<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110973</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2021 17:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2021 17:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองโฆษกไทยสร้างไทย โวยโทรสายด่วนแจ้งรับผู้ป่วยโควิดต้องเสียเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ค.64 - น.ส.เกณิกา ตาปสนันทน์ รองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึงกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ข้อความเรื่องการโทรไปยังหมายเลข 1668 ซึ่งเป็นสายด่วนสำหรับใช้โทรหาเตียงให้ผู้ติดเชื้อโควิด โดยใช้เวลาติดต่ออยู่นานจนเงินในโทรศัพท์มือถือหมด และได้รับการเปิดเผยในเวลาต่อมาว่าการใช้สายด่วนดังกล่าวต้องเสียเงินด้วยนั้น ถือเป็นการซ้ำเติมประชาชนในภาวะวิกฤต และยังสะท้อนถึงความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาล ที่ไม่ได้เตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกให้ประชาชนไว้อย่างครบถ้วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เท่าที่ทราบ ค่าโทรคิดเป็นนาทีละ 1.50 บาท ทำไมการโทรไปขอความช่วยเหลือนาทีชีวิต ยังต้องมาจ่ายเงิน แบบนี้ถ้าใครไม่มีเงินหรือเงินในโทรศัพท์ใกล้จะหมดคงไม่สามารถติดต่อเพื่อขอความช่วยเหลือได้เลย ทั้งๆที่เป็นหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับโควิด หากรัฐบาลจริงใจควรเร่งเจรจากับ กสทช.ซึ่งทำหน้าที่รักษาการมาอย่างยาวนานด้วยอำนาจพิเศษให้ดูแลเรื่องการให้บริการประชาชน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะหมายเลข 1668 เท่านั้น แต่ทราบมาว่ายังมีเบอร์อื่นๆในยามนี้ที่ยังโทรไม่ฟรีเช่นกัน ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบต่อไป&amp;rdquo;น.ส.เกณิกา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.เกณิกากล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความล่าช้าของระบบราชการที่กินเงินภาษีของประชาชนและความไม่เอาใจใส่ของรัฐบาล โดยเฉพาะ ศบค.ที่เน้นแต่เรื่องการออกคำสั่งควบคุมประชาชนหรือใช้อำนาจบังคับประชาชน ส่วนการช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกหรือแก้ไขปัญหาให้ประชาชนมักจะทำด้วยความล่าช้าหรืออาจมองข้ามไป อย่างเรื่องเบอร์โทรสายด่วนเสียตังค์แม้จะอยู่ในการดูแลของ กสทช.แต่รัฐบาลก็ต้องมีส่วนในการผลักดันให้เกิดการบริการสาธารณะในยามวิกฤต โดยจะขอนำเรื่องนี้เข้าหารือในชั้นกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระฯที่ดิฉันเป็นผู้ชำนาญการประจำคณะที่ดูเรื่อง กสทช.ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110973</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.กิจการศาล, นส.เกณิกา ตาปสนันทน์, พรรคไทยสร้างไทย, สายด่วน 1668</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210724/image_big_60fbe9fb30923.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79553</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2020 16:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2020 16:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จิรายุ&#039; รับลูก &#039;เรืองไกร&#039; เรียก รมว.แรงงาน-เลขาฯประกันสังคม แจงกองทุนถือหุ้น &#039;ศรีพันวา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค.63 -&amp;nbsp;นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ประธานกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 ต.ค. เวลา 9.30 &amp;nbsp;น. คณะกรรมาธิการฯจะนำเรื่องที่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ร้องต่อคณะกรรมาธิการฯให้ติดตาม ตรวจสอบกรณีการนำเงินจำนวนมากของผู้ประกันตนไปลงทุนในโรงแรมศรีพันวา ที่จังหวัดภูเก็ต และธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงเป็นจำนวนมาก โดยคณะกรรมาธิการ ได้กำหนดประเด็นเพื่อสอบถามก่อนลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต มีประเด็นที่ว่าสำนักงานกองทุนประกันสังคม มีการนำเงินที่ผู้ประกันตนถูกหักไว้ที่มีจำนวนเงินกว่า 2.1 ล้านล้านบาทนั้น นำไปลงทุนอะไรที่ไหนอย่างไรบ้าง นอกจากนี้การไปลงทุนในโรงแรมศรีพันวาดังกล่าว เกิดขึ้นได้อย่างไรและกรณีการลงทุนของสำนักงานประกันสังคมในกิจการนี้ ทราบหรือไม่ว่าที่มาของที่ดินในการจัดลงทุนนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งอาจจะมีผลต่อราคาหุ้นและหลักทรัพย์ในการลงทุนต่อมูลค่าราคา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมาธิการฯ ได้ออกหนังสือไปเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม โดยเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.)