<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107223</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 15:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 14:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กยท. MOU กอ.หนุนพัฒนาสื่องานทันตสาธารณสุขด้วยวัสดุยางในประเทศ  ผลิตโมเดลสุขภาพช่องปากกลุ่มปากแหว่งเพดานโหว่ กลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ ( 22 มิ.ย.64) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมกับ กรมอนามัย (กอ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้เพื่อสุขภาพและสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่และกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษ นำองค์ความรู้ทันตกรรม-แปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตสื่อโมเดลและตุ๊กตา เพื่อพัฒนาสื่อใช้ในงานทันตสาธารณสุขด้วยวัสดุยางในประเทศ ส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพของบุคลากรสาธารณสุขและผู้ปกครอง ณ ห้องประชุมกำธร สุวรรณกิจ อาคาร 1 ชั้น 1 กรมอนามัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. เป็นองค์กรกลางที่รับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบครบวงจร โดยมีนโยบายมุ่งเน้นสนับสนุนงานด้านวิจัยและพัฒนา ทั้งที่ดำเนินการโดยนักวิจัยของ กยท. และดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสร้างนวัตกรรม เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์จากยางพารา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำยางพารามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งนอกจากนำยางพารามาใช้ประโยชน์ด้านนวัตกรรมแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนอาชีพการทำสวนยางพาราให้มีความยั่งยืน ซึ่ง กยท. และกรมอนามัย เห็นพ้องร่วมกันว่า จากความร่วมมือดังกล่าว เมื่อผ่านการทดสอบใช้งานและพัฒนารูปแบบได้เหมาะสม และทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันแล้ว จะนำผลิตภัณฑ์ยางพารา ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความปลอดภัยในการใช้งานภายในช่องปาก(Food Grade) สำหรับงานส่งเสริมสุขภาพทางช่องปากเพื่อขยายผลและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สถาบันเกษตรกรในอนาคต เพื่อให้สามารถผลิตและสร้างเป็นรายได้อย่างยั่งยืนให้กับเกษตรกรต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากข้อมูลของสำนักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พบว่า ในปี 2561 พบเด็กแรกเกิดปากแหว่งเพดานโหวในระบบบัตรทอง จำนวน 1,092 คนจากเด็กแรกเกิดทั้งหมด 516,326 คน คิดเป็นอุบัติการณ์ 2.11 คนต่อทารกมีชีพ 1,000 คน ซึ่งการลงนามบันทึกความร่วมมือการพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้เพื่อสุขภาพและสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ และกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดการพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้ด้วยยางพารา สำหรับบุคลากรสาธารณสุขและผู้ปกครอง เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ และกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทั้งนี้ การสนับสนุนความร่วมมือพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้ กรมอนามัยได้เตรียมข้อมูลเนื้อหาทางสุขภาพ และสุขภาพช่องปาก ออกแบบสื่อ เช่น โมเดลภาวะปากแหว่งเพดานโหว่สำหรับบุคลากรสาธารณสุข และตุ๊กตาเด็กปากแหว่งเพดานโหว่สำหรับการฝึกทักษะผู้ปกครอง พัฒนารูปแบบและให้ข้อมูลกับการยางแห่งประเทศไทยผลิตสื่อต้นแบบจากยางพารา ให้บุคลากรสาธารณสุขในเครือข่ายปฐมภูมิได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสื่อส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สื่อที่ผลิตจากยางพาราไปใช้ในพื้นที่กับกลุ่มเป้าหมาย และร่วมประเมินผล เพื่อจะได้นำข้อเสนอแนะไปพัฒนาสื่อจากยางพาราให้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งมีประสิทธิภาพในการเพิ่มความรอบรู้ให้แก่ผู้ดูแล ช่วยให้ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ และกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษมีสุขภาพที่ดี ตลอดจนพัฒนาสื่อความรอบรู้จากยางพาราในกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษอื่น ๆ เช่น กลุ่มที่มีความพิการทางสายตา ต่อไปในอนาคต&amp;quot; อธิบดีกรมอนามัย กล่าว&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107223</URL_LINK>
