<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84820</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขวางยื้อแก้รธน.!ฝ่ายค้านบี้จบสิ้นปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝ่ายค้านขวางยื้อแก้ รธน. ลั่น กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างแก้ไข รธน.ไม่ต้องใช้เวลาเต็มกรอบ&amp;nbsp;45&amp;nbsp;วันก็ทำเสร็จก่อนได้ ทวงสัญญาบิ๊กตู่ทำจบหมดก่อนสิ้นปี เพื่อไทยเตรียมดันคนนอกเข้ามาเป็นที่ปรึกษา กมธ. &amp;quot;จุรินทร์&amp;quot; ทำขึงขังจ่อเรียก ส.ส.แหกมติพรรคเข้าห้องเย็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่&amp;nbsp;23&amp;nbsp;พ.ย. ที่พรรคเพื่อไทย พรรคร่วมฝ่ายค้านประชุมเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมประชุมกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) ที่จะมีขึ้นในวันที่&amp;nbsp;24&amp;nbsp;พ.ย. ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรกของคณะกรรมาธิการที่มีตัวแทนจากทั้ง ส.ส.รัฐบาล ฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคและประธานฝ่ายกฎหมายพรรค แถลงภายหลังการประชุมว่า สำหรับแนวทางการทำงานของกรรมาธิการในสัดส่วนของฝ่ายค้าน คือ&amp;nbsp;1.การคัดเลือกตำแหน่งต่างๆ ในกรรมาธิการ ควรคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามานั่งในตำแหน่งนั้นๆ แม้เสียงของฝ่ายค้านสู้เสียงของฝ่ายรัฐบาลไม่ได้ แต่เราก็เห็นว่าควรมีการเสนอ&amp;nbsp;2.เวลาที่กำหนดไว้&amp;nbsp;45&amp;nbsp;วันอาจจะมากเกินไป เราจะเสนอให้ใช้เวลาน้อยกว่านี้ โดยพยายามให้เรื่องสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร) เข้าสู่การพิจารณาในวาระ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;โดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.เมื่อพิจารณาร่างของฝ่ายค้านและร่างของรัฐบาลแล้ว เห็นว่ามีความแตกต่างกันในสาระสำคัญ 2 เรื่อง คือ ที่มาของ ส.ส.ร.ที่ฝ่ายค้านมองว่าควรมาจากการเลือกตั้ง&amp;nbsp;100%&amp;nbsp;แต่ญัตติของรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งโดยตรง&amp;nbsp; การคัดเลือกจากรัฐสภา จากที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างๆ และจากที่ประชุมกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งกระบวนการที่มาจากการคัดเลือกมีปัญหาหมิ่นเหม่ที่อาจได้คนมาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทำให้การได้มาไม่เป็นธรรม เรามองว่าญัตติของฝ่ายค้านมีความเป็นธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชูศักดิ์กล่าวว่า ประเด็นต่อมาคือเรื่องการทำประชามติ ฝ่ายค้านมองว่าเมื่อ ส.ส.ร.ร่างเสร็จแล้ว ควรนำร่างไปทำประชามติก่อนนำมาประกาศใช้ ขณะที่ญัตติของรัฐบาลนั้นเมื่อ ส.ส.ร.ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้นำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา หากที่ประชุมเห็นชอบให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อประกาศใช้ ซึ่งมีปัญหาหมิ่นเหม่เช่นกัน เพราะประชาชนไม่มีโอกาสรับรู้รับทราบว่า ส.ส.ร.ร่างรัฐธรรมนูญมาอย่างไร&amp;nbsp;4.เรามีร่างรัฐธรรมนูญฉบับของพี่น้องประชาชนที่ตกไป ซึ่งมีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายค้านจึงเห็นว่าต้องไปศึกษาร่างที่ตกไปว่ามีประเด็นใดที่สำคัญ เพื่อนำเรื่องนั้นๆ มาพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ และ&amp;nbsp;5.ให้แต่ละพรรคการเมืองในฝ่ายค้านไปพิจารณาเพื่อมอบหมายให้ ส.ส.แต่ละพรรคร่วมแปรญัตติในประเด็นสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันยึดในหลักการและเหตุผลของร่างรัฐธรรมนูญปี&amp;nbsp;2560&amp;nbsp;ที่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น&amp;nbsp;นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยจะเสนอให้เชิญบุคคลภายนอก ทั้งตัวแทนภาคประชาชน หรือนักวิชาการเข้ามาเป็นที่ปรึกษาและร่วมให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการ และเห็นว่าการพิจารณาของคณะกรรมาธิการควรมีกรอบระยะเวลาการทำงานที่ชัดเจน โดยได้ยึดถือคำพูดของนายกรัฐมนตรีที่ได้กล่าวในการประชุมของรัฐสภาเมื่อวันที่&amp;nbsp;26&amp;nbsp;ตุลาคมที่ผ่านมาว่า จะพิจารณาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งหวังไว้ว่านายกรัฐมนตรีจะรักษาคำพูดคำสัญญาที่ได้ให้ไว้ต่อรัฐสภาอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช&amp;nbsp; พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวในวันที่&amp;nbsp;24&amp;nbsp;พ.ย.จะพิจารณาแต่งตั้งประธาน กมธ.&amp;nbsp;โดยคาดว่าน่าจะเป็นนายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจากเป็นผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสภาตั้งแต่แรก ส่วนกรอบการพิจารณาของคณะ กมธ.จะดำเนินการให้เสร็จภายใน 45 วัน ก่อนเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติในวาระที่ 2 และ 3 ต่อไป ทั้งนี้คิดว่าเวลา&amp;nbsp;45&amp;nbsp;วันน่าจะเพียงพอ เพราะในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาลงมติรับหลักการไปนั้นมีเพียงสองหลักการสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การประชุมคณะ กมธ.นัดแรกในวันที่&amp;nbsp;24&amp;nbsp;พ.ย.จะมีการหารือด้วยกัน&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ประเด็นที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของวิปรัฐบาลและฝ่ายค้านมีความแตกต่างกัน ประกอบด้วย&amp;nbsp;1.สัดส่วนของจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;&amp;nbsp;2.กรอบเวลาการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของ ส.