<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115070</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2021 19:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2021 19:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมรางฯคลายล็อกผู้โดยสารใช้รถไฟ-รถไฟฟ้าไม่เกิน 75%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ส.ค. 2564 รายงานข่าวจากกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ออกประกาศกรมการขนส่งทางราง เรื่อง การควบคุมความหนาแน่นของผู้โดยสารภายในขบวนรถไฟและรถไฟฟ้า ภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หลังจากรัฐบาลได้มีการออกประกาศข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 32) ประกาศ ณ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2564 ผ่อนคลายล็อกดาวน์ 29 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ซึ่งมีการเปิดให้ทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งเรื่องการขนส่งสาธารณะ โดยมีการให้เพิ่มจำนวนผู้โดยสารในการใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น แต่ไม่เกินร้อยละ 75 ของความจุผู้โดยสารสำหรับยานพาหนะแต่ละประเภท และต้องจัดให้มีการเว้นระยะห่าง การมีระบบระบายอากาศที่ดี การแวะพักตามช่วงเวลา รวมทั้งการปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขที่ทางราชการกำหนดอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเพื่อให้การกำกับดูแลการให้บริการขนส่งสาธารณะทางรางในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ตลอดจนการขนส่งสาธารณะทางรางระหว่างจังหวัด มีความสอดคล้องและเป็นไปตามประกาศข้อกำหนดดังกล่าว กรมการขนส่งทางรางจึงออกประกาศฯ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1. ให้ยกเลิกความในข้อ 1 ของประกาศกรมการขนส่งทางราง เรื่อง มาตรการพึงปฏิบัติการจัดการระบบขนส่งทางรางภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ฉบับที่ 11 ประกาศ ณ วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ขอความร่วมมือให้หน่วยงานที่ให้บริการขนส่งทางรางทุกระบบ บริหารจัดการและควบคุมความหนาแน่นของผู้โดยสารภายในขบวนรถไม่ให้เกิน75% ของความจุสูงสุด ควบคู่กับการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ในประกาศกรมการขนส่งทางราง เรื่อง มาตรการพึงปฏิบัติการจัดการระบบขนส่งทางราง ภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ฉบับที่ 10 ประกาศ ณ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ฉบับที่ 11 ประกาศ ณ วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 และฉบับที่ 12 ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564 โดยให้มีผลเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 เป็นต้นไปหรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115070</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางราง, กรมการขนส่งทางราง (ขร.), ขบวนรถไฟ, ความหนาแน่นของผู้โดยสาร, รถไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612cc95e4e750.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113959</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 13:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 13:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> จี้สตง.บี้รถไฟฟ้าทั่วกรุงแก้ปัญหามลพิษทางเสียง ขู่ไม่เป็นผลร่วมกับปชช.ฟ้องศาลต่อไป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