&amp;nbsp;ให้มาชี้แจงในประเด็นต่างๆดังนี้ เช่นหลักเกณฑ์ในการลงทุน เพราะเป็นเงินของผู้ประกันตนกว่า 2.1 ล้านล้านบาทที่ถูกหักไว้ เอาไปลงทุนที่ไหนอย่างไร วัตถุประสงค์ในการนำเงินจากกองทุนฯไปลงทุนในทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โรงแรมศรีพันวา เป็นอย่างไร เจ้าของเงินควรจะมีโอกาสรู้เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีสถานการณ์โควิด ผู้ประกันตนเรียกร้องขอเงินที่ถูกหักคืน กลับมีปัญหามาโดยตลอด จนทำให้ผู้ประกันตนต้องออกมาเรียกร้อง ว่า ขอคืนไม่ใช่ขอทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรายุ กล่าวว่า ได้ออกหนังสือเชิญเลขาธิการกองทุนฯให้มาชี้แจงถึงความเสี่ยง และ ผลตอบแทนจากการลงทุนในทรัสต์ตั้งแต่เริ่มลงทุนจนถึงปัจจุบัน และยังเชิญเลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ก.ล.ต. มาชี้แจงถึงขั้นตอนของการลงทุนของบริษัทที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ กรณีที่อาจมีสินทรัพย์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายว่ามีผลอย่างไรต่อผู้ลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยังเชิญอธิบดีกรมที่ดินให้มาชี้แจงเพิ่มเติม หลังจากได้ไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการที่ดินฯ แต่ยังมีข้อสงสัยอีกหลายประเด็นถึงที่มาของที่ดินที่จังหวัดภูเก็ตที่ต้องทำให้ประชาชนสิ้นสงสัย หากมีประเด็นที่เป็นข้อพิรุธจะทำเรื่องร้องต่อไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไป เนื่องจากเป็นคดีนี้เป็นคดีที่มีความสลับซับซ้อน และ มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79553</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.กิจการศาล, จิรายุ ห่วงทรัพย์, ศรีพันวา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200703/image_big_5eff285ede0d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73506</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2020 16:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2020 16:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>2 กมธ. &#039;กฎหมาย-ศาล&#039; ร่วมถกคดีบอส ไร้เงาอัยการ &#039;เนตร นาคสุข&#039; แต่ยังตื้อเชิญรอบ 3</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กมธ.กฎหมาย สภาฯ ถกคดี &amp;ldquo;บอส&amp;rdquo; ด้าน &amp;ldquo;อัยการ&amp;rdquo; ยัน &amp;ldquo;เนตร นาคสุข&amp;rdquo; ไม่สั่งฟ้องเป็นไปตามพยาน -สำนวน ขณะที่ &amp;ldquo;พีระพันธุ์&amp;rdquo; จวกอย่าทำให้สถาบันยุติธรรมเสียหายไปมากกว่านี้ ไร้เงา &amp;ldquo;เนตร&amp;rdquo; กมธ.ฯยังตื้อเชิญรอบ 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ส.ค.63 - ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ร่วมกับ คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการรัฐ วิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร โดยมีการเชิญ นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด ที่สั่งไม่ฟ้องในคดีของนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยาและคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงการทำคดีนี้ของฝ่ายอัยการ นำโดย นายปรเมศวร์อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญาธนบุรี นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา และ นายฤชา ไกรฤกษ์ อธิบดีอัยการ เจ้าของสำนวน พร้อมเชิญนายสายประสิทธิ์ เกิดนิยม อาจารย์มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้า พระนครเหนือ ที่ตรวจวัดความเร็วรถของ นายวรยุทธ 76 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มาชี้แจงข้อเท็จจริงการทำคดีต่อกรรมาธิการ แต่ในวันเดียวกันนี้นายเนตร ไม่ได้มาชี้แจงต่อกรรมาธิการแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายประยุทธ กล่าวว่า การสั่งไม่ฟ้องของนายเนตรครั้งนี้ มีอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งเหตุผลที่สั่งไม่ฟ้องเป็นไปตามพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งนายวรยุทธมีการร้องขอความเป็นธรรมอยู่หลายครั้ง รวมถึงการร้องต่อ สนช. ทำให้มีพยานยืนยันสอดคล้องตรงกันว่าความเร็วรถของนายวรยุทธ ไม่ถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนายสายประสิทธิ์ ยืนยันว่า เป็นการคำนวณตามหลักการ ทางวิชาการ โดยวิเคราะห์จากภาพที่เกิดขึ้น ตรวจสอบความเร็วจากหน้าปัดนาฬิกาที่โชว์บนคลิป และใช้สูตรปกติคือ ระยะทางหาด้วยเวลา ซึ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ เวลาคำนวณการใช้ถุงลมนิรภัยจะใช้กล้องความเร็วสูงประมาณ 500 เฟรมต่อวินาที ดังนั้นสมมติฐานที่เกิดขึ้นเป็นการทำตาม หลักการ และจะใช้หรือไม่ขึ้นอยู่ดุลพินิจของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สนช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพล.ต.อ.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ (ตช.)ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่มีคำสั่งฟ้อง นายวรยุทธ กล่าวว่าโดยคำสั่งของผบ.ตร.กำหนดกรอบเวลาทำงาน 15 วันซึ่งภายในสัปดาห์หน้าจะครบทางคณะกรรมการฯจะรวบรวมข้อเท็จจริงในส่วนของตำรวจ โดยมีการวางกรอบ การทำงานเอาไว้แล้ว รวมถึงขั้นตอนที่ไม่เห็นแย้งของผู้ช่วยผบ.ตร. กรณีอัยการไม่ฟ้องคดีนี้ด้วย ซึ่งทั้งหมดอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และอยู่ระหว่างการสอบสวน ดังนั้นภายในสัปดาห์หน้าน่าจะสามารถชี้แจงให้ประชาชนผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษากมธ.ฯกล่าวว่า คดีนี้มีสิ่งผิดปกติไปจากแบบแผนของการทำคดี การสอบสวน และการติดตามตัวผู้ต้องหาหลายอย่าง ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติก็ถือเป็นคดีที่ธรรมดามาก โดยเฉพาะความผิดปกติของพยานหลักฐานและพยานบุคคล โดยพยานบุคคลนั้นไม่เคยมีใครออกมาพูดว่า แต่ละคนมีที่มาที่ไปอย่างไร หรือรู้เห็นในเหตุการณ์ตรงนั้นจริงหรือไม่ มีแต่พูดคำบอกเล่าของพยาน ซึ่งในวิชาชีพกฎหมายนั้นฟังไม่ได้ ทั้งนี้ ประเด็นหลักอยู่ที่พนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการที่ใช้ดุลยพินิจในการสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง ไม่มีใครตอบได้นอกจากคนทำ ทั้ง 2 ฝ่ายต้องออกมาชี้แจงเองว่าเหตุผลที่สั่งเพราะอะไร หากผิดต้องรับผิดส่วนตัว แต่กลับเอาองค์กรของตัวเองผ่านคนอื่นมาชี้แจง สรุปแล้วขณะนี้สังคมกำลังถูกคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ดุลยพินิจ มาอธิบายสิ่งที่คนอื่นทำ ส่วนคนที่ทำไม่ต้องพูด ตนถามว่ามันปกติหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมสงสัยว่าเพราะอะไรทั้ง 2 องค์กรถึงพร้อมใจกัน เอาชื่อเสียงเกียรติยศกระบวนการยุติธรรมของประเทศ มาเสี่ยงกับคนเพียงแค่ 2 คน แทนที่จะให้คน 2 สองคนนั้นมาชี้แจงกับสังคมเอง แต่กลับทำในสิ่งที่ท่านบอกว่าทำไม่ได้ ความเห็นส่วนตัวฟังไม่ได้ ในฐานะคนในวิชาชีพกฏหมาย ผมขอเถอะ อย่าทำให้สถาบันยุติธรรมของเราเสียหายไปมากกว่านี้ เอาเกียรติยศของผู้รักษากระบวนการยุติธรรมออกมา ใครผิดให้เขาผิดไปใครถูกให้เขาชี้แจงเองไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะเอาความเห็นส่วนตัวมาชี้แจงแทนคนอื่น&amp;quot;นายพีระพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนายฤชา ชี้แจงว่า ในฐานะส่วนตัวความจริงพยานนิติวิทยาศาสตร์กรณีนี้บางครั้งอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องนำมาใช้ในกรณีนี้เลย เพราะจับรถด้วยความเร็วสูงก็เป็นการประมาทแล้ว อย่างไรก็ตามนายฤชา ปฏิเสธที่จะชี้แจงในประเด็นที่ก้าวล่วงดุลพินิจของพนักงานอัยการท่านอื่นหลังจากรับสำนวนต่อ เพราะเกรงว่าจะเป็นการทำลายชื่อเสียงองค์กร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมกมธ.มีมติร่วมกันว่าจะส่งหนังสือเชิญบุคคลเข้าชี้แจงต่อกมธ.อีกครั้ง อาทิ นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วยผบ.ตร. นายธานี อ่อนละเอียด สมาชิกวุฒิสภา และอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สนช. และนายวรยุทธ อยู่วิทยา เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73506</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.กฎหมาย, กมธ.กิจการศาล, คดีบอส กระทิงแดง, บอส อยู่วิทยา, เนตร นาคสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200805/image_big_5f2a7e1bc9fca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73298</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 16:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2020 16:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>2 กมธ. &#039;กฎหมาย-กิจการศาล&#039; ร่วมสางคดีบอส &#039;ชวน&#039; ชี้ทุกองค์กรมีทั้งคนดี-ไม่ดี อย่าเหมารวม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 กมธ. &amp;quot;กฎหมาย-กิจการศาล&amp;quot;&amp;nbsp;จับมือสางคดีบอส กระทิงแดง &amp;quot;สิระ&amp;quot; ลั่น 5 ส.