ส.ร.&amp;nbsp;ระหว่าง 120&amp;nbsp;วัน หรือ 210&amp;nbsp;วัน&amp;nbsp;3.การไม่แก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2&amp;nbsp;ที่จะทำอย่างไรไม่ให้กระทบต่อพระราชอำนาจ และ&amp;nbsp;4.กระบวนการเลือกตั้ง ส.ส.ร.ให้เกิดความโปร่งใส&amp;quot;&amp;nbsp;นายชินวรณ์กล่าวและย้ำว่า จากกรอบเวลาทั้งหมดร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเสร็จสิ้นก่อนอายุของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้อย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวเช่นกันว่า คณะ กมธ.จะดูแลและแก้ไขเฉพาะในส่วนของการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญจะใช้ร่างของรัฐบาลเป็นหลัก ยืนยันว่าจะไม่แก้ไขหมวด&amp;nbsp;1&amp;nbsp;และหมวด&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ส่วนที่ผู้ชุมนุมมองว่าคนที่แก้รัฐธรรมนูญเป็นคู่ขัดแย้งของผู้ชุมนุมนั้น ตนมองว่าอย่าเพิ่งติเรือทั้งโกลน ขอให้รอดูการทำงาน ส่วนการพิจารณาจะแล้วเสร็จภายใน&amp;nbsp;45&amp;nbsp;วันตามกรอบระยะเวลาหรือไม่นั้น จะพยายามทำให้เร็วที่สุด ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็มีขั้นตอนก่อนจะผ่านเข้าสู่วาระที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;และวาระที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ต่อไป ซึ่งกรรมาธิการไม่สามารถทำงานนอกเหนือจากที่สภาส่งมาให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามประเด็นพรรคเพื่อไทยจะขอให้มีคนนอกมาเป็นที่ปรึกษาในกรรมาธิการนั้น นายวิรัชกล่าวว่า จะต้องเป็นความเห็นพ้องของกรรมาธิการทั้ง&amp;nbsp;45&amp;nbsp;คน จะเป็นความเห็นของคนใดคนหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่งไม่ได้ ถ้าทั้ง&amp;nbsp;45&amp;nbsp;คนเห็นพ้องต้องกันก็มีโอกาสที่จะเป็นไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ส.ส.ของพรรคโหวตไม่รับร่างแก้รัฐธรรมนูญทั้ง&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ฉบับว่า วันที่&amp;nbsp;24&amp;nbsp;พ.ย.จะเรียกมาเตือนสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามมติพรรค โดยมอบให้ผู้อำนวยการพรรคไปประสานงานแล้ว เพราะถือว่ามีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมติพรรค เพราะก่อนมีมติได้มีการพูดคุยกันอย่างชัดเจนในที่ประชุม ส.ส.ของพรรค จนกระทั่งออกมาเป็นมติ เพราะผู้แทนราษฎรก็ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและอยู่ภายใต้ข้อบังคับพรรคด้วยประกอบกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามย้ำว่าจะมีการยื่นคำขาดหรือไม่ ถ้าฝ่าฝืนมติพรรคจะมีบทลงโทษอย่างไร นายจุรินทร์กล่าวว่า เป็นเรื่องภายในที่ต้องมีการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับของพรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงกรณี ส.ส.ของพรรคอ้างว่าเป็นแนวทางของ กปปส.เดิม จะมีการจัดการตรงนี้อย่างไร นายจุรินทร์ กล่าวว่า &amp;quot;พรุ่งนี้จะคุย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ได้ปฏิบัติตามมติพรรคในการโหวตร่างแก้ไข รธน.สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอดีตแนวร่วม กปปส. คือ นายชุมพล จุลใส ส.ส.ชุมพร&amp;nbsp; ประชาธิปัตย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังกล่าวถึงเรื่องที่มาของสมาชิกสภาร่าง รธน.ด้วยว่า เรื่องนี้ได้ระบุไว้ชัดในร่างของพรรคร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว ซึ่งได้กำหนดว่าให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งโดยตรง&amp;nbsp;150&amp;nbsp;คน และอีก 50&amp;nbsp;คนแบ่งออกเป็น&amp;nbsp;3&amp;nbsp;กลุ่ม คือ กลุ่มแรกบุคคลที่มาจากการสรรหา จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร&amp;nbsp;10&amp;nbsp;คน วุฒิสภา&amp;nbsp;10&amp;nbsp;คน มาจากอธิการบดี&amp;nbsp;20&amp;nbsp;คน และตัวแทนของเยาวชน นักศึกษา&amp;nbsp;10&amp;nbsp;คน โดยเป็นไปตามแนวทางร่างของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งพรรค ปชป.ได้ร่วมลงชื่อสนับสนุนด้วย แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ได้มีการจัดตั้งขึ้นจะเป็นผู้เคาะว่ารูปแบบจะออกมาเป็นแบบไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่ามีความกังวลหรือไม่ว่า ส.ส.ร.สัดส่วน&amp;nbsp;50&amp;nbsp;คนจะมีการล็อกสเปกหรือไม่ นายจุรินทร์ให้ความเห็นว่า ไม่คิดว่าจะทำได้ เช่นอธิการบดีไม่คิดว่ามีใครไปล็อกสเปกได้ เพราะทุกคนเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติ สามารถใช้ดุลยพินิจของตัวเองได้ว่าจะทำอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังกล่าวถึงการจัดตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ฝ่ายว่า ขณะนี้ค่อนข้างมีความชัดเจนว่าจะมีการตั้งขึ้นมา&amp;nbsp;2&amp;nbsp;คณะ คณะแรกจะเป็นคณะที่ประกอบด้วย&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ฝ่ายตามที่ตนและพรรค ปชป.ได้เสนอ รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลได้ให้ความเห็นชอบตั้งแต่เบื้องต้นเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับคำสั่งของนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา&amp;nbsp; ว่าจะออกมาอย่างไร ส่วนอีกคณะเป็นคณะที่จะดูปัญหาในระยะกลางและระยะยาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ พรรค ปชป.