                <HASHTAG>MOU, กยท., กรมอนามัย, กลุ่มปากแหว่งเพดานโหว่, กอ., การพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้เพื่อสุขภาพและสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่, การยางแห่งประเทศไทย, นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท, นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย, ผลิตภัณฑ์จากยางพารา, ผลิตภัณฑ์ยาง, ผลิตสื่อโมเดลและตุ๊กตา, ผลิตโมเดลสุขภาพช่องปาก, ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย, ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ, สปสช., สำนักประกันสุขภาพแห่งชาติ, ส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพของบุคลากรสาธารณสุขและผู้ปกครอง, อธิบดีกรมอนามัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d198fd37fce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104503</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2021 17:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2021 17:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ว่าฯ กยท. แจงขั้นตอน หลังออกประกาศใหม่ขออนุญาตโค่นต้นยางพารา ย้ำง่าย เพียงยื่นเอกสารฯ ก่อนโค่น ตรวจสอบเข้าเกณฑ์อนุมัติ รับ16,000 บาทเช่นเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่า&amp;nbsp;กยท. แจงขั้นตอนหลังออกประกาศการอนุญาตให้เจ้าของสวนยางโค่นต้นยางพาราก่อนได้รับอนุมัติการปลูกแทน ปี 64 มีผลตั้งแต่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา&amp;nbsp;ให้ยื่นแจ้ง&amp;nbsp;กยท.ในพื้นที่ก่อน
เพื่อตรวจสอบ&amp;nbsp;พร้อมเปิด 2 ทางเลือกสร้างเงิน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ย้ำได้ประโยชน์เต็มเช่นเดิมไร่ละ 16,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณกรณ์&amp;nbsp;ตรรกวิรพัท&amp;nbsp;ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;(กยท.)เปิดเผยว่า ขณะนี้&amp;nbsp;กยท.ออกประกาศ เรื่อง การอนุญาตให้เจ้าของสวนยางโค่นต้นยางพาราก่อนได้รับอนุมัติการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทน พ.ศ. 2564 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเป็นการปรับหลักเกณฑ์เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในการเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการโค่นไม้ยางพาราซึ่งกำลังมีราคาดีในขณะนี้ อีกทั้งเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบกิจการไม้ยางพารา&amp;nbsp;ให้มีวัตถุดิบไม้ยางเพียงพอสำหรับแปรรูปไม้ในสถานการณ์ที่ตลาดมีความต้องการ ซึ่งเป็นอีกนโยบายที่&amp;nbsp;กยท.ได้ดำเนินการเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีวัตถุดิบไม้ยางเพียงพอต่อความต้องการ ดังจะเห็นได้จากนโยบายการผลักดันให้อุตสาหกรรมไม้ยางของไทยมีความก้าวหน้าและเติบโต&amp;nbsp;เช่น โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงินสินเชื่อ 25,000 ล้านบาท มีเป้าหมายสนับสนุนผู้ประกอบกิจการยาง ขั้นปลายน้ำ ในการขยายกำลังการผลิต ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิต ซึ่งหมดเขตรับสมัครในเดือนธันวาคม 2564 นี้ เป็นต้น รวมถึงการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบไม้ยางพารา ภายใต้นโยบายลดพื้นที่การปลูกยาง&amp;nbsp;จากเดิมที่จำนวน&amp;nbsp;200,000 ไร่ต่อปี&amp;nbsp;เป็น 400,000 ไร่ต่อปี&amp;nbsp;เพื่อให้ปริมาณไม้ยางมีเพียงพอต่อความต้องการใช้&amp;nbsp;ในส่วนของไม้ยางและไม้วู๊ดพาเลท&amp;nbsp;สำหรับในปี 2564 นี้มีเกษตรกรชาวสวนยางต้องการโค่นต้นยางพารา จำนวน&amp;nbsp;470,000ไร่ ซึ่งพื้นที่&amp;nbsp;70,000ไร่ที่เกินมา&amp;nbsp;กยท.&amp;nbsp;จะจัดสรรการสงเคราะห์ตามลำดับ&amp;nbsp;หากเกินเป้าของงบประมาณในปีนี้ เกษตรกรจะได้รับเงินสงเคราะห์ในปีงบประมาณ&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สถานการณ์ของอุตสาหกรรมไม้ยางพาราในขณะนี้มีการปรับตัวที่ดีขึ้น หนึ่งในปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญคือ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะ ประเทศจีน ซึ่ง&amp;nbsp;กยท.