<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104051</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2021 23:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2021 23:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ยันการจัดหาส่งมอบข้าวจีทูจีโปร่งใส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค. 2564 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า วิธีการจัดหาข้าวและส่งมอบภายใต้สัญญา G to G ในปัจจุบันโดยรัฐบาลมอบสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยดำเนินการไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ และเป็นสิ่งที่ได้ดำเนินการมาช้านานหลายยุคหลายสมัยในหลายรัฐบาลที่มีการขายข้าว G to G มา 20 กว่าปีแล้ว&amp;nbsp; ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการตาม &amp;ldquo;แนวทางปฏิบัติในการเจรจาและการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (Government to Government : G to G)&amp;rdquo; ที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 และคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบแนวทางปฏิบัติฯ ดังกล่าวเมื่อวันที่&amp;nbsp;4 กุมภาพันธ์ 2563 โดยแนวทางปฏิบัติฯ มีที่มาตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอเรื่อง &amp;ldquo;มาตรการป้องกันการทุจริต กรณีการค้าระหว่างประเทศแบบรัฐต่อรัฐ จากโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ&amp;rdquo; และกรมการค้าต่างประเทศได้ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแนวทางปฏิบัติดังกล่าวสำหรับใช้เป็นแนวทางในการขายข้าวแบบ G to G&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมติคณะกรรมการ นบข. ได้มอบหมายกรมการค้าต่างประเทศร่วมมือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ปรับปรุงหรือจัดหาข้าวส่งมอบให้แก่รัฐบาลประเทศผู้ซื้อตามสัญญา G to G โดยให้กรมการค้าต่างประเทศ ทำข้อตกลงความร่วมมือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ตามแบบข้อตกลงที่ผ่านการพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว ซึ่งเหตุผลที่มอบสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เนื่องจากเงื่อนไขการส่งมอบข้าวในแต่ละสัญญา&amp;nbsp; มีรายละเอียดในการปฏิบัติที่ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญเฉพาะของผู้ที่มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญ ในการส่งข้าวไปต่างประเทศ และสมาคมฯ เป็นองค์กรที่มีภารกิจหลักในการส่งออกข้าวโดยตรง&amp;nbsp; และมีสมาชิกที่มีความพร้อมในการส่งออกข้าว รวมทั้งมีศักยภาพในการรับประกันความเสี่ยงในการส่งมอบข้าวภายใต้สัญญา G to G อาทิ การเปลี่ยนแปลงของราคาข้าวในตลาด ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน สภาพอากาศที่ทำให้เกิดปัญหาส่งมอบข้าวล่าช้า ค่าเสียเวลาเรือและค่าปรับที่อาจเกิดขึ้น เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลในหลายยุคหลายสมัยได้มอบกรมการค้าต่างประเทศร่วมมือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยจัดหาและส่งมอบข้าวแบบ G to G ให้ COFCO รัฐบาลจีน NFA รัฐบาลฟิลิปปินส์ และ BERNAS รัฐบาลมาเลเซีย เป็นต้น การที่ร่วมมือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเนื่องจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยมีความคล่องตัวในการดำเนินการและการบริหารจัดการ หากรัฐมาดำเนินการจัดหาและส่งมอบข้าวเองจะใช้เวลาในการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนอาจทำให้การส่งมอบล่าช้า ซึ่งคำสั่งซื้อข้าว G to G ส่วนใหญ่ต้องการการส่งมอบโดยเร็ว ที่ผ่านมา สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยสามารถส่งมอบข้าวให้แก่รัฐบาลผู้ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น ทันตามกำหนดเวลา สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศผู้ซื้อ และรักษาชื่อเสียงของประเทศเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย อธิบายถึงการจัดเก็บค่าบริหารจัดการการส่งมอบข้าวแบบ G to G จากสมาชิกที่ได้รับการจัดสรรว่า สมาคมฯ ดำเนินการลักษณะนี้มาโดยตลอด เนื่องจากการส่งมอบข้าวแบบ G to G มีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการเกิดขึ้น ทั้งการใช้บุคลากรในการดูแลติดตาม