จะเสนอแนวทางการดำเนินการในลักษณะให้ใช้มติที่เป็นเอกฉันท์ประกอบการที่จะให้แต่ละฝ่ายรับไปดำเนินการ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสเข้าร่วมได้โดยไม่ต้องกังวลว่าเสียงข้างน้อยจะถูกเสียงข้างมากบังคับให้เป็นไปตามนั้น แต่ถ้าใช้มติเอกฉันท์เป็นการแสดงว่าจะต้องเห็นพ้องต้องกันทั้งหมด แต่ละฝ่ายก็รับไปดำเนินการ&amp;nbsp; ส่วนประเด็นไหนที่ยังไม่สามารถเป็นเอกฉันท์ได้ อาจจะยกยอดไปให้คณะกรรมการชุดสองที่จะดำเนินการในระยะกลางและระยะยาวรับไปดำเนินการพิจารณาต่อไป ซึ่งเป็นหลักที่ตนจะมอบให้ผู้แทนของพรรคเป็นผู้รับไปเสนอที่ประชุมต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84820</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.วิสามัญ, ยื้อแก้ รธน., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้ รธน, แก้รัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201123/image_big_5fbbc462ce3cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76103</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยอมตัดงบเรือดำนํ้า ทร.ชงกมธ.หั่นเอง/นายกฯสั่งชะลอแต่ไม่หยุดซื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ใช้บทบาท รมว.กลาโหมสั่งกองทัพเรือชะลอซื้อเรือดำน้ำลำที่ 2-3 ไปอีก 1 ปี&amp;nbsp; ชี้เห็นถึงความห่วงใยประชาชนและปัญหาเศรษฐกิจ มอบ ทร.ไปเจรจากับจีน ยันไม่หยุดซื้อเพราะเป็นแผนพัฒนาของกองทัพ &amp;ldquo;ปลัดบัญชีทหารเรือ&amp;rdquo; ฉับไวทำหนังสือถึง กมธ.วิสามัญฯ ให้ตัดงบ 3,925 ล้านบาทเหลือ 0 บาท ยอมกลืนเลือดใช้ศักยภาพที่มีอยู่ปฏิบัติภารกิจเต็มกำลัง กมธ.ลงมติเอกฉันท์ 63&amp;nbsp; เสียงเห็นชอบลดงบ ส่วน &amp;ldquo;เพื่อไทย&amp;rdquo; มิวายให้เลิกซื้อไปเลย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงการจัดซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำของกองทัพเรือ วงเงิน 22,500 ล้านบาท โดยในปี 2564 ได้ขออนุมัติงบประมาณจำนวน 3,375 ล้านบาทว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) ได้พูดคุยเป็นการภายในใน กห. โดยเฉพาะกองทัพเรือ (ทร.) ได้ข้อสรุปว่าขอให้ ทร.พิจารณาชะลอการจัดซื้อเรือดำน้ำลำที่ 2 และ 3 ไปก่อน เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความเข้าใจของนายกฯ ที่ได้เห็นถึงความห่วงใยของประชาชน สังคม และคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ที่จะต้องนำงบประมาณไปใช้ในส่วนอื่น ไม่ว่าจะเป็นการดูแลปากท้องประชาชนและเรื่องอื่นๆ ที่คิดว่าเหมาะสม
นายอนุชากล่าวต่อว่า วันนี้นายกฯ ในฐานะ รมว.กลาโหมให้ กมธ.พิจารณาเรื่องนี้อีกทีเพื่อให้เกิดความเหมาะสม โดยกระทรวงกลาโหมและกองทัพเรือจะชี้แจง กมธ.อีกครั้งหนึ่ง ความเหมาะสมจะเป็นอย่างไร การเจรจากับจีนเพิ่มเติมในการชะลอหรือเลื่อนจัดซื้อไปอีก 1 ปีจะมีผลออกมาอย่างไร ทร.จะเป็นผู้ให้รายละเอียดเรื่องนี้ หลังจากนี้คงเป็นการพูดคุยกับจีนอีกครั้งหนึ่งถึงความจำเป็นที่เราต้องชะลอจัดซื้อไปก่อน ส่วนการจัดซื้อเรือดำน้ำนั้นเป็นการดำเนินการแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่ถูกต้องทั้งหมด โดยดำเนินการมาตั้งแต่การจัดซื้อของลำที่ 1 แล้ว ในส่วนของลำที่ 2 และ 3 เป็นเรื่องที่จะส่งมอบต่อเนื่องเท่านั้นเอง เพราะงบประมาณทั้งหมดที่ตั้งไว้สำหรับซื้อทั้งหมด 3 ลำ อยู่ที่ 36,000 ล้านบาท
&amp;ldquo;นายกฯ เห็นถึงความสำคัญที่ประชาชนห่วงใยและกังวลเรื่องเศรษฐกิจ ดังนั้นหากชะลอไปได้อีก 1&amp;nbsp; ปี คิดว่าอย่างน้อยก็สามารถนำเงินกว่า 3 พันล้านบาทไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้พอสมควร และคงต้องให้กองทัพเรือพิจารณาในการดำเนินการอย่างอื่นที่จะไม่มีปัญหาทางด้านความมั่นคงต่อไปด้วย&amp;quot; นายอนุชาระบุ
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงกรณีนี้ว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของ กมธ.และเป็นเรื่องของ ทร.ต้องไปชี้แจง เนื่องจากได้ให้แนวทางไปแล้วว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ โดย ทร.ก็ต้องไปคุยกับจีนในฐานะคู่สัญญาว่าจะชะลอการจ่ายเงินในปีหน้าได้หรือไม่ อีกทั้งต้องรอความเห็นของ กมธ.งบประมาณก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามย้ำว่าเราจะเดินหน้าซื้อเรือดำน้ำต่อ เพียงแต่ชะลอการจ่ายเงินไปปีหน้าใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า &amp;quot;จะไปหยุดอย่างไร เพราะเป็นแผนการพัฒนาของกองทัพ และที่สำคัญเรามีหลักการ และเหตุผลที่ได้ชี้แจงไปแล้ว เนื่องจากเป็นแผนงานการพัฒนาทางเรือ และต้องไปดูว่าขณะนี้สถานการณ์รอบประเทศเป็นอย่างไร ถึงแม้ว่ามองดูเหมือนว่าไกล แต่ก็ไม่ไกลมากนัก โดยเฉพาะ 200&amp;nbsp; ไมล์ทะเลที่เกี่ยวกับน่านน้ำของเรา ก็ต้องระมัดระวังตรงนี้เอาไว้&amp;quot;
ใครครอบงำใครก้าวล่วง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่านำการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในแต่ละช่วงมาเปรียบเทียบกัน วันนี้ต้องมองไปข้างหน้า หากช้าเกินไปอาจไม่ทันเวลา สิ่งที่มีก็เพื่อการป้องกันรักษาทรัพยากรทางทะเลของไทย การประมงนอกน่านน้ำและในน่านน้ำ ปัจจุบันเราต้องใช้กองกำลังทางเรือเป็นจำนวนมาก&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าได้คุยกับ ผบ.ทร.อย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ย้ำว่า ได้ให้แนวทางไปแล้วว่าให้ไปคุยเจรจากับจีน&amp;nbsp; ส่วนงบประมาณจำนวนกว่า 3,000 ล้านบาทก็ไม่สามารถโยกไปทำอะไรได้ ก็ต้องตีตกกลับมา และเงินตัวนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินและการคลังอยู่แล้วว่าจะนำไปใช้ทำอะไรได้บ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามอีกว่าหลังจากที่นายกฯ ได้ให้แนวทางชะลอเรื่องเรือดำน้ำ พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการครอบงำระบบนิติบัญญัติ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า &amp;quot;ไม่ใช่ เพียงแต่ให้แนวทางกับกองทัพเรือในฐานะที่เป็น รมว.