ค.จะเผาตำราหรือเผาคน &amp;quot;จิรายุ&amp;quot; เตรียมใช้ผลชันสูตรศพ &amp;quot;จารุชาติ&amp;quot; พยานปากเอก กระกอบการพิจารณา ส่วนกมธ.ตำรวจฯ ปิดจ็อบเตรียมส่งรายงานถึง &amp;quot;ชวน&amp;quot; สัปดาห์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ส.ค.63 - นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฏร จัดประชุมพิจารณาเรื่องซ้ำซ้อนกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ขับรถชนตำรวจ สน.ทองหล่อเสียชีวิตในปี 2555 โดยเชิญประธานคณะกรรมาธิการ3 &amp;nbsp;ชุดที่พิจารณาเรื่องเดียวกัน คือนายสิระ เจนจาคะ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ประธานคณะกรรมการการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน &amp;nbsp;และนายนิโรธ สุทรเลขา ประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชวน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมร่วม ว่า ที่ประชุมได้ข้อยุติเรียบร้อยแล้ว โดยคณะกมธ.กิจการตำรวจ ได้แจ้งว่า ได้ศึกษามาระดับหนึ่งแล้ว จึงไม่ติดใจ แต่หากกมธ.ตำรวจ อยากมาร่วมกับอีก 2 คณะก็จะนำเข้าหารือต่อที่ประชุมกมธ.ตำรวจก่อนว่า จะมาร่วมประชุมกับอีก 2 คณะด้วยหรือไม่&amp;nbsp;ทั้งนี้ การที่ตนไม่ให้ทำงานซ้ำซ้อนกัน เพราะไม่ต้องการรบกวนข้าราชการ หรือบุคคลภายนอกต้องเข้ามาชี้แจง เพราะหากกมธ.ทั้ง 3 คณะ เชิญตำรวจ อัยการ หรือองค์การต่างๆทุกคณะก็ต้องมา 3 ครั้ง ซึ่งถือเป็นภาระและความเดือดร้อน ดังนั้น ตามระเบียบแล้วต้องการให้กมธ.ที่มีความซ้ำซ้อน สามารถทำงานร่วมกันได้ โดยต้องมีกมธ.ชุดใดชุดหนึ่งเป็นเจ้าภาพของเรื่องนั้นๆเพื่อมาประชุมร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติมองว่า คดีนี้ควรเดินไปในทิศทางใดเพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจกับกระบวนการยุติธรรม นายชวน กล่าวว่า ตนเชื่อว่าองค์กรทั้งหลายที่ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบรู้ว่า ต้องเอาอะไรไว้ในบ้านเมืองเพราะบ้านเมืองอยู่ได้ด้วยหลักการความถูกต้อง ดังนั้น ตนเชื่อว่า ทุกฝ่ายคงจะรู้ว่าอะไรคืออะไร เพียงแต่ต้องให้องค์กรทั้งหลายได้ทำงาน อย่าเพิ่งไปวิจารณ์อะไรมาก และตนเชื่อว่า แต่ละองค์กรรู้ว่า ทำอย่างไรถึงจะให้บ้านเมืองอยู่ได้ด้วยความถูกต้องชอบธรรม ที่ถือว่า เป็นสิ่งสำคัญมากสุด และองค์กรเองก็ต้องรู้ว่า ถ้าทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้ององค์กรนั้นก็จะมีอันเป็นไปในระยะยาว ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่แต่ละองค์กรต้องตระหนักในความรับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า เวลานี้ทั้งตำรวจ และอัยการถูกลดความเชื่อมั่น ในฐานะนักกฎหมายจะทำอย่างไรเพื่อกู้ความเชื่อมั่นกลับมา นายชวน กล่าวว่า เราต้องถือองค์กร อย่าไปถือตัวบุคคลมาเป็นตัววัด เพราะในทุกองค์กรย่อมมีทั้งคนที่พร้อมและไม่พร้อม มีคนที่มีปัญหาและไม่มีปัญหาเสมอ พูดง่ายๆทุกองค์กรมีทั้งคนดีและไม่ดี จึงอย่าไปเหมาว่าเมื่อเกิดอะไรขึ้นแล้วองค์กรนั้นจะเลวร้ายไปหมด แม้แต่ฝ่ายการเมืองตนก็เคยพูดเวลามีคนตำหนินักการเมือง ตนก็ยอมรับว่า นักการเมืองก็มีทั้งดีและไม่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณีที่ น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตส.ว.กทม. ขอบันทึกการประชุมของกมธ.การกฏหมาย สมัยสนช.ที่พิจารณาคดีนายวรยุทธ์ เพื่อมาเปิดเผยต่อสังคม นายชวน กล่าวว่า ข้อมูลอะไรที่นำมาเปิดเผยก็สามารถเปิดเผยได้ แต่เรื่องที่ขอมา ตนยังไม่เห็นรายละเอียด เบื้องตนทราบว่า อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบอยู่ แต่ยืนยันว่ารายงานของกมธ.กฏหมาย สามารถนำมาเปิดเผยได้ เว้นแต่การประชุมลับ และมีมติไม่ให้เปิดเผย ดังนั้น ตนจึงไม่ทราบว่า กรณีดังกล่าว กมธ.ประชุมแบบลับหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน เปิดเผยว่านายชวนมีดำริให้รวมกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ขับรถชนตำรวจสน.ทองหล่อเสียชีวิตในปี 2555 ที่มีคณะกรรมาธิการ3 ขณะพิจารณาอยู่ โดยขณะนี้รอให้คณะกรรมาธิการตำรวจ พิจารณาว่าจะเสนอเรื่องใดเข้ามา ส่วนการประชุมวันที่ 5 ส.ค.นี้ก็จะเป็นการแชร์ข้อมูลกันระหว่างคณะกรรมาธิการการกิจการศาล ฯ ซึ่งจะทำข้อมูลและคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯจะเป็นคนออกจดหมายเชิญผู้ชี้แจงเป็นหลักเพื่อที่จะได้พิจารณาในเรื่องเดียวกัน หากพิจารณาวันที่ 5 ส.ค.