<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114282</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งแจ้งเตือน ป้ายเลขปลอม เจ้าของติดคุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขนส่งฯ เตือนเจ้าของรถที่ปลอมแปลงป้ายทะเบียนรถ มีความผิดตามกฎหมาย จำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 บาทถึง 10,000 บาท ส่วนแผ่นป้ายทะเบียนรถชำรุด ตัวอักษรหรือตัวเลขลบเลือน รวมถึงกรณีสูญหาย ให้เจ้าของรถเร่งดำเนินการขอรับแผ่นป้ายทะเบียนใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางพรรณี พุ่มพันธ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยกรณีที่มีเจ้าของรถบางราย แก้ไข ดัดแปลง แผ่นป้ายทะเบียนรถทั้งหมดหรือบางส่วน การเขียนแก้ไขตัวเลขด้วยลายมือให้เป็นเลขอื่นตามความเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงกรณีที่นำวัสดุ เช่น แผ่นทองคำเปลวหรือแผ่นสติกเกอร์ ติดทับจนบดบังตัวอักษรหรือตัวเลขบนแผ่นป้ายทะเบียนรถ กรณีการใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถสกรีนลวดลายกราฟฟิกเลียนแบบแผ่นป้ายทะเบียนประมูล รวมทั้งการนำแผ่นป้ายพลาสติกที่สกรีนลายกราฟฟิกไปใช้ครอบแผ่นป้ายทะเบียนรถ ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นแผ่นป้ายทะเบียนประมูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีกรณีทำแผ่นป้ายทะเบียนรถใหม่ทั้งแผ่นเลียนแบบแผ่นป้ายทะเบียนประมูลโดยใช้เลขทะเบียนเดิม และการใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถที่ทางราชการไม่ได้ออกให้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 11 ประกอบมาตรา 60 ฐานใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถที่มีลักษณะไม่ถูกต้องหรือแสดงแผ่นป้ายทะเบียนรถไม่ถูกต้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นแผ่นป้ายทะเบียนรถปลอม หมายเลขทะเบียนรถไม่ตรงกับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี ไม่ตรงกับสำเนาใบคู่มือจดทะเบียนรถ และรายละเอียดของตัวรถ ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นเกิดความสับสนและไม่สามารถระบุหมายเลขทะเบียนรถได้ อาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ฐานปลอมแปลงเอกสารราชการ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 บาทถึง 10,000 บาท&amp;rdquo; นางพรรณี กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเจ้าของรถที่แผ่นป้ายทะเบียนรถชำรุด ตัวอักษรหรือตัวเลขลบเลือน เนื่องมาจากการใช้งาน รวมถึงกรณีสูญหาย แนะนำให้เจ้าของรถเร่งดำเนินการขอรับแผ่นป้ายทะเบียนรถใหม่ทดแทนของเดิมให้ถูกต้องตามกฎหมาย ได้ที่สำนักงานขนส่งที่รถนั้นจดทะเบียน ซึ่งจะได้รับแผ่นป้ายทะเบียนรถใหม่ ภายใน 15 วันทำการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม กรณีเป็นการจองหมายเลขทะเบียนรถที่ยังไม่เคยจดทะเบียน (รถใหม่) ผู้จองต้องได้รับรถก่อนจึงจะสามารถจองหมายเลขทะเบียนรถได้ ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ สามารถทราบผลการจองได้ทันที ช่วยลดขั้นตอน ไม่ต้องเดินทางมาติดต่อที่กรมการขนส่งทางบก ลดโอกาสเสี่ยงในการแพร่กระจายและติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำหรับรถที่จดทะเบียนในจังหวัดอื่นสามารถติดต่อสอบถามที่สำนักงานขนส่งในเขตจังหวัดที่จะนำรถไปจดทะเบียน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114282</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางบก, การขอรับแผ่นป้ายทะเบียนใหม่, ดัดแปลงแผ่นป้ายทะเบียนรถ, ปลอมแปลงป้ายทะเบียนรถ, ป้ายทะเบียนใหม่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200808/image_big_5f2ea7731d6eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 15:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.” ยังเดินหน้า มาช้าแต่มาแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การประชุมคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางบก ครั้งที่ 1/2564 ผ่านไป แนวทาง &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; ยิ่งชัดเจนขึ้น ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะทำงานฯ ในการพิจารณาเพื่อปรับแผนแนวทางการปฏิรูประบบรถโดยสารประจำทางในเขตกรุงเทพมหานคร และจังหวัดที่มีเส้นทางต่อเนื่อง ให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม รวมถึงหาข้อยุติต่อการตั้งข้อสังเกตจากหน่วยงานต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คณะทำงานฯ ชุดดังกล่าว ได้รับการเปิดเผยจาก นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก่อนหน้านี้ว่ามี นายชัยวัฒน์&amp;nbsp; ทองคำคูณ อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน และนายจิรุฒม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เป็นเลขานุการคณะทำงาน โดยมีสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ร่วมพิจารณา ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน แต่เดิมคาดว่าจะได้ข้อยุติในเดือนพฤษภาคมนี้&amp;nbsp; ทั้งนี้รวมไปถึงการหาข้อสรุปในบางประเด็นจากการตั้งข้อสังเกตหรือข้อกังวลของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับ &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; ด้วย ต่อจากนั้นจะดำเนินการจัดทำแผนลงทุนดังกล่าวเพื่อเสนอต่อสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาและเสนอคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ได้มีการเปิดเผย &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; ซึ่งมีการปรับแผนจากการซื้อรถเมล์ใหม่ เปลี่ยนเป็นการจัดเช่ารถโดยสารปรับอากาศพลังงานไฟฟ้าแทน และให้บริการวิ่งในเส้นทางเดินรถที่มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางตามที่กรมการขนส่งทางบกแบ่งใหม่ เป็นของ ขสมก. 108 เส้นทาง และของเอกชนอีก 54 เส้นทาง รวมระยะเวลา 7 ปี ซึ่งจะเป็นการจ่ายค่าจ้างตามกิโลเมตรที่วิ่งให้บริการจริง ในอัตราที่ ขสมก. กำหนด และยังมีการกำหนดอัตราค่าโดยสารเป็นอัตราเดียว (Single Price) ในอัตรา 30 บาท/คน/วัน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยยังคงมีทางเลือกสำหรับค่าโดยสารแบบเที่ยวเดียวไว้ให้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ &amp;quot;สภาพัฒน์&amp;quot; ก็เคยย้ำว่า &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; นั้น ขณะนี้ไม่ได้ติดอยู่ที่สภาพัฒน์ และกระทรวงคมนาคมไม่จำเป็นต้องนำแผนฟื้นฟูฯ มาให้สภาพัฒน์พิจารณาก่อนเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่สิ่งที่กระทรวงคมนาคมต้องเสนอให้สภาพัฒน์พิจารณา คือ แผนการลงทุนในการจัดหารถโดยสารประจำทางใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในแผนฟื้นฟูฯ ถือเป็นกระบวนการปกติของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจหากต้องจัดซื้อจัดจ้างต้องส่งมาให้สภาพัฒน์พิจารณาด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ตามที่กรมการขนส่งทางบก ได้ออกประกาศ เรื่อง &amp;ldquo;การปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19)&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2564 โดยขอความร่วมมือผู้ประกอบการขนส่ง พิจารณาปรับลดจำนวนเที่ยวการเดินรถ ในการให้บริการขนส่งผู้โดยสารระหว่างจังหวัดในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดเท่าที่สามารถจะทำได้ โดยให้พิจารณาจัดการเดินรถตามความจำเป็น ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมทั้ง ปรับลดการให้บริการ ในช่วงเวลา 23.00 &amp;ndash; 04.00 น. ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2564 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังได้ปรับลดจำนวนเที่ยววิ่งรถโดยสารทุกประเภท ในช่วงเวลาการให้บริการปกติ ทั้งรถโดยสารธรรมดา และรถโดยสารปรับอากาศ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2564 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศฯ และสอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้บริการในปัจจุบันที่มีจำนวนลดลง เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นการทำงานอยู่ที่บ้าน (Work From Home) และสถานศึกษาหลายแห่ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ขสมก. ปรับลดจำนวนเที่ยววิ่ง เฉพาะเส้นทางที่มีผู้ใช้บริการลดลง ส่วนเส้นทางที่มีจำนวนผู้ใช้บริการเท่าเดิม จะไม่มีการปรับลดจำนวนเที่ยววิ่งแต่อย่างใด นอกจากนี้ ขสมก. ยังได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด - 19 อย่างเคร่งครัด เพื่อลดผลกระทบและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้ใช้บริการรถโดยสารของ ขสมก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นาทีนี้จึงต้องบอกว่าถ้า &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; มาเร็วกว่านี้สักหน่อย ประชาชนจะได้ใช้รถเมล์ใหม่ระบบพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แถมยังลดการวิ่งในเส้นทางที่ซ้ำซ้อน ไม่ต้องรอรถนาน จากจำนวนรถน้อยและสภาพเก่าทรุดโทรม และยังมีรถควันดำเป็นมลพิษด้วย ตอนนี้จึงได้แต่รอว่า &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; จะผ่านฉลุย เดินหน้ารับ &amp;ldquo;ชีวิตวิถีใหม่&amp;rdquo; ให้เร็วที่สุด ไม่ค้างเติ่งถูกดองไว้ที่สภาพัฒน์ นานๆ&amp;nbsp; สามารถสรุปส่งเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เร็วเท่าไหร่ก็เริ่มได้เร็วเท่านั้น ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ยังคงยืนยันหนักแน่นว่าถึงมาช้าแต่มาแน่ และนี่ถือเป็นอีกหนทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนคนกรุงเทพฯ ได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมที่สุดอย่างหนึ่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101732</URL_LINK>
                <HASHTAG>Single Price, กรมการขนส่งทางบก, กระทรวงคมนาคม, ขนส่งทางบก, ขสมก., นายจิรุฒม์ วิศาลจิตร, นายชัยวัฒน์  ทองคำคูณ, นายดนุชา พิชยนันท์, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล, รถโดยสารประจำทาง, สนข., สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สศช., สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร, องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ, แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_609106928a838.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99041</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2021 14:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2021 14:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯคุมเข้มจับGPSความเร็ว รถโดยสารสาธารณะช่วงสงกรานต์แบบเรียลไทม์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10เม.ย.64-นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมมอบนโยบายให้กรมการขนส่งทางบก เพิ่มความเข้มข้นมาตรการควบคุมพฤติกรรมการใช้ความเร็วบนท้องถนนของรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2564 เพื่อให้การเดินทางบนท้องถนนมีความปลอดภัยสูงสุด กรมการขนส่งทางบกได้กำชับให้สำนักงานขนส่งทุกแห่งเพิ่มความเข้มงวดมาตรการตรวจสอบและควบคุมการใช้ความเร็วของรถโดยสารสาธารณะทุกคันที่ออกเดินทางจากสถานีขนส่งผู้โดยสาร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ต้องตรวจสอบการทำงานของระบบ GPS Tracking ให้ส่งข้อมูลแจ้งตำแหน่งของรถปรากฏที่ศูนย์บริหารจัดการเดินรถระบบ GPS ได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการตรวจความพร้อมก่อนให้บริการตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด หากพบระบบ GPS Tracking ขัดข้องไม่สามารถแก้ไขได้ ผู้ประกอบการขนส่งต้องจัดหารถคันใหม่ทดแทนทันที เช่นเดียวกับกรณีของการตรวจสภาพความพร้อมรถและอุปกรณ์ส่วนควบเพื่อความปลอดภัย หากพบความบกพร่องที่อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุต้องเปลี่ยนรถคันใหม่ทดแทนเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ต้องกำชับเข้มงวดให้พนักงานขับรถทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ใช้ความเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ขับในเลนซ้ายสุด เพื่อไม่ให้กีดขวางจราจรของรถประเภทอื่น ชั่วโมงการทำงานต้องไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด พักผ่อนเพียงพอ ไม่ใช้สารเสพติด แอลกอฮอล์ในลมหายใจต้องเป็นศูนย์มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ โดยกรมการขนส่งทางบกจะติดตามตรวจสอบการเดินรถโดยสารสาธารณะด้วยระบบ GPS Tracking ตลอดเส้นทาง และเพิ่มความถี่ในการออกหน่วยเคลื่อนที่ตรวจจับความเร็วด้วยกล้องเลเซอร์ในเส้นทางสายหลัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากพบการใช้ความเร็วเกินที่กฎหมายกำหนด ประสานผู้ประกอบการขนส่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อระงับการใช้ความเร็ว ควบคู่กับมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนที่ต้องเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์&amp;rdquo;นายจิรุตม์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรถบรรทุกที่มีความจำเป็นต้องทำการขนส่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีการติดตามการเดินรถผ่านระบบ GPS Tracking และตรวจจับความเร็วด้วยกล้องเลเซอร์เช่นเดียวกับรถโดยสารสาธารณะ โดยขอความร่วมมือรถบรรทุกหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีประชาชนใช้รถใช้ถนนเป็นจำนวนมาก ปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยความปลอดภัยในการขนส่งและปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เช่น