กลาโหม อยากให้เข้าใจว่ามี 2 บทบาท โดยบทบาทแรกคือนายกฯ ที่ต้องรับฟังความคิดเห็นและมองให้รอบด้าน อีกบทบาทหนึ่งคือ รมว.กลาโหมที่ต้องดูแลกองทัพ อะไรก็ตามที่เป็นแผนงานของกองทัพและเป็นเรื่องที่เสนอมาในกรอบวงเงินของเขาที่มีอยู่ ก็บอกว่าหากมีปัญหาเช่นนี้อยากให้ลองไปเจรจากับคู่สัญญาดู เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) มอบหมายให้กองทัพเรือไปเจรจา จะมาบอกว่าปีหน้าเดี๋ยวก็มีปัญหาอีกก็ทำอะไรกันไม่ได้ ทำไมถึงไม่คิดว่าอำนาจนิติบัญญัติกำลังก้าวล่วงอำนาจบริหารบ้าง อยากให้ฟังสองทาง ถ้าเป็นเรื่องที่เสนอใหม่ก็เป็นอีกเรื่อง แต่เรื่องนี้มีการอนุมัติไว้แล้วชั้นต้นก็ต้องไปหารือกับมิตรประเทศ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรค พท.เป็นผู้ให้สัมภาษณ์ โดยตั้งคำถามถึงการที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้ชะลอการซื้อเรือดำน้ำไป 1 ปีว่า เป็นการกระทำเข้าข่ายครอบงำการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติหรือไม่ ถ้าภาคประชาชนไม่ส่งสัญญาณเตือนแรงๆ พล.อ.ประยุทธ์จะถอยหรือไม่ สงสัยว่าเหตุที่ พล.อ.ประยุทธ์ถอยเพราะจำนนต่อหลักฐาน หรือเดินฝ่าแรงต้านไปไม่ไหว ไม่ใช่การถอยแบบมีสำนึก ถ้าสำนึกต้องไม่ใช่แค่เลื่อนหรือชะลอไว้ 1 ปี แต่ต้องเลื่อนให้นานกว่านั้น หรือยุติการจัดซื้อเรือดำน้ำลำที่ 2 และ 3 ไปเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน พล.ร.อ.สิทธิพร มาศเกษม เสนาธิการทหารเรือ เดินทางมาร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน (กบฉ.) ครั้งที่ 63 แต่ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ให้ ทร.ไปเจรจากับจีนเพื่อชะลอการจัดซื้อเรือดำน้ำ เช่นเดียวกับ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ&amp;nbsp; (ผบ.ทร.) ที่เดินทางมาร่วมประชุมสภากลาโหมก็ปฏิเสธตอบคำถามดังกล่าว โดยทำเพียงยิ้มและยกมือปัดเป็นเชิงว่าปฏิเสธที่จะตอบคำถามก่อนยกนิ้วโป้ง และเดินเข้าห้องประชุมทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห.แถลงภายหลังการประชุมสภากลาโหมถึงโครงการจัดหาเรือดำน้ำว่า เป็นโครงการภายใต้วงเงินของ ทร.ผูกพันงบประมาณข้ามปี 2563 ซึ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎรและได้บรรจุในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 แล้ว ไม่ใช่โครงการผูกพันงบประมาณปี 2564 อย่างที่เข้าใจกัน เป็นในตามกรอบงบประมาณที่ ทร.ได้รับการจัดสรรในทุกปี ไม่ได้ขอรับการจัดสรรงบเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งในปี 2563 ทร.ได้ชะลอโครงการเรือดำน้ำไปแล้ว งบประมาณส่วนหนึ่งได้ส่งคืนรัฐบาลเพื่อใช้แก้ไขปัญหาโควิด-19 ประมาณ 3,375 ล้านบาท และปี 2564 ก็ได้เลื่อนไปก่อนอีก 3,925 ล้านบาท ก็อยู่ที่ กมธ.วิสามัญงบฯ จะพิจารณา ทั้งนี้ไม่อยากให้มีการบิดเบือนเพราะส่วนนี้เป็นงบประมาณของ ทร.เอง ไม่ได้รับการจัดสรรให้มากขึ้น ในภาพรวมกองทัพได้งบประมาณทั้งหมด&amp;nbsp; 6.77% ของงบประมาณทั้งหมด
ทัพเรือร่อนหนังสือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ร.ท.ธีรกุล กาญจนะ ปลัดบัญชีทหารเรือ ทำการแทน ผบ.ทร.ได้ลงนามในหนังสือ เรื่อง การปรับลดงบประมาณการจัดหาเรือดำน้ำ จำนวน 2 ลำ เเจ้งไปยังประธานคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 สภาผู้แทนราษฎร ใจความว่า &amp;quot;ตามร่าง&amp;nbsp; พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 มีรายการจัดหาเรือดำน้ำจำนวน 2 ลำ และตามร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2564&amp;nbsp; มีวงเงินงบประมาณสำหรับการจัดหาเรือดำน้ำ 2 ลำ จำนวน 3,925 ล้านบาทนั้น มีสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ กองทัพเรือพิจารณารอบคอบแล้ว เห็นว่าการลดงบรายการนี้ลง ถึงแม้ว่าจะเกิดผลกระทบเป็นความเสียหายต่อการดำเนินการตามแผนงานโครงการของกองทัพเรือ ส่งผลต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานตามภารกิจของกองทัพเรือ ที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย และที่ได้รับมอบหมาย อันจะส่งผลกระทบถึงประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ด้วยก็ตาม แต่เพื่อให้สอดคล้องกับความจำเป็นตามภาวการณ์ของประเทศในปัจจุบัน กองทัพเรือตระหนักถึงประเด็นดังกล่าว และขอปรับลดงบในการจัดหาเรือดำน้ำ จำนวน 2 ลำ ในปีงบประมาณ 2564 ทั้งหมด คงเหลืองบประมาณในปีงบประมาณ 2464 จำนวน 0 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ กองทัพเรือขอเรียนว่าจะมุ่งมั่นพัฒนาและใช้ขีดความสามารถที่มีอยู่เพื่อลดความเสียหายและความเสี่ยงที่เกิดจากการต้องเลื่อนการจัดหาเรือดำน้ำออกไป ให้มีความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ จะปฏิบัติหน้าที่ และภารกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ เป็นกองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านความเคลื่อนไหวที่รัฐสภา นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกคณะ กมธ.วิสามัญฯ กล่าวเรื่องนี้ว่าต้องรอดูคณะ กมธ.จะถอนการจัดซื้องบเรือดำน้ำตามที่รัฐบาลให้สัมภาษณ์หรือไม่ จะโหวตกันอีกหรือไม่ หรือจะถอนโดยไม่ต้องลงมติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีถอย คณะ กมธ.สามารถปรับลดทั้งหมดเลยได้หรือไม่ นายยุทธพงศ์ กล่าวว่า การทำงานของคณะ กมธ.กับฝ่ายบริหารไม่เกี่ยวกัน ซึ่งเป็นเรื่องของ กมธ.ที่จะพิจารณา การจะถอยหรือไม่ถอยอยู่ที่ผลการประชุมของคณะ กมธ.มากกว่า ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่านายกฯ สั่งให้ถอยแล้ว กมธ.ถอยตาม แบบนี้กลายเป็นว่าฝ่ายบริหารครอบงำการทำงานของคณะ กมธ.
