<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>83265</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/11/2020 12:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/11/2020 12:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.แจงกมธ.สิทธิมนุษยชนวุฒิสภา สลายม็อบ16ตุลาตามกม.-หลักสากล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 พ.ย. 63 - ที่รัฐสภา นายสมชาย แสวงการ ประธานกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมทางการเมือง ประเด็นกระบวนการและขั้นตอนการควบคุมฝูงชน การออกหมายเรียกและหมายจับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม โดยมีตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจนครบาล เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.ต.อนันต์ จันทร์ศรี สารวัตรฝ่ายอำนวยการ 3 กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงมาตรการดูแลผู้ชุมนุม ว่า ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มติคณะรัฐมนตรี แผนรักษาความสงบชุมนุมสาธารณะของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2563 และกฎหมายจราจรที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพล.ต.ต.สหรัฐ ศักดิ์ศิลปชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ชี้แจงว่า ส่วนการดำเนินการออกหมายเรียกและหมายจับแกนนำผู้ชุมนุมนั้น เมื่อมีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายสืบเนื่องจากการชุมนุม กองบัญชาการตำรวจนครบาลจะแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนขึ้น เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานที่จะแสวงหาได้ ทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว คำปราศรัยของแกนนำ จากนั้นจะร่วมกันพิจารณาหากเข้าหลักเกณฑ์ความผิด จะยื่นคำร้องต่อศาลขอออกหมายจับ โดยให้ศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานดังกล่าวว่าเพียงพอ จะออกหมายจับ หรือให้ตำรวจออกหมายเรียกก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ พ.ต.ท.ชวลิต หรุ่นศิริ รองผู้กำกับการ กองกำกับการควบคุมฝูงชน 2 กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน ยอมรับว่าในการใช้น้ำสลายการชุมนุมบริเวณแยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา ตำรวจฉีดน้ำแรงดันสูงที่มีส่วนผสมของสารเคมี 2 ชนิด คือ สารเคมีสีฟ้า หรือสารเมทิลไวโอเลตทูบี ชนิดเดียวกับยาม่วงป้ายปาก โดยมีเอกสารยืนยันความปลอดภัยของสารดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีการใช้อัตราส่วนผสม น้ำ 97% สาร 3%&amp;nbsp; ส่วนสารชนิดที่ 2 คือ แก๊สน้ำตา ใช้เพียงครั้งเดียวเพื่อยุติการชุมนุม โดยไม่เป็นอันตรายต่อผู้ชุมนุม เนื่องจากเป็นการผสมสารอย่างเจือจาง ส่วนสาเหตุที่ใช้น้ำ เนื่องจากผู้ชุมนุมเข้าใกล้สถานที่สำคัญ ระยะ 150 เมตร โดยการฉีดน้ำแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ฉีดน้ำเปล่าไปด้านบนและกดต่ำลงพื้นถนน ก่อนประกาศว่าจะใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง เมื่อผู้ชุมนุมยังฝ่าฝืน เริ่มก่อความรุนแรง ในช่วงที่ 2 จึงใช้น้ำสีฟ้า เพื่อระบุตัวบุคคลผู้กระทำผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และสุดท้ายเมื่อสถานการณ์ไม่ยุติ จึงใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม โดยยืนยันว่าดำเนินการโดยใช้หลักสากล ตามกฎหมาย เป็นไปตามสถานการณ์.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83265</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.สิทธิมนุษยชน, ตร., นครบาล, วุฒิสภา, สมชาย แสวงการ, สลายม็อบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201109/image_big_5fa8d474166ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73291</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 15:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2020 15:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอพรทิพย์&#039; ข้องใจตร.ด่วนสรุปสาเหตุการตาย &#039;พยาน&#039; คดีบอส ย้ำต้องชันสูตรศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ส.ค.63 - ที่รัฐสภา แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ กรรมาธิการ (กมธ.) สิทธิมนุษยชน เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เปิดเผยว่า ตนตั้งข้อสังเกตการสรุปคดีการเสียชีวิตของนายจารุชาติ มาดทอง หนึ่งในพยานของคดีขับรถชนผู้อื่นเสียชีวิตของนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ว่าเป็นการด่วนสรุป โดยใช้หลักฐานเพียงกล้องวงจรปิด ซึ่งขอย้ำว่าต้องมีการชันสูตรศพเพื่อให้เกิดความชัดเจนถึงเหตุของการเสียชีวิต โดยมั่นใจว่าการที่ทีมคณะแพทย์ของเชียงใหม่ ท้วงติงกระบวนการเก็บพยานหลักฐาน เพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดซึ่งได้มีการใช้ดุลยพินิจแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 148 กำหนดว่า การระบุเรื่องการตายผิดธรรมชาติต้องชันสูตรพลิกศพ แต่ไม่ได้บอกวิธีว่าต้องทำอย่างไร ซึ่งในกรณีของนายจารุชาติ ไม่แน่ใจว่ามีการผ่าศพหรือไม่ ขณะเดียวกัน มาตรา 150 มีการกำหนดว่า ทุกครั้งที่มีการตายให้ตามแพทย์นิติเวชมาตรวจสอบ ซึ่งส่วนตัวได้ประมวลติดตามคดีดังกล่าวมาถึงตอนนี้ ยอมรับว่า การตรวจของหมอนิติเวชเป็นไปได้ยาก เนื่องจากศพเริ่มเน่าเปื่อย และเห็นว่าในคดีนี้ต้องทำให้ครบทุกขั้นตอน เพื่อตอบโจทย์ข้อสงสัยทุกอย่างของสังคม&amp;nbsp;ซึ่งส่วนตัวเชื่อมั่นในการชันสูตรของคณะแพทย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกัน หากมองภาพใหญ่คดีบอส อยู่วิทยา ขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิต สะท้อนถึงภาพรวมกระบวนการยุติธรรมในภาพใหญ่ทั้งหมด ทั้งเรื่องของกระบวนการสืบสวนสอบสวน รวมถึงการตรวจสถานที่เกิดเหตุ และการชันสูตรศพ ซึ่งตามกฎหมายเดิมกำหนดให้ใช้ดุลยพินิจของตำรวจในการเก็บพยานหลักฐาน และการดำเนินการ โดยเห็นว่าเป็นความไม่สมบูรณ์ในการที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมตั้งแต่แรกเริ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งตามปกติต้องมี แต่ในอดีตที่ผ่านมากมธ.หลายคนผลักดันว่าไม่ควรมีการตรวจสอบซ้ำ แต่ครั้งนี้หลายคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะมีการตรวจสอบซ้ำ โดยเป็นหน้าที่ของตำรวจซึ่งเห็นว่ากรณีนี้เป็นเรื่องผิดปกติ ขณะที่ ประชาชนยังไม่มีความรู้ของสิทธิประชาชน และสิทธิของเหยื่อ โดยเฉพาะเหยื่อไม่รู้ว่านำหลักฐานใดใส่ไปในสำนวนคดีบ้าง ทำให้สุดท้ายอาจตายฟรี ซึ่งมักอ้างว่าเป็นความลับในคดี แต่ตามหลักสากล เป็นสิทธิของเหยื่อที่จะเข้าถึงข้อมูลทั้งหมด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73291</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.สิทธิมนุษยชน, จารุชาติ มาดทอง, บอส อยู่วิทยา, พรทิพย์ โรจนสุนันท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200220/image_big_5e4e9378e4992.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