การขับรถโดยใช้ความเร็วที่เหมาะสมกับสภาพถนน ใช้ช่องทางจราจรซ้ายสุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีต้องใช้เส้นทางที่มีช่วงขึ้นเขาลงเขา ขอให้หลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่มีประชาชนใช้ถนนจำนวนมาก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการชะลอตัว และทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด ห้ามจอดรถบริเวณไหล่ทาง และขอให้ปฏิบัติตามข้อบังคับหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร ว่าด้วยการกำหนดห้ามรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไปเดินรถในถนนบางสาย เช่น สายเหนือ ถนนพหลโยธิน (ทางหลวงหมายเลข 1) ช่วงนครสวรรค์ ถนนรังสิโยทัย (ทางหลวงหมายเลข 117) สายอีสาน ถนนพหลโยธิน (ทางหลวงหมายเลข 1) สระบุรี ถนนมิตรภาพ (ทางหลวงหมายเลข 2) แก่งคอยถึงสีคิ้ว ถนนกบินทร์บุรี-ปักธงชัย (ทางหลวงหมายเลข 304) บุรีรัมย์-อรัญประเทศ (ทางหลวงหมายเลข 348)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ ในระหว่างการขนส่งห้ามจอดรถบริเวณไหล่ทางโดยเด็ดขาด ผู้ประกอบการขนส่งต้นสังกัดที่ไม่สามารถควบคุมดูแลพนักงานขับรถให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปลอดภัย หากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ผู้ประกอบการขนส่งต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99041</URL_LINK>
                <HASHTAG>GPS Tracking, กรมการขนส่งทางบก, รถโดยสารสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210410/image_big_6071593c4410c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73926</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ขนส่งถอยกรูด เลิกริบใบขับขี่ คนถือตลอดชีพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขนส่งฯ ถอยกรูดแนวคิดริบใบขับขี่ตลอดชีพถ้าไม่ผ่านสอบใหม่ หลังหลายฝ่ายออกมาค้านกันขรม หันไปเน้นการควบคุมพฤติกรรมด้วยการตัดแต้ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมนี้ นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ชี้แจงว่า กรมการขนส่งทางบกยืนยันจะไม่ยึดคืนใบอนุญาตขับรถตลอดชีพ และไม่เรียกผู้มีใบอนุญาตขับรถตลอดชีพทั้งหมดมาทดสอบสมรรถภาพของร่างกายใหม่ หรือทดสอบขับรถใหม่ ตามข้อมูลที่มีการแชร์กันในขณะนี้อย่างแน่นอน แต่จะมีการศึกษาว่าจะทำอย่างไรที่จะคัดกรองผู้ที่ร่างกายเสื่อมสมรรถภาพ หรือมีสภาวะโรคที่แพทย์วินิจฉัยแล้วเห็นว่ามีผลต่อประสิทธิภาพการขับขี่อย่างปลอดภัย เช่น โรคทางสมอง โรคปัญหาการมองเห็นที่รักษาไม่หาย เป็นต้น เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน การศึกษาดังกล่าวต้องหารือร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และแพทยสภา และต้องพิจารณาข้อกฎหมายประกอบอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบสิทธิผู้ถือใบอนุญาตขับรถตลอดชีพ ดังนั้น ที่มีการแชร์ข้อมูลว่าจะมีการยึดคืนใบอนุญาตขับรถตลอดชีพที่ออกให้แล้ว หรือการให้เข้ามาทดสอบสมรรถภาพของร่างกายใหม่หรือทดสอบขับใหม่ จึงไม่เป็นความจริง การดำเนินการเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถยังคงเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมการขนส่งทางบกกล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกยังได้มีการนำสถิติการเกิดอุบัติเหตุและผลการศึกษาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุมาวิเคราะห์ เพื่อหาแนวทางในการยกระดับมาตรฐานการออกใบอนุญาตขับรถ โดยแบ่งเป็น 7 มิติ ประกอบด้วย 1.การกำหนดสภาวะโรค 2.การทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย 3.การอบรมและทดสอบความรู้ของผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ (ภาคทฤษฎี) โดยจะมีการทบทวนและปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรการอบรมให้สอดคล้องกับการขอรับใบอนุญาต พร้อมทั้งจัดทำระบบอบรมภาคทฤษฎีออนไลน์แบบ e-Learning
