<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77054</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2020 16:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2020 16:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ส.ก้าวไกล โวย กมธ.ไม่แตะหมวด 1-2 ชี้ทุกอย่างต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับยุคสมัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ย.63 - ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฏร ที่มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯคนที่&amp;nbsp;2 เป็นประธานการประชุม&amp;nbsp;พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาหลักเกณฑ์และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี&amp;nbsp;2560&amp;nbsp;น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ส.ส.นครปฐม พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า รายงานของ กมธ. ไม่มีตรงไหนที่พูดถึงหมวด 1 และหมวด 2 ที่มีถึง 24 มาตรา แต่ในรายงานข้ามไปเลย ทำให้ตนสงสัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในหมวด 1 และ 2 ไม่ใช่การล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด ตนจงรักภักดีต่อสถาบัน และต้องการเห็นสถาบันคงอยู่อย่างมั่นคง และสง่างาม ในอดีตที่ผ่านมามีการแก้ไขในหมวด1 และ2 อยู่หลายครั้ง รวมถึงในรัฐธรรมนูญปี60 เป็นเรื่องปกติ สามารถแก้ไขได้ โดยไม่ส่งผลต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมถึงไม่ส่งผลเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ตาม มาตรา 255 ทำไม กมธ. ไม่ใช้โอกาสนี้พิจารณาในหมวด1 และ2 เราควรรับฟังเสียงของประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อหาแนวทางร่วมกัน อะไรทำได้หรือไม่ก็ต้องมีการได้พูดคุยชี้แจง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หมวด 1 และหมวด 2 แก้ไขได้เป็นเรื่องปกติ ที่ผ่านมาส.ส.ร.ปี2539 ร่างรัฐธรรมนูญปี2540 ก็ไม่ได้ตีกรอบห้ามแก้ไขในหมวดใด จึงมีคำถามว่าหากต่อไปต้องการแก้ไขในหมวด1และ2แต่มีการล็อคไว้จะต้องทำอย่างไร ดิฉันคิดว่าเป็นการสร้างเงื่อนไขโดยไม่จำเป็น ขอย้ำว่าการแก้ไขหมวด1และ2ไม่ได้เป็นการล้มล้าง ในอนาคตหากมีการตั้งส.ส.ร.แล้วไปจำกัดการแก้ไข คิดว่าเป็นทางตัน ควรเปิดโอกาสให้ส.ส.ร.ที่มาจากประชาชนพิจารณาทุกเรื่องด้วยเหตุผล รับฟังข้อเสนอของทุกกลุ่มไม่ปิดกั้น สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักอันเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ดิฉันจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศ์ศานุวงศ์ทุกพระองค์ และต้องการเห็นสถาบันคงอยู่อย่างสง่างาม มั่นคง สมพระเกียรติ สถาบันฯเป็นของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่จะผู้ขาดความจงรักภักดี และป้ายสีให้คนเห็นต่างเป็นพวกทำลายชาติ&amp;rdquo;&amp;nbsp;ส.ส.นครปฐม พรรคก้าวไกล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สุทธวรรณ กล่าวด้วยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาต้องมีการปรับให้สอดคล้องกับยุคสมัย ปัจจุบันมีนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้มากมาย แค่พวกเขาพูดก็ถูกกล่าวหาว่าคิดร้าย ถูกจับกุม ดำเนินคดีมากมาย ซึ่งบางครั้งเข้าพูดเพราะความหวังดีต่อประเทศ แต่ก็ถูกดำเนินคดี ข้อเรียกร้องของนักศึกษาไม่ได้รับการตอบสนอง ตอนนี้พวกเขาขาดความเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา จึงต้องออกไปอยู่บนท้องถนน อย่างไรก็ตาม การพูดคุยกันอย่างมีเหตุผล มีวุฒิภาวะ เป็นการคลี่คลายสถานการณ์การชุมนุมในปัจจุบัน ตนคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นหนทางในการรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และอยู่เหนือการเมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77054</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.ศึกษาแก้ รธน., ประชุมสภาผู้แทนราษฏร, ส.ส.ก้าวไกล, สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200910/image_big_5f59f571c1875.