ต่อมาที่ห้องประชุมงบประมาณชั้น 6 มีการประชุม กมธ.วิสามัญฯ โดยมีการพิจารณารายงานของคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ ไอซีที รัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียน โดยช่วงเริ่มการประชุมนายสุพล&amp;nbsp; ฟองงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ฯ&amp;nbsp; ได้ชี้แจงผลการประชุมว่า ได้ประชุมและปรับลดงบประมาณ 4,521 ล้านบาท จำแนกเป็นปรับลดในแผนงานพื้นฐาน 567 ล้านบาท ปรับลดในแผนยุทธศาสตร์ 3,954 ล้านบาท&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ กมธ.วิสามัญฯ กล่าวว่า งบประมาณสำหรับจัดซื้อเรือดำน้ำควรชะลอไปก่อน ซึ่งจะทำให้เราได้รับเรือดำน้ำในปี 2571 จึงควรให้ที่ประชุมคณะ กมธ.วิสามัญฯ มีมติให้ปรับลดงบประมาณในส่วนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง หนึ่งในประธานการประชุมกล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เชิญ กมธ.แต่ละพรรคมาหารือถึงความเหมาะสมเกี่ยวกับเรือดำน้ำ จากการสอบถามได้มีข้อสรุปเห็นตรงกันว่า การมีเรือดำน้ำมีความจำเป็นอย่างยิ่ง จำนวน 3 ลำน้อยเกินไปด้วยซ้ำ เนื่องจากไทยมีทะเลถึงสองฝั่งและพื้นที่ชายฝั่งทะเล 12 ไมล์ทะเล และยังมีพื้นที่ทับซ้อนด้านความมั่นคงที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชน เรือดำน้ำได้ผ่านออกมาเป็นงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 แต่ด้วยความปรารถนาดีและเห็นแก่เศรษฐกิจของประเทศ กองทัพเรือได้ส่งงบประมาณคืนเพื่อให้รัฐบาลไปแก้ปัญหาโควิด ต้องขอบคุณกองทัพเรือด้วย และจะมีการดำเนินการคืนงบประมาณให้ในปีงบประมาณ 2564 ต่อไป แต่เมื่อมาถึงการพิจารณางบประมาณปี 2564 ปรากฏว่าการแพร่ระบาดของโควิดยังไม่คลี่คลาย เนื่องจากยังไม่มีวัคซีน ดังนั้น กมธ.วิสามัญฯ เห็นว่าแม้เรือดำน้ำมีความจำเป็นแต่ยังไม่เหมาะในเวลานี้ เพราะโควิดอาจเกิดการระบาดรอบสองได้ &amp;nbsp;
มติเอกฉันท์ตัดงบเหลือศูนย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กระทรวงกลาโหมและกองทัพเรือได้แจ้งมายัง กมธ.ว่าในปี 2564 กองทัพเรือยินดีให้ปรับงบประมาณจำนวน 3,925 ล้านบาทในส่วนที่จะต้องไปจ่ายออกไปก่อนให้เป็นศูนย์ และให้กองทัพเรือไปใช้งบประมาณในปีถัดไปตามเห็นสมควร และให้กองทัพเรือไปเจรจากับผู้ผลิตว่าจะดำเนินการอย่างไรในการทำให้ไทยมีเรือดำน้ำตามความประสงค์ ปีนี้เลื่อนงบประมาณงวดแรกในการจ่ายเรือดำน้ำออกไป&amp;nbsp; กองทัพเรือได้มีหนังสือแล้ว ส่วนเงินที่ปรับออกไปนั้นคงเป็นหน้าที่ของหน่วยปรับงบประมาณและสำนักงบประมาณจะไปพิจารณา&amp;quot; นายสันติกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายสันติได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ขอใช้สิทธิ์ในฐานะ กมธ.เพื่อเสนอญัตติให้ กมธ.วิสามัญฯ ปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ตามที่ ทร.ได้ทำมาเป็นหนังสือถึงคณะ กมธ.วิสามัญฯ ซึ่ง กมธ.วิสามัญฯ ในสัดส่วนของพรรคก้าวไกล อาทิ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย และนายพิจารณ์ได้ขอที่ประชุมให้ทำการบันทึกว่า กมธ.วิสามัญฯ ในส่วนพรรคก้าวไกลไม่ได้คุยกับนายสันติตามที่กล่าวอ้างว่าทุกพรรคเห็นควรให้มีการซื้อเรือดำน้ำ พรรคยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการจัดซื้อเรือดำน้ำ และการเลื่อนออกไปเพียงหนึ่งปีงบประมาณนั้นไม่น่าเป็นประโยชน์
นายพิจารณ์ยังได้สอบถามต่อที่ประชุมและตัวแทนสำนักงบประมาณว่า ปีงบประมาณ 2565 จะมีการพิจารณางบเรือดำน้ำใหม่หรือไม่อย่างไร หรืองบส่วนนี้จะตกไปและ ทร.ต้องตั้งงบประมาณเข้ามาใหม่หรือไม่ รวมถึงแนวทางของคณะ กมธ.วิสามัญฯ ในปีหน้าจะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งตัวแทนสำนักงบประมาณชี้แจงว่า เรือดำน้ำมีการอนุมัติตั้งแต่ปี 2563 ส่วนการดำเนินการในปีงบประมาณ 2565 ต้องรอความชัดเจนจากกองทัพเรือว่าได้เจรจากับผู้ผลิตอย่างไรก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายยุทธพงศ์กล่าวว่า ก่อนลงมติควรให้คณะอนุ กมธ.ได้กล่าวรายงานเรื่องดำน้ำต่อที่ประชุมก่อนว่ามีรายละเอียดเรื่องเรือดำน้ำอย่างไรบ้าง แต่ปรากฏว่านายวราเทพ รัตนากร ที่ทำหน้าที่ร่วมประธานการประชุมตอบโต้ว่า เมื่อประธาน กมธ.วิสามัญฯ ได้เสนอญัตติให้ที่ประชุมลงมติแล้วต้องไปสู่ขั้นตอนของการลงมติ ส่วนเรื่องรายละเอียดของคณะอนุ กมธ.นั้นดูได้จากเอกสารอยู่แล้ว หากนายยุทธพงศ์จะขออภิปรายก็ทำได้เฉพาะกรณีที่ไม่เห็นด้วยกับการปรับลดงบประมาณการจัดซื้อเรือดำน้ำเท่านั้น ทำให้นายยุทธพงศ์ยุติการขออภิปรายไป
จากนั้นที่ประชุมคณะ กมธ.วิสามัญฯ มีมติเอกฉันท์เห็นด้วย 63 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง ปรับลดงบประมาณตามที่นายสันติเสนอ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76103</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.วิสามัญ, กลาโหม, กองทัพเรือ, ชะลอซื้อเรือดำ, ซื้อเรือดำ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200831/image_big_5f4d0a6ba62c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70026</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2020 12:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2020 12:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กมธ.วิสามัญศึกษาลุ่มน้ำ ไม่กล้าลงพื้นที่ชุมชนหลังชาวบ้านรวมพลังต้านเขื่อนคลองชมพู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กมธ.วิสามัญศึกษาลุ่มน้ำ ไม่กล้าลงพื้นที่ชุมชนชมพูหลังชาวบ้านประกาศไม่ต้อนรับ ได้แค่ฟังคนปลายน้ำ เครือข่ายอนุรักษ์ยืนยันไม่เอาเขื่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มิ.ย.