ประสานงาน และจัดเตรียมเอกสารหลักฐานการส่งออก รวมทั้งการทำธุรกรรมต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการประกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการส่งมอบ เพื่อให้การส่งมอบข้าวในนามรัฐบาลไทยเป็นไปอย่างเรียบร้อย ทั้งนี้ การจัดเก็บค่าบริหารจัดการในแต่ละครั้งที่มีการส่งมอบข้าวแบบ G to G สมาคมฯ จะพิจารณาจากความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น และปริมาณ ซึ่งไม่ได้ใช้อัตราเดียวกันทุกครั้ง เช่น ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย สมาคมฯ จัดเก็บอัตราตันละ 30 บาท สำหรับการส่งมอบ COFCO ครั้งนี้ ซึ่งมีจำนวนเพียง 20,000 ตัน สมาคมฯ จึงจำเป็นต้องเก็บค่าบริหารจัดการเพิ่มขึ้นอยู่ที่อัตราตันละ 150 บาท เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ซึ่งค่าบริหารจัดการที่คงเหลือสมาคมฯ ได้นำไปใช้จ่ายเพื่อกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของสมาคม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104051</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าต่างประเทศ, กีรติ รัชโน, จีทูจีข้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210415/image_big_6077ea4f39b85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101632</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 16:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2021 16:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ยิ้มออกค้าชายแดนไตรมาสแรกโต 19.31% มาเลเชียยังเป็นคู่ค้าอันดับ 1</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 พ.ค. 2564 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สถิติการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยในช่วงไตรมาสแรกปี 2564 (ม.ค.-มี.ค.) มีมูลค่ารวม 383,576 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.31% ซึ่งเป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันกับการส่งออกในภาพรวม แบ่งเป็นการส่งออก 225,981 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.50% และการนำเข้า 157,596 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.65% ได้ดุลการค้า 68,385 ล้านบาท และหากแยกเฉพาะการค้าชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ มาเลเซีย เมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา มีมูลค่า 222,720 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.57% แบ่งเป็นการส่งออก 136,456 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.07% และนำเข้า 86,264 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.83% และการค้าผ่านแดนประเทศเพื่อนบ้านไปจีน สิงคโปร์ เวียดนาม และอื่นๆ มีมูลค่า 160,856 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.06% แบ่งเป็นการส่งออก 89,524 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.08% และนำเข้า 71,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.03%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ในส่วนของการค้าชายแดน พบว่า มาเลเซียเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับหนึ่ง มีมูลค่าการค้า 145,869 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.74% รองลงมา คือ สปป.ลาว มีมูลค่าการค้า 144,415 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.00% กัมพูชามีมูลค่าการค้า 47,554 ล้านบาท ลดลง 3.76% และเมียนมา มีมูลค่าการค้า 45,739 ล้านบาท ลดลง 7.07% โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปตลาดมาเลเซีย ได้แก่ ยางพารา เครื่องคอมพิวเตอร์ และรถยนต์และส่วนประกอบ ตลาด สปป.