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75689</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2020 10:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2020 10:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พีระพันธุ์&#039; เผยรายงาน กมธ.ศึกษาแก้ รธน. เสร็จแล้ว รอตรวจสอบก่อนส่งประธานสภาฯ 31 ส.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ส.ค.63 - ที่รัฐสภา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาหลักเกณฑ์และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการประชุมว่า รายงานของคณะกรรมาธิการฯ เสร็จเรียบร้อยแล้ว วันนี้จะเป็นการประชุมเพื่อตรวจสอบรับรองรายงาน ก่อนนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร หากทุกอย่างเรียบร้อย คาดว่าวันที่ 31 ส.ค. จะยื่นรายงานต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า สำหรับเนื้อหารายงานไม่ได้เป็นลักษณะข้อสรุป เพราะคณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้เป็นคณะกรรมาธิการที่ทำการศึกษาพิจารณาทั้งข้อดีข้อเสียและแง่มุมต่างๆ ทั้งที่มีความเห็นตรงกันว่าให้แก้ไขและไม่ให้แก้ไข หรือแก้ไขในวิธีการที่ต่างกัน บางคนเห็นตรงกันในหลักการ แต่ละรายละเอียดต่างกัน ซึ่งจะนำเสนอความคิดเห็นแง่มุมต่างๆ ให้ครบถ้วนเพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อว่า รายงานของคณะกรรมาธิการฯ ไม่ได้มีแต่เรื่องการเมืองและการเลือกตั้ง แต่หัวใจรัฐธรรมนูญคือการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง แต่ที่ผ่านมามักเน้นไปด้านการเมือง จนทำให้ประชาชนขาดความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่คณะกรรมาธิการฯ ได้ศึกษา ศึกษาทุกด้านทุกหมวด โดยเฉพาะเรื่องหลักประกัน เช่น ที่ดินทำกิน หรือเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่ต้องมีหลักประกันมากขึ้น และเรื่องระบบกฎหมายที่มีลักษณะการผ่อนปรนกำกับดูแลมากกว่าควบคุม อะไรที่ไม่ได้เกี่ยวกับประโยชน์ส่วนรวม ความมั่นคง หรือสาธารณะประโยชน์ เช่น การขออนุญาตทำมาค้าขาย การประกอบธุรกิจ ก็สามารถดำเนินการไปได้ โดยให้หน่วยราชการไปตรวจสอบต่อไป ซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรีที่หลายพรรคเห็นตรงกันว่าควรยกเลิก นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ความเห็นด้านนี้ก็มีในรายงาน แต่ก็มีความเห็นด้านที่เห็นว่าแบบเดิมเหมาะสมแล้วก็มี ซึ่งจะมีการใส่หลักการและเหตุผลในรายงาน คนที่เอาไปศึกษาจะได้เห็นเหตุผลและพิจารณาอีกทีหนึ่ง ย้ำว่าในรายงานไม่ได้มีบอกว่าเห็นด้วยหรือไม่ได้เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ แต่ศึกษาว่าบทบัญญัติต่างๆ ของรัฐธรรมนูญเขียนไว้ถูกต้องเหมาะสมไว้หรือไม่ ใส่ความเห็นทั้งเสียงส่วนใหญ่และเสียงส่วนน้อย ซึ่งเป็นเอกสารทางวิชาการมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ตามระบบ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบแล้ว ก็จะส่งรายงานฉบับนี้ไปที่รัฐบาล โดยหลักการรัฐบาลก็ควรที่จะต้องเอารายงานนี้ไปศึกษาประกอบด้วย แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ ก็อยู่ที่ผู้ที่จะมาทำหน้าที่ต่อไป ว่าจะให้ความสำคัญกับรายงานของคณะกรรมาธิการฯ แค่ไหน ซึ่งก็ไม่ได้มีบทบังคับไว้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75689</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.ศึกษาแก้ รธน., การแก้ไขรัฐธรรมนูญ, พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200821/image_big_5f3fca34b8282.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59698</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> บุกสภาชงฟื้น‘รธน.’ปี40 ‘คารม’ย้ำไม่ร่วมก้าวไกล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ครช.-นศ.เดินเท้าบุกรัฐสภายื่น กมธ.ศึกษาแก้ รธน.เสนอนำฉบับปี 40 มาใช้ให้รัฐบาลใหม่จัดเลือกตั้ง ส.ส.ร.-ไม่รับรองอำนาจรัฐประหาร &amp;quot;พีระพันธุ์&amp;quot; พร้อมส่ง &amp;quot;วัฒนา&amp;quot; ไปรับฟังแฟลชม็อบทุกกลุ่ม ชี้ ปชต.