ไม่จบก็จะขยับต่อไปอีกสัปดาห์ เนื่องจากรูปคดีและการพิจารณาต่างๆค่อนข้างมีความหลากหลาย รวมถึงมีสถานการณ์เกิดขึ้นใหม่รายวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรายุ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการกิจการศาลฯจะรับหน้าที่เชิญอดีตอัยการสูงสุดอดีตผู้พิพากษา หรือแม้แต่อดีตองค์กรอิสระต่างที่จะมาให้ความเห็น เนื่องจากไปดูฏีกาคดีลักษณะเดียวกันก็มีคำตัดสินที่หลากหลาย เช่นอาจจะตัดสินว่าผิด แต่ให้โทษรอลงอาญา เนื่องจากบรรเทาทุกข์ให้ผู้เสียหายแล้วเป็นต้น ก็จะนำมาเทียบเคียงเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรายุ ยืนยันว่าสิ่งที่คณะกรรมการของรัฐบาลและคณะกรรมาธิการของสภา เมื่อทำงานถึงวันสุดท้ายแล้วเอกสารจะปรากฎ ใครก็แล้วแต่ที่ไปบิดเบือนหรือปรับปรุงเอกสารคงเป็นเรื่องยาก และเรียกร้องกรณีการเสียชีวิตของนายจารุชาติ มาดทอง หนึ่งในพยานปากสำคัญ ซึ่งนายกฯก็สั่งให้ชันสูตรใหม่เพื่อทำให้ความจริงปรากฎ แต่กลับมีบางประเด็นบอกว่าไม่ไว้ใจกับผู้ชันสูตรที่จ.เชียงใหม่&amp;nbsp;ซึ่งนายกฯก็ต้องสั่งการให้ชัดเจนว่าคนชันสูตรต้องมีความเป็นกลาง หรือควรตั้งกรรมการกลางขึ้นมาหรือไม่ เพราะสังคมเคลือบแคลงใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วง 1-2 วันนี้ และหากเป็นไปได้หากมีการชันสูตรศพเสร็จอย่างรวดเร็ว พรุ่งนี้ช่วงเย็นผลการชันสูตรก็คงออกมาและจะทำให้ความจริงปรากฎอีกครั้งหนึ่ง จะได้หาข้อมูลต่างๆต่อเนื่องไปถึงวันที่5 ส.ค.ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะต้องตรวจสอบต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสิระ เจนจาคะ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฏร กล่าวว่า มีการออกหนังสือเชิญไปตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค. โดยเชิญคณะกรรมาธิการกฎหมายในสมัยสนช.ทั้งหมด ตำรวจที่เกี่ยวข้อง อัยการที่เซ็นลงนามสั่งไม่ฟ้อง และตำรวจที่เซ็นไม่เห็นแย้ง พนักงานสอบสวนทั้งหมด เพราะการประชุมครั้งที่แล้วมีปัญหายังไม่ทราบข้อมูลรายละเอียดทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพยานที่เสียชีวิตไปแล้วก็ตัดออกไปเหลือ พล.อ.ท.จักรกฤษ ถนอมกุลบุตร ซึ่งได้ทำหนังสือเชิญมาด้วย ส่วนกรรมาธิการสมัยสนช.มีการตอบรับมาพอสมควร โดยจะขอดูเรื่องมติ ชวเลข รายงานการประชุม และมติที่ออกมาของกรรมาธิการว่าแทรกแซงกระบวนการตุติธรรมหรือไม่ &amp;nbsp;มีผลกับการสั่งไม่ฟ้องหรือไม่ ซึ่งจะได้รับรายงานบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการของสนช.ในวันพรุ่งนี้ (4 ส.ค.) โดยขอจากประธานสภาผู้แทนราษฏร&amp;nbsp;ส่วนพล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ประธานคณะกรรมาธิการของสนช.จะมาชี้แจงด้วยหรือไม่นั้นยังไม่ทราบ แต่ก็อยากให้มาทุกคนเพื่อความโปร่งใส จะได้ตอบให้ประชาชนได้หายสงสัย จะได้นำไปสู่การแก้ไขช่องโหว่และให้ประชาชนเสมอภาคในกระบวนการยุติธรรม และจะได้ไม่มีคำว่าคุกมีไว้ขังแค่คนจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตนยืนยันว่าคณะกรรมาธิการฯจะใช้ความรู้ ความสามารถอย่างเต็มที่ ในฐานะคนกลางจากประชาชน ถ่ายทอดการประชุมสามารถฝากคำถามได้ ซึ่งคณะกรรมาธิการฯทั้ง 2 คณะที่ต้องพิจารณาร่วมกันเพราะข้อบังคับการประชุมสภาที่ 90 กำหนดว่าประเด็นที่ซ้ำซ้อนกันต้องมาพิจารณาร่วมกัน และขอให้เชื่อมั่นคณะกรรมาธิการฯชุดต่างๆและคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มีนักวิชาการบอกว่า ถ้าคดีเป็นอย่างนี้ก็ต้องกลับไปเผาตำราทั้งหมด ดังนั้นในวันที่ 5 ส.ค.นี้ก็จะรู้ว่าตำราผิด หรือคนผิด ถ้าตำราผิดก็ต้องเผาตำรา แต่ถ้าคนผิดก็ต้องเผาและดำเนินคดีไป เดี๋ยวจะได้รู้ว่าต้องเผาอะไร&amp;quot;&amp;nbsp;นายสิระกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายนิโรธ สุนทรเลขา ประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่าได้แจ้งต่อนายชวนแล้วว่า ขณะนี้ภารกิจในการตรวจสอบคดีของนายวรยุทธ ในส่วนของคณะกรรมการตำรวจถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว เพราะได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริงและได้ข้อมูลในระดับหนึ่ง ส่วนเรื่องของความเร็วของรถและสารเสพติดก็เป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้คณะกรรมาธิการได้รวบรวมเอกสารข้อมูลต่างๆเพื่อมอบให้กับประธานสภาผู้แทนราษฎร ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีข้อสังเกตเพิ่มเติม ว่ากระบวนการสืบสวนสอบสวนครั้งนี้ไม่น่าจะถูกต้องชอบธรรมและควรรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่&amp;nbsp;ถ้ารื้อฟื้นคดีโดยมรดกตกทอด ทางทายาทในเรื่องฟ้องคดีอาญานั้นพบทางตัน แต่กรรมาธิการฯมองเห็นน่าจะให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งฟ้องตำรวจและอัยการ ตามมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งหากศาลเห็นว่ากระทำผิดก็สามารถนำคดีกลับมารื้อฟื้นใหม่ได้ ขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการฯกำลังประสานกับทายาทของดาบตำรวจที่เป็นพี่หรือน้อง เพื่อให้ข้อเสนอแนะและให้ความช่วยเหลือ เพื่อรื้อฟื้นคดีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73298</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.