ได้คาดการณ์ว่า ในช่วงปี 2564 -2565&amp;nbsp;อุตสาหกรรมไม้ยางพาราจะมีแนวโน้มเติบโตขึ้นกว่า 10&amp;nbsp;เปอร์เซนต์&amp;nbsp;ด้วยปัจจัยดังกล่าว จึงส่งผลให้มีความต้องการไม้ยางเพิ่มมากขึ้นและนำมาซึ่งการปรับราคารับซื้อไม้ยางพาราสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เกษตรกรชาวสวนยางพาราจึงใช้โอกาสนี้โค่นต้นยางจำหน่าย ซึ่งทางกยท.มีความเข้าใจและเห็นด้วยที่จะใช้โอกาสนี้ในการสร้างประโยชน์ด้านรายได้ทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการ ทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลสำคัญในการออกประกาศดังกล่าว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณกรณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;กล่าวต่อไปว่า สำหรับการปรับหลักเกณฑ์ใหม่ตามประกาศของ&amp;nbsp;กยท. จะมีขั้นตอนที่แตกต่างจากเดิม&amp;nbsp;และง่ายต่อการปฏิบัติคือ กำหนดให้เกษตรกรเจ้าของสวนยางห้ามโค่นยางก่อนได้รับอนุมัติ โดยแนวทางปฏิบัตินั้นเกษตรกรที่มีความประสงค์จะโค่นต้นยางต้องยื่นคำร้องรับการปลูกแทนฯ ที่การยางแห่งประเทศไทยจังหวัด หรือการยางแห่งประเทศไทยสาขา ที่สวนยางของเกษตรกรตั้งอยู่ หลังจากที่การยางแห่งประเทศไทยจังหวัด หรือการยางแห่งประเทศไทยสาขา ได้รับคำร้องแล้ว จะมีการจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปทำการสำรวจรังวัด เพื่อตรวจสภาพพื้นที่แปลงปลูก หากสวนยางเข้าหลักเกณฑ์ ตามมาตรา 4 มาตรา 37พระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 และระเบียบการยางแห่ง ประเทศไทย ว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทน พ.ศ. 2558 จึงจะอนุญาตให้โค่นต้นยางได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณกรณ์&amp;nbsp;กล่าวต่อไปว่า โดยหลังจากได้รับการอนุมัติ และเกษตรกรได้ดำเนินการโค่นต้นยางแล้ว ในส่วนทางเลือกของเกษตรกรนั้น ผู้ว่าการ&amp;nbsp;กยท. กล่าวว่า เกษตรกรสามารถเลือกได้ 2 &amp;nbsp;แนวทางคือ หนึ่ง กรณีเกษตรกรเจ้าของสวนยางที่รอการปลูกยางหรือไม้ยืนต้นไปถึงปีที่ได้รับอนุมัติให้การปลูกแทน กรณีนี้เกษตรกรเจ้าของสวนยางจะได้รับการปลูกแทนตามปกติ คือที่อัตราไร่ละ 16,000 บาท และสอง กรณีเจ้าของสวนยางต้องการใช้ประโยชน์ของที่ดินเพื่อการอื่นไปก่อนในช่วงระหว่างรอเวลาการปลูกทดแทน&amp;nbsp;กยท. พร้อมให้การสนับสนุนทางด้านอาชีพเสริมและให้บริการทางด้านวิชาการ เช่น การใช้ประโยชน์จากพื้นที่สวนยางพาราในการปลูกพืชล้มลุกพืชระยะสั้น หรือการทำเกษตรผสมผสาน ซึ่งเป็นรูปแบบการประกอบอาชีพที่&amp;nbsp;กยท.กำลังดำเนินการเร่งส่งเสริมและสนับสนุน และเมื่อถึงกำหนดเวลาที่ได้รับอนุมัติการปลูกแทนในปีใดตามที่กยท.กำหนด เกษตรกรเจ้าของสวนยางก็จะได้รับการปลูกแทนตามปกติ ในอัตรา ไร่ละ 16,000 บาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การสนับสนุนส่งเสริมเกษตรกรและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไม้ยาง คือเป้าหมายสำคัญของ&amp;nbsp;กยท. ซึ่งการออกประกาศ การอนุญาตให้เจ้าของสวนยางโค่นต้นยางก่อนได้รับอนุมัติการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทน พ.ศ. 2564 &amp;nbsp;ครั้งนี้ เป็นอีกการส่งเสริมและสนับสนุนเหมือนกับมาตรการและนโยบายอื่นๆ ที่&amp;nbsp;กยท.ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;กยท.พยายามดูแลอย่างครบวงจรทั้งในส่วนของเกษตรกรและผู้ประกอบการอุตสาหกรรม เพราะไม้ยางพารานั้น ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เรียกว่า&amp;nbsp;กรีน&amp;nbsp;อินดัสเตรียล ที่รัฐบาล และ&amp;nbsp;กยท.กำลังดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนอย่างเต็มที่ทั้งในวันนี้และในอนาคต&amp;rdquo;นายณกรณ์&amp;nbsp;กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104503</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยท., ณกรณ์  ตรรกวิรพัท, ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210528/image_big_60b0c107ae1f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101060</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 14:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กยท.