<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119267</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 06:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 06:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กยศ. แจงกรณีลูกหนี้ผ่อนชำระแล้วเงินต้นไม่ลด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ต.ค. 2564 นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า &amp;ldquo;จากการตรวจสอบข้อมูลของลูกหนี้ทั้ง 2 ราย พบว่า ผู้กู้ยืมรายแรกได้กู้ยืมเงินกองทุนตั้งแต่ปี 2541 มียอดหนี้เงินกู้ทั้งสิ้น 145,600 บาท เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ผู้กู้ได้ชำระหนี้เพียง 3 ครั้ง จำนวนรวม 4,480 บาท ต่อมาในปี 2551 กองทุนจำเป็นต้องดำเนินคดี ซึ่งผู้กู้ยืมได้มาทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลโดยตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือนๆ ละ 1,600 บาท แต่หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความผู้กู้ยืมมิได้ผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมแต่อย่างใด &amp;nbsp;ต่อมาหลังจากพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ กองทุนจึงได้ดำเนินการแจ้งหักเงินเดือนผู้กู้ยืมผ่านองค์กรนายจ้างเพื่อนำมาตัดชำระหนี้ที่ค้าง ปัจจุบันผู้กู้รายนี้มียอดเงินต้นคงเหลือ 144,498 บาท พร้อมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับอีกจำนวนหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้กู้ยืมรายที่ 2 ได้กู้ยืมเงินกองทุนตั้งแต่ปี 2539 มียอดหนี้เงินกู้ทั้งสิ้น 340,500 บาท เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ผู้กู้ได้ชำระหนี้เพียงครั้งเดียวในปี 2548 จำนวน 2,000 บาท ต่อมาผู้กู้ยืมได้เข้าร่วมโครงการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องในปี 2552 แต่ไม่ได้ชำระหนี้เลย จนกระทั่งปี 2561 ผู้กู้ยืมได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลโดยตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือนๆ ละ 6,900 บาท ซึ่งผู้กู้ยืมก็ไม่ได้ชำระหนี้แต่อย่างใด ต่อมากองทุนได้ดำเนินการหักเงินเดือนผู้กู้ยืมผ่านองค์กรนายจ้างเพื่อนำเงินมาตัดชำระหนี้ ปัจจุบันผู้กู้รายนี้มียอดเงินต้นคงเหลือ 338,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเงินที่ได้รับจากการหักเงินเดือนของลูกหนี้ทั้งสองรายได้นำมาตัดชำระเบี้ยปรับและดอกเบี้ยก่อน แต่เนื่องจากมีการค้างชำระหนี้เป็นระยะเวลานานจึงส่งผลให้เกิดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับค้างจ่ายจำนวนมากทำให้ยังตัดไม่ถึงยอดหนี้เงินต้น ซึ่งกองทุนอยู่ในระหว่างการพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มที่ถูกดำเนินคดีในลักษณะนี้ ด้วยการเสนอขอแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2560 เพื่อให้กองทุนสามารถดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้หรือแปลงหนี้ใหม่กับลูกหนี้ตามคำพิพากษาของกองทุน ที่ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมสามารถตกลงผ่อนชำระหนี้ให้แก่กองทุน ในจำนวนและระยะเวลาที่สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ได้ในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมากองทุนได้กำหนดเงื่อนไขที่ผ่อนปรนในการชำระคืน โดยไม่คิดดอกเบี้ยในระหว่างการศึกษาและให้ระยะเวลาปลอดหนี้ 2 ปีหลังจากสำเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษา โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1% ของเงินต้นคงเหลือ และให้ผ่อนชำระได้ 15 ปี กำหนดอัตราผ่อนชำระเงินต้นจากน้อยไปมากแบบขั้นบันได และเริ่มคิดดอกเบี้ยในงวดชำระปีที่ 2 เป็นต้นไป ดังตัวอย่างตารางการผ่อนชำระหนี้ 15 ปี จากเงินต้น 100,000 บาท ในปีแรกจะชำระเพียง 1,500 บาท หรือเดือนละ 125 บาท จนถึงปีสุดท้ายให้ผ่อนชำระ 13,000 บาท หรือเดือนละ 1,095 บาท หากมีการค้างชำระหนี้ กองทุนจะคิดเบี้ยปรับ 