<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>60562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;บตท.&quot; บทพิสูจน์ภารกิจพัฒนาตลาดรองฯ  เสริมแกร่งสภาพคล่องอสังหาริมทรัพย์ไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;quot;การควบรวมที่เกิดขึ้นนี้ จึงไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยจะไม่มีตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย เพียงแต่จัดวางให้เป็นฟังก์ชันหนึ่งในหน่วยงานที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) หรือ SMC เป็นหนึ่งในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ประเภทสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกระทรวงการคลัง ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อช่วงที่เศรษฐกิจไทยเกิดวิกฤติปี 2540 ในช่วงที่สถาบันการเงินและภาคธุรกิจของไทยขาดสภาพคล่อง ดังนั้นภารกิจของ บตท.ในช่วงก่อตั้งคือ พัฒนาตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยในประเทศไทย การเสริมสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงิน จนมาถึงบทบาทในการขยายสินเชื่อเพื่อรองรับความต้องการของที่อยู่อาศัย โดยใช้หลักการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) เริ่มต้นด้วยทุนประเดิม 1,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;บทบาทของ บตท.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 7.1pt; text-align: center;&quot;&gt;(กรพล ชินพัฒน์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;กรพล ชินพัฒน์&amp;rdquo; ผู้ช่วยกรรมการและผู้จัดการสายบริหารสินเชื่อ รักษาการในตำแหน่งผู้จัดการ บตท. เล่าถึงพันธกิจหลักของ บตท. ตั้งแต่ช่วงก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ เพื่อให้การทำงานออกมามีประสิทธิภาพมากขึ้น ภายใต้การส่งเสริมการเจริญเติบโตของตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยการเสริมสภาพคล่อง และลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ ควบคู่ไปกับการพัฒนาตลาดทุน โดยการทำ Securitization และการออกตราสารหนี้อื่นๆ รวมถึงการช่วยให้ประชาชนสามารถขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยในอัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะยาวได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยการทำงานภายใต้หลักการในการระดมเงินจากตลาดทุนมาให้ตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยการรับซื้อสินเชื่อ ทำให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยกลายเป็นสินเชื่อที่มีสภาพคล่อง สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ และการนำสินเชื่อนั้นมาหนุนหลังตราสารทางการเงิน เป็นการระดมทุนจากตลาดทุนและพัฒนาตลาดทุนไปในตัว ทั้งหมดนี้จะช่วยสร้างเสถียรภาพของระบบการเงินและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นั่นหมายถึงบทบาทของ บตท.ในช่วง 10 หลังก่อตั้ง ได้ถูกปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนั้น โดยกระทรวงการคลังได้มอบบทบาทใหม่ให้ คือ &amp;ldquo;การพัฒนาตลาดทุน&amp;rdquo; ผ่านการออกตราสารหนี้โดยมีสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์หนุนหลัง ที่ในขณะนั้นเองประเทศไทยยังไม่เคยมี นั่นเป็นจุดกำเนิดตราสารการเงิน &amp;ldquo;Mortgage-Backed Securities : MBS&amp;rdquo; ที่ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นโบแดงของ บตท.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;เดินหน้าออกผลิตภัณฑ์ใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;กระทรวงการคลังผลักดันให้ บตท.ทำหน้าที่ในการเพิ่มผลิตภัณฑ์ให้ตลาดทุน โดย MBS จะเป็นตราสารทางการเงินที่ผู้ซื้อลงทุนในสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งบทบาทตรงนี้ดำเนินควบคู่ไปกับบทบาทในการออกสินเชื่อที่อยู่อาศัยอัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะยาว ด้วยเพราะกระทรวงการคลังมองเห็นว่า ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะยาวเพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนเลย เพราะสินเชื่อที่อยู่อาศัยประเภทนี้ ข้อดีคือจะช่วยลดความกังวลให้กับประชาชน เนื่องจากหากดอกเบี้ยปรับขึ้นทุก ๆ 1% ค่างวดที่ประชาชนจะต้องส่งจะปรับเพิ่มขึ้นทันที 7%&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ บตท.