ลาว ได้แก่ ทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป น้ำมันดีเซล และรถยนต์นั่ง ตลาดกัมพูชา ได้แก่ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ รถยนต์นั่ง และรถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ตลาดเมียนมา ได้แก่ น้ำมันดีเซล เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และเครื่องเทศและสมุนไพร สินค้านำเข้าสำคัญจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรและวัตถุดิบต่างๆ เช่น ผัก ธัญพืช สัตว์น้ำ เทปแม่เหล็ก ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เชื้อเพลิง (ไฟฟ้า) และอะลูมิเนียม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนการค้าผ่านแดน จีนยังเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับหนึ่ง มีมูลค่าการค้า 67,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.14% รองลงมา คือ สิงคโปร์ มีมูลค่าการค้า 26,614 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.95% เวียดนาม มีมูลค่าการค้ารวม 16,015 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.39% และประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐฯ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มีมูลค่าการค้า 51,018 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.71% โดยสินค้าส่งออกสำคัญไปจีน ได้แก่ ยางพารา ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง แห้ง และผลิตภัณฑ์ยาง สิงคโปร์ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องตัดต่อและป้องกันวงจรไฟฟ้า เวียดนาม ได้แก่ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด สินค้านำเข้าสำคัญจากจีน สิงคโปร์ และเวียดนาม ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรและวัตถุดิบขั้นกลางต่างๆ เช่น พืชและผลิตภัณฑ์ สินค้าชิ้นส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้า สารหอมระเหย และเคมีภัณฑ์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับสถานการณ์การเปิดทำการจุดผ่านแดนเพื่อการขนส่งสินค้า ณ วันที่ 1 เม.ย.2564 ไทยเปิดทำการจุดผ่านแดนทั้งสิ้น 46 แห่ง เพิ่มขึ้นจากสิ้นเดือนก.พ.2564 จำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วยด้านชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดตราด 1 แห่ง คือ 1.จุดผ่อนปรนการค้าบ้านมะม่วง และด้านชายแดนไทย-เมียนมา จังหวัดแม่ฮ่องสอน 5 แห่ง คือ 1.จุดผ่อนปรนการค้าห้วยต้นนุ่น 2.จุดผ่อนปรนการค้าบ้านเสาหิน 3.จุดผ่อนปรนการค้าบ้านแม่สามแลบ 4.จุดผ่อนปรนการค้าบ้านห้วยผึ้ง และ 5.จุดผ่อนปรนการค้าบ้านน้ำเพียงดิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางในการขนส่งสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนได้เพิ่มขึ้น

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101632</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าต่างประเทศ, กีรติ รัชโน, ค้าชายแดนไตรมาส 1</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608fc96e5b373.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96086</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2021 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2021 09:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค้าชายแดนม.ค.ฟื้นยอดเทรด 1.2แสนล้านโต21.90% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มี.ค. 2564 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและผ่านแดนของไทย เดือนม.ค.2564 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 128,849 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.90% แบ่งเป็นการส่งออก 74,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.91% และการนำเข้า 54,524 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.02% ได้ดุลการค้า 19,801 ล้านบาท และหากแยกเฉพาะการค้าชายแดนชายแดน มีมูลค่า 72,224 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.81% และการค้าผ่านแดน มูลค่ารวม 56,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.69% ซึ่งเป็นการขยายตัวเป็นบวก 2 เดือดติดต่อกันนับจากธ.ค.2563 และยังสอดคล้องกับทิศทางการส่งออกที่ขยายตัวเป็นบวก 2 เดือนเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากดูรายละเอียดการค้าชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (มาเลเซีย เมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา) ที่มีมูลค่า 72,224 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.81% พบว่า มาเลเซียยังคงเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง มีมูลค่าการค้า 26,736 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.65% รองลงมา คือ สปป.