<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116079</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 19:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 19:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวปลอม!! โทรผ่านไลน์ทำให้เกิดเนื้องอกในสมอง ดีอีเอส เตือนอย่าหลงเชื่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย. 2564 นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ในสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง โทรผ่านไลน์ ได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามากกว่าปกติ ทำให้เกิดเนื้องอกในสมอง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีการแชร์ข้อความว่า อันตรายจากการโทรผ่านทางไลน์ มาจากเวลา WiFi และ Data ทำงานรับส่งข้อมูล ค่า RF จะขึ้นไปสูงมาก จะได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามากกว่าโทรศัพท์ปกติถึง 9 เท่า จากปกติ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะถูกส่งออกมา 10,000 ไมโครวัตต์ แต่ถ้าโทรผ่านไลน์คลื่นจะถูกส่งออกมาสูงถึง 90,000 ไมโครวัตต์ ทำให้เกิดเนื้องอกในสมองได้ ทางสถาบันประสาทวิทยา ได้ชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เนื่องจากคลื่นโทรศัพท์ มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมของโลกทุกที่อยู่แล้ว แม้ในบริเวณใกล้เสารับส่งสัญญาณก็ไม่แตกต่างจากบริเวณที่อยู่ห่างออกไป หรือแม้แต่ผู้ที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่พกติดตัวไปในทุกที่ทุกเวลา ซึ่งยังไม่มีการศึกษายืนยันถึงผลของสัญญาณดังกล่าว ว่าทำให้เกิดเนื้องอกในสมอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการใช้โทรศัพท์ให้เหมาะสม ไม่มากหรือนานจนเกินไปก็จะช่วยลดอาการร้อนจากการสัมผัสโดยตรงได้ หรืออาจจะเลือกใช้ small talk หรือหูฟังก็สามารถช่วยได้ หรือบางท่านที่ถือโทรศัพท์ในท่าเดิมนาน ๆ ก็สามารถทำให้เกิดอาการชาเนื่องจากการขยับส่วนของร่างกายลดลง หรือจากท่าทางในการถือโทรศัพท์ที่อยู่ในท่าเดิมนานจนเกินไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.pni.go.th หรือโทร. 02 3069899 &amp;nbsp;นอกจากนี้ ประชาชนสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter &amp;nbsp;เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด24ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116079</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.ดีอีเอส, ข่าวปลอม, นพวรรณ หัวใจมั่น, เนื้องอกในสมอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210908/image_big_6138b2047b58b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98018</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2021 17:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2021 17:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชัยวุฒิ&#039;ได้ฤกษ์ 1 เม.ย.วันโกหกแห่งชาติเข้าทำงานดีอีเอสยันสานต่อนโยบายเดิม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1 เม.ย.64 &amp;nbsp;เวลา 11.45 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และทีมงานเดินทางเข้ากระทรวงดีอีเอส อย่างเป็นทางการ และเดินทางเข้าสักการะศาลพระพรหม และหลังจากพิธีไหว้ศาลเสร็จ เริ่มจัดประชุมผู้บริหารทุกหน่วยในสังกัด ดีอีเอส เพื่อรับมอบนโยบาย โดยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกที่ตนได้เข้ามากระทรวงดีอีเอส การทำงานหลังจากนี้จะเป็นการทำงานสานต่อจาก นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีต รมว.ดีอีเอส ส่วนจะมีนโยบายอะไรเพิ่มเติมต้องรอจากนโนบายรัฐบาลอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราทำงานเหมือนเดิม เพราะเราพรรคเดิม สานต่องานเดิม นายกฯ คนเดิม ซึ่งวันนี้เป็นวันแรกของศึกษารายละเอียดงานก่อน&amp;rdquo; รมว.ดีอีเอส กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันเดียวกัน หลังจากที่ รมว.