-นอร์ทอีส จับมือลงนามซื้อขายยางกว่า 1 แสนตันเรียบร้อยแบบโปร่งใส ผู้ว่าฯ มั่นใจไม่กระทบตลาด แถมได้ยอดซื้อยางใหม่เพิ่มอีกเท่าตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กยท.-นอร์ทอีสรับเบอร์ จับมือลงนามสัญญาซื้อขายยาง 104,763.35 ตัน จากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรฯ และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนฯ ผู้ว่าฯมั่นใจไม่ส่งผลกระทบต่อตลาด แถมต้องซื้อยางใหม่จากสถาบันเกษตรกรฯ อีก 1 แสน คาด 31 พ.ค.ขนยางออกหมดสต๊อก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันนี้ (28เม.ย.64) ได้มีพิธีลงนามสัญญาซื้อขายยางตามโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ระหว่างการยางแห่งประเทศไทย ( กยท.) โดยนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กับ บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด ( มหาชน) โดยนายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ และมีนายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมสถลสถานพิทักษ์ ชั้น 6 อาคาร 1 การยางแห่งประเทศไทย บางขุนนนท์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โดยการลงนามในครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากที่ กยท. ได้ประกาศเชิญชวนผู้สนใจให้เข้าร่วมประมูลยางแผ่นรมควันอัดก้อน และยางอื่นๆ จำนวน 104,763.35 ตัน ของโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ซึ่งมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 เห็นชอบให้ กยท. ดำเนินการระบายสต๊อกยางในโครงการดังกล่าวให้หมดไปโดยเร็ว โดยให้คำนึงถึงระยะเวลา และราคาจำหน่ายที่เหมาะสม โดยบริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) ได้เป็นผู้ชนะการประมูล ซึ่งกำหนดให้บริษัทที่ชนะการประมูลจะต้องซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอีก 1 เท่าของปริมาณยางที่ประมูลได้ ถือเป็นการช่วยเพิ่มยอดสั่งซื้อยางอีกกว่า 1 แสนตันภายใน 1 ปี นับจากวันที่ลงนามในสัญญา ทั้งนี้ กำหนดรับมอบและขนย้ายยางในสต๊อกที่ประมูล โดยเริ่มในวันที่ 29 เมษายน และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 นี้ ก่อนที่ผลผลิตใหม่จะออกสู่ตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;จากการที่ กยท. ได้มีการวางแผนบริหารจัดการเป็นอย่างดี ทั้งการระบายสต๊อกยางในช่วงปิดกรีด ก่อนที่เกษตรกรเปิดกรีดและมีผลผลิตออกสู่ตลาด ปริมาณยางในตลาดยังมีน้อย อีกทั้งยางในสต๊อกเป็นยางเสื่อมสภาพ&amp;nbsp; จึงไม่เป็นปัจจัยกดดันในด้านราคายาง และจากที่ติดตามสถานการณ์ยางพาราในตลาดโลกพบว่า การประมูลในครั้งนี้ไม่ได้กลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลทางด้านราคา โดยราคาการซื้อขายในตลาดโลกยังอยู่ในกรอบแคบๆเป็นปกติ ดังนั้นการซื้อขายครั้งนี้เกษตรกรชาวสวนยางจะได้รับประโยชน์ และที่สำคัญยังเป็นการช่วยลดภาระและค่าใช้จ่ายของภาครัฐอีกด้วย &amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การประมูลยางแผ่นรมควันอัดก้อน จำนวน 104,763.35 ตัน ในครั้งนี้มีเป้าหมายที่จะนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยางแท่ง ซึ่งบริษัทได้กำหนดปริมาณการผลิตของปี 2564 ไว้ที่จำนวน 400,000 ตัน ดังนั้น ในการนำยางที่ประมูลได้ซึ่งเป็นยางเก่าไปใช้ประโยชน์ จึงจำเป็นต้องนำไปผ่านขบวนการฟื้นฟูสภาพเพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์และมีคุณภาพดีเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายชูวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด &amp;ndash; 19&amp;nbsp; ส่งผลให้ความต้องการใช้ถุงมือยางเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 30 &amp;ndash; 40 เท่าจากปริมาณการใช้ในช่วงปกติ ทำให้น้ำยางสดซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยาง มีความต้องการใช้มากขึ้นตามไปด้วย เท่ากับเป็นการดึงยางออกจากระบบ ส่งผลทำให้ราคายางค่อนข้างมีเสถียรภาพที่ดี อีกทั้งประเทศจีนก็มีการฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมยานยนต์จะกลับมาฟื้นฟูได้รวดเร็วเช่นกัน ดังนั้น จึงเป็นผลดีในด้านราคา ยิ่งประเทศไทยมีการวางแนวทางการบริหารจัดการยางในภาพรวมทีดีเช่นทุกวันนี้ เชื่อว่า จะทำให้ราคายางกลับมีเสถียรภาพอีกครั้งอย่างแน่นอน&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101060</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยท., การยางแห่งประเทศไทย, นอร์ทอีสรับเบอร์, นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์, นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท, นายประพันธ์ บุณยเกียรติ, บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด ( มหาชน), โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรฯ, โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_608914e0e3309.