ลาว มูลค่า 16,771 ล้านบาท ลดลง 8.13% เมียนมา มูลค่า 13,655 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.90% และกัมพูชา มูลค่า 15,063 ล้านบาท ลดลง 3.90% โดยสำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปมาเลเซีย ได้แก่ ยางพารา เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สปป.ลาว ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆ และรถยนต์นั่ง เมียนมา ได้แก่ เครื่องเทศและสมุนไพร รถจักรยานยนต์ และปูนซิเมนต์ กัมพูชา ได้แก่ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ รถยนต์นั่ง และรถจักรยานยนต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการค้าผ่านแดนประเทศเพื่อนบ้านไปตลาดจีน สิงคโปร์ เวียดนาม และประเทศอื่นๆ มีมูลค่ารวม 56,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.69% โดยจีนเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับหนึ่ง มีมูลค่า 22,455 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.91% รองลงมา คือ สิงคโปร์ มูลค่า 8,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.99% เวียดนาม มูลค่า 5,926 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.45% และประเทศอื่นๆ มูลค่า 19,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.44% โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปจีน ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ลำไยแห้ง และยางพารา สิงคโปร์ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องตัดต่อและป้องกันวงจรไฟฟ้า และเวียดนาม ได้แก่ สินค้าปศุสัตว์อื่นๆ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรติ กล่าวว่า แนวโน้มการค้าชายแดนและผ่านแดน คาดว่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง เพราะล่าสุด ณ สิ้นเดือนก.พ.2564 มีการเปิดทำการจุดผ่านแดนเพื่อการขนส่งสินค้าทั้งสิ้น 40 แห่ง เพิ่มขึ้นจากสิ้นเดือนม.ค.2564 จำนวน 5 แห่ง ประกอบด้วยด้านชายแดนไทย-เมียนมา 3 แห่ง คือ 1.จุดผ่านแดนถาวรบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี 2.จุดผ่อนปรนการค้าด่านพระเจดีย์สามองค์ (จุดผ่านแดนชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว) จ.กาญจนบุรี และ 3.จุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ และด้านชายแดนไทย-กัมพูชา จ.จันทบุรี 2 แห่ง คือ 1.จุดผ่อนปรนการค้าบ้านซับตารี และ 2.จุดผ่อนปรนการค้าบ้านสวนส้ม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังได้ขอให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม ช่วยเร่งรัดการเปิดทำการจุดผ่านแดนเพื่อการขนส่งสินค้าเพิ่มอีก 3 แห่ง ตามข้อเสนอภาคเอกชนในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2564 ประกอบด้วย 1.จุดผ่านแดนถาวรบ้านปากแซง อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี 2.จุดผ่านแดนถาวร อ.เชียงคาน จ.เลย และ 3.จุดผ่านแดนถาวรด่านท่าเสด็จ (ท่าเรือหายโศก) อ.เมืองหนองคาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการค้าชายแดนและผ่านแดนในปี 2564 ตั้งเป้ามูลค่า 1.36-1.40 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3-6% โดยมีปัจจัยบวกที่สำคัญ คือ ความคืบหน้าในการพัฒนาและการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 รวมทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศเพื่อนบ้าน ยกเว้นเศรษฐกิจเมียนมาที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมา แต่ปัจจุบันสถานการณ์ในเมียนมา ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนอย่างมีนัยสำคัญ และผู้ประกอบการไทยยังสามารถทำการขนส่งสินค้าผ่านด่านชายแดนไทย-เมียนมาได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96086</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าต่างประเทศ, การค้าชายแดน, กีรติ รัชโน, ม.ค.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210315/image_big_604ecbc8baf48.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91658</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 16:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 16:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค้าผ่านแดน63ทะลุ1.3ล้านล้านบาทพาณิชย์ยันการเมืองเมียนมาไม่กระทบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.