ดีอีเอส ได้รับมอบนโยบายจากหน่วยงานภายใต้สังกัด ได้จัดให้มีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดย นายชัยวุฒิ กล่าวภายหลัง ประชุมหน่วยงานใต้สังกัดว่า นโยบายกระทรวงดีอีเอส ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ส่วนโครงการต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่ให้ดำเนินการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามกรอบนโยบายในการขับเคลื่อนหลักๆ มี 5 เรื่อง ประกอบด้วย 1. การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล อย่างทั่วถึง แพร่หลาย เป็นธรรม ในทุกมิติ 2. การส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล อย่างแพร่หลาย /ขจัดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ &amp;nbsp;/ส่งเสริมการพัฒนา e-service ภาครัฐ &amp;nbsp;เพื่อให้ประชาชนเข้ารับบริการภาครัฐได้โดยสะดวก รวดเร็ว ไม่จำกัดสถานที่ เช่น ร่วมกับสรรพากรในการออกมาตรการทางภาษีเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบธุรกิจ,ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการอำนวยความสะดวกด้านใบอนุญาตทำงาน วีซ่า และการพักอาศัยสำหรับ digital talent (Visa and work permit for digital talent) การพัฒนาตลาดนวัตกรรมด้วยบัญชีนวัตกรรมดิจิทัลการส่งเสริมให้เกิดระบบ การพิสูจน์และยืนยันตัวตนในการใช้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน (Digital Identification) เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. จัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จาก 5G การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และการสนับสนุนให้ประชาชนทุกพื้นที่ทั่วประเทศสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ในอินเทอร์เน็ต4. การพัฒนาและบังคับใช้กฎหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการเข้าสู่โลกดิจิทัล (Trusted digital ecosystem) โดยเฉพาะเรื่อง การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การส่งเสริมธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ 5. การปกป้องคุ้มครองประชาชนจากการใช้ สื่อ social media และ internet ในทางมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับเรื่อง เฟคนิวส์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ยังต้องดำเนินการต่อ และขยายผลจากเดิมให้มีบทลงโทษเพิ่มขึ้น และต้องทำกฏหมายให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นความเดือดร้อนของประชาชน จำเป็นที่จะต้องช่วยกันดูแลพี่น้องประชาชน ส่วนการกรณีบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ตอนนี้ขอให้รอแต่งตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) เพิ่มให้ครบ 10 ท่าน ก่อนที่จะดำเนินการแผนธุรกิจใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผมเข้ากระทรวงในวันนี้ วันโกหกแห่งชาติ หรือ April fool&amp;rsquo;s day นั้น ผมคิดว่าวันนี้เป็นวันดีที่สุด ผมไม่ได้สนใจวัฒนธรรมต่างชาติ ผมเป็นคนไทย&amp;rdquo; รมว.ดีอีเอส กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98018</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.ดีอีเอส, ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, เข้าทำงานวันแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210401/image_big_60659e9506f0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70549</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2020 12:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2020 12:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กมธ.