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.การอบรมการขับรถและทดสอบความสามารถในการขับรถของผู้ขอรับใบอนุญาตภาคปฏิบัติ 5.การบริหารจัดการ 6.การปรับปรุงรูปแบบใบอนุญาตขับรถ โดยจะปรับปรุงให้สอดคล้องกับอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยการจราจรทางถนน ค.ศ.1968 และ 7.การควบคุมพฤติกรรมการขับรถด้วยมาตรการตัดแต้ม (การติดตามประเมินผล) เพื่อพัฒนามาตรฐานใบอนุญาตขับรถของประเทศไทยให้ครอบคลุมทุกมิติ ยกระดับความปลอดภัยทางถนนของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้มีข่าวออกมาว่า กรมการขนส่งทางบกมีแนวคิดจะเรียกผู้ครอบครองใบขับขี่ตลอดชีพกลับมาทำการทดสอบซ้ำ เนื่องจากสถานการณ์อุบัติเหตุในปัจจุบันที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับผู้ขับขี่ที่มีอายุมากขึ้นอาจมีสมรรถภาพร่างกายไม่เหมือนวันที่มาทำใบขับขี่ทีแรก ทั้งนี้ จากสภาพร่างกายดังกล่าวที่ทรุดโทรมลงไปตามอายุ อาจส่งผลให้มีปัญหาในด้านการมองเห็น การได้ยิน ซึ่งไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม และอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุอันตรายระหว่างการขับขี่ ทั้งต่อตนเองและต่อผู้ร่วมทางรายอื่นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นดังกล่าว อธิบดีกรมการขนส่งทางบกระบุว่า สัปดาห์หน้าจะมีการหารือให้มีการจัดตั้งโครงการเรียกผู้ขับขี่รถ และมีใบอนุญาตแบบตลอดชีพกลับมารับการทดสอบอีกครั้งตามที่ทำการสำนักงานขนส่งทางบกทั่วประเทศ ซึ่งระเบียบในส่วนนี้หากมีผู้ครอบครองใบขับขี่รายใด สภาพร่างกายไม่สามารถขับรถได้ หรือมีความเสี่ยงต่อการก่ออุบัติเหตุบนท้องถนน ก็อาจถึงขั้นพิจารณาเพิกถอน ยกเลิกใบอนุญาตดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันคาดว่ามีผู้ถือครองใบขับขี่ประเภทตลอดชีพอยู่ราว 1 ล้านใบ ภายหลังจากมีคำสั่งยกเลิกไปเมื่อ พ.ศ.2546
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากแนวคิดดังกล่าว ก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากผู้ครอบครองใบขับขี่รถตลอดชีพ ขณะที่ ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า การเพิกถอนใบอนุญาตขับรถด้วยเหตุที่ผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถมีสภาพสังขารร่างกายที่เสื่อมลงจากเหตุสูงอายุนั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้กระทำได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า &amp;quot;ใบขับขี่ตลอดชีพมันหนักหัวใคร เห็นข่าวว่ากรมขนส่งจะให้คนที่ถือใบอนุญาตขับขี่ชนิดตลอดชีพ มาทดสอบใหม่ ต้องถามว่ากรมขนส่งไม่มีงานทำหรือไง? มาเพิ่มงาน? งานที่ทำอยู่เอาให้มันเข้มงวดมากขึ้นไม่ดีกว่าหรือ? งานตรวจสภาพรถ? รถบุโรทั่ง? รถบรรทุกทำส่วนต่อขยายเกินน้ำหนัก? รถไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ยังวิ่งกันเต็มบ้านเต็มเมือง? หรือกรมตั้งใจจะเปลี่ยนกรมจัดหารายได้? คนที่ถือใบขับขี่ตลอดชีพไม่ได้ทำอะไรผิดนะ? ที่บอกว่าคนแก่ขับรถเกิดอุบัติเหตุบ่อย? เอาตัวเลขสถิติมาดู คนขับรถที่เกิดอุบัติบ่อยคือรถจักรยานยนต์? รถบรรทุก? คนขับรถเร็ว? ขับขี่หลังการดื่มสุรา คิดผิดคิดใหม่ได้นะ&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73926</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางบก, ควบคุมพฤติกรรมด้วยการตัดแต้ม, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, ใบอนุญาตขับรถตลอดชีพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200809/image_big_5f3000cfd4355.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73847</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> อัยการเห็นแย้งกรมขนส่ง ริบ‘ใบขับขี่ตลอดชีพ’ไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อัยการธนกฤต&amp;rdquo; เห็นแย้งกรมขนส่งฯ ชี้เพิกถอนใบขับขี่ตลอดชีพเพราะเหตุสูงอายุไม่มีกฎหมายบัญญัติทำได้ ต้องปรากฏเหตุเชื่อได้ว่าผู้ได้รับใบอนุญาตคนใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม จึงเรียกตรวจสอบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 8 สิงหาคม นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ให้ความเห็นกรณีกรมการขนส่งทางบกเสนอเพิกถอนใบขับขี่ตลอดชีพ ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนต่างๆ ว่า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2563 นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกมีโครงการที่จะให้ผู้ถือใบอนุญาตขับรถแบบตลอดชีพที่เป็นผู้สูงอายุ ทำการทดสอบสมรรถภาพความพร้อมในการขับขี่ เนื่องจากผู้ขับรถที่สูงอายุอาจมีสภาพร่างกายที่ไม่พร้อมในการขับรถ และที่ผ่านมามีอุบัติเหตุหลายครั้งเกิดขึ้นจากผู้สูงอายุที่มีใบอนุญาตขับรถแบบตลอดชีพ และอาจมีการพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตขับรถตลอดชีพของผู้สูงอายุที่สภาพร่างกายไม่พร้อมในการขับรถ โดยในขณะนี้มีจำนวนผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถตลอดชีพประมาณ 1 ล้านคนนั้น ผมขอให้ความเห็นส่วนตัวทางวิชาการในข้อกฎหมายต่อกรณีดังกล่าว ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเพิกถอนใบอนุญาตขับรถด้วยเหตุที่ผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถมีสภาพสังขารร่างกายที่เสื่อมลงจากเหตุสูงอายุนั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้กระทำได้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 46 มาตรา 47 และมาตรา 49 ไม่ได้กำหนดให้การที่สภาพร่างกายเสื่อมลงด้วยเหตุสูงอายุ เป็นเหตุให้ถือว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามสำหรับการมีใบอนุญาตขับรถ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดย พ.