พ. 2564 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สถิติการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทย ปี 2563 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,319,325 ล้านบาท ลดลง 1.70% แบ่งเป็นการส่งออก 766,314 ล้านบาท ลดลง 2.16% และการนำเข้า 553,011 ล้านบาท ลดลง 1.05% โดยไทยยังคงฝ่ายได้ดุลการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน 213,303 ล้านบาท โดยถือว่าการค้าลดลงน้อยกว่าที่ประเมินเอาไว้ ทั้งๆ ที่มีสถานการณ์โควิด-19 ทำให้มีการปิดด่านการค้า และสถานการณ์เงินบาทแข็งค่า ที่ทำให้สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้น ถือว่าทำได้ดี เมื่อเทียบกับการส่งออกภาพรวมที่ลดลงมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนของการค้าชายแดนของไทยกับเพื่อนบ้าน มีมูลค่า 760,241 ล้านบาท ลดลง 8.01% โดยมาเลเซียยังคงเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง มีมูลค่าการค้ารวม 249,499 ล้านบาท ลดลง 9.10% รองลงมา คือ สปป.ลาว มูลค่า 189,836 ล้านบาท ลดลง 3.85% เมียนมา มูลค่า 164,779 ล้านบาท ลดลง 14.74% และกัมพูชา มูลค่า 156,127 ล้านบาท ลดลง 3.15%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการค้าผ่านแดนประเทศเพื่อนบ้าน มีมูลค่า 559,083 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.41% โดยจีนยังคงเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับหนึ่ง มีมูลค่าการค้า 238,790 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.01% รองลงมา คือ สิงคโปร์ มูลค่า 88,729 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.16% เวียดนาม มูลค่า 59,300 ล้านบาท ลดลง 10.79% และประเทศอื่นๆ มูลค่า 172,265 ล้านบาท ลดลง 1.30%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจัยที่ทำให้มูลค่าการค้าชายแดนของไทยลดลง มาจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ปัญหาสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ ค่าเงินบาทแข็งค่า และการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้ทั้งไทยและประเทศเพื่อนบ้านต่างปิดจุดผ่านแดนเพื่อขนส่งสินค้าหลายแห่ง โดยปัจจุบัน เหลือจุดผ่านแดนที่ยังคงเปิดทำการเพียง 35 แห่ง จากทั้งหมด 97 แห่งทั่วประเทศ และในทุกๆ แห่ง ก็เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจปล่อย การขนส่งสินค้าข้ามแดนและผ่านแดนระหว่างกัน&amp;rdquo;นายกีรติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรติกล่าวว่า กรณีเมียนที่มีปัญหาในประเทศ และมีข่าวปิดด่านชายแดน จากการตรวจสอบล่าสุด พบว่า ปัจจุบันเมียนมากับไทย มีด่านการค้ารวม 21 จุด แต่เปิดให้บริการอยู่ 3 จุด คือ ที่แม่สาย แม่สอด และระนอง โดยด่านที่แม่สาย มีการปิดในช่วงเช้า ต่อมาได้มีการเปิดให้มีการขนส่งสินค้าได้แล้ว ส่วนที่แม่สอดและระนอง สถานการณ์ยังเป็นปกติ และเท่าที่ได้รับรายงานจากทูตพาณิชย์และพาณิชย์จังหวัด การส่งออกนำเข้ายังปกติ แต่ในเมียนมา กิจกรรมเศรษฐกิจยังปกติ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ห้าง ยังเปิดขาย แต่ปิดไว มีการเร่งซื้อสินค้า ธนาคารปิดทำการ และมีการตัดสัญญาณโทรศัพท์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับไทย-เมียนมา มีมูลค่าการค้าระหว่างกันในปี 2563 รวม 1.64 แสนล้านบาท เป็นการส่งออก 8.7 หมื่นล้านบาท นำเข้า 7.7 หมื่นล้าน มีสัดส่วน 21% ของการค้าชายแดน และที่ด่านแม่สาย มีมูลค่าการค้า 1.2 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 35 ล้านบาทต่อวัน เป็นการส่งออก 1.1 หมื่นล้านบาท นำเข้า 1.4 พันล้านบาท ด่านแม่สอด มูลค่า 7.4 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 200 ล้านบาทต่อวัน เป็นการส่งออก 6.3 หมื่นล้านบาท นำเข้า 1 หมื่นล้านบาท และด่านระนอง มูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 47 ล้านบาทต่อวัน เป็นการส่งออก 1.1 หมื่นล้านบาท นำเข้า 5.8 พันล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91658</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าต่างประเทศ, กีรติ รัชโน, สถิติการค้าชายแดน, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200906/image_big_5f5427586476c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86357</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2020 08:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2020 08:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดฉุดค้าชายแดน10เดือนวูบ 4%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