7.5% ของงวดที่ค้างชำระ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กองทุนขอยืนยันว่ากองทุนเป็นหน่วยงานของรัฐที่ให้โอกาสทางการศึกษาเพื่อสร้างทุนมนุษย์และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้กู้ยืมเงินที่ขาดโอกาสมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันกองทุนมิได้ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินแต่ใช้เงินหมุนเวียนที่ได้รับชำระหนี้จากผู้กู้ยืมที่มีความรับผิดชอบในการชำระคืน เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นน้องต่อไป&amp;rdquo; ผู้จัดการกองทุนฯ กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119267</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., ผ่อนหนี้, ลูกหนี้กยศ., แจงผ่อนหนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f8f6028600d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117606</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 10:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 10:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กับดักหนี้  กยศ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ( กยศ.) &amp;nbsp;มีวิสัยทัศน์ &amp;ldquo; &amp;nbsp;เป็นกองทุนหมุนเวียนที่ให้โอกาสทางการศึกษา เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน &amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กยศ.เริ่มดำเนินการตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2541. มีจำนวนผู้กู้ถึงปัจจุบันรวม 5.9 ล้านคนผู้กู้ที่ถูกคำพิพากษาศาล &amp;nbsp;1.2 ล้านคน * และที่ถูกบังคับคดีจำนวน &amp;nbsp;212556 &amp;nbsp;คน*จากจำนวนผู้กู้ที่ถูกคำพิพากษาร้อยละ 20 และที่ถูกบังคับคดีร้อยละ &amp;nbsp;5.5 &amp;nbsp;ของผู้กู้ทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเกิดเป็นคำถามแรกต่อ วิสัยทัศน์ กยศ.ในการให้โอกาส เพื่อสร้างอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้กู้ที่ถูกคำพิพากษาและที่ถูกบังคับคดี คือเยาวชนวัยทำงาน &amp;nbsp; ควรจะเป็นกำลังสร้างชาติ แต่วันนี้ถูกฟ้องดำเนินคดีที่เกิดจากการให้กู้ยืมของ กยศ. เพื่อการศึกษา ซึ่งมีเป้าหมายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยตาม พรบ.2541 &amp;nbsp;ในขณะเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง&amp;nbsp; จากข่าวการยึดทรัพย์สินของผู้ค้ำประกันหนี้ กยศ หนี้ของผู้กู้ไม่ถึงหมี่นบาท เดือดร้อนถึงกับยึดบ้านพ่อแม่ขายทอดตลาด หรือความหวังดีของครูต่อศิษย์ยอมเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ ตกที่นั่งลำบาก จากลูกศิษย์ตกงานไม่มีรายได้ ต้องเป็นภาระจ่ายเงินกู้แทนจนตัวเองเกษียณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยังคงมีอีกหลายกรณีที่ยังไม่ปรากฏเป็นข่าวให้เห็น ที่แน่ชัด ผู้กู้ หรือน้อง ๆ วัยทำงานอีกประมาณ 1.2 ล้านคนที่ยังอาจต้องเผชิญกับการถูกหมายบังคับคดี และผู้ค้ำประกันอีก 2.8 ล้านคน *ที่รอคอยอาจถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้มองไม่เห็นอนาคต ของคน 4 ล้านคนที่เป็นผู้กู้หรือค้ำประกัน สิ่งที่คนเหล่านี้อาจจะต้องเผชิญอยู่เบื้องหน้าคือคำพิพากษาศาลและบังคับคดี น่าจะเรียกได้ว่าเป็น กับดักหนี้ กยศ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มันเป็นฝันร้ายของประเทศไทยในยามที่เกิดวิกฤตโคโรน่าไวรัส 19 &amp;nbsp;ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติมีผู้ว่างงาน สี่แสนคนก่อนโควิด น่าจะเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน &amp;nbsp;บทบาทที่ภาครัฐกำลังเร่งมือระดมพลังสมองแรงกายแรงใจ พร้อมทั้งภาคเอกชน ประชาชน ก็ร่วมแรงร่วมใจ เพื่อฝ่าฟันให้พ้นช่วงวิกฤตชาติครั้งนี้ไปด้วยกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่พลังของคนไทย 4 ล้านคนอาจกำลังถูกบั่นทอนอย่างรุนแรงจากผลการฟ้องร้องและบังคับคดีที่กำลังมา ยิ่งถ้ารอเวลาให้เนินนานออกไปในปีหน้าโดยไม่ทำอะไรเลย การบั่นทอนกำลังใจของประชาชน 4 ล้านคน เป็นการซ้ำเติมทำร้ายประเทศไทยให้บอบช้ำยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เขียนมาก็ไม่ได้หมายความว่า กยศ.ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หากตามไปดูข้อมูลใน พรบ.2541 มาตรา 38 (5) รับชำระหนี้เงินกู้ติดตามทวงถามและดำเนินคดีเพื่อบังคับชำระหนี้เงินกู้ การที่ระบุใว้ในพรบ.