20ส.ค.64 - เมื่อเวลา 10.00 น.ที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่า สตง. เนื่องจากมีประชาชนร้องเรียนมายังสมาคมฯบ่อยครั้งมากว่า ได้รับผลกระทบจากปัญหาเสียงดังและความสั่นสะเทือนจากการเดินรถของรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพและปริมณฑล ล่าสุดคือหมู่บ้านกลางเมือง ปิ่นเกล้า-จรัญฯ ใกล้รถไฟฟ้าสายสีแดงของ รฟท. ซึ่งได้ก่อปัญหามลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือนรบกวนการหลับนอนและการพักผ่อนของชาวบ้านอย่างมาก แม้เคยร้องเรียนไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ก็ไม่ไม่เห็นแก้ปัญหาให้แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เนื่องจากปัจจุบันมีเส้นทางรถไฟฟ้าเกิดขึ้นหลาย 10 เส้นทางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทั้งที่เปิดให้บริการแล้ว และยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง เมื่อมีการเปิดการเดินรถไฟฟ้าวิ่งผ่านจะเกิดเสียงจากแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้เป็นมลภาวะทางเสียงและแรงสั่นสะเทือน ซึ่งบริเวณที่มีเส้นทางการเดินรถไฟฟ้าตัดผ่านนั้น มีหลายจุดที่เป็นพื้นที่อ่อนไหว เช่น โรงพยาบาลที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ต้องการความเที่ยงตรงสูงอ่อนไหวต่อแรงสั่นสะเทือน และเสียงที่กระทบต่อผู้ป่วย ตลอดจนรบกวนการทำงานและการอยู่อาศัยของเคหสถานและสถานที่ราชการต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารที่พักอาศัยสองข้างทางรถไฟฟ้าในยามวิกาล จะได้รับผลกระทบจากเสียงและแรงสั่นสะเทือน ยังส่งผลต่อตัวอาคารและสถานที่ เช่น โรงเรียน วัด สถานที่ทางศาสนา และ โบราณสถานต่างๆด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวรรณ กล่าวว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องสามารถป้องกันบรรเทาได้ ด้วยการออกแบบและแก้ไขปรับปรุงทางวิศวกรรม จากงานวิจัยหลายฉบับของ International union of railways (UIC) เช่น Railway Noise in Europe (2016) และ Noise Reduction in Rail Freight (2007) พบว่ามีแนวทางการลดค่าระดับเสียงได้ด้วยปรับเพิ่มความแข็งแรงของแผ่นรองราง (Rail Pad Stiffness) เพื่อลดการสั่นสะเทือน การเจียรราง (Rail Grinding) ร่วมกับการติดตั้งกำแพงกั้นเสียง แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมขนส่งทางราง (ขร.) กลับเพิกเฉยที่จะบังคับให้ กทม. รฟม.และ รฟท. ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาตั้งแต่การกำหนดไว้ในทีโออาร์ในช่วงกระประมูลการก่อสร้าง เป็นต้น
ซึ่งที่ผ่านมาทราบว่าทาง สตง.ได้เคยเสนอแนะบางหน่วยงานให้แก้ไขในเส้นทางรถไฟที่ผ่านชุมชนมาแล้วอย่างได้ผล แต่ปัจจุบันมีเส้นทางการเดินรถไฟฟ้าในเขตเมืองและชุมชนเพิ่มขึ้นหลายเส้นทางในรับผิดชอบหลายหน่วยงาน แต่มิได้ปรับปรุงแก้ไขเพื่อลดมลภาวะและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนอย่างเร่งด่วนแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนจึงนำความมาร้องเรียนให้ สตง.ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายในการเสนอแนะหน่วยงานที่รับผิดเร่งแก้ไขบรรเทาปัญหาดังกล่าว แต่หากไม่เป็นผลสมาคมฯจะร่วมกับชาวบ้านนำคดีขึ้นฟ้องต่อศาลต่อไป&amp;quot; นายศรีสุวรรณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113959</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางราง, นายศรีสุวรรณ  จรรยา, รถไฟฟ้าก่อมลพิษทางเสียง, ร้องสตง.