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92663</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2021 21:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กยท.อัดงบฯกว่า30ล้านยกเครื่องแปลงใหญ่ยางพาราตราด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;บอร์ด กยท.อนุมัติงบในโครงการส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนายางพาราปีละ 700 ล้าน ให้สหกรณ์เครือข่ายยางพาราจังหวัดตราด 30.84 ล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาเพิ่มกำลังการผลิตน้ำยางข้นเป็นโรงงานแปรรูปและจุดรับซื้อน้ำยางสดในพื้นที่จากเกษตรกรช่วยรักษาเสถียรภาพราคา ไปจนถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านผลิตน้ำยางข้นทั้งระดับท้องถิ่น ภูมิภาคและประเทศในอนาคต &lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รับมอบนโยบายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำเนินการโครงการส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่ โดยบรรจุไว้ในแผนการดำเนินงานของ กยท.ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562 กำหนดเป้าหมายพื้นที่เข้าร่วมโครงการ 50,000 ไร่ต่อปี วัตถุประสงค์ของโครงการฯเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มบริหารจัดการร่วมกันในการผลิต จำหน่าย โดยมีตลาดรองรับแน่นอน นอกจากนี้ ยังปรับปรุงหรือสร้างโรงงานแปรรูปยางพารา รองรับการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ให้เหมาะสมตรงความต้องการในการบริหารจัดการของสมาชิกแปลงใหญ่ยางพารา อีกทั้ง ยังเป็นการพัฒนาเกษตรกรชาวสวนยางสู่ Smart Farmer ให้ดำเนินการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีเหมาะสม ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของตลาดผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ สนับสนุนปัจจัย วัสดุอุปกรณ์การเรียนรู้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 5 ด้าน ได้แก่ ลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพ การตลาด การบริหารจัดการที่บูรณาการร่วมกันทั้งในส่วนเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง หน่วยงานราชการ จนถึงภาคเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;นายประพันธ์กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินโครงการฯเป็นการส่งเสริมการทำสวนยางรูปแบบแปลงใหญ่ และกำหนดเป้าหมายให้มีโรงงานแปรรูปยางพาราครอบคลุม พื้นที่ทุกเขตของกยท. ซึ่งที่ผ่านมาแปลงใหญ่ยางพาราที่ กยท.จัดตั้งและดูแลต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562-2564 มีจำนวน 349 แปลง จำนวนเกษตรกร 18,095 ราย พื้นที่สวนยางจำนวน 265,370.04 ไร่ ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนพัฒนา ยางพารามาตรา 49 (3) ในการดำเนินงานปีละ 700 ล้านบาท กำหนดเป้าหมายครอบคลุม 7 เขต งบประมาณเขตละไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปี ปัจจุบันมีกลุ่มสหกรณ์ยื่นเสนอเข้าร่วมโครงการ 8 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มสหกรณ์จากจังหวัดพะเยา บึงกาฬ บุรีรัมย์ ตราด สุราษฎร์ธานี ตรัง สงขลา และสตูล&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทยกล่าวอีกว่า ในการประชุมคณะกรรมการ กยท. ครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 อนุมัติโครงการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตน้ำยางข้นในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ของแปลงใหญ่ยางพาราให้สหกรณ์เครือข่ายยางพาราจังหวัดตราด จำกัด ได้รับเงินอุดหนุนตามมาตรา 49(3) วงเงินทั้งหมด 30.84 ล้านบาท เพื่อใช้ขยายกำลังการผลิตและปรับปรุงคุณภาพผลผลิตให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด ซึ่งเหตุผลที่สหกรณ์เครือข่ายยางพาราจังหวัดตราดยื่นขอรับเงินอุดหนุน เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดปัญหาไม่สามารถบริการรับซื้อน้ำยางสดจากสมาชิกได้ทั้งหมด และเก็บน้ำยางข้น เพื่อชะลอการขายผลผลิตในช่วงที่ราคายางผันผวน เพราะมีเครื่องปั่นน้ำยางข้นไม่เพียงพอ อุปกรณ์ชำรุดเสื่อมสภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;สำหรับสหกรณ์เครือข่ายยางพาราจังหวัดตราด จำกัด เข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ยางพาราปี 2562 มีสมาชิก 153 คน ครอบคลุมพื้นที่ 12,000 ไร่ ดำเนินการรับซื้อผลผลิตน้ำยางสดจากสมาชิกมาแปรรูปเป็นน้ำยางข้นปัจจุบันมีกำลังการผลิตน้ำยางข้น 20 ตัน/วัน จากน้ำยางสด 40 ตัน/วัน ซึ่งเมื่อได้รับเงินอุดหนุนจากโครงการส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่แล้ว จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตน้ำยางข้นได้เพิ่มขึ้นจากเดิม 3 เท่าต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 20.42 ของผลผลิตสมาชิกทั้งหมด เป็นประโยชน์แก่สมาชิกในเครือข่ายกว่า 600 รายและสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ 2 บาทต่อกิโลกรัม&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;นายประพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันสหกรณ์เครือข่ายยางพาราจังหวัดตราด จำกัด เป็นโรงงานน้ำยางข้นของสหกรณ์โรงงานเดียวและเป็นกลไกรักษาเสถียรภาพราคายาง ช่วยให้สมาชิกมีแหล่งจำหน่ายผลผลิตได้ราคาที่เป็นธรรม และขายน้ำยางสดได้ราคาสูงกว่าราคากลางที่ กยท.ประกาศ นอกจากนั้น ยังสามารถเก็บน้ำยางข้นข้นชะลอการขายในช่วงราคายางผันผวนได้ไม่น้อยกว่า 1,900 ตัน/วัน ที่สำคัญคือ เป็นเครือข่ายรับซื้อน้ำยางสดในพื้นที่ของตลาดกลางยางพาราจังหวัดระยอง ส่งเสริมพัฒนาศักยภาพตลาดของภูมิภาค รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาดูงานด้านการผลิตน้ำยางข้นได้อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92663</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยท., ยางพารา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210210/image_big_6023e843297fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57957</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2020 18:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2020 18:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวสวนยางอ่วมอีก วิกฤตโรคใบยางร่วงระบาดพุ่ง9แสนไร่วอนรัฐใช้โดรนพ่นยากำจัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.พ.63 - นายสนั่น &amp;nbsp;ภิวัฒนกุล ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 9 บ้านหนองปด ต.แม่ขรี อ.ตะโหมด จ.พัทลุง กล่าวว่า กรณีที่ได้เกิดโรคใบยางพาราร่วงระบาดไปหลายจังหวัดภาคใต้ &amp;nbsp;และขณะมาถึงที่หมู่ 9 บ้านหนองปด ต.แม่ขรี อ.ตะโหมด จ.พัทลุง แล้วจากการตรวจพบเมื่อวันที่ 20 กพ. 63 &amp;nbsp;โดยทาง นางปรีณา ปคุโล เกษตรอำเภอตะโหมด จ.พัทลุง ได้รับแจ้งจึงได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบ และทางสำนักงานการยางแห่งประเทศไทย จังหวัดพัทลุง &amp;nbsp;(กยท.) สำนักงาน กยท.บางแก้ว และสำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง มาทำการตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เจ้าของสวนยางพาราได้ลงรายชื่อที่สงสัยว่าเป็นโรคใบร่วง จำนวน 87 ราย เนื้อที่สวนยางพารา ประมาณกว่า 3,000 ไร่ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และที่ตรวจสอบพบแล้วประมาณกว่า 100 &amp;nbsp; ไร่ และรายที่เป็นโรคระบาดมากที่สุด บางแปลง ประมาณ 29 ไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนั่น กล่าวอีกว่า &amp;nbsp;นอกจากระบาดที่หมู่ &amp;nbsp;9 บ้านหนองปด ต.แม่ขรีแล้ว ยังระบาดไปยังหมู่ 7 บ้านควนอินนอโม ต.ตะโหมด &amp;nbsp;อ.ตะโหมด &amp;nbsp;ด้วย เป็นที่น่างสังเกตพื้นที่ระบาดจะเป็นแนวริมคลองสายน้ำ &amp;nbsp;และทางลมพัด &amp;nbsp;ทั้งนี้แนวทางการป้องกัน ทาง กยท.จ.