9 ธ.ค. 2563 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สถิติการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทย ช่วง 10 เดือนปี 2563 (ม.ค.-ต.ค.) มีมูลค่ารวม 1,081,572 ล้านบาท ลดลง 4.11% แบ่งเป็นการส่งออก 626,396 ล้านบาท ลดลง 4.32% และการนำเข้า 455,176 ล้านบาท ลดลง 3.81% เกินดุลการค้า 171,219 ล้านบาท เพราะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้มีการปิดด่านการค้าเพิ่มขึ้น แม้ว่าก่อนหน้านี้ การค้าเริ่มมีทิศทางขยายตัวดีขึ้น จากการที่ไทยได้มีการผลักดันให้มีการเปิดด่านการค้าได้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกสองในเมียนมา ทำให้จังหวัดชายแดนของไทย เพิ่มความเข้มงวดในการขนส่งสินค้าข้ามแดน อย่างเดือนต.ค.2563 จังหวัดตากได้สั่งระงับการนำเข้าส่งออกสินค้าตามแนวชายแดนชั่วคราว ระหว่างวันที่ 18-25 ต.ค.2563 เพื่อจัดระเบียบการขนส่งสินค้าบริเวณชายแดน และยังได้กำหนดจุดขนถ่ายสินค้าในบริเวณคลังสินค้าศุลกากร วางมาตรการขนส่งสินค้าผ่านจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 ส่งผลให้การค้าไทยเมียนมา ที่ด่านแม่สอด มีมูลค่า 3,524 ล้านบาท ขณะที่เดือนก.ย.2563 มีมูลค่า 5,701 ล้านบาท แต่คาดว่าเดือนพ.ย.2563 มูลค่าการค้าจะกลับมาดีขึ้น&amp;rdquo;นายกีรติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ณ วันที่ 26 พ.ย.2563 ไทยมีการเปิดทำการจุดผ่านแดน เพื่อการขนส่งสินค้ารวมทั้งสิ้น 37 แห่ง จาก 97 แห่งทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายละเอียดการค้าชายแดนกับเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ ในช่วง 10 เดือน มาเลเซียยังเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง มีมูลค่าการค้า 198,646 ล้านบาท ลดลง 14.67% รองลงมา คือ สปป.ลาว มูลค่า 156,114 ล้านบาท ลดลง 5.21% เมียนมา มูลค่า 137,726 ล้านบาท ลดลง 14.85% และกัมพูชา มูลค่า 131,173 ล้านบาท ลดลง 1.16% โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปมาเลเซีย ได้แก่ ยางพารา เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สปป.ลาว ได้แก่ น้ำมันดีเซล สินค้าปศุสัตว์อื่นๆ และน้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆ เมียนมา ได้แก่ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำมันดีเซล และผ้าผืนและด้าย และกัมพูชา ได้แก่ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ สินค้าปศุสัตว์อื่นๆ และรถยนต์นั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการค้าผ่านแดนไปยังจีน สิงคโปร์ เวียดนาม และประเทศอื่นๆ จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง มีมูลค่าการค้า 194,739 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.06% รองลงมา คือ สิงคโปร์ มูลค่า 72,793 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.21% เวียดนาม มูลค่า 49,664 ล้านบาท ลดลง 13.77% และประเทศอื่นๆ มูลค่า 140,718 ล้านบาท ลดลง 6.13% สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปจีน ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ และยางพารา สิงคโปร์ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ และแผงวงจรไฟฟ้า และเวียดนาม ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด
อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ 2564 กรมฯ มีแผนร่วมกับหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์จัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าชายแดน ภายใต้งานมหกรรมการค้าชายแดนใน 4 ภูมิภาค (เชียงราย สงขลา สระแก้ว นครพนม ยะลา) ซึ่งภายในงานจะมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า แบบผสมผสานออฟไลน์และออนไลน์ การจับคู่เจรจาธุรกิจออนไลน์ การประชุมร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมการค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน และการสัมมนาให้ความรู้ด้านกฎระเบียบทางการค้าและโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการ เป็นต้น โดยจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2564 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86357</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าต่างประเทศ, กีรติ รัชโน, ตัวเลขค้าชายแดน 10 เดือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201031/image_big_5f9d22095606c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74884</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2020 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2020 09:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิดฉุดยอดใช้ส่งออกผ่าน FTA -  GSP  ลดวูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ส.