ชัดเจนว่า ดำเนินคดีเพื่อบังคับชำระหนี้ &amp;nbsp;คนทำงานก็ต้องปฎิบัติตามมิฉะนั้นก็กลายเป็นละเว้นไม่ปฎิบัติหน้าที่ &amp;nbsp;แล้วบวกกับอายุความของสัญญากู้ที่ไม่เกิน 10 ปี กยศ.จึงมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีสูงถึง &amp;nbsp; 639 &amp;nbsp;ล้านบาทในปี &amp;nbsp;2563 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเป็นที่มาของคำถามที่สองว่า.มาตรฐานในการติดตามและแก้ไขหนี้ให้ผู้กู้ดีเพียงพอหรือไม่ &amp;nbsp;เข้าใจสถานะผู้กู้หรือไม่ เมื่อถึงเวลาแล้วก็ให้ทนายดำเนินการ จึงปรากฏ มีค่าใช้จ่ายในการติดตามหนี้โดยการดำเนินคดีสูงมาก &amp;nbsp;ยิ่งหากนำมาเทียบกับรายได้ 6638 ล้านบาทในปี 2563 ประมาณ &amp;nbsp;ร้อยละ 10 ของรายได้ซึ่งไม่น้อยเลยทีเดียว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นที่น่าสังเกตอีกเช่นกันว่ารายได้ดอกเบี้ยรับ 5822 ล้านบาท เป็นร้อยละ 90ของรายรับในปี2563 ซึ่งดูเป็นปกติสำหรับกิจการให้กู้ &amp;nbsp;แต่หากไปดูในรายละเอียด ปรากฏเป็นเบี้ยปรับผิดนัดชำระหนี้สูงมากถึง 2520 &amp;nbsp;ล้านบาทหรือ ร้อยละ 40 ของดอกเบี้ยรับทั้งหมดซึ่งไม่น่าเป็นเรื่องปกติ &amp;nbsp;สะท้อนได้สองอย่างคือ ผู้กู้จ่ายหนี้มาไม่ทราบว่าเงินมาตัดดอกเบี้ยปรับที่สูงเงินที่ชำระมาไม่ลดเงินต้น สองกระบวนการติดตามเก็บชำระหนี้พึงพาการฟ้องร้องการบังคับคดีเป็นหลัก ซึ่งไม่น่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อบทบาทของการให้โอกาสสร้างอนาคตต่อเยาวชนของชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดีอย่างน้อยมีผู้กู้ ของ กยศ.จำนวน 1.47 ล้านรายได้ชำระหนี้เสร็จสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นที่น่ายินดีมีการแก้ไข พรบ กยศ 2560 ซึ่งตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าวข้างต้นได้บ้าง เช่น ไม่มีข้อความดำเนินคดีเพื่อบังคับชำระหนี้เงินกู้ &amp;nbsp;( &amp;nbsp;แต่ในทางปฎิบัติการฟ้องดำเนินคดีก็ยังปรากฏ ) &amp;nbsp;การลดอัตราดอกเบี้ยปรับ จากร้อยละ 1.5 &amp;nbsp;ต่อเดือนหรือร้อยละ 18 ต่อปี เหลือไม่เกิน ร้อยละ 7.5 ต่อปี และนำเรื่องการชำระหนี้ผูกกับการมีรายได้ของผู้กู้ โดยนายจ้างมีหน้าที่หักเงินเดือนชำระหนี้ให้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบกับ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปฎิรูปหลักการชำระหนี้ ในเรื่องการกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ที่เหมาะสมพร้อมทั้งปรับฐานการคิดดอกเบี้ยปรับให้คิดเฉพาะเงินต้นที่ผิดนัดในงวดนั้น ๆแทนการคิดเงินต้นทั้งจำนวน ซึ่งลดภาระดอกเบี้ยปรับได้เป็นอย่างมาก เช่นเดิมดอกเบี้ยปรับ 27443 เหลือเพียง &amp;nbsp;8 บาท เท่านั้นรวมถึงลำดับการตัดหนี้ให้ตัดต้นเงินและดอกเบี้ยในงวดที่ค้างก่อน แทนที่จะไปตัดดอกเบี้ยปรับ เป็นการสร้างความเป็นธรรมให้ผู้กู้เงิน ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งวันที่ &amp;nbsp;30 มิถุนายน 2562 &amp;nbsp;สนง.บังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับ กยศ. จัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ข้อพิพาทชั้นบังคับคดี สามารถแก้ไขหนี้ได้ 613 รายจาก จำนวนผู้กู้ 736 ราย นั่นแสดงว่าน้อง ๆ วัยทำงานคงไม่มีใครอยากโดนคดีฟ้องยึดทรัพย์เป็นที่เดือดร้อนของพ่อแม่ผู้ค้ำประกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันผู้กู้ จำนวน 1.5 ล้านรายอยู่ในขบวนการทางศาล ส่วนหนึ่งอยุ่ในขั้นตอนยึดทรัพย์ขายทอดตลาด มาตรการประนีประนอมอย่างผ่อนปรนตามธนาคารแห่งประเทศไทย ย่อมถือเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาสังคมได้ควรนำมาปฎิบัติอย่างเร่งด่วนในปีนี้ ก่อนที่จะสายเกินแก้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้กู้อยากเห็น รัฐเข้ามาเป็นหุ้นส่วนกับนักศึกษามากกว่าการมีบทบาทเจ้าหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุด เราเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับ การสร้างภาพจำและสามารถนำไปสู่แนวทางปฎิบัติได้ด้วย การที่ &amp;nbsp;รัฐบาลโดย กยศ. จะอยู่ในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนประคับประคองนักเรียนนักศึกษาให้ มีโอกาส สร้างอนาคตตอบโจทย์สร้างบุคลากรคุณภาพของไทย มากกว่าการมีบทบาทการเป็นเจ้าหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเสนอแนะ เครื่องมือของกระทรวงการคลังซึ่ง กยศ.