ดีอีเอส&#039;ลุยถก &#039;อีสปอร์ต&#039; กระทบเยาวชนเป็นปัญหาสังคมหรือไม่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ค. น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอีเอส) ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมกรรมาธิการฯ ในสัปดาห์หน้าว่า ในการประชุมมีวาระพิจารณาที่สำคัญคือข้อร้องเรียนของเครือข่ายคุ้มครองปกป้องเด็กและเยาวชนในการใช้สื่อออนไลน์ 80 กว่าองค์กร เพื่อเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงจากการใช้สื่อออนไลน์เพื่อเล่นเกมส์ ที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดยขอให้สนับสนุนและผลักดันให้มีกฎหมายการกำกับดูแลเกม และการประกอบกิจการเกมเพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชน โดยกรรมาธิการฯ ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง รวมทั้งนายกสมาคมอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย (TESF) ด้วย กรรมาธิการฯ เราเข้าใจถึงความห่วงใยของเครือข่ายเด็กและเยาวชน และเข้าใจในมุมของผู้อยู่ในวงการเกมหรือเรียกว่าอีสปอร์ต แน่นอนว่าสิ่งที่เราจะต้องมีการหารือร่วมกัน คือ มาตรการควบคุมเกม ที่จะต้องมีการพูดคุยกับผู้ที่ได้รับผลกระทบให้รอบด้านที่สุด เพื่อเป็นทางออกร่วมกันของทุกฝ่ายในการพิทักษ์เด็กเยาวชน และส่งเสริมเกมกีฬาอีสปอร์ตให้เติบโตอย่างถูกต้องในแนวทางที่ดีถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.กัลยา กล่าวว่า อยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจการทำงานของกรรมาธิการฯ ในการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจง เพื่อหาทางออกร่วมกัน กรรมาธิการฯ ไม่ได้ต้องการจะไปจำกัดสิทธิต่างๆ ในการเล่นเกม แต่เราต้องการทำให้เกิดแนวทางการสนับสนุนอีสปอร์ต เพื่อการกีฬาและเศรษฐกิจที่ถูกต้อง ให้เยาวชนหรือคนเล่นเกมได้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ไม่เป็นอันตรายหรือทำให้เด็กๆ เสียคน ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการกีดกันอีสปอร์ต แต่ตรงนี้จำเป็นต้องได้คนที่เข้าใจและรู้จริง ทั้งเรื่องอีสปอร์ตและเรื่องเยาวชน เข้ามาช่วยกันให้ข้อมูลเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมอีสปอร์ตให้เป็นกีฬา ส่งเสริมให้เด็กเยาวชนได้เล่นเกมอย่างเป็นประโยชน์ ไม่กระทบต่อเด็กๆ ทั้งในเรื่องสุขภาพกาย สุขภาพจิต หรือผลลบต่อการพัฒนาสติปัญญา ไม่ให้เป็นปัญหาสังคม ที่สำคัญหากเราส่งเสริมอย่างถูกต้องจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมากในอุตสาหกรรมอีสปอร์ต ที่ในระดับนานาชาติกำลังเติบโตอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรื่องการออกเป็นกฎหมายหรือไม่ต้องถามทุกฝ่ายให้รอบครอบก่อน ซึ่งเราอยากให้ทางสมาคมอีสปอร์ต ได้มีการกำกับดูแลควบคุมกันเองก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางสังคม แต่หากไม่สามารถควบคุมได้จริงๆ การออกกฎหมายถึงจะเป็นทางเลือกสุดท้าย ในการประชุมครั้งนี้คงยังไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องการออกกฎหมาย เราเพียงแค่อยากรู้ว่าทางสมาคมอีสปอร์ต มีมาตรการควบคุมอย่างไรบ้าง&amp;quot; น.ส.กัลยา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70549</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.ดีอีเอส, กัลยา รุ่งวิจิตรชัย, อีสปอร์ต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200705/image_big_5f01686738b2f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66853</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2020 10:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2020 10:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กมธ.ดีอีเอส&#039;ชงยกเครื่องระบบไอทีรัฐสภารับ&#039;New Normal&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ค. 63 - น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ส.ส.สระบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอีเอส) เปิดเผยว่า สถานการณ์วิกฤตไวรัสโควิด-19 ช่วงที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นว่าการทำงานหลายๆ อย่างของสมาชิกรัฐสภา และเจ้าหน้าที่สภาต้องมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง สภาต้องนำวิธีการทำงานใหม่ๆ เข้ามาเพื่ออนาคต เพราะที่ผ่านมาเราต้องยอมรับความจริงว่าการประชุมต่างๆ เช่น คณะกมธ. หลายคณะ ต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการประชุมและติดต่อสื่อสาร เช่น วีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ รวมถึงการบันทึกการประชุมที่เข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นเรื่องต่างๆ เหล่านี้ควรต้องเสนอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องศึกษาพิจารณาต่อไป เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าสถานการณ์ต่างๆ หรือภัยคุกคามจะเปลี่ยนไปในวันไหน ส.ส.หลายคนต้องลงพื้นที่ อยู่ในต่างจังหวัด การจะเดินทางเข้ามาเพื่อประชุมอาจเดินทางไม่ได้ ไม่สะดวกหรือเกิดความล่าช้า ส่งผลกระทบต่อการประชุม การปรับปรุงเทคโนโลยีให้ทันสมัยจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพื่อเป็นการรองรับเทคโนโลยีและอุปกรณ์ต่างๆ ในอนาคตด้วย&amp;nbsp; นอกจากนี้สภาควรมีระบบแบ็คอัพข้อมูลสำรองไว้ในกรณีภาวะฉุกเฉินหรือระบบล่ม ทำเป็นศูนย์ข้อมูลแบ็คอัพ สามารถกู้ข้อมูลได้ในกรณีที่ข้อมูลหาย หรือที่เรียกกันว่า Data Recovery แต่วันนี้ทางสภายังไม่มีความพร้อม ดังนั้นทางกมธ.ดีอีเอส จะประชุมเพื่อพูดคุยในเรื่องนี้ เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาระบบต่อสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และรองประธาน กมธ.ดีอีเอส กล่าวว่า วันนี้ระบบการทำงานต่างๆ ของรัฐสภา ต้องมีการอัพเกรดและอัพเดทให้เท่าทันโลกอนาคต เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ การทำงานภายในสภาโดยเฉพาะการประชุม คณะกมธ.ชุดต่างๆ ต้องมีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาในช่วงวิกฤตไวรัสโควิด เราต้องรักษาระยะห่าง และไม่มีการรวมคนจำนวนมากไว้ในห้อง ระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์จึงเข้ามามีบาทบาทเป็นอย่างมากในการทำงานของกมธ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นสภาควรต้องพัฒนาระบบต่างๆ เช่น ระบบอินเตอร์เน็ต ระบบโทรคมนาคม ระบบไอทีต่างๆ ของสภาให้รองรับการทำงานในระบบดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วย ที่สำคัญคือจะต้องมีระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber security) ด้วย ซึ่งหากเราลงมือทำตั้งแต่ตอนนี้จะช่วยให้การทำงานของทั้ง ส.ส. ส.ว. จะง่ายขึ้น ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้รวดเร็วขึ้น วันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีหลายอย่างที่เกิดขึ้นแบบที่เราไม่ทันตั้งตัว ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับมือปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกได้ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.จิรศิลป์ จยาวรรณ จากภาควิชาวิศวกรรมอิเล็คทรอนิกส์และโทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า การพัฒนาระบบไอทีของสภาเป็นสิ่งที่เราต้องเตรียมพร้อม ทั้งระบบกาประชุม Teleconference ระบบการเก็บข้อมูลData Recovery แต่สิ่งที่มองข้ามไม่ได้ระบบการรักษาความปลอดภัยของสภาในภาพรวมคือทั้งที่เป็นกายภาพ (Physical security) และ ข้อมูล (Information) โดยการรักษาความปลอดภัยในด้านข้อมูล เช่น การรักษาความลับ ความสมบูรณ์ของข้อมูล ความง่ายในการเรียกใช้ข้อมูลและความเป็นเอกภาพของข้อมูล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ความสำคัญและความท้าทายที่การทำงานของระบบความปลอดภัยของข้อมูลในรัฐสภาที่กำลังดำเนินการอยู่คือ BCP (Business Continuity Plan) หรือDRP (Disaster Recovery Plan) เนื่องจากมีการย้ายที่ตั้งใหม่แต่ระบบการทำงานต้องมีความต่อเนื่อง BCP จึงเป็นแผนสำคัญที่ขาดไม่ได้ และระบบข้อมูลของรัฐสภามีความสำคัญระดับประเทศจึงจำเป็นต้องมีแผนจัดเก็บข้อมูลสำรองในมาตรฐานที่ดีและปลอดภัยพร้อมดำเนินการได้ทันทีที่ระบบหลักล่มหรือเกิดปัญหา&amp;nbsp;