ร.บ.รถยนต์ บัญญัติถึงกรณีสภาพร่างกายที่ทำให้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ในการมีใบอนุญาตขับรถประเภทต่างๆ ไว้ เช่น มีร่างกายพิการจนเห็นว่าไม่สามารถขับรถได้ มีโรคประจำตัวที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเห็นว่าอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน เป็นผู้มีโรคติดต่อน่ารังเกียจตามที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่ไม่รวมถึงกรณีสภาพร่างกายเสื่อมลงด้วยเหตุสูงอายุด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.การจะใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.รถยนต์ มาตรา 53 วรรคสอง เพื่อเรียกผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถมาตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม ต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้สำหรับผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถประเภทนั้นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น จึงต้องปรากฏเหตุที่ทำให้เชื่อได้ว่า ผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถรายใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายบัญญัติเสียก่อน แล้วจึงจะเรียกบุคคลนั้นๆ เป็นรายบุคคลมาตรวจสอบได้ ไม่ใช่จะสามารถเรียกทุกๆ คนมาสุ่มตรวจแบบเหมาเข่งทั้งหมดได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่น การกำหนดเกณฑ์ว่าคนที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป ทุกคนต้องมาทดสอบสมรรถภาพในการขับรถ เพื่อค้นหาและตรวจสอบว่าใครที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามบ้าง โดยเชื่อว่าคนที่อายุ 70 ปีขึ้นไปอาจมีสภาพร่างกายไม่พร้อมในการขับรถ การกำหนดเช่นนี้ไม่สามารถทำได้ตามกฎหมาย เพราะยังไม่ปรากฏเหตุที่ทำให้เชื่อได้ว่าบุคคลที่อายุ 70 ปีขึ้นไปทุกคนมีสภาพร่างกายไม่พร้อมที่จะขับรถได้ และคนที่อายุ 70 ปีขึ้นไป ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีสภาพร่างกายที่ไม่สามารถขับรถได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; การจะเรียกบุคคลอายุ 70 ปีขึ้นไปมาทำการทดสอบสมรรถภาพการขับรถ จึงจะต้องมีเหตุที่ทำให้เชื่อได้ว่าผู้ขับรถรายนั้นขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายบัญญัติเสียก่อน ถึงจะสามารถเรียกบุคคลนั้นมาตรวจสอบได้ตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และที่สำคัญคือ ตามที่กล่าวไปแล้ว การที่สภาพร่างกายเสื่อมลงด้วยเหตุสูงอายุ ไม่ถือเป็นการขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามที่จะมีใบอนุญาตขับรถตาม พ.ร.บ.รถยนต์ ดังนั้นจะมาใช้เหตุสภาพร่างกายเสื่อมลงด้วยเหตุสูงอายุ เพื่อเรียกบุคคลใดมาตรวจคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายด้วยการทดสอบสมรรถภาพการขับรถ เพื่อพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตขับรถยนต์ของบุคคลนั้นไม่ได้ และยังเป็นการสร้างผลกระทบและภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนจำนวนมากอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การที่กรมการขนส่งทางบกมีแนวความคิดที่จะลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นด้วย แต่ควรตรวจสอบถึงสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนด้วยว่า สาเหตุหลักเกิดจากเรื่องใด ขับรถเร็ว ขับรถประมาท ดื่มสุราเสพของมึนเมาขณะขับรถ บทลงโทษตามกฎหมายไม่เหมาะสม มีบทลงโทษที่เบาเกินไปหรือว่ามีสาเหตุจากเรื่องใด แล้วเร่งรีบดำเนินการพิจารณาแก้ไขสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุจากเหตุนั้น จะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องเหมาะสมและได้ผลในการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้มากกว่า&amp;quot;&amp;nbsp; นายธนกฤตระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73847</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางบก, ลักษณะต้องห้าม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ใบขับขี่ตลอดชีพ, ไม่มีกฎหมายบัญญัติทำได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200808/image_big_5f2ea7731d6eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68743</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2020 12:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2020 12:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯเปิดทางแท็กซี่ รถตุ๊กตุ๊ก ติดตั้งอุปกรณ์ป้ายโฆษณา เพิ่มรายได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มิ.