<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>53204</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุยสางปม‘สร้างรัฐสภา’ ‘แจ็ค’เปิด4ชื่อเอี่ยวทำอืด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;วัชระ&amp;rdquo; เปิด 4 รายชื่อเอี่ยวก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ล่าช้า แต่กลับได้นั่ง กมธ.เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้องใจสอดไส้คนกันเอง ชี้ขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผู้สอบกับผู้ถูกสอบเป็นคนคนเดียวกัน จะไม่ได้ความจริงแน่นอน องค์กรต้านโกงหนุนรณรงค์ ไม่ให้ ไม่รับ ของขวัญเทศกาลปีใหม่ โปร่งใส ไม่ต้องเอาใจนาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ &amp;nbsp;พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) 12 คนที่เสนอมานั้น เป็นที่น่าสงสัยมาก เพราะตั้งผู้ที่จะถูกสอบสวนหรือลูกน้องผู้ถูกสอบสวนมานั่งเป็นกรรมาธิการด้วย ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของสภาไทย อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 วรรคสอง กำหนดให้คณะกรรมาธิการมีหน้าที่ในการกระทำกิจการ สอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดๆ ตามหน้าที่และอำนาจ แล้วรายงานให้สภาทราบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ซึ่งตามหลักของการสอบหาข้อเท็จจริง ระหว่างผู้สอบข้อเท็จจริงกับผู้ถูกสอบข้อเท็จจริงต้องไม่มีความเกี่ยวข้องกัน หรือในภาษากฎหมายเรียกว่าการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และที่ร้ายแรงที่สุดที่ไม่ควรเกิดขึ้นคือ ผู้สอบข้อเท็จจริงกับผู้ถูกสอบข้อเท็จจริงเป็นคนคนเดียวกัน เพราะจะทำให้ผลการสอบข้อเท็จจริงไม่เกิดความชอบธรรมหรือความจริงแน่นอน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัชระกล่าวอีกว่า สำหรับผู้ที่ควรจะถูกสอบข้อเท็จจริงในการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ แต่กลับได้เป็นกรรมาธิการ ประกอบด้วย 1.นายสุชาติ โรจน์ทองคำ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และในอีกฐานะหนึ่งคือประธานคณะกรรมการตรวจการจ้าง (ตรวจรับ) งานก่อสร้างอาคารรัฐสภาฯ ซึ่งมีหน้าที่โดยตรง ในการพิจารณาตรวจรับงานการก่อสร้าง และให้ความเห็นชอบในการขยายระยะเวลาการก่อสร้างฯ และงาน ICT งานสาธารณูปโภคฯ ตลอดจนงานอื่นๆ ของการก่อสร้างอาคารรัฐสภาฯ และเป็นกรรมการเร่งรัดการก่อสร้างอาคารรัฐสภาฯ และเป็นกรรมการบริหารการก่อสร้างอาคารรัฐสภาฯ ซึ่งมีหน้าที่ในการอำนวยการก่อสร้างในภาครวม และต้องรับผิดชอบโดยตรง หากปรากฏว่าการขยายเวลาก่อสร้างเป็นไปโดยมิชอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.นายพินิจ พูลเกิด ที่ปรึกษาบริหารโครงการก่อสร้างฯ CAMA เป็นผู้ที่ได้รับค่าตอบแทนจากสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ในการให้คำปรึกษา ประสานงาน รวมทั้งให้ความเห็นในการพิจารณาการขยายระยะเวลาการก่อสร้างฯ รวมถึงงาน ICT งานสาธารณูปโภค และงานอื่นๆ ของการก่อสร้างอาคารรัฐสภาฯ &amp;nbsp;และเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงหากปรากฏว่าการขยายระยะเวลาการก่อสร้างเป็นไปโดยมิชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.นายพงศ์กิตต์ อรุณภักดีสกุล และนางปัณณิตา สะท้านไตรภพ ข้าราชการระดับสูงของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งเป็นผู้แทนของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา โดยมีนายนัฑ ผาสุข เลขาธิการวุฒิสภา เป็นผู้บังคับบัญชาของนายพงศ์กิตต์และนางปัณณิตา ซึ่งสามารถให้คุณให้โทษแก่บุคคลทั้งสองได้โดยตรง ทั้งนี้ สถานะของนายนัฑย่อมส่งผลโดยตรงกับความเห็นของบุคคลทั้งสองอย่างชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; และ 4.นายนัฑเป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการเร่งรัดการก่อสร้างฯ และเป็นกรรมการบริหารการก่อสร้างฯ ซึ่งได้รับทราบและไม่คัดค้านผลของการขยายระยะเวลาการก่อสร้าง และเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าการขยายระยะเวลาการก่อสร้างเป็นไปโดยมิชอบ ดังนั้น ความเห็นของบุคคลทั้งสองในฐานะกรรมาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริงย่อมไม่เกิดความเป็นธรรมอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัชระกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีกรณีที่นายพินิจ พูลเกิด เพิ่งชี้แจงเห็นด้วยกับการขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาครั้งที่ 4 จำนวน 382 วันคู่กับนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาฯ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมาแล้ว ครม.