ค. 2563 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) และภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในช่วง 5 เดือนของปี 2563 (ม.ค.-พ.ค.) มีมูลค่า 26,068.51 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 15% มีสัดส่วนการใช้สิทธิประโยชน์ฯ 77.53% ของการใช้สิทธิทั้งหมด แบ่งเป็นการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA มูลค่า 23,980.51 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 15.87% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ 77.75% และการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ GSP มูลค่า 2,088 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 3.52% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ 75.02% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุที่ทำให้การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าลดลง เพราะได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้การส่งออกของไทยในภาพรวมชะลอตัวลง จึงส่งผลกระทบทำให้มีการขอใช้สิทธิประโยชน์ฯ ลดลงตามไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ลดลง แต่สินค้าเครื่องดื่ม อาหาร เกษตรและเกษตรแปรรูป กลับมายอดการขอใช้สิทธิเพิ่มขึ้น จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยสินค้าที่ขยายตัวสูง เช่น อาหารปรุงแต่ง (สหรัฐฯ อาเซียน) สับปะรดกระป๋อง (รัสเซียและเครือรัฐเอกราช) เนื้อปลาแบบฟิลเล สด แช่เย็น แช่แข็ง (รัสเซียและเครือรัฐเอกราช) สับปะรดปรุงแต่ง (ไทย-ชิลี) ข้าวโพดหวาน (อาเซียน-เกาหลี) กุ้ง (ไทย-ชิลีและอาเซียน-เกาหลี) ชิ้นเนื้อและเครื่องในไก่แช่แข็ง (อาเซียน-จีน) ทุเรียนสด (อาเซียน-จีน) ปลาทูน่า ปลาสคิปแจ็ก และปลาโบนิโต (ไทย-เปรู) ปลาทูน่า-ปรุงแต่ง (ไทย-ออสเตรเลีย) เต้าหู้ปรุงแต่ง (ไทย-ออสเตรเลีย) น้ำผลไม้ (อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์) เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายละเอียดการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ภายใต้ FTA พบว่า ตลาดที่มีการใช้สิทธิสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.อาเซียน มูลค่า 8,051.04 ล้านเหรียญสหรัฐ 2.จีน มูลค่า 7,816.94 ล้านเหรียญสหรัฐ 3.ญี่ปุ่น มูลค่า 2,888.72 ล้านเหรียญสหรัฐ 4.ออสเตรเลีย มูลค่า 2,446.84 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 5.อินเดีย มูลค่า 1,445.18 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน FTA ที่มีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ไทย-ชิลี ร้อยละ 100 2.อาเซียน-จีน ร้อยละ 89.84 3.ไทย-เปรู ร้อยละ 89.54 4.ไทย-ญี่ปุ่น ร้อยละ 84.30 และ 5.อาเซียน-เกาหลี ร้อยละ 81.92&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ภายใต้ GSP ทั้ง 4 ระบบ คือ สหรัฐฯ สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซียและเครือรัฐเอกราช และนอร์เวย์ พบว่า สหรัฐฯ มีการใช้สิทธิสูงสุด มูลค่า 1,905.12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 4.16% มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 77.40% รองลงมา คือ สวิตเซอร์แลนด์ มูลค่า 106.36 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.68% มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 46.18% รัสเซียและเครือรัฐเอกราช มูลค่า 66.45 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.66% มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 85.06% และนอร์เวย์ มูลค่า 10.07 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.01% มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 75.71%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในเดือนก.ย.2563 กรมฯ มีแผนงานที่จะจัดสัมมนาในกรุงเทพฯ เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA และ GSP ให้กับผู้ประกอบการและผู้ส่งออกที่สนใจจะสร้างแต้มต่อและโอกาสในการส่งออกสินค้าด้วยสิทธิประโยชน์ดังกล่าว โดยจะจัดแบบคู่ขนาน คือ จัดงานจริงแบบไม่แออัด และถ่ายทอดสดผ่านสัมมนาออนไลน์ และเฟซบุ๊ก ไลฟ์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74884</URL_LINK>