ย. 2563 นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.)เปิดเผยว่า ตามที่กรมการขนส่งทางบกได้ออกประกาศ เรื่อง การจัดให้มีโฆษณาบนรถยนต์สาธารณะและรถยนต์บริการ พ.ศ. 2562 มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้กับผู้ให้บริการรถยนต์สาธารณะ (รถแท็กซี่) รถยนต์บริการ และรถยนต์รับจ้างสามล้อ (รถตุ๊กตุ๊ก) สามารถใช้ประโยชน์จากตัวรถติดตั้งสื่อโฆษณาสินค้าหรือบริการ ในบริเวณที่กำหนดทั้งหมด 4 ลักษณะ ดังนี้ บนหลังคารถ ด้านข้างภายนอกตัวถังรถ บริเวณกระโปรงรถด้านท้าย และภายในตัวรถ

อย่างไรก็ตาม โดยวัสดุที่ใช้ในการโฆษณาต้องเป็นวัสดุที่ไม่ทำให้เกิดอันตรายใด ๆ และต้องเป็นเครื่องมือสื่อที่กรมการขนส่งทางบกเห็นชอบ ตลอดจนรูป ภาพ คำบรรยายและการสื่อความหมายในการโฆษณาจะต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี หรือวัฒนธรรมอันดีงามและไม่ขัดต่อประกาศของกรมการขนส่งทางบก และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

นอกจากการกำหนดบริเวณที่ติดตั้งสื่อโฆษณา ยังต้องคำนึงถึง ความมั่นคงแข็งแรงในการติดตั้ง ทั้งลักษณะ ขนาด สัดส่วน และน้ำหนัก อาทิ การติดตั้งบนหลังคารถ ต้องมีขนาดไม่เกินกว่าความกว้างและความยาวของหลังคารถ และไม่บดบังเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่แสดงการเป็นรถยนต์สาธารณะ เช่น เครื่องหมาย &amp;ldquo;TAXI&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;TAXI METER&amp;rdquo; หรือเครื่องหมายอื่นที่กฎหมายกำหนดให้ต้องติดตั้ง และเมื่อติดตั้งแล้วต้องสามารถมองเห็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่แสดงการเป็นรถยนต์สาธารณะได้อย่างชัดเจนจากด้านหน้าของตัวรถ การติดตั้งด้านข้างภายนอกตัวถังรถ สามารถติดตั้งได้ตั้งแต่บริเวณประตูด้านหลังทั้งสองด้าน ยกเว้นตำแหน่งตั้งแต่ประตูด้านหน้าไปจนถึงบริเวณแก้มหน้ารถทั้งสองด้าน ส่วนของตัวถังที่เป็นกระจก และบานหน้าต่างที่ทำด้วยวัสดุโปร่งแสง

ทั้งนี้ การติดตั้งต้องไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งยื่นพ้นจากตัวรถ และต้องไม่บดบังเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องติดตั้ง การติดตั้งบริเวณกระโปรงรถด้านท้าย ต้องไม่เกินตัวถังรถ และสูงไม่เกิน 5 เซนติเมตร จากขอบฝากระโปรงรถด้านท้ายหรือขอบล่างของกระจกกันลมหลัง กรณีเครื่องมือสื่อมีลักษณะนูนออกมาต้องไม่เกินกันชนรถด้านท้าย และต้องไม่มีส่วนที่แหลมคมอันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่น ส่วนการติดตั้งภายในตัวรถ ให้ติดตั้งได้เฉพาะบริเวณด้านหลังของเบาะรถคู่หน้า โดยเครื่องมือสื่อต้องติดแนบไปกับเบาะรถ และต้องไม่มีส่วนที่แหลมคมอันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้โดยสาร กรณี ใช้เครื่องมือสื่อที่มีแสงหรือเสียง ต้องจัดให้มีระบบให้ผู้โดยสารสามารถปิด &amp;ndash; เปิดแสงหรือเสียงได้

นายกจิรุตม์ กล่าวว่า หากมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้รับความเห็นชอบหรือที่กฎหมายกำหนด กรมการขนส่งทางบกสามารถเพิกถอนการให้ความเห็นชอบได้ทันที ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเครื่องมือสื่อที่ใช้ในการโฆษณาบนรถยนต์สาธารณะ ได้รับความเห็นชอบจากกรมการขนส่งทางบกแล้วหลายแบบ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ผู้ขับรถยนต์สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันมีรถแท็กซี่อยู่ประมาณ 80,000 กว่าคัน มีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากการติดตั้งโฆษณาบนเครื่องมือสื่อดังกล่าว สำหรับผู้สนใจจัดทำเครื่องมือสื่อที่ใช้สำหรับโฆษณาบนรถยนต์สาธารณะหรือรถยนต์บริการที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นขอความเห็นชอบพร้อมเอกสารหลักฐาน ที่สำนักการขนส่งผู้โดยสาร กรมการขนส่งทางบก ส่วนต่างจังหวัดมีให้ยื่นได้ที่สำนักงานขนส่งจังหวัด&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68743</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางบก, จิรุตม์  