นอกจากนี้ยังมีประเด็น ที่น่าสนใจ คือ ในระยะอันใกล้ควรมีการประยุกต์ใช้ IOT และ AI&amp;nbsp; เข้ามาช่วยในการดำเนินงาน รวมถึงเทคโนโลยี 5G ก็เป็นสิ่งที่รัฐสภาควรให้ความสนใจและให้ความสำคัญในการนำมาประยุกต์ หรือปรับปรุงทั้งในเรื่องของ การติดต่อสื่อสาร การสร้างโครงข่ายเฉพาะ (Local 5G) เพื่อการบริหารความปลอดภัย และเป็นช่องทางในการติดต่อเฉพาะกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยสูง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66853</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.ดีอีเอส, กัลยา รุ่งวิจิตรชัย, พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ, สภา, ไอที</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200525/image_big_5ecb3410c56a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61776</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2020 11:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2020 11:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีอีเอส ปล่อยแอป  Card2U  เช็คข่าวสาร ดูพื้นที่ผู้ติดเชื้อ ดูโรงพยาบาลที่รับตรวจโควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 เมษายน 2563 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับ depa IBM และ Ecartstudio พัฒนา ThaiFightCOVID-19 &amp;nbsp;ปล่อยแอปพลิเคชัน Card2U ซึ่งสามารถดาวน์โหลดผ่านมือถือฟรี&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อเช็คข่าวสาร ประกาศหน่วยงานภาครัฐ ข้อมูลพื้นที่ที่พบผู้ติดเชื้อ ประเมินความเสี่ยงก่อนรับการตรวจหาเชื้อ ดูโรงพยาบาลที่รับตรวจโควิด ล้ำด้วยบัตรดิจิทัลประจำตัว สำหรับรับข่าวสารและบริการจากภาครัฐ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิธีสมัครและวิธีใช้ Card2u&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เริ่มจากดาวน์โหลดแอป Card2u ลงมือถือคุณ ผ่านทาง App Store หรือ Play Store&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นสมัครสมาชิกด้วยเบอร์โทรศัพท์มือถือ หรือใช้บัญชีจาก Apple ID , Facebook , LINE ก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรอกข้อมูลของตัวเองตามความเป็นจริง เพื่อจัดทำบัตรดิจิทัลประจำตัวสำหรับรับข่าวสารภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสร็จแล้วก็เลือกรายการอ่านข่าวสารได้เลย มีทั้งข่าวด่วน , ไฮไลท์ข่าวประจำวัน , ข่าวสารจากหน่วยงานต่างๆของภาครัฐ , ตรวจสอบข่าวปลอม พร้อมข้อมูลข่าวสารและบริการในช่วงการระบาดของ COVID-19 เช่น สถิติผู้ติดเชื้อ COVID-19 , ดูพื้นที่ผู้ติดเชื้อ , จดบันทึกการเดินทาง , ประเมินความเสี่ยงว่าเราเสี่ยงติด COVID-19 หรือไม่ , โรงพยาบาลที่รับตรวจโควิด , โปรสู้โควิด , รวมสายด่วน (รวมเบอร์โทรฉุกเฉิน) และติดตามข่าวสารจากสาธารณสุขผ่าน ไทยรู้สู้โควิท และอำนวยความสะดวกการให้บริการจากทางภาครัฐ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีที่ App Store และ Play Store&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61776</URL_LINK>
                <HASHTAG>Card2U, ThaiFightCOVID-19, กมธ.ดีอีเอส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200402/image_big_5e8566c8c58d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60338</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2020 11:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2020 11:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“เศรษฐพงค์” เชียร์ “Start up”ไทย พลิกวิกฤต “โควิด-19” เป็นโอกาส ใช้ประโยชน์เทคโนโลยีสมัยใหม่ สร้างธุรกิจ “Health tech” ดูแลสุขภาพคนไทยและช่วยประเทศในยามวิกฤตได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 20 เม.ย. พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และรองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(กมธ.