อยู่ในกำกับ น่าจะช่วยเข้ามาตอบโจทย์การรู้จักผู้กู้ การติดตามผู้กู้ การสอดส่องพฤติกรรมการใช้จ่าย การชำระหนี้ เช่น application เป๋าตัง &amp;nbsp;เป็นการใช้ digital technology ในการบริหารติดตามผู้กู้ได้อย่างเป็นมิตรและใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หวังว่า 4 ล้านคนจะกลับมาเป็นพลังของชาติได้ในที่สุด ไม่ติดกับดับหนี้ กยศ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ &amp;nbsp; &amp;nbsp;* &amp;nbsp;แหล่งข้อมูลจาก &amp;nbsp;ธนาคารแห่งประเทศไทย และ รายงานทางการเงินของ กยศ.
วงศกร &amp;nbsp;พิธุพันธ์
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117606</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล, กับดักหนี้  กยศ., วงศกร  พิธุพันธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614bf5c239b80.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110685</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 11:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 11:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กยศ. &#039;ปรับเงื่อนไขหนี้กู้เรียน เปิดผ่อนสูงสุด 30 ปี หักเงินเดือนขั้นต่ำเพียง 10 บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ค. 2564 &amp;nbsp;นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า &amp;ldquo;คณะกรรมการกองทุนฯ ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับเปลี่ยนลำดับตัดชำระหนี้และเปลี่ยนเงื่อนไขการผ่อนชำระสำหรับผู้กู้ยืมกลุ่มก่อนฟ้องคดีเพื่อช่วยเหลือผู้กู้ยืมที่ค้างชำระและลดปัญหาหนี้ค้างชำระของกองทุนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ปรับโครงสร้างหนี้ สำหรับผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างผ่อนชำระหนี้ที่ยังไม่ถูกฟ้องคดี หากไม่สามารถผ่อนชำระเงินคืนตามสัญญา กองทุนจะให้ผู้กู้ยืมทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้โดยขยายระยะเวลาผ่อน และเปลี่ยนเงื่อนไขเพื่อให้มีระยะเวลาในการผ่อนชำระมากขึ้น สามารถผ่อนได้สูงสุด 30 ปี แต่ในการชำระเงินงวดสุดท้ายผู้กู้ยืมต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ และมีส่วนลดเบี้ยปรับโดยให้ชำระในงวดสุดท้าย ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมสามารถแจ้งความประสงค์ขอปรับโครงสร้างหนี้ได้ที่แอปพลิเคชัน กยศ.Connect หรือทางเว็บไซต์ https://wsa.dsl.studentloan.or.th ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ปรับเปลี่ยนลำดับตัดชำระหนี้ สำหรับผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างผ่อนชำระเงินคืนกองทุนที่ยังไม่ถูกฟ้องคดี จากเดิมที่ใช้วิธีการตัดเบี้ยปรับ ดอกเบี้ย และเงินต้น กองทุนจะปรับเปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้ใหม่ โดยจะนำเงินที่ได้รับชำระไปตัดเงินต้น ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการผ่อนชำระเงินคืน สำหรับผู้กู้ยืมรายใหม่ และผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างปลอดหนี้และยังไม่ครบกำหนดชำระหนี้ จากเดิมที่ผ่อนชำระเป็นรายปี กองทุนจะปรับให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันทุกเดือน และเพิ่มระยะเวลาการผ่อนชำระจากเดิมไม่เกิน 15 ปี เป็นไม่เกิน 30 ปี ขึ้นอยู่กับยอดหนี้ของผู้กู้ยืมแต่ละราย ทั้งนี้ในการชำระเงินงวดสุดท้ายผู้กู้ยืมจะต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น กองทุนยังมีแนวทางแบ่งเบาภาระของผู้ที่ถูกหักเงินเดือน โดยสามารถขอปรับลดจำนวนเงินที่หักเหลือเพียง 10 บาทต่อเดือน มีผลตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 - มิถุนายน 2565 ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมสามารถแจ้งความประสงค์ขอปรับจำนวนเงินดังกล่าวผ่านแอปพลิเคชัน กยศ.Connect แต่ยังคงมีหน้าที่ไปชำระส่วนต่างตามจำนวนเงินงวดที่ต้องชำระตามเงื่อนไขของสัญญา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากผู้กู้ยืมยังไม่สามารถชำระหนี้ได้ในสถานการณ์นี้ กองทุนได้ลดเบี้ยปรับให้เหลือเพียง 0.5% รวมทั้งชะลอการฟ้องคดี บังคับคดี ยกเว้นคดีที่จะขาดอายุความ และงดการขายทอดตลาดไว้จนถึงสิ้นปีนี้&amp;rdquo; ผู้จัดการกองทุนฯ กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110685</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.), ปรับเงื่อนไขผ่อน, ผ่อนสูงสุด 30 ปี, หนี้กู้เรียน, หักเงินเดือน 10 บาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f8f6028600d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110539</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2021 10:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 10:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ครูเป็ด’วอน‘บิ๊กตู่’ดูแลลูกหนี้กยศ. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ค.2564 - นายมนต์ชีพ ศิวะสินางกูร กรรมการบริหารพรรคกล้า กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพิจารณาเยียวยามาตรการเพิ่มเติมให้กับลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพราะลูกหนี้กองทุนนี้ก็มีสภาพไม่ต่างจากคนกลุ่มอื่น ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 เช่นเดียวกัน จึงขอเรียกร้องให้พักการชำระหนี้ ลดและพักเบี้ยปรับไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บางคนโดนดึงเงินในบัญชีทั้งที่ตกงานเพราะโควิด-19 บางคนจะไปคลอดลูกก็ไม่มีเงินไปคลอดลูก ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาอีกทอด เกิดภาระหนี้ไม่รู้จักจบสิ้น เกิดปัญหาต่อกันเป็นลูกโซ่ โดยที่หน่วยงานของรัฐยังคงตั้งหน้าตั้งตาทวงหนี้ต่อไป ไม่ได้สนใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แบบนี้เหมือนกับการซ้ำเติมประชาชนทั้งน้ำตา&amp;rdquo; นายมนต์ชีพ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110539</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., กรรมการบริหารพรรคกล้า, กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา, นายมนต์ชีพ ศิวะสินางกูร, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210721/image_big_60f79ac6c5106.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107194</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 10:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 10:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กอช. จับมือกยศ. ส่งเสริมความรู้การบริหารจัดการเงินให้เยาวชนรู้จักออมเงิน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิถุนายน 2564 ณ โถงวายุภักษ์ ชั้น 1 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง ได้มีพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการส่งเสริมการออมกับกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ระหว่าง กองทุนการออมแห่งชาติ กับ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยมี นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติและประธานกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เป็นประธานในพิธี &amp;nbsp;โดยมี นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และนายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เป็นผู้ลงนามในบันทึกความร่วมมือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ และประธานกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กล่าวว่า &amp;nbsp;กองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. เป็นกองทุนการออมภาคประชาชน เพื่อประชาชนได้มีเงินบำนาญรายเดือนไว้ใช้หลังเกษียณกับ กอช. ซึ่งกองทุนนี้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติในการขับเคลื่อน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม จึงได้เกิดการบูรณาการทำงานร่วมกันของทั้ง 2 หน่วยงาน ในการขับเคลื่อนการทำงาน โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน &amp;nbsp;กยศ. มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้เยาวชน ได้มีทุนทรัพย์ในการศึกษาเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายรายเดือน&amp;nbsp; ในช่วงขณะเรียน &amp;nbsp;ส่วน กอช. ส่งเสริมให้รู้จักการออม รู้จักการบริหารจัดการเงิน ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ได้วางแผน การเก็บออมตั้งแต่วัยเรียน จนถึงวัยทำงาน เพื่ออนาคตจะได้มีเงินบำนาญที่เพียงพอเป็นหลักประกันในการใช้จ่าย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การออมเงินเพื่อการเกษียณ เป็นสิ่งที่ไกลตัวสำหรับเยาวชน จะต่างกันเพียงใครเริ่มก่อนหรือรู้ตัวก่อน ถึงความสำคัญของการออม การออมในวัยเรียน &amp;ldquo;การออมก่อนใช้เงิน&amp;rdquo; แบ่งเงินออมเพียงเล็กน้อย ก่อนนำเงินไปใช้จ่าย เพื่อให้เกิดเงินที่จะนำไปใช้จ่ายน้อยลง และให้มีเงินเก็บบางส่วน พอเข้าสู่วัยทำงาน &amp;ldquo;การออมถูกที่ บริหารเงินออมให้เป็น ได้เงินมากกว่า&amp;rdquo; ในปัจจุบันการออมมีรูปแบบให้เลือกสรรมากมาย การออมกับ กอช. เป็นการออมขั้นพื้นฐาน จัดตั้งโดยรัฐบาลเพื่อประชาชนได้มีเงินออมอย่างสุขสบายในอนาคต ออมเริ่มต้นเพียง 50 บาท สูงสุด 13,200 บาทต่อปี ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นแบบขั้นบันไดตามช่วงอายุของสมาชิกสูงสุด 1,200 บาทต่อปี &amp;nbsp;ถ้าเยาวชนมีวินัยการออมอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอในอนาคตจะมีเงินออมรวมล้านกว่าบาท โดย กอช. จ่ายคืนในรูปแบบเงินบำนาญรายเดือน ทั้งนี้ กอช. และ กยศ. ได้ร่วมกันบูรณาการการทำงานในการส่งเสริมให้คนไทยได้รู้จักการบริหารจัดการเงินที่ดี และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนคนไทยให้ดีขึ้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) กล่าวว่า &amp;nbsp;กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เป็นกองทุนบำนาญภาคประชาชนมีภารกิจสำคัญในการผลักดันให้ประชาชนที่มีอายุระหว่าง 15 &amp;ndash; 60 ปี ไม่มีสวัสดิการจากรัฐบาลได้เข้าถึงการออม ได้ตระหนักถึงการออมเงินไว้ใช้ในอนาคต โดยการบูรณาร่วมกันในการขับเคลื่อนส่งเสริมให้มีความรู้การวางแผนทางการเงิน โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา ได้บริหารจัดการเงินให้เกิดประสิทธิภาพ ตั้งแต่ในวัยเรียน จนเข้าสู่วัยทำงาน โดยเริ่มจากวางแผนรายรับรายจ่าย การจัดการหนี้หรือภาระทางการเงิน เพื่อไม่ให้เกิดเบี้ยปรับ และการออมเงินเก็บไว้ใช้ในอนาคตกับ กอช. รู้จักเก็บเล็กผสมน้อย โดยออมเริ่มต้น 50 บาท เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยตั้งเป้าหมายกำหนดไว้ สร้างวินัยการออมขึ้น สูงสูด 13,200 บาทต่อปี ทุกครั้งที่ส่งเงินออมสะสมกับ กอช. จะได้เงินสมทบเพิ่มให้ตามช่วงอายุ อายุ 15 &amp;ndash; 30 ปี รับเงินสมทบเพิ่มจากรัฐ 50% ของเงินออม สูงสุดไม่เกิน 600 บาทต่อปี หรือ คิดเป็นดอกเบี้ยเงินฝากประจำประมาณ 4% &amp;nbsp;อายุมากกว่า 30 &amp;ndash; 50 ปี รับเงินสมทบเพิ่มจากรัฐ 80% ของเงินออม สูงสุดไม่เกิน 960 บาทต่อปี หรือคิดเป็นดอกเบี้ยเงินฝากประจำประมาณ 7% &amp;nbsp;อายุมากกว่า 50 &amp;ndash; 60 ปี รับเงินสมทบเพิ่มจากรัฐ 100% ของเงินออม สูงสุดไม่เกิน 1,200 บาทต่อปี หรือคิดเป็นดอกเบี้ยเงินฝากประจำประมาณ 9%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สมาชิก กอช. สามารถดูบัญชีเงินออมของตนเองได้ที่แอปพลิเคชัน &amp;ldquo;กอช.&amp;rdquo; พร้อมเงินสมทบที่รัฐสมทบเพิ่มให้ และเมื่อเข้าสู่วัยทำงานเงินออมสะสมนำไปลดหย่อนภาษีเพิ่มได้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาด้วยการให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ใน 4 ลักษณะ ได้แก่ นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์/ศึกษาในสาขา ที่เป็นความต้องการหลัก ซึ่งมีความชัดเจนของการผลิตกำลังคน และมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ/ศึกษาในสาขาวิชาขาดแคลนหรือสาขาวิชาที่มุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ/และเรียนดีเพื่อสร้างความเป็นเลิศ ปัจจุบัน มีนักเรียน นักศึกษา ที่ได้รับโอกาสทางการศึกษาจากกองทุน ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ระดับอาชีวศึกษา จนถึงระดับปริญญาตรี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2539 - 2563 จำนวน 5.9 ล้านราย โดยกองทุนมีนักเรียน นักศึกษาผู้กู้ยืมในแต่ละปีประมาณ 