พัทลุง และเกษตรจังหวัดพัทลุง &amp;nbsp;คือต้องใช้สารเคมีกำจัดรักษา และจะต้องใช้โดรนบินฉีดพ่น &amp;nbsp;ทั้งนี้ได้ดำเนินการรายงงานขอไปยังทางการระดับสูงแล้ว ซึ่งเหตุการณ์นี้จะทำให้ปริมาณน้ำยางสดหดหายไปประมาณ 50 / 50 เปอร์เซ็นต์ &amp;nbsp;และยังมีแนวโน้มว่าทำให้ยอดยางพาราขดคู้แกร็ง และยังไม่ทราบว่าเหมือนกันว่าถีงขนาดยืนต้นตายได้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนั่น กล่าวอีกว่า โรคใบร่วง จะเกิดขึ้นกับยางพารามีอายุตั้งแต่ 1 ปี และ 10 ปี &amp;nbsp;และเกิดกับยางพาราพันธุ์ 251 เป็นส่วนใหญ่ ส่วนพันธุ์ BRM จะเกิดเป็นส่วนน้อยมาก &amp;nbsp;โดยขณะนี้ชาวสนยางพารา ต่างวิตกกังวลกันมาก เพราะชาวสวนยางพารามีรายได้ปริมาณน้อยอยู่แล้ว และเมื่อเกิดโรคใบร่วง น้ำยางจะหดหายไป &amp;nbsp;ก็จะส่งผลกระทบต่อรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สถานการณ์ยางพาราเกิดระบาดใบร่วงสำหรับประเทศไทย ล่าสุดเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางการยางแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;(กยท.) มีการประชุมร่วมกันได้รับรายงานความเสียประมาณ 900,000 ไร่ในขณะนี้ และยังไม่มีข้อยุติ ซึ่งจะให้ยางพาราจะขาดหายไปประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์โดยภาพรวมในขณะนี้ ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงยางพาราของประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่เกิดโรคใบร่วงระบาดมาก่อน สำหรับทางภาคเหนือ ภาคอีสาน ยังไม่พบโรคใบร่วงระบาดแต่อย่างใด &amp;nbsp;สำหรับราคายางพาราในพื้นที่ จ.พัทลุง วันนี้ (23 กพ. 63) น้ำยางสดราคา 42 บาท / กก. และเศษยาง 15 บาท / กก. โดยราคาน้ำยางสด เคลื่อนไหวบางวันขยับราคา 1 บาท / กก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57957</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยท., ชาวสวนยางพารา, โรคใบยางร่วง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200223/image_big_5e5259c52211d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16551</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2018 16:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2018 16:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยาสูบแจงยิบย้ายโรงงานใหม่ยันงบมาจากรายได้ของหน่วยงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กยท. เต้นแจงยิบย้ายโรงงานใหม่ เป็นเพียงการย้ายฐานการผลิต ไม่ได้เพิ่มปริมาณการผลิต ชี้ตลาดนักสูบไทย-โลกเล็กลงต่อเนื่องทุกปี ยืนยันชัดงบก่อสร้างมาจากรายได้และกำไรตัวเอง ไม่ใช่งบประมาณแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่ารัฐบาลทุ่มงบประมาณ 4 พันล้านบาท สร้างโรงงานผลิตยาสูบแห่งใหม่ เพื่อขยายฐานการผลิต จนทำให้มีหลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นดังกล่าว ว่า การย้ายโรงงานผลิตยาสูบแห่งใหม่เป็นเพียงการย้ายฐานการผลิต จากเดิมที่ตั้งอยู่บริเวณคลองเตย จำนวน 3 โรงงาน ไปรวมเป็นหนึ่งโรงงาน ที่โรงงานผลิตยาสูบ 6 สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพื้นที่โรงงานยาสูบเดิมที่คลองเตยนั้น ได้ทูลเกล้าถวายฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 จำนวนเกือบ 500 ไร่ เพื่อจัดสร้างเป็นสวนน้ำและสวนป่าใจกลางเมืองให้กับคนกรุงเทพฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างการทยอยย้ายเครื่องจักรและพนักงานไปปฏิบัติงานที่โรงงานผลิตยาสูบแห่งใหม่ โดยคาดว่าจะย้ายครบทั้งหมดภายในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยืนยันว่าการย้ายโรงงานยาสูบแห่งใหม่นี้ เป็นเพียงการย้ายฐานการผลิตเท่านั้น ไม่ได้เพิ่มกำลังการผลิตอย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใด &amp;nbsp;โดยสถานการณ์ผู้สูบบุหรี่ในตลาดโลกมีค่าเฉลี่ยลดลงปีละ 4% สำหรับประเทศไทย มีค่าเฉลี่ยลดลงมากกว่า 10% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ยอดผู้สูบบุหรี่ถูกกฎหมายปัจจุบันมีไม่ถึง 3 หมื่นล้านมวน ถือได้ว่าตลาดบุหรี่มีขนาดเล็กลงมาก&amp;rdquo; นางสาวดาวน้อย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับงบประมาณในการก่อสร้างโรงงานผลิตยาสูบแห่งใหม่ วงเงิน 4 พันล้านบาทนั้น งบประมาณดังกล่าวไม่ใช่งบประมาณใหม่ แต่เป็นงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่ในอดีต และไม่ใช่งบประมาณของแผ่นดิน แต่เป็นงบประมาณจากรายได้และกำไรของ กยท. เอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16551</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยท., ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์, ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย, สวนอุตสาหกรรมโรจนะ, โรงงานยาสูบแห่งใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180304/image_big_5a9b7ea58c346.