                <HASHTAG>FTA, GSP, กรมการค้าต่างประเทศ, กระทรวงพาณิชย์, กีรติ รัชโน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200811/image_big_5f32b8de49352.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58411</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2020 10:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2020 10:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค้าชายแดนวูบหนักมูลค่าซื้อขายหดกว่า10%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.พ. 2563 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สถิติการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยเดือนม.ค.2563 มีมูลค่ารวม 86,070 ล้านบาท ลดลง 10.76% เป็นการส่งออก 59,501 ล้านบาท ลดลง 9.44% และนำเข้า 26,569 ล้านบาท ลดลง 13.57% เกินดุลการค้า 32,932 ล้านบาท โดยมาเลเซียเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง มูลค่า 31,024 ล้านบาท ลดลง 16.39% รองลงมาคือ สปป.ลาว มูลค่า 24,060 ล้านบาท ลดลง 10.79% กัมพูชา มูลค่า 16,784 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.81% และเมียนมา มูลค่า 14,203 ล้านบาท ลดลง 15.47% และในจำนวนนี้จากการค้าขายแดนเป็นการค้าผ่านแดนต่อไปยังจีนตอนใต้ มูลค่า 15,081 ล้านบาท ลดลง 1.09% รองลงมา คือ สิงคโปร์ มูลค่า 6,178 ล้านบาท เพิ่ม 3.33% และเวียดนาม มูลค่า 3,965 ล้านบาท ลดลง 53.13%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การค้าชายแดนที่ลดลง เพราะได้รับผลกระทบจากปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้การค้า การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ จากการที่คนไม่เดินทาง การค้าขายก็ชะลอตัว โดยเฉพาะการค้าผ่านแดนไปถึงจีนตอนใต้ ที่เริ่มได้รับผลกระทบบ้าง แต่ก็ยังลดลงไม่มาก ซึ่งต้องจับตาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรติกล่าวว่า เพื่อเป็นการกระตุ้นและผลักดันการค้าชายแดน กรมฯ มีแผนที่จะจัดมหกรรมการค้าชายแดนอีกในหลายจังหวัด เช่น สระแก้ว เชียงราย นครพนม ตาก และยะลา เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดน และจะใช้โอกาสนี้ จัดประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนตามด่านชายแดนของไทย เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ และอำนวยความสะดวกให้ผู้ส่งออกไทย ทำให้เกิดความคล่องตัวและสนับสนุนการค้าของภาคเอกชนในการทำการค้าชายแดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเป้าหมายการค้าชายแดน จะเสนอให้คณะกรรมการส่งเสริมการค้าชายแดนและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน พิจารณาในเดือนมี.ค.2563 เพื่อกำหนดเป้าหมายให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะเป้าเดิมกำหนดให้ขยายตัวปีละ 15% เริ่มจากปี 2561-63 เป็นไปได้ยาก และไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมการค้าต่างประเทศได้ปรับตัวเลขการเก็บสถิติการค้าชายแดนใหม่ให้สอดคล้องกับตัวเลขของกรมศุลกากร โดยนับตัวเลขการค้าที่ออกจากชายแดนออกไปเป็นการค้าชายแดนและผ่านแดน จากเดิมที่นับแยก เพราะตามปกติของการค้า บางประเทศซื้อสินค้าจากไทยแล้ว ก็นำไปส่งออกต่อ เช่น เดือนม.ค.2563 ไทยส่งออกไปสปป.ลาว 24,060 ซึ่งในจำนวนนี้ อาจจะส่งต่อไปจีน 30% หรือกัมพูชา ซื้อจากไทยแล้ว นำไปส่งออกต่อไปจีนหรือเวียดนาม ดังนั้น หากนับตัวเลขซ้ำซ้อน ก็จะทำให้ตัวเลขรวมการค้าชายแดนและผ่านแดนสูงเกินจริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58411</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าต่างประเทศ, กีรติ รัชโน, ค้าชายแดน, สถิติการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยเดือนม.ค.2563</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191129/image_big_5de0805a7de1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