ก็ได้มีการปรับรูปแบบการทำธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับองค์กร ด้วยการเริ่มซื้อพอร์ตสินเชื่อจากสถาบันการเงินมาบริหารจัดการ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นแหล่งรายได้หนึ่งที่สำคัญของ บตท.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจาก บตท.เริ่มมีสต๊อกสินเชื่อที่อยู่อาศัยในมือ ก็เริ่มออก MBS โดยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้ดำเนินการออก MBS ไปแล้วจำนวน 9 กอง คิดเป็นวงเงิน 2.4 หมื่นล้านบาท จากปริมาณสินเชื่อที่ซื้อรวมๆ กันในช่วง 10 ที่ผ่านมา อยู่ที่ 2.6 หมื่นล้านบาท ตรงนี้ บตท.เก็บสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ไว้ส่วนหนึ่งในการบริหารสภาพคล่องขององค์กร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;ภารกิจควบรวม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;กรพล&amp;rdquo; ยอมรับว่า บทบาทและภารกิจของ บตท.ในช่วงที่ผ่านมา อาจจะยังไม่ตอบโจทย์วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งมากนัก นั่นเพราะอัตราดอกเบี้ยของประเทศไทยยังอยู่ในช่วงขาลง จึงเป็นเรื่องที่สะท้อนได้ค่อนข้างชัดเจนว่า นโยบายอัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะยาวของ บตท. จะไม่เวิร์กกับสถานการณ์ตลาดเงินและตลาดทุนไทยอย่างแน่นอน โดยหากลงลึกในรายละเอียดจะพบว่าสัดส่วนลูกค้าดอกเบี้ยคงที่ระยะยาว 10 ปี มีเพียง 1% เท่านั้น รองลงมาเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ 7 ปี มี 3% ดอกเบี้ยคงที่ 5 ปี มี 2% ที่เหลือเป็นดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี และอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้ แม้ว่า &amp;ldquo;กระทรวงการคลัง&amp;rdquo; จะยังยืนยันว่า บตท.ยังมีความจำเป็นและมีประโยชน์กับระบบการเงินของประเทศไทย แต่ด้วยระบบนิเวศทางการเงินในหลายๆ ปัจจัยที่ไม่เอื้ออำนวย จึงเป็นเหตุให้มีแนวคิดเรื่อง การควบรวม เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยย้อนไปเมื่อปี 2561 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ขณะที่กระทรวงการคลังจับมือกับธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เดินหน้าศึกษาถึงความจำเป็นและความเหมาะสมในการทำหน้าที่ของ บตท. กับตลาดการเงินไทย จนผลการศึกษาออกมาตรงกันทั้งหมดว่า &amp;ldquo;บตท.ยังมีความจำเป็น&amp;rdquo; แต่ด้วยขนาดขององค์กรที่เล็กเกินไป ด้วยทุนจัดตั้งที่มีอยู่อย่างจำกัด แม้ขณะนั้นจะทำเรื่องขอเพิ่มทุน 2,000 ล้านบาทไปยังกระทรวงการคลังแล้วก็ตาม ตรงนี้ทำให้มองว่าการทำงานของ บตท.อาจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จึงเกิดแนวคิด ควบรวม เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในที่สุด กระทรวงการคลังได้มีคำสั่งมาที่ บตท. ให้หยุดการซื้อสินทรัพย์ โดยพอร์ตขณะนั้นอยู่ที่ 2.6 หมื่นล้านบาท โดยจนถึงปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อของ บตท. ปรับลดลงมาเหลือ 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้พยายามบริหารจัดการเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับสภาพคล่องขององค์กร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย บตท.ถูกสั่งให้ควบรวมเข้ากับ &amp;ldquo;ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)&amp;rdquo; โดยทุกฝ่ายพิจารณาแล้วว่ามีความเหมาะสมที่สุด เพราะย้อนไปในอดีต บตท.เองก็เคยเป็นสำนักงานตลาดรองสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งอยู่ภายใต้ ธอส.มาก่อน จุดนี้เองทำให้กระทรวงการคลังมองว่า ถ้าจะต้องเกิดการควบรวมขึ้น ธอส.จึงตอบโจทย์มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระบวนการควบรวมเดินหน้าไปตามขั้นตอน โดยกระทรวงการคลังได้นำเรื่องนี้เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ จนมาถึงการร่างกฎหมายยุบเลิก บตท. เพื่อให้ไปรวมกับ ธอส. ซึ่งผ่านสภาวาระที่ 1 เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าภายในเดือน พ.ค. 2563 น่าจะเข้าสู่การพิจารณาวาระ 2 และ 3 หลังจากนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา โดยคาดว่ากระบวนการในส่วนนี้จะเสร็จสิ้นภายในเดือน มิ.ย.2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่กระบวนการควบรวม ตามกฎหมายจะมีเวลาให้ 270 วัน หรือ 9 เดือนในการจัดการส่วนนี้ ซึ่งตรงนี้ บตท.ได้หารือกับ ธอส.ในเบื้องต้นว่า กระบวนการควบรวมควรเป็นไปอย่างรอบคอบ และรวดเร็ว ทำให้ประเมินในเบื้องต้นว่า กระบวนการควบรวมจะแล้วเสร็จอย่างเร็วที่สุดภายใน 6 เดือน (ต้นปี 2564) หรืออย่างช้าที่สุดภายใน 9 เดือนหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;ความท้าทายหลังควบรวม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำถามที่ตามมาทันทีว่า ภายหลังการควบรวมแล้ว บทบาทของ บตท.จะเป็นอย่างไร &amp;ldquo;กรพล&amp;rdquo; ชี้แจงว่า ยอมรับว่ามีการหารือถึงเรื่องนี้พอสมควร โดยกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง มองว่า Seccuritization ซึ่งเป็นเครื่องมือของ บตท. ยังมีความจำเป็นอย่างมาก หากถึงจุดที่สถานการณ์ในประเทศไทยมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;การควบรวมที่เกิดขึ้นนี้ จึงไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะไม่มีตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย เพียงแต่จัดวางให้เป็นฟังก์ชันหนึ่งในหน่วยงานที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;ทิศทางภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;กรพล&amp;rdquo; ยังได้ฉายภาพทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยหลังจากนี้ว่า อาจจะยังไม่หวือหวาไปอย่างน้อย 3 ปี ตามภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่าจะยังอยู่ในช่วงชะลอตัว โดยตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยเริ่มชะลอตัวลงอย่างชัดเจนตั้งแต่ ธปท.ออกมาตรการ LTV ในช่วงเดือน เม.ย.2562 ซึ่งเป็นมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงให้ธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่เกิดจากการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์ ทันทีที่มาตรการนี้ออกมา ทำให้ตลาด &amp;ldquo;ช็อก&amp;rdquo; และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่สะท้อนชัดเจนคือ ความต้องการและกำลังซื้อที่อยู่อาศัยลดลงทันที ส่งผลให้เกิดโอเวอร์ซับไพรม์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ จนล่าสุดแม้ ธปท.จะออกมาผ่อนคลายหลักเกณฑ์ต่างๆ ตามมาตรการ แต่หลายฝ่ายก็มองว่าสายไปเสียแล้ว! นั่นเพราะเศรษฐกิจประเทศไทยเข้าสู่ช่วงชะลอตัวจากปัจจัยเสี่ยงมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เดิมทีหลายฝ่ายมองว่าปี 2563 เศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นตัวเข้าสู่จุดที่สมดุลมากขึ้น นั่นจะส่งผลให้ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยกลับมา ที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบ แนวดิ่งที่ล้นตลาดในขณะนี้จะลดลงจนอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล ผู้ประกอบการเองก็จะเริ่มวางแผนลงทุนใหม่ แต่สถานการณ์จริงกลับไม่เป็นอย่างที่คิด จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก กำลังซื้อ หนี้ครัวเรือน การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นเหตุผลที่ทำให้หลายฝ่ายมองว่า ที่อยู่อาศัยที่ล้นตลาดในขณะนี้ก็จะยังคงกองอยู่ในตลาดต่อในอีกระยะหนึ่ง แต่ครั้งนี้สถานการณ์ไม่ได้ร้ายแรงจนถึงขึ้นทำให้เศรษฐกิจวิกฤติเหมือนปี 2540 หรือเกิดปัญหาฟองสบู่แตกแน่นอน เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีการปรับตัววางแผนการระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้และวิธีอื่นๆ ทำให้คลายความกังวลเรื่องสภาพคล่อง ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่แตกต่างกับวิกฤติปี 2540 อย่างชัดเจน แต่แม้สภาพคล่องจะไม่มีปัญหา แต่การดำเนินธุรกิจก็อาจจะไม่ได้กำไรหวือหวา ไม่ถึงกับล้ม แต่จะซึม นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้มองได้ว่าเศรษฐกิจไทยจะยังไม่เติบโตในในช่วง 3 ปีนี้&amp;rdquo; กรพลระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลที่ออกมา จะมีผลในช่วงสั้นเท่านั้น หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าการแก้ปัญหาที่ดีและตรงจุดที่สุดคือ การกระตุ้นกำลังซื้อ และการเสริมความเชื่อมั่นของภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการลงทุนเพิ่ม โดยทั้งหมดยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60562</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรพล ชินพัฒน์, บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200322/image_big_5e7764602fc06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