วิศาลจิตร, ป่ายโฆษณา, รถตุ๊กๆ, รถแท็กซี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190821/image_big_5d5cb387495a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62779</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2020 22:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2020 22:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เช็คด่วน !!! ขนส่งสั่งระงับการเดินรถสาธารณะ 220 เส้นทาง 15 จังหวัดทั่วประเทศ ป้องกันโควิดระบาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 เมษายน 2563 นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.)เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2563 ได้ เซ็นคำสั่งเรื่อง ระงับการเดินรถโดยสารสารประจำทางในเส้นทางหมวด 2 และหมวด 3ในเส้นทางที่มีต้นทางหรือปลายทางในเขตพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา
จนกว่าจะมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (COVID-19)ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยคำสั่งดังกล่าว มีผลตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตามซึ่งคณะกรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ในการประชุมครั้งที่3/2563เมื่อวันที่ 26มีนาคม 63ได้อนุมัติในหลักการให้อธิบดีกรมการขนส่งทางบกในฐานะนายทะเบียนกลางมีอำนาจในการออกคำสั่งให้ผู้ประกอบการขนส่งในเส้นทางรถโดยสารประจำทางหมวด 1หมวด 4กรุงเทพมหานคร และหมวด 2หมวด 3และรถโดยสารไม่ประจำทางภายในเขตกรุงเทพมหานคร และระหว่างจังหวัด จัดการเดินรถตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดหรือระงับการเดินรถหรือจำกัดพื้นที่การเดินรถในเส้นทางหรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสCOVID-19เป็นการชั่วคราว

ทั้งนี้ประกอบกับนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่ง ที่ 7/2563 ลงวันที่ 8 เมษายน 63แต่งตั้งปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับการคมนาคม และการขนส่งทั่วราชอาณาจักร อธิบดีกรมการขนส่งทางบกโดยความเห็นชอบของปลัดกระทรวงคมนาคม จึงมีคำสั่ง ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งประจำทางด้วยรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารระงับการเดินรถในเส้นทางหมวด 2และหมวด 3ที่มีต้นทางหรือปลายทางในเขตพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาเป็นการชั่วคราว

นายจิรุตม์ กล่าวว่าเป็นเรื่องที่จังหวัด แต่ละจังหวัดส่งความต้องการในการปิดเส้นทางเดินทางเข้าสู่จังหวัดนั่นๆเพื่อป้องกันการระบาด COVID -19 เข้ามา ที่กรมการขนส่งทางบกหลังจากนั้น กรมฯจะรายงานให้นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคมในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคม-การขนส่งทั่วราชอาณาจักรพิจารณาอนุมัติ หลังจากนั้นจะดำเนินการออกประกาศในลักษณะดังกล่าวล่าสุดจะมีประกาศในลักษณะเดียวกันของจังหวัดเชียงรายตามออกมาอีก 1 จังหวัด

นายจิรุตม์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับการดำเนินการของกรมการขนส่งทางบก เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น โดยได้ออกคำสั่งระงับการเดินรถโดยสารสาธารณะเป็นการชั่วคราวในสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตพื้นที่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดออกคำสั่งระงับการเดินรถ รวม 15 จังหวัด ประกอบด้วย หมวด 2 ระงับ 35 เส้นทาง จากทั้งหมด 209 เส้นทาง หรือคิดเป็น 16.75% ได้แก่ พังงา 3 เส้นทาง, ภูเก็ต 2 เส้นทาง, กระบี่ 3 เส้นทาง, สตูล 2 เส้นทาง, ยะลา 1 เส้นทาง, พัทลุง 1 เส้นทาง, สงขลา 4 เส้นทาง, นราธิวาส 2 เส้นทาง, บึงกาฬ 2 เส้นทาง, นครราชสีมา 2 เส้นทาง, นครพนม 6 เส้นทาง, ร้อยเอ็ด 4 เส้นทาง และตราด 3 เส้นทาง

ขณะที่หมวด 3 ระงับ 185 เส้นทางจากทั้งหมด 634 เส้นทางหรือคิดเป็น 29.18% ได้แก่ พังงา 3 เส้นทาง, ภูเก็ต 27 เส้นทาง, กระบี่ 10 เส้นทาง, ตรัง 7 เส้นทาง, สตูล 1 เส้นทาง, ยะลา 13 เส้นทาง, พัทลุง 4 เส้นทาง, สงขลา 27 เส้นทาง, ปัตตานี 7 เส้นทาง, นราธิวาส 2 เส้นทาง, บึงกาฬ 10 เส้นทาง, นครราชสีมา 31 เส้นทาง, นครพนม 20 เส้นทาง, ร้อยเอ็ด 17 เส้นทาง และตราด 6 เส้นทาง
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62779</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางบก, รถสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200410/image_big_5e908fa220f3b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
