภ., บีกริม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201005/image_big_5f7aa1c0baf90.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66401</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 08:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 08:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;เตรียมยื่นสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินคุ้ยโครงการ กฟภ.มูลค่า887ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค.2563 - &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ในเวลา 10.00 น.จะได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อขอให้ตรวจสอบการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้ประกวดราคาจัดซื้อพร้อมติดตั้งระบบและการจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารแบบรวมศูนย์ของ กฟภ.(IT Infrastructure Design and Consolidation for PEA : ITiDC) ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่า 887 ล้านบาท ซึ่งมีข้อพิรุธหลายประการ โดยการจัดทำทีโออาร์โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 ในสมัยผู้ว่าการฯคนก่อน แต่เนื่องจากโครงการนี้มีเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก เลยมีการชะลอโครงการออกไป และได้ริเริ่มนำโครงการกลับมาดำเนินการอีกครั้งในปี 2562 โดยได้ดำเนินการแก้ไขร่างโครงการฯในส่วนของคุณสมบัติของผู้เสนอราคาและแก้ไขข้อกำหนด หรือ Spec ใหม่ ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆจะเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เนื่องจากการประกาศร่างทีโออาร์ครั้งที่ 1 มีหลายบริษัทสนใจ แต่มีการยื่นเรื่องร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใส ไม่เป็นธรรม ทำให้ กฟภ. ยกเลิกการจัดหาเพียง 1 วัน ก่อนวันยื่นซองประมูล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมามีการประกาศร่างทีโออาร์ครั้งที่ 2 ของการประกวดราคา มีบริษัทจำนวนมาก แต่ก็ยังมีการร้องเรียนในเรื่องของความไม่โปร่งใสเช่นเดิม แต่ กฟภ.ยืนยันที่จะดำเนินการต่อไป โดยไม่มีการตรวจสอบหรือทบทวนข้อร้องเรียนต่าง ๆ ว่าเป็นไปตามข้อเท็จจริงตามข้อร้องเรียนหรือไม่ อย่างไร จนกระทั่งมีการเปิดการยื่นประกวดราคาตามวิธีการ e-bidding โดยมีบริษัทจำนวนหนึ่งสนใจเข้าร่วมประกวดราคาในวันที่ 27 เม.ย.63 ที่ผ่านมา อาทิ 1)กลุ่มบริษัท ยิบอินซอย จำกัด 2)บริษัท IOT innovation 3)บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SAMART) 4)บริษัท แอดวานซ์ อินฟอร์เทชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) (AIT) และ 5)บริษัท ไดเมนชั่น ดาต้า จำกัด
โครงการนี้มีการดำเนินการสอบราคากลางกันหลายครั้ง ซึ่งมีผู้เสนอราคาเข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่ปรากฏว่า อุปกรณ์หลักที่มีการใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น VMware ซึ่งเป็นอุปกรณ์บริหารจัดการข้อมูลในศูนย์ข้อมูลของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคปัจจุบัน กลับไม่ได้ถูกเสนอให้เป็นอุปกรณ์หลักในโครงการครั้งนี้ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาในระหว่างการโอนย้ายข้อมูลเดิมจากศูนย์ข้อมูลปัจจุบัน ไปยังศูนย์ข้อมูลใหม่ ที่กำลังประกวดราคาจัดซื้อในอนาคตอันใกล้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้เป็นที่เคลือบแคลงสงสัย เพราะเจ้าหน้าที่ของ กฟภ. ย่อมไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการบำรุงรักษา ดังจะเห็นได้จากโครงการของ กฟภ. ส่วนใหญ่ต้องซื้อการบำรุงรักษา หรือ MA ไม่น้อยกว่า 5 ปี พ่วงไปกับโครงการเสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การประกวดราคาดังกล่าว อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการบางรายที่กำหนดไว้แล้ว ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อแนวทางปฏิบัติที่คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ (คณะกรรมการวินิจฉัย) ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง (2) ที่บัญญัติให้การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐต้องโปร่งใส โดยต้องกระทำโดยเปิดเผย เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม มีการปฏิบัติต่อผู้ประกอบการทุกรายโดยเท่าเทียมกัน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66401</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟภ., กระทรวงมหาดไทย, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, ศรีสุวรรณ จรรยา, สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน, เฟซบุ๊ก, เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200520/image_big_5ec482d29992f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64395</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2020 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2020 12:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟภ.ผลักดันโครงการสมาร์ทกริดนำร่องติดตั้งเมืองพัทยา 1.2 แสนราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 เมษายน 2563 นายสมพงษ์ ปรีเปรม ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เปิดเผยว่า กฟภ.ได้นำโครงการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Grid มาใช้ในการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า ทำให้สามารถบริหารจัดการการผลิต การส่ง และการจำหน่ายพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการนำร่องทำ Smart Grid ที่เมืองพัทยา ปัจจุบันอยู่ระหว่างการติดตั้งระบบมิเตอร์อัจฉริยะหรือ AMI ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่อยู่อาศัยประมาณ 120,000 ราย

ทั้งนี้จะมีการเปลี่ยนมิเตอร์ใหม่ โดยกฟภ.ได้มีการพัฒนาระบบ เพื่อแจ้งให้ผู้ใช้ไฟได้ทราบข้อมูลการใช้ไฟฟ้าขอตนเองได้ และสามารถนำข้อมูลต่าง ๆ ไปบริหารจัดการ วางแผนการใช้ไฟฟ้าของตนเองได้ต่อไป ซึ่งจะทำให้เกิดการใช้ไฟอย่างมีประสิทธิภาพ มีการประหยัดค่าพลังงานได้ในอนาคต
นอกจากระบบมิเตอร์อัจฉริยะแล้ว กฟภ. ยังได้ติดตั้งระบบ Smart Substation ด้วย ระบบนี้จะทำให้การจัดการระบบไฟฟ้าในพื้นที่พัทยามีความรวดเร็ว ลดระยะ เวลาการดับของไฟฟ้าให้น้อยลง และยังทำให้สามารถใช้ประโยชน์ของจากสถานีไฟฟ้า สายไฟฟ้าได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ยืดอายุการใช้งาน รวมทั้งชะลอการลงทุนด้านสถานีไฟฟ้า สายไฟฟ้าลงได้ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟฟ้าที่จะไม่เพิ่มสูงขึ้นเหมือนอย่างในอดีต และแก้ปัญหาไฟฟ้าดับให้น้อยลง
&amp;ldquo;ขณะเดียวกัน กฟภ. อาจจะให้เอกชนร่วมลงทุนในการติดตั้งระบบ Smart Grid ในรูปแบบ PPP ( Public Private Partnership) ซึ่งอาจจะกำหนดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนติดตั้ง ดูแล และบำรุงรักษา ระบบมิเตอร์อัจฉริยะหรือ AMI&amp;rdquo; ผู้ว่าการ กฟภ.กล่าว
ด้านนายเสกสรร เสริมพงศ์ รองผู้ว่าการวางแผนและพัฒนาระบบไฟฟ้า กฟภ.กล่าวเสริมว่า การนำระบบ Smart Grid มาใช้ จะทำให้ประชาชนสามารถบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้าของตัวเองได้ ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ และกรณีเกิดไฟฟ้าดับ กฟภ. จะสามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็วมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยให้กฟภ.ลดจำนวนหน่วยสูญเสีย แก้ปัญหากระแสไฟฟ้าขัดข้องได้รวดเร็วขึ้น เช่น พื้นที่ไหนรถยนต์ชนเสาไฟฟ้า เราก็ตัดไฟในพื้นที่ที่มีปัญหาออก และก็ใช้วงจรข้างเคียงมาจ่ายไฟแทนแบบอัตโนมัติ ซึ่งจะสามารถบริหารจัดการระบบไฟฟ้าให้มีการใช้งานได้เต็มศักยภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ประเทศก็สามารถวางแผนกำลังการผลิตไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำ สามารถลดโรงไฟฟ้าประเภท Peaking Plant ทำให้สามารถ สร้างสมดุลระหว่างการผลิตและการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นายเสกสรรกล่าวอีกว่า ในอนาคตก็จะมี รถไฟฟ้า หรือ EV ซึ่งหากรถไฟฟ้ามีการชาร์จไฟฟ้ารวมกันเป็นจำนวนมากๆ จะกระทบต่อระบบไฟฟ้าอย่างแน่นอน กฟภ.ตระหนักถึงปัญหานี้เป็นอย่างดี และได้เตรียมจัดทำโครงการต่าง ๆเพื่อรองรับไว้ระดับหนึ่งแล้ว ระบบ Smart Grid ซึ่งมี Smart Meter จะสามารถลดปัญหานี้ได้ ตัวอย่างเช่น จะมีการเตรียมระบบบริหารจัดการ การชาร์จ จัดระยะเวลาการชาร์จให้เหมาะสม โดยไม่กระทบกับความจำเป็นในการใช้งานของผู้ใช้ไฟฟ้า หรือกระทบน้อยที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64395</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟภ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200427/image_big_5ea66a3c50c71.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