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210820/image_big_611f4565ce84f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44888</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2019 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2019 10:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมลุยสรุปลดราคารถไฟฟ้า  ทำตั๋วเดือน, ค่าเดินทางหักภาษี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ย. 2562 นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดี กรมการขนส่งทางราง(ขร.) เปิดเผยว่าในวันศุกร์ที่ 6 กันยายนนี้คณะกรรมการพัฒนาโครงสร้างอัตราค่าโดยสารระบบขนส่งทางราง จะมีการพิจารณาและอนุมัติมาตรการลดค่าครองชีพในการเดินทางแก่ผู้ใช้ระบบรถไฟฟ้า โดยในส่วนของการลดราคาค่ารถไฟฟ้านั้นจะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือการจัดทำตั๋วเดือน ที่จะลดราคาจากค่าโดยสารเฉลี่ย รวมทั้งการปรับลดราคาการเดินทางนอกชั่วโมงเร่งด่วน (ออฟ พีค) โดยจะลดราคาค่าโดยสารช่วงออฟพีคลง โดยจะมีการกำหนดเวลาอีกครั้ง ภายใต้แนวคิดให้เวลาออฟพีคของรถไฟฟ้าทุกระบบตรงกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเริ่มจาก ลดราคาแบบจัดทำตั๋วเดือน ซึ่งจะเป็นการลดราคาค่าโดยสารเฉลี่ยของรถไฟฟ้าแต่ละระบบ ในส่วนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรลลิ้งค์ ราคาปกติ อยู่ที่ 15-45 บาท /คน/เที่ยว มีราคาเฉลี่ย 31 บาท เมื่อทำตั๋วเดือน จะลดค่าโดยสารเฉลี่ยเหลือ 25-30 บาท/คน/เที่ยวโดยช่วงออฟพีคจะเก็บในราคา 15-25 บาท /คน/เที่ยว ขณะที่รถไฟฟ้าสายสีม่วง อัตราปัจจุบันที่ 14-42 บาท/คน/เที่ยว ค่าโดยสารเฉลี่ย อยู่ที่ 21 บาท ตั๋วเดือนจะลดเฉลี่ยเหลือ 15-20 บาท /คนต่อเที่ยว และจัดเก็บช่วง ออฟพีค14-25 บาท/คน/เที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสายสีน้ำเงิน ปัจจุบัน 16-42 บาท/คน/เที่ยว อัตรา เฉลี่ยคือ 25บาท/คน/เที่ยว เมื่อเป็นตั๋วเดือนค่าโดยสารจะลดลงเหลือที่ 20-25 บาท/คน/เที่ยวและช่วง ออฟพีค จะลงมาเหลือ 16-30 บาท/คน/เที่ยว ขณะที่ส่วนรถไฟฟ้า BTS ค่าโดยสารปกติอยู่ที่ 16-44 บาท/คน/เที่ยว โดยเป็นอัตราค่าโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 29 บาท/คน/เที่ยวขณะที่อัตราค่าโดยสารโปรโมชั่นแบบตั๋วเดือนอยู่ที่ 26 บาท/คน/เที่ยว ซึ่ง BTS ยังไม่มีแผนที่จะลดค่าโดยสารในช่วงออฟพีค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวจะทำให้ผู้โดยสารเพิ่มขึ้นในระบบร้อยละ 10 ของจำนวนผู้โดยสารในปัจจุบันแต่ยอมรับว่าอาจทำให้รัฐมีรายได้น้อยลงจึงได้เตรียมแผนหารือกลับกรุงเทพมหานครและกระทรวงการคลังในการนำภาษีป้ายวงกลมในพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งแต่ละปีซึ่งแต่ละปีจัดเก็บได้ 14,000 ล้านบาทโดยจะขอจัดสรรมาใช้อุดหนุนมาตรการดังกล่าวปีละ 500 ถึง 1,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีแนวคิดในการจูงใจให้คนหันมาใช้บริการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนมากขึ้นโดยจะใช้มาตรการทางภาษีในการนำใบเสร็จค่าโดยสารมาลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในลักษณะเดียวกับโครงการช็อปช่วยชาติพร้อมยืนยันมาตรการนี้จะไม่ส่งผลกระทบกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหากมาตรการนี้ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมก็จะนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมให้อนุมัติการบังคับใช้ทันทีโดยเฉพาะมาตรการลดค่าโดยสารช่วง off peak สามารถดำเนินการได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมโดยจะเป็นการทดลองใช้มาตรการเป็นเวลา 3 เดือนก่อนกรมการขนส่งทางรางจะประเมินผลว่าส่งผลดีต่อการให้บริการระบบรางอย่างไร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44888</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางราง, ลดราคาค่ารถไฟฟ้า, สราวุธ ทรงศิวิไล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180903/image_big_5b8d32b4e0674.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