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ ได้เดินทางไปที่วัดชมพู ต.ชมภู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยชาวบ้านจากหมู่ 1 และหมู่ 3 จำนวนกว่า 250 คน ได้รวมตัวกันเพื่อรอต้อนรับ ซึ่งก่อนหน้านี้มีกำหนดการลงพื้นที่พร้อมด้วยคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางบริหารจัดการกลุ่มลุ่มน้ำเพื่อรับฟังความเห็นเกี่ยวกับโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองชมพู หรือโครงการเขื่อนคลองชมพู แต่ปรากฏว่า คณะของ กมธ.ไม่เข้าพื้นที่คลองชมพู&amp;nbsp;และได้เดินทางต่อไปยัง จ.กำแพงเพชร ชาวบ้านจึงอ่านแถลงการณ์คัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนคลองชมพู ที่ได้เตรียมส่งมอบให้กับ กมธ.ที่จะเข้ามาสำรวจพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโม คำมูล ประธานเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู กล่าวว่าชาวบ้านตั้งใจรอพบกับ กมธ. และคณะหน่วยงานที่ร่วมลงพื้นที่รับฟังความเห็น เพื่อนำเสนอข้อมูลและความคิดเห็นของชาวบ้านที่ไม่ต้องการให้มีการก่อสร้างโครงการเขื่อนปิดกั้นคลองชมพู เนื่องจากกังวลถึงผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ผืนป่าต้นน้ำต้องถูกทำลาย และส่งผลให้ชุมชนใต้เขื่อนต้องอยู่ในภาวะเสี่ยงต่ออุทกภัยจากการปล่อยน้ำ หรือกรณีเขื่อนแตก เหมือนดังเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศลาว และจีนที่กำลังประะสบภัยน้ำท่วมจากเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พวกเรารอทั้งวันเพื่อส่งหนังสือคัดค้านและแถลงการณ์ให้ กมธ. แต่คณะไม่เข้ามารับฟังชาวบ้านก็ไม่เป็นไร ชาวบ้านก็ต้องอ่านแถลงการณ์ที่หมู่บ้าน พวกเรายืนยันว่าไม่ยอมให้มีการสร้างเขื่อนที่นี่&amp;quot; นายโม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีรเชษฐ์ โสทอง รองประธานเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู กล่าวว่าคณะ กมธ. มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ อ.วังทอง จ.พิจิตร ซึ่งเป็นพื้นที่กลางน้ำ โดยเปิดให้กรมชลประทาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.พิจิตร และ จ.พิษณุโลก นำเสนอข้อมูลด้านเดียวเพื่อสนับสนุนการสร้างเขื่อน และปรากฏว่ามีตัวแทนชาวบ้าน 1 คน อ้างเป็นตัวแทนชาวบ้านชมพูให้ความเห็นสนับสนุนในเวทีด้วย โดยชาวบ้านยืนยันว่าไม่ได้ส่งตัวแทนไปเข้าร่วมเวทีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ชาวบ้านไม่เคยได้รับเชิญให้เข้าร่วมเวทีของ กมธ. นักการเมืองที่มีผลประโยชน์คนนี้มักจัดตั้งคนเข้าไปร่วมในทุกเวทีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อน เพื่อชี้นำว่าชาวบ้านเห็นด้วย จึงอยากให้ กมธ.เข้ามารับฟังชาวบ้านตัวจริงในพื้นที่&amp;quot; นายธีรเชษฐ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ได้ข้อมูลว่าในวันที่ 12 กรกฏาคมนี้ กมธ. จะเข้ามาจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน ม.1 และ ม.3 ที่บ้านชมพู แต่ยังไม่มีการประสานงานจากหน่วยงานราชการอย่างเป็นทางการ แต่ชาวบ้านยืนยันว่าจุดยืนเดิม คือหยุดการสร้างเขื่อน รักษาผืนป่าต้นน้ำ และแหล่งอาศัยของจระเข้น้ำจืดธรรมชาติไว้ให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp;ที่องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)หนองพระ อ.วังทอง จ.พิษณุโลก กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ นำโดยนายวีระ คำประกอบ ประธาน กมธ.ฯพร้อมด้วยคณะอนุกรรมาธิการฯ และนายเฉลิมเกียรติ&amp;nbsp;คงวิเชียรรัตน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้เดินทางมารับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านพร้อมบรรยายเกี่ยวกับความเป็นมาของโครงการอ่างเก็บน้ำคลองชมพู ที่มีแนวทางก่อสร้างในพื้นที่ ต.ชมพู โดยมีนายอนุชา น้อยวงศ์ ส.ส.เขต 3 พิษณุโลก พรรคพลังประชารัฐ กล่าวต้อนรับ โดยมีประชาชนในพื้นที่อำเภอวังทองและอำเภอบางกระทุ่ม 4 ตำบลประกอบด้วย ตำบลพันชาลี ตำบลเนินกุ่ม ตำบลท่าหมื่นราม ตำบลหนองพระ ประมาณ 200 คน &amp;nbsp;เข้าร่วมรับฟัง จากนั้นและคณะกรรมาธิการ ฯ เดินทางต่อไปยังจังหวัดกำแพงเพชร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง ก่อนหน้านี้แกนนำชาวบ้านลุ่มน้ำชมพูได้ประกาศผ่านสื่อมวลชนว่าจะคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำชมพูเพราะจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและชุมชนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งอยู่อาศัยของจระเข้น้ำจืดที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่แหล่งในประเทศไทย โดยชาวบ้านจะไม่ยอมให้กมธ.ได้เข้าไปสำรวจพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70026</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.วิสามัญ, จังหวัดพิษณุโลก, เขื่อนคลองชมพู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200629/image_big_5ef97f5c1e399.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67642</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2020 16:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2020 16:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่อใช้งานยาว!ครม.ตั้ง&#039;อุตตม&#039;คุมกมธ.วิสามัญ&#039;โอนงบประมาณ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มิ.ย.63- น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมครม.ว่า ครม.เห็นชอบ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายเพื่อให้การพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฯดังกล่าว แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด จึงกำหนดจำนวนกมธ. 