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2018 18:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2018 18:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวสวนยางปลูกพืชผสมผสานขายในช่วงราคายางตกต่ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ส.ค.61 -&amp;nbsp;นายวรรณชัย&amp;nbsp;พาพานต์ อายุ 37 ปี เกษตรกรบ้านสวายสอ หมู่&amp;nbsp;15 ตำบลตูมใหญ่ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมพัฒนาอาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง ตามนโยบายรัฐบาลในการลดพื้นที่ปลูกยางได้หันมาปลูกพืชผสมผสานขายเป็นรายได้เสริม&amp;nbsp;ควบคู่กับการทำสวนยางพารา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายวรรณชัยได้รับเงินสนับสนุนจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นทุนในการทำอาชีพเสริมตามโครงการฯเพื่อนำไปซื้อปุ๋ยและปัจจัยการผลิตจำนวน 5,000 บาท โดยขณะนี้ได้ปลูกข่าเหลือง ตะไคร้และถั่วลิสง เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ สามารถเก็บผลผลิตหมุนเวียนขายได้ตลอดทั้งปี ทำให้มีรายได้จากการปลูกพืชดังกล่าวเฉลี่ยเดือนละ 6,000-7,000&amp;nbsp;บาท &amp;nbsp;ส่วนรายได้จากการขายยางก้อนถ้วยประมาณเดือนละ 10,000 บาท รวมจะมีรายได้เฉลี่ยเดือนละเกือบ 20,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรรณชัย&amp;nbsp;บอกว่าปกติครอบครัวมีอาชีพทำนา หลังจากมีการส่งเสริมให้ปลูกพืชทางเลือกครอบครัวจึงตัดสินใจลงทุนปลูกยางพารา ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกยางจำนวน 16 ไร่ เปิดกรีดไปแล้ว 8 ไร่&amp;nbsp;แต่ปัจจุบันราคายางค่อนข้างตกต่ำโดยเฉพาะยางก้อนถ้วยเหลือเพียงกิโลกรัมละ 18-20 บาทเท่านั้นทำให้รายได้จากการขายยางก้อนถ้วยลดลงเกือบเท่าตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากทาง กยท.มีโครงการให้เกษตรกรทำอาชีพเสริมควบคู่กับการปลูกยาง จึงได้สมัครเข้าร่วมโครงการ&amp;nbsp;จากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่มาให้ความรู้พร้อมทั้งให้เงินสนับสนุนหรือเงินขวัญถุงในการซื้อปัจจัยการผลิตด้วย ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ดีที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงภาวะราคายางตกต่ำได้ ทำให้ปัจจุบันนอกจากจะมีรายได้จากการทำสวนยางแล้วยังมีรายได้เสริมจากการปลูกพืชผสมผสมอีกเดือนละ 6-7 พันบาทด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนพันธ์&amp;nbsp;ชำนาญธนา&amp;nbsp;ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย จ.บุรีรัมย์&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;ในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำ กยท.มีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกยางทำอาชีพเสริม อาทิ การปลูกพืชผสมผสาน หรือเลี้ยงสัตว์ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ไปให้ความรู้แก่เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ พร้อมกันนี้ยังมีเงินสนับสนุนให้กับเกษตรกรที่ต้องการทำอาชีพเสริมรายละ 5,000 บาท เพื่อซื้อปัจจัยการผลิตด้วย นอกจากนั้นทาง กยท.ยังมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรทำยางก้อนถ้วยคุณภาพดี เพื่อให้สามารถขายได้ราคาสูงด้วย ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่า จ.บุรีรัมย์ มีเกษตรกรปลูกยางพารากว่า 18,000 ราย พื้นที่ปลูกกว่า 235,000 ไร่ เปิดกรีดแล้วประมาณ 200,000 ไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15390</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยท., การยางแห่งประเทศไทย, การยางแห่งประเทศไทยสาขาบุรีรัมย์, ชาวสวนยางปรับตัว, ปลูกพืชผสมผสาน, ปลูกพืชในสวนยาง, ราคายางตกต่ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180814/image_big_5b72b3da32f50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