ดีอีเอส) กล่าวถึงวิกฤตการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่า สถานการณ์โควิดฯ ในประเทศไทยขณะนี้จะเห็นได้ว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุกวัน ต้องยอมรับว่าการระบาดของเชื้อไวรัสได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนทั่วโลก รวมถึงประชาชนคนไทย ส่งผลกระทบโดยตรงในด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจการค้า บริษัทต่างๆ อาจมีการปลดพนักงาน ซึ่งบริษัทที่แข็งแกร่งจริงๆ เท่านั้น ที่จะสามารถอยู่รอดในสถานการณ์เช่นนี้ได้&amp;nbsp; หลายธุรกิจอาจต้องปิดตัวลงไป แต่ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ก็ถือเป็นช่วงเวลาที่เราจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ ด้วยธุรกิจสตาร์ทอัพ(Start up) ประกอบกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น 5G, Iot (Internet of things) รวมถึงแพลตฟอร์มการทำงานการเรียนออนไลน์ แพลตฟอร์มเทเลเมดิซีน(Telemedicine) ฯลฯ อีกมากมายที่จะเข้ามาช่วยสร้างธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพ (Health Tech) ได้ทันที โดยไม่ต้องรอการสนับสนุนจากภาครัฐ เพียงแต่กล้าคิด ริเริ่ม ไม่มองข้ามโอกาสทุกคนก็สามารถทำสำเร็จได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าวว่า ยกตัวอย่าง Sentinel Healthcare ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพในรัฐซีแอตเทิล ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาริเริ่มเทคโนโลยีด้านสุขภาพ และได้เปลี่ยนแผนการทำงานได้อย่างรวดเร็วเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตไวรัสโควิดฯ เขาได้สร้างแอปพลิเคชัน Sentinel Fever Tracker ที่สามารถช่วยดูแลระบบสุขภาพ โรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐ และนายจ้างให้เห็นสถานะของผู้ที่เชื่อว่าจะได้รับเชื้อ ซึ่งผู้ใช้แอปฯ สามารถดูแลสุขภาพได้ด้วยตัวเอง ใช้ติดตามผู้ป่วยแต่ละราย ติดตามการแพร่ระบาดของโรค&amp;nbsp; ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่สตาร์ทอัพด้าน Health Tech ของประเทศไทยจะต้องปรับตัวสร้างธุรกิจ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มารับมือกับการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างเหมาะสม ก็จะเป็นโอกาสที่จะสร้างชาติได้อย่างมั่นคงยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากประสบการณ์ผมเห็นว่าธุรกิจสตาร์ทอัพมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่มีวิกฤตรูปแบบใหม่ จากคนที่กล้าคิด กล้าทำ ซึ่งปัจจุบันนี้เทคโนโลยีสมัยใหม่พัฒนาไปไกลและเร็วมาก เราสามารถที่จะใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดังๆ หรือสร้างแพลตฟอร์มขึ้นใหม่ให้กับธุรกิจของตัวเอง และช่วงวิกฤตนี้จึงเป็นโอกาสที่สตาร์ทอัพไทย จะได้แสดงความสามารถคว้าโอกาสที่ธุรกิจด้านสุขภาพ(Health tech) กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งนอกจากจะเกิดประโยชน์กับตัวเองในแง่การทำธุรกิจแล้ว ยังจะเป็นการช่วยแก้ปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน เป็นการร่วมมือกันสร้างชาติ ในช่วงที่ประเทศต้องเจอกับวิกฤตไวรัสโควิดฯอีกทางหนึ่งด้วย&amp;rdquo; พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60338</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคภูมิใจไทย, .  พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ, COVID -19, Start Up, กมธ.ดีอีเอส, ไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200320/image_big_5e7443f85820d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57205</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2020 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2020 16:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“กมธ.