<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117689</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 21:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 21:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายสถานะบุคคล โวยกรมการปกครองปรับลดลูกจ้าง กระทบงานแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมการปกครองกระเป๋าแฟบหนักเตรียมเลิกจ้างลูกจ้างเหมาบริการ เครือข่ายสถานะบุคคลโวยบุคลากรน้อย-ทำงานไม่ทันอยู่แล้วอีก 40 ปีถึงแก้ปัญหา 6 แสนคนได้หมด-เชียงรายเร่งให้สัญชาติคนเฒ่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย.64 - นายสันติพงษ์ มูลฟอง ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล &amp;nbsp;เปิดเผยว่า มูลนิธิร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม 31 องค์กรได้ส่งจดหมาย ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมสำเนาถึงอธิบดีกรมการปกครอง กรณีมีหนังสือลงวันที่ 7 กันยายน 2564 สั่งปรับลดอัตราลูกจ้างเหมาบริการโครงการดำเนินการสัญชาติและสถานะบุคคล ซึ่งถ้ามีการปรับลดกรอบอัตราลูกจ้างฯ ไปอีก จะทำให้มีผลกระทบต่อการดำเนินงานเป็นอย่างยิ่ง จึงมีความกังวลถึงปัญหาที่จะตามมา อาทิ มีการแสวงหาผลประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสันติพงษ์กล่าวว่า ลูกจ้างเหล่านี้ถือว่าเป็นบุคคลด่านแรกที่มีความสำคัญมากในการรับคำร้อง ตรวจสอบเอกสารเพื่อเตรียมเสนอให้นายทะเบียน ซึ่งปัจจุบันทั้งประเทศมีอัตราลูกจ้างกลุ่มนี้อยู่ 217 คน แต่ในปีงบประมาณ 2565 ถูกปรับลดไป 68 ตำแหน่งเหลือเพียง 149 ตำแหน่ง ทำให้ส่งผลกระทบงานด้านสถานะบุคคลทั้งประเทศซึ่งปกติถือว่ามีอัตรากำลังน้อยอยู่แล้ว แต่ปีนี้กลับลดลงอีก ย่อมสงผลกระทบแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อคำร้องเข้ามาเต็มและกระบวนการต่างๆ มากขึ้น เช่น มีการฟ้องศาลปกครองมากขึ้น อาจมีกระบวนการเรียกร้องผลประโยชน์เพิ่มขึ้นเพราะเมื่อคนเข้าถึงระบบได้อย่างล่าช้าก็อาจมีช่องทางการเรียกรับเงิน&amp;rdquo;นายสันติพงษ์ กล่าว และว่าทางออกระยะแรกคือกรมการปกครองควรคงอัตรากำลังเหมือนเดินและเกลี่ยงบส่วนอื่นมาทดแทนเพื่อว่าจ้างลูกจ้างส่วนนี้ซึ่งต้องใช้ความรู้เฉพาะ และงานด้านสถานะภารกิจหลัก 1 ใน 10 ของกรมการปกครองที่ประกาศไว้ แต่ถูกลดอัตรากำลังซึ่งเป็นหัวใจในการทำงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในปีที่ผ่านมากรมการปกครองกำหนดเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาเรื่องสถานะบุคคลไว้ 1.4 หมื่นคน แต่ทำได้ประมาณ 1.1 หมื่นคน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย ดังนั้นแทนที่จะเพิ่มคนทำงาน กลับลดลงอีก ปัจจุบันประชาชนที่รอพิสูจน์สิทธิมีอยู่ประมาณ 6 แสนคนทั่วประเทศ ถ้าเอา 1.4 หมื่นมาหาร กว่าจะเสร็จกว่า 40 ปี ดังนั้นควรคงอัตรากำลังหรือเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ด้วย และอาจต้องทำตัวชี้วัดให้ชัดเจน&amp;rdquo; นายสันติพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่จังหวัดเชียงราย นายณรงค์ โรจน์โสทร รองผู้ว่าราชการฯ ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมการปกครอง โดยมีเนื้อหาสรุปได้ว่าการที่กรมการปกครองปรับลดอัตราจ้างลูกจ้างกลุ่มนี้นั้น จังหวัดเชียงรายมีชนกลุ่มน้อยที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติกลุ่มต่างๆ ทั้งสิ้นกว่า 2 แสนคน และลูกจ้างเหมาบริการกลุ่มนี้ได้ปฎิบัติงานสนับสนุนโครงการเป็นอย่างดี แม้จะเป็นการต่อสัญญาจ้างปีต่อปี แต่ได้รับการต่อสัญญาอย่างต่อเนื่องมาแล้ว 13 ปี หากปรับลดอัตราจ้างจะทำให้งานสนับสนุนการพิจารณาสถานะชนกลุ่มน้อยประเภทต่างๆ ได้รับผลกระทบอย่างยิ่ง จึงขอความกรุณากรมการปกครองจัดจ้างลูกจ้างของจังหวัดเชียงรายอีก 1 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564 ที่ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย มีการประชุมคณะทำงานสัมภาษณ์ สังเกตพฤติการณ์ และทดสอบความรู้ภาษาไทย แก่ผู้ยื่นคำขอถือสัญชาติไทยตามสามีของหญิงต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย และผู้ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 3/2564 โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ ปลัดจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน โดยมีกรรมการเข้าร่วม 11 ราย อาทิ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด อัยการจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการและผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) ซึ่งในที่ประชุมมีการพิจารณากรณีคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยของคนต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย (มาตรา10) กรณีผู้ที่ขออายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จำนวนรวม 50 ราย จาก อ.