ไม่ใช่อ้างสิทธิเสรีภาพ ต้องคำนึงสิทธิคนอื่นด้วย &amp;quot;หมอระวี&amp;quot; ผนึกพรรคเล็กเบรก &amp;quot;สุรทิน&amp;quot; วอนทุกฝ่ายร่วมมือฝ่าวิกฤติ &amp;quot;คารม&amp;quot; ย้ำไม่ไปต่อกับก้าวไกล &amp;quot;เต้น&amp;quot; เขย่าขวัญส้มหวาน เผลอๆ มีกิน 3 ต่อ &amp;quot;ทอน&amp;quot; โดนอาญา ก้าวไกลโดนยุบ &amp;nbsp;สมาชิกผึ้งแตกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อช่วงเช้าวันที่ 13 มีนาคม คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) และเครือข่าย People Go Network รวมตัวกันเดินเท้าตั้งแต่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินกำแพงเพชรไปถึงรัฐสภาย่านเกียกกาย โดยมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ออกมารับหนังสือข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากนายอนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมี กมธ.อื่นๆ ด้วย อาทิ นายวัฒนา เมืองสุข รองประธาน กมธ.และประธานคณะอนุ กมธ.ประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน, นายโภคิน พลกุล, นายอนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย, นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ, นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่, นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ, นายศุภชัย ใจสมุทร &amp;nbsp;ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 11.30 น. ตัวแทน ครช.ได้อ่านแถลงการณ์ว่า ครช.เสนอหลักเกณฑ์และแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนี้ 1.ให้ตรา พ.ร.บ.การรับฟังความเห็นของประชาชนว่าสมควรจะให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยขอให้ ส.ส.เสนอร่าง พ.ร.บ.นี้ทันทีที่มีการเปิดประชุมสภาสมัยหน้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จัดทำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มีสาระสำคัญดังนี้ 2.1 ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจากการเลือกตั้ง โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งและใช้จำนวนราษฎรเป็นเกณฑ์กำหนดจำนวน ส.ส.ร.ในแต่ละจังหวัด และให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยการรับฟังความเห็นตลอดกระบวนการ 2.2 ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เรื่องหลักเกณฑ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยเพียงเสียงเห็นชอบจากสมาชิกรัฐสภาจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง 2.3 ให้เขียนในบทเฉพาะกาลของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่าให้นำรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มาใช้ และจัดการเลือกตั้งและให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการเลือกตั้ง ส.ส.ร.เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญ และ 3.หลังจาก ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ให้มีการจัดทำประชามติ หากประชาชนเห็นชอบก็ให้ประกาศใช้ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวแทน ครช.กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของส.ส.ร. และ ครช.เห็นควรต้องให้ความสำคัญ ดังนี้ ประเด็นที่หนึ่ง สร้างสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้เข้มแข็ง ต้องให้สิทธิประชาชนเป็นใหญ่กว่ารัฐ ต้องเป็นรัฐสวัสดิการ สร้างหลักประกันรายได้ หลักประกันด้านสุขภาพ หลักประกันด้านการศึกษา พัฒนาประเด็นสิทธิในกระบวนการยุติธรรม คุ้มครองผู้ถูกจับกุมไม่ให้ถูกควบคุมตัวเกิน 48 ชั่วโมง ต้องได้สิทธิประกันตัว สิทธิเข้าถึงทนายความ หลักประกันความเป็นอิสระของศาล คุ้มครองสิทธิการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิชุมชนและการมีที่อยู่อาศัย สิทธิของประชาชนที่จะเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สิทธิสมัครรับเลือกตั้งโดยไม่จำกัดอายุ รวมทั้งการปฏิรูปกองทัพให้อยู่ใต้อำนาจพลเรือนด้วย