ดีอีเอส” กัดไม่ปล่อยเชิญ “เฟสบุค” ร่วมแก้ปัญหาความรุนแรงผ่านโซเชียลมีเดีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กมธ.ดีอีเอส กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ในสัปดาห์หน้าว่า ในการประชุม กมธ.ดีอีเอส สัปดาห์หน้าเรายังคงมีวาระการพิจารณาแนวทางและมาตรการป้องกันการใช้สื่อโซเชียลมีเดียที่ไม่เหมาะสมในสถานการณ์เหตุร้ายที่รุนแรง ที่สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์กราดยิงที่จังหวัดนครราชสีมา โดยได้เชิญตัวแทนจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ตัวแทนจากสำนักการอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ และผู้บริหารจากบริษัท Facebook Thailand และทีมงาน ซึ่งเป็นการประชุมที่เลื่อนมาจากครั้งที่แล้ว เพราะตัวแทนจากทางเฟสบุคไม่สามารถมาร่วมประชุมได้ ดังนั้น การประชุมครั้งที่จะถึงนี้ตนหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากเฟสบุคในการเข้ามาให้ข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าวต่อว่า โดยการเชิญตัวแทนเฟซบุคนั้น ซึ่งถือว่ามีส่วนสำคัญเนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่มีสถิติคนไทยใช้บริการมากเป็นลำดับต้นๆ ของแฟลตฟอร์มที่ให้บริการอยู่ในประเทศไทย เฟซบุคจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการให้ข้อมูลเพื่อนำมาช่วยกันคิดหาแนวทางแก้ไขและป้องกันเหตุการณ์รุนแรงในอนาคต โดยก่อนที่จะถึงการประชุมในสัปดาห์หน้า ตนอยากฝากคำถามไปถึงเฟสบุคว่าการเก็บข้อมูลคนไทยของเฟสบุคนั้น ได้เก็บไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ในประเทศไทยหรือไม่อย่างไร เดียวหรือไม่ เนื่องจากหากเป็นการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย แต่เก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศก็จะต้องไปเป็นตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2562 ที่จะมีเรื่องการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล การนำข้อมูลไปใช้ รวมทั้งการอนุญาตให้ข้อมูลไหลระหว่างประเทศ (Data Cross border flow)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ด้วยการทำธุรกิจของเฟสบุค หลายครั้งถูกมองว่าเป็นการเข่งขันที่อยุติธรรม (Unfair Competition) เนื่องจากเฟสบุคมีฐานข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคขนาดใหญ่อยู่ในมือ ดังนั้นผู้ประกอบการรายอื่นที่จะเข้ามาแข่งขันจึงค่อนข้างลำบาก ถามว่าเฟสบุคจะมีนโยบายให้คนอื่นสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ ด้วยต้นทุนที่เป็นธรรมได้หรือไม่ รวมทั้งปัจจุบันนี้ เฟสบุคมีความสามารถในการให้บริการคล้ายวิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคม (Broadcast and Telecom Like Service) แต่ไม่จดทะเบียนรับใบอนุญาต ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลไม่สามารถดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายของประเทศไทยเหมือนผู้ให้บริการรายอื่นในประเทศไทย ถามว่าทางเฟสบุค มีนโยบายจะเข้ามาขอใบอนุญาตเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายประเทศไทยหรือไม่ ทั้งหมดนี้ ผมเพียงต้องการเห็นความจริงใจของทางเฟสบุค ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย ที่จะได้ช่วยกันหาแนวทางแก้ไขและป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ที่สำคัญเฟสบุคควรเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายประเทศไทยด้วย ไม่อยากให้อาศัยช่องว่างทางกฎหมาย เพื่อประโยชน์ต่อธุรกิจของตัวเองเท่านั้น&amp;rdquo; พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57205</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคภูมิใจไทย, กมธ.ดีอีเอส, การเมือง, พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ, โซเชียลมีเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200214/image_big_5e466d993ea27.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