43 คน สัดส่วนครม.ไม่เกิน 1 ใน 4 ของกมธ.หรือไม่เกิน 10 คน สัดส่วนของพรรคการเมือง 33 คน ประกอบด้วยรัฐบาล 18 คน ฝ่ายค้าน 15 คน ทั้งนี้ครม.ได้เสนอชื่อมา 3 คน ได้แก่ นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง เหลืออีก 7 คนที่ครม.จะพิจารณาตามความเหมาะสม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67642</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.วิสามัญ, น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, นายอุตตม​ สาวนายน​, พรก.เงินกู้, รองโฆษกรัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200602/image_big_5ed60acc52986.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67261</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2020 13:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2020 13:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สู้ทุกทาง!พท.ยื่นญัตติตั้งกมธ.วิสามัญตรวจสอบใช้เงิน1.9ล้านล้านลุยเสนอร่างพรบ.แก้ไขพรก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29พ.ค.63- เมื่อเวลา11.00น.ที่ห้องแถลงข่าว อาคารรัฐสภา นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน และส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย นส.ชนก จันทาทอง ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย ร่วมยื่นหนังสือที่สมาชิกได้ลงนาม ขอให้มีการตั้งคณะกรรมการวิสามัญตรวจสอบการใช้เงิน1.9ล้านล้านบาท ผ่านนพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาฯผู้แทนราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ชลน่าน ในฐานะผู้เสนอญัตติกล่าวว่า ตามที่ครม.ได้เสนอพรก.เงินกู้3ฉบับ ในวงเงิน1.9ล้านล้านบาท ในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน คงยากที่จะไปคัดค้าน พรรคฝ่ายค้านได้ตั้งข้อสังเกต มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับพรก.ฉบับต่างๆ ไม่มีรายละเอียด แผนงานในโครงการ ในส่วนของการกู้เงินในพรก.ฉบับแรก วงเงิน1ล้านล้านบาท เราไม่ได้ติดใจวงเงิน6แสนล้านบาท ที่จะนำมาเยียวยา และวงเงิน4.5หมื่นล้านบาท ที่จะมาใช้ในด้านสาธารณสุข ต้องมาดูและตรวจสอบต่อไป แต่วงเงิน 4แสนล้านบาท ที่ระบุให้เป็นงบฟื้นฟู ก็มีแต่เพียงแผนงาน จึงทำให้น่าสงสัยว่า งบที่จะนำไปพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ ในเรื่องเศรษฐกิจชุมชนฐานราก หรือการจะนำมากระตุ้นที่เกี่ยวกับภาคเอกชน ภาคประชาชน เป็นอย่างไร ซึ่งเราเป็นห่วงการใช้เงิน ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคร่วมฝ่ายค้าน ติดตามตรวจสอบ เนื่องจากการกู้เงิน ที่ในเดือนมิ.ย.จะมีการอนุมัติเงิน เดือนก.ค.เริ่มมีการใช้เงิน และจะต้องใช้ให้แล้วเสร็จในเดือนก.ย.2564 โดยไม่เป็นงบผูกพัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การที่ส.ส.ร่วมลงนามเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้เงินกู้1.9ล้านล้านบาท เพื่อจะเสนอให้มีผู้เชี่ยวชาญมาร่วมตรวจสอบ และได้มีสมาชิกลงนาม42คน เป็นไปตามข้อบังคับสภาฯข้อที่50 และหวังว่า สภาฯจะบรรจุญัตติให้เป็นเรื่องด่วน จากการอภิปราย มีส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล บางคน ก็มีท่าทีขอร่วมตรวจสอบด้วย หวังว่าทั้งส.ส.ฝ่ายค้านและส.ส.ฝ่ายรัฐบาลจะให้ความร่วมมือในการตั้งคณะกรรมาธิการในชุดดังกล่าว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ชลน่าน กล่าวอีกว่า นอกจากช่องทางการเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบการใช้เงินกู้1.9.ล้านล้านบาทแล้ว พรรคร่วมฝ่ายค้าน ยังเตรียมเสนอ พระราชบัญญัติแก้ไขพระราชกำหนด โดยจะมีเนื้อหาสาระ โดยให้มีกลไกลในการป้องกันการใช้เงินเพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยจะมีการเสนอหลังจากนี้ ประเด็นที่จะเสนอให้มีการแก้ไข มีหลายประเด็น อาทิ คณะกรรมการกลั่นกรอง เพื่อให้เกิดความสุจริต โปร่งใส ในคณะกรรมการนั้นต้องกำหนดคุณสมบัติเงื่อนไขของผู้ทรงคุณวุฒิเอาไว้ให้ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จะเสนอให้เพิ่มจำนวนส.ส.เข้าไปร่วมทำหน้าที่ในคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินด้วย และจะเสนอให้มีการแก้ไขการประมูล จากเดิมที่จะไม่ใช้การประกวดราคาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-biding) ต้องให้ประกวดราคาผ่าน e-bidding เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และเสนอให้มีการรายงานในรายละเอียดการใช้เงินต้องมารายงานสภาฯ 3เดือนต่อครั้ง&amp;quot;นพ.ชลน่าน กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67261</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.วิสามัญ, กรรมการกลั่นกรองเงินกู้, ชลน่าน ศรีแก้ว, พ.ร.ก.กู้เงิน, วิปฝ่ายค้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200529/image_big_5ed0a580517e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67255</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2020 11:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2020 11:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สาทิตย์&#039;เตือนพรก.กู้เงินให้จังหวัดเสนอโครงการระวังฮั้วกับผู้รับเหมา-ปัดฝุ่นโครงการเก่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ค.63-เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฏร ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)เกี่ยวกับการกู้เงิน จำนวน 3 ฉบับ ต่อเป็นวันที่สาม โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า&amp;nbsp; มาตรการป้องกันของรัฐบาลที่ผ่านมาทำถูกต้องแล้ว แต่ผลกระทบหนึ่งที่เกิดขึ้นและสำคัญมาก คือ มาตรการเหล่านั้นทำให้กิจการรมทางเศรษฐกิจหยุดลงโดยสิ้นเชิง เมื่อมาตรการเหล่านี้เกิดขึ้นในระยะหนึ่ง ก็ถึงเวลาใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งเป็นที่มาของการออกพ.