กมธ.พร้อมไปรับฟังแฟลชม็อบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นที่สอง สร้างกลไกเข้าสู่อำนาจที่ยึดโยงกับประชาชน ได้แก่ 1.นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. ต้องไม่มีช่องทางสำหรับนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง 2.ต้องไม่มีระบบวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งหรือการคัดเลือกโดยบุคคลบางกลุ่ม แต่ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 3.ต้องไม่มีกระบวนการวางแผนปฏิรูปประเทศหรือยุทธศาสตร์ของประเทศที่ทำขึ้นโดยคนกลุ่มเดียว 4. ต้องไม่มีผู้บริหารท้องถิ่นที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง สนับสนุนการกระจายอำนาจ โดยไม่ต้องรอความพร้อมของท้องถิ่น และ 5.ต้องไม่มีการนิรโทษกรรมให้คณะรัฐประหารและไม่รับรองอำนาจคณะรัฐประหารให้มีผลชอบด้วยกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น เวลา 13.30 น. กมธ.วิสามัญศึกษาแก้ไข รธน.จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นนักศึกษา 45 มหาวิทยาลัย โดยมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ประธาน กมธ. เป็นประธาน โดยนายพีระพันธุ์กล่าวเปิดเวทีว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่คำนึงถึงแต่ตัวเอง การที่คิดว่ามีสิทธิเสรีภาพจะทำอะไรก็ได้นั้น ถือว่าไม่ใช่ เพราะความจริงต้องคิดถึงคนอื่นด้วย เนื่องจากคนอื่นก็มีสิทธิเหมือนเรา ถ้าเราไม่คำนึงสังคมก็อยู่ไม่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ที่ชาวอเมริกันรักรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง ถือว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายของเขา ไม่ได้เป็นของนักการเมือง ดังนั้นหากเราทำให้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือคุ้มครองไม่ใช่เฉพาะการเมือง แต่คุ้มครองชีวิต จะทำให้ประชาชนรู้สึกหวงแหนและผูกพันกับรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐธรรมนูญมีสองส่วนที่เกี่ยวกับประชาชนคือ เรื่องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และเรื่องสิทธิในการบริหารประเทศ ดังนั้นทาง กมธ.จึงได้หารือว่าต้องทำรัฐธรรมนูญไม่ให้เป็นของฝ่ายการเมืองหรือคู่มือของฝ่ายการเมือง การที่เราจะทำแบบนี้ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม จึงได้ตั้งคณะอนุ กมธ.รับฟังขึ้นมา มอบหมายให้นายวัฒนา เมืองสุข ไปรับฟังทุกกลุ่มตามระยะเวลาที่ กมธ.มีอยู่ หนึ่งในกลุ่มที่สำคัญคือกลุ่มนักศึกษา&amp;quot; นายพีระพันธุ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นได้เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้แสดงความคิดเห็น โดยนายบุญเกื้อหนุน เป้าทอง ภาคีนักศึกษาศาลายา ม.มหิดล กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างโดยคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเราไม่ได้เลือกมา เราไม่มีปากเสียงอะไรเลย ต่อมาเมื่อมีการทำประชามติก็ไม่ให้เราออกมาส่งเสียงว่าทำไมจึงไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับนี้ อยากเรียกร้องให้ กมธ.เปิดพื้นที่ให้นิสิตนักศึกษาทุกมหาวิทยาลัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิริยะ ก้องศิริ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือ ใช้รูปแบบรัฐธรรมนูญปี 40 โดยการตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างฯ เพราะรัฐธรรมนูญที่ไม่ดีย่อมทำให้ได้รัฐบาลที่ไม่ดี การมีรัฐธรรมนูญที่ดีจะทำให้ได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพและสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพร้อมสิน บุญจันทร์ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ภาคีนักศึกษา ม.กรุงเทพ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเรามีการจัดแฟลชม็อบตามมหาวิทยาลัย เพื่อให้ กมธ.ได้ลงไปรับฟังความคิดเห็นตามที่นักศึกษาเสนอ จึงขอเชิญพวกท่านลงไปรับฟังความคิดเห็นที่มหาวิทยาลัย ไม่ต้องกลัวโควิด-19 พวกเราเตรียมการป้องกันไวรัสไว้แล้ว