กฎหมาย, กมธ.กิจการศาล, กมธ.ตำรวจ, คดีบอส, ชวน หลีกภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200803/image_big_5f27dbd39e10f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72895</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2020 09:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2020 09:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชวน&#039; ยันมีอำนาจรวม กมธ. 3 คณะสอบคดี &#039;บอส อยู่วิทยา&#039; เหลือชุดเดียวได้หากทำงานซ้ำซ้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.63 - ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฏร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่หลายคณะกรรมาธิการ (กมธฺ) ของสภาฯ ทั้งกมธ.กฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ กมธ.ตำรวจ และ กมธ.กิจการศาลฯ ได้พิจารณาตรวจสอบกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา (บอส กระทิงแดง) ว่า เรื่องนี้ต้องดูปัญหาการทำหน้าที่ของแต่ละ กมธ.ว่ามีความซ้ำซ้อนกันหรือไม่ หากมีการเชิญผู้มาชี้แจงซ้ำซ้อนในเรื่องเดียวกันหลายกมธ. ก็เป็นเรื่องที่ประธานสภาฯจะวินิจฉัยว่า จะให้กมธ.ชุดใดเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมามีการดำเนินการในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ในกรณีนี้ยังไม่มีปัญหา หากมีปัญหาสามารถแจ้งมาที่ประธานสภาฯ เพื่อพิจารณารายละเอียดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ากมธ.ชุดใดควรพิจารณาเรื่องนี้ นายชวน กล่าวว่า ต้องดูรายละเอียดว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับใคร และอยู่ในความรับผิดของ กมธ.ชุดใด แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะต้องมีการหารือกันก่อน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72895</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.กฎหมาย, กมธ.กิจการศาล, กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต, ชวน หลีกภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200310/image_big_5e67485d25d5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57183</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2020 13:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2020 13:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนนอกไม่เกี่ยว!กมธ.กิจการสภาฯรับสอบเสียบบัตรแทนกันตามคำสั่ง&#039;ชวน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14ก.พ.63-ที่รัฐสภา นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฏร แถลงว่า จากกรณีที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฏร มีดำริให้ตรวจสอบการเสียบบัตรแทนกัน โดยจะมอบหมายให้คณะกรรมาธิการกิจการสภาฯเป็นผู้ตรวจสอบ ตนในฐานะเป็นรองประธานกรรมาธิการสนับสนุนแนวทางของนายชวน เพราะเห็นว่าปัญหาในสภาก็ควรจะให้คนในสภาตรวจสอบกันเอง&amp;nbsp; เพราะเราเป็นสถาบันนิติบัญญัติไม่ควรจะให้ใครมาก้าวก่ายและไม่ควรให้คนนอกเข้ามาแทรกแซงวุ่นวาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ดังนั้นกรรมาธิการฯยินดีที่จะรับเรื่องนี้ไว้ตรวจสอบ เพราะจากการปรึกษากับนายอนันต์ ผลอำนวย ประธานคณะกรรมาธิการฯ ก็ยินยอมรับเรื่องนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้นายอนันต์อาจจะเกรงใจเห็นว่าการตรวจสอบด้วยกันอาจจะเป็นปัญหา แต่เมื่อได้ปรึกษากันแล้วเห็นว่าเราควรจะทำอย่างตรงไปตรงมาและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายเพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรก&amp;quot;นายเทพไท กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57183</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.กิจการศาล, ชวน หลักภัย, นายเทพไท เสนพงศ์, ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200214/image_big_5e463a8b6424a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50307</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชิญ6หน่วยแจงรปภ.