ร.ก. เพื่อนำมาใช้ อย่างไรก็ตาม การจะทำให้พ.ร.ก.มีประสิทธิภาพ ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ ต้องสัมพันธ์กับการผ่อนคลาย และต้องทำให้เกิดผลทันที โดยมีโครงการเป็นตัวชี้วัด แต่ข้อสังเกต คือ ในพ.ร.ก.กำหนดกรอบโครงการไว้กว้างๆ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องต้องตอบ ที่ผ่านมาเลขาสภาพัฒน์ฯชี้แจงไว้ชัดมีแต่เพียงกำหนดแนวปฏิบัติโดยให้แต่ละจังหวัดเป็นผู้เสนอไม่เกินเดือนมิ.ย.เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอให้ระวังอย่าให้เป็นจังหวัดฮั้วกับผู้รับเหมา หรือนำโครงการเก่ามาปัดฝุ่น งบประมาณสี่แสนกว่าล้านเมื่อเฉลี่ยทุกจังหวัด ตกจังหวัดละ ห้าพันกว่าล้านบาท ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลมากกว่างบประมาณปกติ ซึ่งเราจะต้องทำให้ทุกโครงการก่อให้เกิดรายได้ รัฐบาลนี้ควรทำเว็บไซต์แสดงว่าสี่แสนล้านทำอะไรไปบ้าง สถานะโครงการเป็นอย่างไร ใครได้&amp;rdquo; ส.ส.ตรัง กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า เพื่อให้โปร่งใสมากขึ้น เสนอให้ตั้งกมธ.วิสามัญเพื่อติดตามการใช้จ่ายเงินพ.ร.ก.นี้&amp;nbsp; เมื่อคณะกรรมการกลั่นกรองเปิดเผยในเว็บไซต์แล้ว ก็ให้ส่งข้อมูลนั้นมาที่กมธ.นี้ด้วย ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติอีกครั้ง แต่ถ้าปฏิเสธว่าในพ.ร.ก.มีเขียนไว้อยู่แล้ว โดยให้นำเสนอต่อรัฐสภา 60 ปี นับจากวันสิ้นปีงบประมาณ แปลกว่าปีละครั้งเท่านั้นเอง ทั้งนี้ พ.ร.ก.ดังกล่าวเกี่ยวพันกับชีวิตคนและหนี้สินที่เกิดขึ้นกับลูกหลานในอนาคต ดังนั้น การพิจารณาจึงต้องรอบคอบและติดตามการใช้เงินอย่างรอบคอบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67255</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.วิสามัญ, พ.ร.ก.กู้เงิน, สาทิตย์  วงศ์หนองเตย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200529/image_big_5ed08f3810dec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67007</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2020 20:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2020 20:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชป.ชงตั้งกมธ.วิสามัญตรวจสอบ&#039;พรก.เงินกู้&#039; จัด15ขุนพลอภิปราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ค. 63 - นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงผลการประชุม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ครั้งแรกในการประชุมสภาสมัยสามัญครั้งที่1/2563 ว่า ที่ประชุมในวันนี้ มีนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ เป็นประธานที่ประชุม ได้มีการพิจารณา เรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ของรัฐบาล โดยเปิดโอกาสให้ ส.ส.ได้แต่แสดงความเห็นได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้เสนอให้ที่ประชุมพิจารณา ประเด็นการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้เงินตาม พ.ร.ก.เงินกู้ทั้งหมด มีผู้อภิปรายสนับสนุนหลายคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนตัวได้อภิปรายสนับสนุนแนวความคิดดังกล่าวด้วยคนหนึ่ง เพราะเห็นว่า พ.ร.ก.เงินกู้ของรัฐบาลในครั้งนี้ เป็น พ.ร.ก.เงินกู้ ที่มีวงเงินกู้ที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย การใช้เงินอาจมีการรั่วไหล และใช้เงินไม่คุ้มค่ากับเม็ดเงินการลงทุน จึงเห็นควรให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบการใช้เงินตาม พ.ร.ก.เงินกู้ทั้งหมดขึ้นมา แนวความคิดดังกล่าวสอดคล้องกับจุดยืนและอุดมการณ์ของพรรค เรื่องความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาในยุคสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เคยมีโครงการเงินกู้มิยาซาวาแพลน วงเงิน 53,000ล้านบาท ในตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในการตรวจสอบมาแล้ว จึงเห็นว่ากู้เงินในครั้งนี้ ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท ก็ควรจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษอีกด้วย ไม่ควรจะใช้คณะกรรมาธิการสามัญประจำสภา เป็นผู้ตรวจสอบ เพราะจะมีข้อจำกัดในการตรวจสอบ ที่ประชุมจึงมอบหมายให้วิปของพรรค นำข้อเสนอดังกล่าวไปพูดคุยกับวิปรัฐบาลต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการอภิปราย พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับนั้น มีผู้อภิปรายจำนวน 15 คน คือ นายกนก วงษ์ตระหง่าน นายพิสิฐ ลี้อาธรรม นายเกียรติ สิทธีอมร นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นายเทพไท เสนพงศ์ นายอันวาร์ สาและ นายประกอบ รัตนพันธ์ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี นายนริศ ขำนุรักษ์ น.พ.บัญญัติ เจตนจันทร์ นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์&amp;nbsp; นายชัยชนะ เดชเดโช นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ทั้งหมดจะอภิปรายในกรอบเวลา 120 นาที.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67007</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.วิสามัญ, ปชป., พรก.เงินกู้, สภา, อภิปราย, เทพไท เสนพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200526/image_big_5ecd10dab5634.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