7 พรรคเล็กเบรก&amp;quot;สุรทิน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักศึกษายังได้เรียกร้องให้ยกเลิกบทเฉพาะกาล มาตราสุดท้ายที่นิรโทษกรรมให้กับการรัฐประหารของคสช. เพราะเห็นว่าคนที่ทำการรัฐประหารควรได้รับการลงโทษ อีกทั้งยังเป็นการสิ้นเปลืองหน้ากระดาษในการเขียนรับรองเรื่องนี้ไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านั้น นางสาวธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะโฆษก กมธ.ศึกษาแก้ไข รธน. แถลงสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมี 4 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้พิการ ประชาสังคม สตรี และกลุ่มแรงงาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่กลุ่มเครือข่ายนิสิตนักศึกษาเดินขบวนไปที่รัฐสภาเพื่อขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้ทราบว่ามีการตั้ง กมธ.ขึ้นมาเพื่อศึกษาและพิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้ว ส่วนตัวมองว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำ เพราะสังคมมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดความสงบ หากจะแก้ไขก็ต้องแก้ไข แต่ขอให้เป็นหน้าที่ของ กมธ.ที่ตั้งขึ้นมาที่จะพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยจะต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายให้มากที่สุด รวมถึงกลุ่มนักนิสิตนักศึกษาที่กำลังเคลื่อนไหว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ เปิดเผยว่า ตนเป็นตัวแทนของพรรคเล็ก ประกอบด้วย &amp;nbsp;พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรคพลังชาติไทย, นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ หัวหน้าพรรคประชาภิวัฒน์, นายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล หัวหน้าพรรคพลังไทยรักไทย, นายปรีดา บุญเพลิง หัวหน้าพรรคครูไทยเพื่อประชาชน, พล.ต.อ.ยงยุทธ เทพจำนงค์ หัวหน้าพรรคประชานิยม และนายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ หัวหน้าพรรคพลเมืองไทย แถลงตอบโต้นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ กรณีไล่พรรคประชาธิปัตย์ออกจากการร่วมรัฐบาล จากนั้นได้ลามในการตอบคำถามว่าพร้อมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในช่วงปิดสมัยประชุมสภาถึงขั้นว่าเสนอให้มีการยุบสภาหากมีปัญหาไปจนถึงการเสนอให้ปฏิวัติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวีกล่าวว่า เป็นความเห็นของนายสุรทินเพียงพรรคเดียว พรรคอื่นในกลุ่ม 8 พรรคเล็กไม่เห็นด้วยในทิศทางนั้น เราเห็นว่าควรเป็นไปตามครรลองคลองธรรมที่ดี สำหรับจุดยืนของพวกเราในช่วงที่รัฐบาลนี้ประสบปัญหามาต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่สงครามการค้าระดับโลกระหว่างจีนกับอเมริกา วิกฤติภัยธรรมชาติ น้ำท่วมสลับกับภัยแล้ง ตามมาด้วยวิกฤติ พ.ร.บ.งบประมาณฯ ที่กว่าจะผ่านได้ มาจนถึงวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กลุ่มพรรคเล็กมองว่านี่คือสงครามชีวภาพ เป็นสงครามที่ไม่ได้ประกาศสงคราม ไม่มีเสียงปืน โรคโควิด-19 ในประเทศไทยอีกไม่นานจะก้าวเข้าสู่ระยะที่ 3 ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่พรรคการเมืองและนักการเมืองจากทุกพรรค ไม่ว่าจะฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่าย ต้องร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียวที่จะทำให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 ไปได้ ทุกคนต้องช่วยกันพายเรือประเทศไทยในครั้งนี้ ใครไม่พายก็ไม่ว่า แต่ไม่ควรเอาเท้าลงมาราน้ำ เมื่อผ่านพ้นวิกฤติของประเทศไปแล้ว ท่านจะมาขย่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ หรือขย่มรัฐบาลให้ต้องลาออกก็เป็นสิทธิของท่าน&amp;rdquo; นพ.ระวีกล่าว