กลับมาเสนอชื่อให้เป็นคณะกรรมาธิการได้อย่างไร และยังน่าสงสัยด้วยว่านายสรศักดิ์เซ็นอนุมัติการขยายเวลาย้อนหลังว่าขยายเวลาวันที่ 4 ธันวาคมตอนค่ำๆ แต่นายสรศักดิ์มาแถลงกับสื่อมวลชนในวันที่ 10 ธันวาคม ขนาดนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ยังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในวันที่ 9 ธันวาคมว่ายังไม่ได้รับรายงานเรื่องการขยายสัญญาครั้งที่ 4&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากนายสรศักดิ์เซ็นขยายสัญญาครั้งที่ 4 ในวันที่ 4 ธันวาคมตอนค่ำจริง เหตุใดจึงไม่รีบรายงานให้ประธานสภาฯ ทราบ และทำไมไม่เปิดเผยต่อสื่อมวลชนในวันนั้น กลับมาแถลงย้อนหลังในวันที่ 10 ธันวาคม หลังจากที่มีการคัดค้านการขยายเวลาก่อสร้างจากนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตประธาน ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างยิ่ง และรีบอนุมัติขยายสัญญาก่อนหมดอายุในวันที่ 15 ธันวาคมถึง 11 วันโดยสำนักกฎหมาย เลขาธิการสภาฯ ไม่ได้ให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอของฝ่ายพัสดุ สำนักการคลังแต่ประการใด ช่างแปลกประหลาดจริงๆ&amp;quot; นายวัชระ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) &amp;nbsp;ได้โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;โปร่งใส ไม่ต้องเอาใจนาย : No Gift Policy&amp;rdquo; ว่า ปีนี้ก้าวหน้าและคึกคักมากกับการรณรงค์ &amp;lsquo;ไม่ให้ ไม่รับ&amp;rsquo; ของขวัญในเทศกาลปีใหม่ เพราะรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนทั้งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทที่เป็นสมาชิก CAC บริษัทขนาดใหญ่ทั่วไป ต่างพร้อมใจกันร่วมรณรงค์ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ หน่วยราชการ เพราะเท่าที่รวบรวมได้ มีเพียงกระทรวงสาธารณสุข (ท่านอนุทิน ชาญวีรกุล), กระทรวงการคลัง (ท่านอุตตม สาวนายน), กระทรวงดิจิทัลฯ (ท่านพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์), กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ท่านวราวุธ ศิลปอาชา), กระทรวงวัฒนธรรม (ท่านอิทธิพล คุณปลื้ม), &amp;nbsp;กระทรวงการทรวงการเที่ยวและกีฬา (ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ), กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ (ท่านจุติ ไกรฤกษ์), &amp;nbsp;สำนักงานปลัดสำนักนายกฯ (นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ์ ปลัดฯ สปน.) เท่านั้น ที่ประกาศนโยบายนี้ออกมา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เท่ากับว่ามีเพียง 8 กระทรวง จากทั้งหมด 20 กระทรวงเท่านั้นที่แสดงวิสัยทัศน์และเจตจำนงชัดเจนในเรื่องนี้ ลดลงจากปีที่แล้วที่มีมากถึง 12 กระทรวง ซึ่งไม่ทราบว่าเพราะเจ้ากระทรวงไม่เห็นความสำคัญหรือเพราะเหตุใด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.มานะระบุต่อว่า ในประกาศของกระทรวงสาธารณสุขกล่าวให้เหตุผลไว้น่าชื่นชมมากว่า เพื่อสร้างค่านิยมในการประหยัดและสร้างทัศนคติที่ถูกต้อง และผู้บังคับบัญชาต้องดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดี และในการแสดงความปรารถนาดีต่อกันในโอกาสต่างๆ โดยใช้บัตรอวยพร การอวยพรผ่านสื่อออนไลน์ การทำจิตอาสาแทนการมอบของขวัญ ฯลฯ ก็เพียงพอ ขณะที่สำนักปลัดสำนักนายกฯ ก็ประกาศชัดเจนว่า สปน. มุ่งสร้างสำนึก ค่านิยม วัฒนธรรม ตามหลักธรรมาภิบาล คุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตระหนักและต่อต้านการทุจริตประพฤติมิชอบ รู้จักแยกแยะประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม รวมทั้งป้องกันการเรียกสินบนหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด หรือใช้อำนาจหรือหน้าที่ในการเอื้อประโยชน์หรือแสวงหาประโยชน์ในทางมิชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;องค์กรและสถาบันหลักของรัฐที่ประกาศนโยบายสำคัญนี้ไว้เป็นแบบอย่างที่ดีให้คนไทยชื่นชม เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย, ก.ล.ต., ตลาดหลักทรัพย์, ป.ป.ช., ป.ป.ท., สคร. เป็นต้น ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และเจตนารมณ์ชัดเจนที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน แม้บางคนจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่คนส่วนใหญ่และคนทั่วโลกรู้ดีว่านี่เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นมากถ้าจะเอาชนะคอร์รัปชัน&amp;quot; ดร.มานะระบุ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53204</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง, การก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่, ก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ล่าช้า, วัชระ เพชรทอง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191224/image_big_5e021cdb7bbe2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