ศาล เสริมลูกกรงห้องควบคุม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;กมธ.กิจการศาล&amp;quot; เล็งเชิญ &amp;quot;รมว.ยุติธรรม-เลขาฯศาล&amp;quot; พร้อม 4 หน่วยงาน แจงมาตรการรักษาความปลอดภัยศาล 28 พ.ย.นี้ หลังเกิดเหตุยิงกลางห้องพิจารณาคดีศาลจังหวัดจันทบุรี &amp;quot;เลขาฯ ศาล&amp;quot; ออก 3 มาตรการ รปภ.ศาลใหม่ เสริมลูกกรง 2 ชั้น กั้นห้องควบคุมตัวผู้ต้องหา พร้อมเพิ่มคอร์ตมาร์แชล 1-2 คนทุกศาลทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา วันที่ 14 พ.ย. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมถึงระบบการรักษาความปลอดภัย หลังเกิดเหตุยิงกันในศาลจังหวัดจันทบุรีเสียชีวิต 3 รายว่า ที่ประชุมมีมติเชิญ 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย 1.เลขาธิการศาลยุติธรรม 2.รมว.ยุติธรรม 3.อธิบดีกรมราชทัณฑ์ 4.สำนักงานอัยการสูงสุด 5.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ 6.สภาทนายความ เข้ามาชี้แจงถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในศาล และอาจจะเชิญอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ในกรณีการออกใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนด้วยในการประชุม กมธ. ในวันที่ 28 พ.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจิรายุกล่าวว่า กมธ.อยากทราบว่าตำรวจศาลที่มีการฝึกอบรมไปบางส่วน ซึ่งในปีงบประมาณ 2563 ก็มีการตั้งงบในส่วนนี้อยู่ด้วยนั้น จะสามารถทำงานรักษาความปลอดภัยประจำศาลได้หรือไม่ อีกทั้งที่ผ่านมาการจ้างบริษัทเอกชนเข้ามารักษาความปลอดภัยมีความหละหลวมหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กมธ.มีข้อเสนออยากให้ศาลทั่วประเทศประกาศเขตพื้นที่ให้ชัดเจน เช่น โซนที่ 1 ตั้งแต่รั้วประตูศาลเข้ามาจะเป็นระบบรักษาความปลอดภัยแบบไหน, โซนที่ 2 ในอาคารศาลควรจะมีการตรวจอาวุธตามช่องทางการเข้า-ออกศาลเป็นอย่างไร ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้น อาคารศาลทั่วประเทศในแต่ละที่ไม่เหมือนกัน&amp;quot; กมธ.กิจการศาลฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงมาตรการความปลอดภัยบริเวณศาลว่า ขณะนี้ได้ออกคำสั่งกำหนดมาตรการ 3 ส่วน 1.ด้านอาคารสถานที่และการจัดสถานที่คุมขัง ที่จะวางมาตรการให้เกิดความปลอดภัย ไม่ให้หลบหนีที่คุมขังหรือแหกหัก หรือทำร้ายประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ต่างๆ โดยในส่วนของการปรับปรุงพื้นที่ห้องควบคุมตัวในศาล ก็จะต้องมีลูกกรงกั้น 2 ชั้น ซึ่งต้องมีระยะห่างประมาณ 10-15 เมตร ระหว่างผู้ต้องขังกับญาติที่มาเยี่ยม โดยยอมรับศาลบางแห่งยังต้องมีการปรับปรุงบริเวณห้องควบคุมตัวให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ต้องมีการดำเนินการแก้ไข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน 2.เรื่องอุปกรณ์ที่สนับสนุนด้านความปลอดภัย ได้เน้นย้ำให้ทางศาลทั่วประเทศสำรวจเครื่องมืออุปกรณ์เกี่ยวกับความปลอดภัย พร้อมแจ้งผลกลับมา เพื่อวิเคราะห์ประเมินทั้งหมดว่ามีความจำเป็นต้องเพิ่มจุดไหนบ้าง เช่น เครื่องตรวจอาวุธ หากต้องเพิ่มก็จะพิจารณาของบประมาณ 3.ส่วนอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ของศาลมีเจ้าพนักงานตำรวจศาล (คอร์ตมาร์แชล) ที่ผ่านการฝึกอบรมและตามกฎหมายมีอาวุธประจำกายได้ ขณะนี้ที่ได้บรรจุมาตั้งแต่เดือน ส.ค.2562 จำนวนที่ 35 คน โดยยังไม่ครบตามอัตรา 309 คน ที่เคยกำหนดไว้ในโครงการ แต่เราก็จะได้จัดสรรที่มีอยู่เพื่อดำเนินการตรวจและวางมาตรการเสริมความปลอดภัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นอกเหนือจากแต่ละพื้นที่จะมีตำรวจประจำพื้นที่และราชทัณฑ์ ศาลก็ยังมีเจ้าหน้าที่ รปภ.จาก อผศ.ประจำศาลทั่วประเทศเกือบ 2,000 คน ซึ่งกำลังทั้งหมดก็จะเสริมในการตรวจตราอาวุธต่างๆ ทั้งนี้ มาตรการที่ออกมาก็ได้วางระบบให้ทุกส่วนดำเนินการอย่างเคร่งครัดและเข้มงวด และด้วยในความจำเป็นขณะนี้ ในส่วนของคอร์ตมาร์แชลที่ยังไม่ครบตามจำนวน สำนักงานศาลฯ ได้เร่งที่จะสรรหาให้ได้ภายในปีหน้า เพราะตั้งเป้าที่จะให้มีคอร์ตมาร์แชลประจำศาลต่างๆ ทั่วประเทศ 1-2 คน ซึ่งส่วนนี้จะมีการเสนอคณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม (ก.