6 แสนราย ซึ่งกองทุนได้กำหนดคุณสมบัติให้ผู้กู้ยืมทุกคนทำกิจกรรมจิตสาธารณะ 36 ชั่วโมงต่อปีการศึกษา เพื่อสนับสนุนให้ผู้กู้ยืมได้มีโอกาสทำกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ต่างๆ รวมถึงการสร้างวินัยทางการเงินให้กับผู้กู้ยืม โดยกองทุนหวังว่าเมื่อผู้กู้ยืมจบการศึกษาไปแล้วจะเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ นอกจากจะสามารถมีเงินออมเพื่อพึ่งพาตนเองได้แล้ว ยังมีจิตสำนึกช่วยเหลือผู้อื่นและตอบแทนสังคมส่วนรวม นับเป็นการสร้างคนดีให้กับสังคมไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา จึงได้ร่วมมือกับกองทุนการออมแห่งชาติ ในการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือส่งเสริมการออม ภายใต้การนับชั่วโมงกิจกรรมจิตสาธารณะ เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินให้นักเรียน นักศึกษา ผู้กู้ยืมเงินได้เริ่มต้นออมเงินและรู้จักการวางแผนการเงินในระยะยาว โดยผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการศึกษาสามารถนำส่งเงินออมเป็นรายเดือนเข้ากองทุน กอช. ขั้นต่ำครั้งละ 50 บาท ออมได้เดือนละ 1 ครั้ง เมื่อผู้กู้ยืมออมเงินต่อเนื่องทุกเดือน นอกจากจะมีเงินเก็บเป็นของตัวเองแล้วยังสามารถนำไปสะสมชั่วโมงจิตสาธารณะได้ 1 ชั่วโมงต่อเดือนอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107194</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., กอช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d15fba7f5f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101311</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2021 16:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาล ลดภาระหนี้ กยศ. ยกเลิกการกำหนดให้มีผู้ค้ำประกันการชำระเงินคืนกองทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 เม.ย.64 - &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใยปัญหาหนี้ ทั้งหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และปัญหาหนี้สินครู และมอบหมายให้หน่วยงานเร่งหามาตรการช่วยเหลือ ดังนั้น รัฐบาลโดย กยศ. จึงได้ยกเลิกการกำหนดให้มีผู้ค้ำประกันการชำระเงินคืนกองทุน สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ได้รับอนุมัติให้กู้ยืมเงินและทำสัญญากู้ยืมเงินใหม่ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เป็นต้นไป &amp;nbsp;รวมทั้งลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0.01% ต่อปี เป็นการเฉพาะกิจ สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืนกองทุนและมิได้เป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้หรือเคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 &amp;ndash; 31 ธันวาคม 2564 &amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือผู้กู้ยืมสู้ภัยโควิดถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2564 นอกจากนี้ จะชะลอการฟ้องร้องดำเนินคดี สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ผิดนัดชำระหนี้ประจำปี 2563 และปี 2564 ยกเว้นคดีที่จะขาดอายุความในปี 2564 &amp;nbsp;ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้กู้ยืมเงินที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังเปิดเผยว่า หลังจากที่มีการเปิดตัว &amp;ldquo;กยศ. Connect&amp;rdquo; &amp;nbsp;เพื่อเป็นช่องทางดิจิทัลสำหรับการชำระหนี้ของผู้กู้ยืมเงิน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 เป็นต้นไป มียอดดาวน์โหลด (ณ 28เม.ย.64) &amp;nbsp;ถึง 2,580,553 ราย โดยเงื่อนไขการกู้ยืมยังเป็น 4 ลักษณะ คือ ลักษณะที่ 1 นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลักษณะที่ 2 นักเรียน/นักศึกษาที่ศึกษาในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลัก ซึ่งมีความชัดเจนของการผลิตกําลังคนและมีความจําเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ลักษณะที่ 3 นักเรียนหรือนักศึกษา ที่ศึกษาในสาขาวิชาขาดแคลน หรือที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ และลักษณะที่ 4 นักเรียนหรือนักศึกษาที่เรียนดี เพื่อสร้างความเป็นเลิศ โดยเปิดให้กู้ในระดับปริญญาโทด้วยซึ่งเป็นตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องเห็นเด็กไทยมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาทุกคน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101311</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., อนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607c44a00fd14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101125</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2021 09:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2021 09:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี &#039;กยศ.&#039;เลิกเกณฑ์ให้มีคนค้ำประกันกู้เงินเรียนประเดิมปีการศึกษา 2564 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 เมษายน 2564 นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการกองทุน กยศ.ได้มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกการกำหนดให้มีผู้ค้ำประกันการชำระเงินคืนกองทุน สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ได้รับอนุมัติให้กู้ยืมเงินและทำสัญญากู้ยืมเงินใหม่ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังเห็นชอบมาตรการเพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้กู้ยืมเงินที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ประกอบด้วย 1. ลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0.01% ต่อปี เป็นการเฉพาะกิจ สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืนกองทุนและมิได้เป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้หรือเคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ (ปกติกองทุนคิดดอกเบี้ย 1% ต่อปีของเงินต้นคงเหลือ) โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. &amp;ndash; 31 ธ.ค. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือผู้กู้ยืมสู้ภัยโควิด จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 2564 เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2564 ประกอบด้วย ลดเบี้ยปรับ 100% กรณีชำระหนี้ปิดบัญชี สำหรับผู้กู้ยืมเงินทุกรายที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี สามารถชำระได้ที่ธนาคารกรุงไทยและธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) หรือไอแบงก์ ทุกสาขา ส่วนผู้กู้ยืมเงินที่ถูกดำเนินคดีต้องลงทะเบียนขอรับสิทธิและนัดหมายวันที่ประสงค์จะชำระหนี้ปิดบัญชีได้ที่ www.studentloan.or.th &amp;nbsp;โดยผู้กู้ยืมเงินต้องชำระค่าทนายความและค่าฤชาธรรมเนียมศาลให้เสร็จสิ้นก่อนปิดบัญชี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังลดเบี้ยปรับ 80% สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีที่ชำระหนี้ค้างทั้งหมดให้มีสถานะปกติ และลดเงินต้น 5% สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืนกองทุนและมิได้เป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้หรือเคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ โดยชำระหนี้ปิดบัญชีในคราวเดียว รวมทั้งลดอัตราการคิดเบี้ยปรับเหลือ 0.5% ต่อปี สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีและไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ชะลอการฟ้องร้องดำเนินคดี สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ผิดนัดชำระหนี้ประจำปี 2563 และปี 2564 ยกเว้นคดีที่จะขาดอายุความในปี 2564 และ 4. งดการขายทอดตลาด ทรัพย์สินของผู้กู้ยืมเงิน และ/หรือผู้ค้ำประกัน ที่กองทุนได้ขอให้กรมบังคับคดียึดทรัพย์ไว้จนถึงสิ้นปี 2564 โดยกองทุนจะต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้กู้ยืมเงิน และ/หรือผู้ค้ำประกันที่ถูกยึดทรัพย์ รวมทั้งผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม ผู้รับจำนองที่ยึดไว้ (ถ้ามี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101125</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., ชัยณรงค์ กัจฉปานันท์, ยกเลิกคนค้ำประกัน, ลดดอกเบี้ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210429/image_big_608a14262d4a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