&amp;quot;เต้น&amp;quot;เขย่าขวัญส้มหวาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ส่วนหนึ่งกดดันให้พรรคถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล โดยอ้างว่าเพราะมีการทุจริตของรัฐมนตรีบางคน และไม่อยากพายเรือให้โจรนั่งว่า เป็นเพียงการเล่นละครเพื่อต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคใช่หรือไม่ เชื่อว่าสุดท้ายพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ยอมออกจากการร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอน หากหลุดจากการร่วมรัฐบาลไปแล้ว คงยากที่พรรคจะได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลอีก การออกมาแสดงเช่นนี้ก็เพียงต้องการเล่นบทพระเอกเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ เปิดเผยว่า ในวันที่ 14 มี.ค. จะยังไม่เข้าไปสมัครสมาชิกพรรคก้าวไกล เพราะยอมรับว่าไม่พอใจกับคำพูดของนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. และนายอภิชาติ ศิริสุนทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ที่ออกมาโจมตีตนเองในทำนองว่าที่ได้เป็น ส.ส.เพราะพรรคอนาคตใหม่ เวลานี้ยังไม่ได้ตัดสินใจไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไหนทั้งสิ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมยอมรับว่าผมได้เป็น ส.ส.เพราะพรรคอนาคตใหม่ แต่ผมก็ช่วยพรรคอนาคตใหม่เต็มที่ ในร้อยเอ็ดผมก็ทำทุกอย่าง จนได้คะแนนมาจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เขตของนักศึกษา ผมก็รู้สึกไม่ดีเลย ผมก็ดูเหมือนกันว่าถ้าก้าวล่วงผมแบบนี้ ผมก็เป็นทนายความนะ ก็ดูอยู่เหมือนกัน เป็นคำพูดที่แย่มากและเสียความรู้สึก ผมกำลังตรวจสอบทุกอย่างเพื่อจะได้รู้ว่าวางตัวอย่างไรดี&amp;quot; นายคารม กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า คดีอาญากำลังติดตามนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และคณะอย่างกระชั้นชิด ต้องประเมินกันดีๆ จัดระยะห่างระหว่างคณะอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลให้รอบคอบรัดกุม งานนี้เผลอๆ มีกิน 3 ต่อ กินธนาธร ด้วยคดีอาญา กินพรรคก้าวไกลด้วยคดียุบพรรคข้อหาครอบงำและกินสมาชิกที่เหลือในสภาพผึ้งแตกรัง &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับพลังนิสิตนักศึกษาที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะค่อยๆ มอดลง ตนไม่เห็นอย่างนั้น พลังนี้เกิดแล้วและยังอยู่ จะมีพัฒนาการต่อไปข้างหน้าแน่ๆ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59698</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.ศึกษาแก้ รธน., กมธ.ศึกษาแก้รธน., ฉบับปี 40, บุกรัฐสภา, รัฐสภา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แฟลชม็อบ, ไม่รับรองอำนาจรัฐประหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200313/image_big_5e6b957631cc0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54843</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ใช้3ช่องฟังเสียงรื้อรธน. ตั้ง‘วัฒนา’คุมงานพีอาร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กมธ.ศึกษาแก้ รธน.เคาะ 3 ช่องทางฟังความเห็นประชาชน เริ่มปลาย ม.ค.-กลาง เม.ย. &amp;nbsp;พร้อมตั้งอนุ 2 ชุด &amp;quot;วัฒนา&amp;quot; คุมพีอาร์ &amp;quot;ไพบูลย์&amp;quot; ปธ.วิเคราะห์กฎหมาย &amp;quot;สมชัย&amp;quot; ห่วงไลฟ์สดสร้างเฮตสปีชทำสังคมขัดแย้ง ขณะที่ &amp;quot;ปิยบุตร&amp;quot; สวนซุกปัญหาใต้พรมวันหนึ่งก็ระเบิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 17 มกราคม มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาหลักเกณฑ์และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560&amp;nbsp;สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นประธานการประชุม โดยพิจารณาเกี่ยวกับแนวทางการรับฟังความคิดเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ซึ่งทีมโฆษก กมธ.ได้เสนอเอกสารกรอบแนวทางการประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยสรุปว่าแผนการประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็น มีวัตถุประสงค์&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ประการ&amp;nbsp;คือ 1.เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอของประชาชนและทุกภาคส่วนของสังคมเกี่ยวกับปัญหา หลักเกณฑ์และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;2.เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และ&amp;nbsp;3.เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์การดำเนินการ รวมทั้งผลการดำเนินการของคณะกรรมาธิการให้ประชาชนรับทราบเป็นระยะๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ได้กำหนดช่องทางการเผยแพร่และรับฟังความคิดเห็นผ่าน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;รูปแบบ ประกอบด้วย 1.รูปแบบออนไลน์&amp;nbsp;ผ่านเฟซบุ๊ก แอปพลิเคชันไลน์ ติดแฮชแท็ก เช่น การไลฟ์สดการประชุมคณะกรรมาธิการ โดยขอมติที่ประชุมในการเผยแพร่เป็นรายครั้ง ประสานงานไปยังสำนักงานสารสนเทศ หรือโทรทัศน์รัฐสภา 2.รูปแบบออนกราวด์ เช่น การจัดเวทีเสวนาโดยคณะกรรมาธิการ และ 3.รูปแบบออนแอร์ เช่น การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านทางรายการโทรทัศน์ ประสานไปยังโทรทัศน์รัฐสภา &amp;nbsp;รายการโทรทัศน์ที่เป็นที่นิยมเพื่อดำเนินการ&amp;nbsp;เบื้องต้นอาจเริ่มรับฟังความเห็นประชาชนตั้งแต่ปลายเดือน ม.ค.นี้ถึงกลางเดือน เม.ย. และจะเริ่มจัดเวทีเสวนาในเดือน ก.พ. และอาจถ่ายทอดสดผ่านทางเฟซบุ๊กในการประชุมนัดสำคัญๆ ของกรรมาธิการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชัย ศรีสุทธิยากร รองประธานกรรมาธิการ กล่าวว่า การรับฟังและการไลฟ์สดการประชุมผ่านรูปแบบออนไลน์อาจมีข้อความสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) จึงต้องระมัดระวัง เช่นเดียวกับ นายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะกรรมาธิการ เห็นว่าก่อนจะรับฟังความเห็น ควรให้ความรู้แก่ประชาชนให้เข้าใจก่อน และการทำหน้าที่ของกรรมาธิการควรหาแนวทางแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เพิ่มความขัดแย้งหรือใช้เวทีกรรมาธิการสร้างขั้วการเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะกรรมาธิการ กล่าวว่า ต้องเร่งประชาสัมพันธ์ว่าเราทำอะไรบ้างและมีประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างไร เพราะต้องยอมรับว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยสงสัยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่สมควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะกรรมาธิการ กล่าวว่า หากจะนำเสนอถึงเรื่องปัญหาของรัฐธรรมนูญควรจะให้ข้อมูลรอบด้าน เช่น อยู่ที่ตัวผู้ใช้รัฐธรรมนูญหรือเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ โดยไม่ควรให้ข้อมูลเพียงด้านเดียวและไม่ให้เกิดการชี้นำประชาชนมากเกินไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะกรรมาธิการ กล่าวว่า ภารกิจสำคัญของคณะกรรมาธิการชุดนี้คือ ทำอย่างไรให้สนองตอบความต้องการของประชาชน แต่ก่อนอื่นต้องยอมรับว่ามีคนอยากแก้จริงๆ กับคนที่ไม่อยากแก้จริงๆ ซึ่งเรื่องความเห็นต่างระหว่างฝ่ายเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญกับฝ่ายให้ใช้ต่อมีมาตั้งแต่ครั้งเริ่มใช้ฉบับปี 2550 แล้ว จึงอยากให้มองเป็นปกติ เพราะเบื้องหลังคนอยากแก้กับคนไม่อยากแก้ก็สัมพันธ์กับการรัฐประหาร คนได้ประโยชน์ก็อยากให้ใช้ คนที่ถูกฝ่ายรัฐประหารคุกคามก็ไม่อยากให้ใช้ จึงไม่อยากให้กังวลว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดความขัดแย้ง ถ้าไม่เกิดการขับเคลื่อนอะไรเลยต่างหากจะยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องความขัดแย้งต้องนำมาพูดกันอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งสุดท้ายให้ประชาชนได้ตัดสินใจ ไม่มีใครอยากให้บ้านเมืองกลับไปเป็นแบบเดิม แต่การไม่พูดกันเพราะกลัวว่าจะเกิดความขัดแย้ง นั่นหมายความว่าเราได้เอาความขัดแย้งไปซุกใต้พรม และวันหนึ่งจะระเบิดออกมา ความขัดแย้งจะเกิดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้ครองอำนาจ ว่าพร้อมจะให้พูดอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่&amp;quot; นายปิยบุตรระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างไร ต้องเกี่ยวข้องกับเนื้อหา เราต้องตั้งว่าอยากแก้ไขเรื่องอะไร ประเด็นไหนเป็นปัญหาต้องลงรายละเอียด เนื้อหาที่เป็นปัญหาคืออะไร ซึ่งหากคณะกรรมาธิการจะตั้งอนุกรรมาธิการไปดำเนินการแล้ว จะกังวลว่าเนื้อหาที่เสนอไปรับฟังจะทำให้เกิดความขัดแย้ง คณะกรรมาธิการชุดนี้จะไม่ได้ทำอะไรเลย ขณะที่นักวิชาการ ภาคประชาชนต่างๆ ทำกันเองแล้ว และถ้าเราในฐานะกรรมาธิการยิ่งล่าช้าอาจจะทำให้เขาเคลื่อนแรงขึ้นด้วย หากผ่านไป 1-2 เดือน สื่อมวลชนจับตา สังคมจับตา หากยังไม่มีอะไรออกมา คนที่ขับเคลื่อนข้างนอกจะยิ่งเคลื่อนหนักอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายพีระพันธุ์พยายามเสนอให้ที่ประชุมเข้าใจตรงกันต่อกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ว่าต้องระวังไม่ให้เป็นชนวนสร้างความขัดแย้งเสียเอง จะต้องเป็นกลางเสมอและห้ามไปชี้นำว่าควรไปด้านซ้ายหรือด้านขวา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพีระพันธุ์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญแบ่งออกเป็น&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ส่วน&amp;nbsp;&amp;nbsp;คือส่วนที่เกี่ยวกับประชาชนแท้ๆ และรูปแบบการบริหารปกครอง ซึ่งที่ผ่านมาประชาชนจะได้ยินเฉพาะในส่วนรูปแบบการบริหารปกครอง หากเราใช้โอกาสนี้ไม่มองแต่มุมการเมือง แต่กลับมามองในมุมของประชาชนในเรื่องหลักประกันสิทธิเสรีภาพ ก็น่าจะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นถ้าเรามีโอกาสได้นำเสนอด้านอื่นๆ บ้าง ประชาชนจะได้เห็นความแตกต่างและให้ความสนใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการจำนวน 2 คณะ ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมาธิการวิเคราะห์ศึกษาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น โดยมีนายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน โดยจะประชุมครั้งแรกวันที่ 21 ม.ค. เวลา 09.30 น. และ 2.คณะอนุกรรมาธิการประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยมีนายวัฒนา เมืองสุข เป็นประธาน &amp;nbsp;นัดประชุมครั้งแรกวันที่ 23 ม.ค. เวลา 15.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) มีการจัดงานเสวนาเปิดตัวหนังสือ &amp;quot;ราษฎรกำแหง&amp;quot; คดีความและการต่อสู้ของประชาชน ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยมีนายประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายนพพล อาชามาส &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน หนึ่งในผู้เขียนหนังสือ &amp;quot;ราษฎรกำแหง&amp;quot; นายยุกติ &amp;nbsp;มุกดาวิจิตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมเสวนา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประจักษ์กล่าวว่า สิทธิในการต่อต้านรัฐประหารโดยสันติวิธีควรถูกนำกลับมาหากมีการแก้รัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งหลักการนี้เคยดำรงอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2550 สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ การระบุบุคคลเป้าหมายที่ถูกมองว่าเป็นศัตรูของรัฐภายใต้ระบอบรัฐประหาร ซึ่งสิ่งที่เราพบคือรัฐใช้เลนส์ความมั่นคงมองทุกอย่าง ปัญหาทุกอย่างกลายเป็นภัยคุกคามของรัฐ การที่รัฐมองประชาชนบางกลุ่มเป็นศัตรูและต้องติดตามควบคุมยังคงมีอยู่ อย่างล่าสุดมีคนที่ไปร่วมกิจกรรมวิ่งไล่ลุงทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเริ่มโดนคุกคาม เป็นการสะท้อนว่าระบอบรัฐประหารยังไม่ได้หมดไปพร้อม คสช. และการเลือกตั้งซึ่งกลไกและองคาพยพในการใช้อำนาจแบบเดิมยังคงอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายยุกติกล่าวว่า จาก 9 คดีที่ปรากฏในหนังสือ ตั้งแต่การต่อต้านรัฐประหารช่วงต้น คสช. ถึงกลุ่มคดีของคนอยากเลือกตั้ง สิ่งที่เราเห็นคือพัฒนาการของการกำแหงของราษฎรที่ค่อยๆ ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งละเมิดประชาชนมากเท่าไร ยิ่งเป็นการเชิญชวนให้คนออกมาต่อต้านรัฐมากขึ้นเท่านั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54843</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.ศึกษาแก้ รธน., กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ, พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้ รธน., แก้ไขรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200117/image_big_5e21b3ee12d91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