ศ.) ของบประมาณที่จะดำเนินการให้ได้ภายในปีหน้า&amp;quot; นายสราวุธกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามกรณีมีคำสั่งส่งคอร์ตมาร์แชลลงพื้นที่ศาลจันทบุรีเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายงานด้านความปลอดภัย เลขาฯ ศาลยุติธรรมกล่าวว่า มีรายงานเบื้องต้นว่าอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ รวมทั้งประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาประจำในศาลมีศักยภาพไม่เต็มร้อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนที่จะมองว่าเป็นความบกพร่องของศาลที่ทำให้เกิดเหตุยิงกันนี้ จากกล้องวงจรปิดจะเห็นได้ชัดว่าผู้ก่อเหตุได้รอจังหวะระหว่างเจ้าหน้าที่ไปเคารพธงชาติและซักซ้อมขั้นตอนการปฏิบัติงานระหว่างตรวจแถว เพื่อนำอาวุธเข้าไป อย่างไรก็ดี ในกระบวนการสืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นของคอร์ตมาร์แชล เพื่อประมวลเหตุการณ์ทั้งหมด คาดว่าจะทราบผลภายในวันที่ 15 พ.ย.นี้&amp;quot; เลขาฯ ศาลยุติธรรมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีนายธนากร ธีรวโรดม เสมียนตราทนายโจทย์ ใช้อาวุธปืนของตำรวจประจำศาลยิง พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ อดีตจเรตำรวจ ผู้ก่อเหตุยิงทนายคู่กรณีเสียชีวิตภายในศาลจังหวัดจันทบุรีว่า ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่า ร.ต.อ.ขจร บรรจง ตำรวจประจำศาลจังหวัดจันทบุรี ส่งปืนหรือถูกนายธนากรแย่งปืนไปยิง พล.ต.ต.ธารินทร์เสียชีวิตกลางห้องพิจารณาคดี โดย พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม ผบช.ภ.2 ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นนี้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษก สตช.กล่าวว่า เบื้องต้น ร.ต.อ.ขจรให้การประกอบสำนวนชันสูตรศพอดีตจเรตำรวจ ว่าในวันเกิดเหตุทราบว่ามีเหตุการณ์ยิงกันในศาลเกิดขึ้น จึงไปนำอาวุธปืนพกประจำกายขนาด .45 เข้ามาในศาล ก่อนถูกนายธนากรผู้ต้องหาแย่งปืนไปก่อเหตุ ซึ่งกระบวนการตรวจสอบจะดำเนินการคู่ขนานไปกับสำนวนคดีการเสียชีวิตของ พล.ต.ต.ธารินทร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าเหตุใดพนักงานสอบสวนตั้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนากับนายธนากรหนักเกินไปหรือไม่ รองโฆษก สตช.กล่าวว่า เป็นการตั้งข้อหาตามข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประกอบกับการทำสำนวนของตำรวจเป็นระบบกล่าวหา ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาสามารถหักล้างข้อกล่าวหาได้ถ้าเห็นว่าเป็นข้อหาที่หนักเกินจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่ศาลาวัดป่ามัชฌิมวงษ์รัตนาราม บ้านเหล่าใหญ่ ต.แชแล อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งบำเพ็ญกุศลศพนายวิจัย สุขรมย์ ทนายความที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในห้องพิจารณาคดีศาลจันทบุรี ได้มีญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านช่วยกันจัดสวดอภิธรรมคืนแรก โดยมีนายสาคร สุขรมย์ อายุ 75 ปี บิดา และนางธนินท์ธร ผัสดี อายุ 51 ปี ภรรยา และญาติเป็นเจ้าภาพ ทั้งนี้ ญาติจะมีการตั้งศพสวดพระอภิธรรม 3 วัน และจะฌาปนกิจในวันอาทิตย์ที่ 17 พ.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางธนินท์ธรกล่าวว่า รู้สึกเสียใจอย่างมาก และขอให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย อยากให้สถานที่ราชการหรือว่าหน่วยงานต่างๆ มีการป้องกันให้มากกว่านี้ สังคมทุกวันนี้รู้หน้าไม่รู้ใจ เราไม่รู้ว่าคนไหนต้องการชนะหรือไม่ชนะในคดีเราก็ไม่รู้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเกรียงศักดิ์ ศรีโบราณ นายกเทศมนตรีตำบลเชียงแหว อ.กุมภวาปี เล่าว่า ตนกับทนายวิจัยเป็นเพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องกันเรียนหนังสือด้วยกัน ซึ่งในคดีนี้ตนเคยพูดเล่นกับเขาว่าระวังตัวหน่อยนะเรื่องคดีพวกนี้ ทนายวิจัยก็ตอบว่าคดีนี้ทำมานานแล้ว คงไม่มีปัญหาอะไร หากจะมีก็น่าจะเกิดขึ้นนานแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คดีนี้เป็นการต่อสู้กันเรื่องมรดก มีได้มีเสีย ถึงจะชนะอย่างถูกกฎหมาย แต่คนที่สูญเสียก็เจ็บแค้นเช่นเดียวกัน เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เราต้องยอมรับตรงนั้น ตัดสินคนแบบนี้มันก็ไม่ยุติธรรม&amp;quot; รุ่นพี่ทนายผู้เสียชีวิตกล่าว. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50307</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.กิจการศาล, มาตรการรักษาความปลอดภัยศาล, รปภ.ศาล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสริมลูกกรงห้องควบคุม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191114/image_big_5dcd6317f0fa8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