แม่สรวย และอ.แม่ฟ้าหลวง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัดจังหวัดเชียงรายกล่าวว่าการแปลงสัญชาติมาตรา 10 ที่เข้ารับการสัมภาษณ์ในวันนี้เป็นผู้เฒ่า ซึ่งมีการปรับเกณฑ์ให้สามารถสอบสัมภาษณ์โดยใช้ภาษาถิ่นไทยได้ ตามหนังสือสั่งการของกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ในวันนี้มีทั้งภาษาอาข่าและไทลื้อ โดยให้นายอำเภอนำเสนอข้อมูลของแต่ละราย จะเป็นการสอบที่รวดเร็วขึ้น โดยให้กรรมการทดสอบความรู้ด้านภาษา การพิจารณาแยกเป็นรายบุคคล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่าผู้เฒ่ากลุ่มนี้มีเอกสารที่ทำไว้กับทางราชการ ตั้งแต่ พ.ศ.2534 และได้มาตั้งรกรากในประเทศไทยก่อนหน้านั้นแล้ว จึงอยู่ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้วนานกว่า 30 ปีทุกราย และผู้เฒ่าชาวไทลื้อจาก อ.แม่สรวย อายุมากสุดถึง 92 ปี ถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวเมื่อปี 2537&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บรรยากาศการสอบสัมภาษณ์เป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากผู้เฒ่าชาวอาข่าทุกคนได้แต่งชุดประจำเผ่าซึ่งประดับด้วยเครื่องเงินงดงาม ทำให้ได้รับความสนใจจากข้าราชการและประชาชนที่เดินทางมายังศาลากลาง ทั้งนี้ในที่ประชุมได้ มีการสอบถามชื่อและข้อมูลส่วนตัวและครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางหมี่เพ้อ เบียวเชกู่ อายุ 64 ปีชาวอาข่าบ้านป่าคาสุขใจ บนดอยแม่สลอง อ.แม่ฟ้าหลวง กล่าวก่อนเข้าสอบสัมภาษณ์ว่า รู้สึกกังวลเรื่องการสอบที่ศาลากลางจังหวัด และตื่นเต้นมากตั้งแต่เมื่อคืนจนนอนไม่หลับและกินข้าวไม่ได้ แต่เมื่อสอบแล้วก็รู้สึกมีความสุขมาก ทั้งชีวิตคือรอคอยโดยอยู่ประเทศไทยมากว่า 40 ปีแล้ว อยากเป็นคนไทยที่ถูกต้อง ได้ถือบัตรประชาชน วันนี้เป็นบันไดขั้นแรกที่จะทำให้ได้เป็นคนไทย ขอบคุณทุกฝ่ายที่เห็นใจ เห็นคุณค่าของผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ที่คนทั่วไปไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หลังจากการสอบสัมภาษณ์ที่จังหวัดแล้ว จะมีการส่งรายชื่อไปยังกรมการปกครอง ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองสัญชาติ ตามมาตรา 25 พรบ.สัญชาติ ซึ่งมีปลัดกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่ประธาน หากมีมติเห็นชอบคำร้องขอแปลงสัญชาติของผู้เฒ่าแล้ว ขั้นตอนต่อไปกรมการปกครองจะต้องเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่ออนุมัติและแจ้งไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117689</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, จังหวัดเชียงราย, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614c8c0a78c23.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115917</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 17:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 16:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้เฒ่าไร้สัญชาตินับแสนใกล้สมหวัง มท.เร่งให้บัตรปชช. ปรับหลักเกณฑ์ครั้งใหญ่ยึดโมเดลบ้านป่าคาสุข</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เฒ่าไร้สัญชาตินับแสนใกล้สมหวัง มหาดไทยเร่งมือให้บัตรประชาชน ปรับหลักเกณฑ์ครั้งใหญ่ ใช้ &amp;ldquo;บ้านป่าคาสุขใจโมเดล&amp;rdquo; หลายฝ่ายร่วมมือ &amp;ldquo;ครูแดง&amp;rdquo; ชี้เป็นการสร้างขวัญกำลังให้ผู้สูงวัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ย.64 - นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) และอดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติ กรณีการแปลงสัญชาติชนกลุ่มน้อย กรณีผู้เฒ่าชาวอาข่า บ้านป่าคาสุขใจ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ซึ่งเข้ามาอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 40 ปีแล้ว แต่ยังไม่ได้รับบัตรประชาชนและได้รับสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองถูกกฎหมาย มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทยตามนโยบายของรัฐ ซึ่ง มูลนิธิพชภ. ได้ประสานติดตามความคืบหน้ากับนายธนาคม จงจิระ อธิบดีกรมการปกครอง และทีมเลขานุการของคณะทำงานกลั่นกรองสัญชาติระดับกรมและระดับกระทรวง จึงทราบว่าขณะนี้ผู้เฒ่าที่เป็นกรณีศึกษา 15 ราย จากบ้านป่าคาสุขใจ ได้รับความเห็นชอบจากคณะทำงานกลั่นกรองสัญชาติระดับกรมการปกครองแล้วเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2564 และต่อมาเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองสัญชาติ ตามมาตรา 25 พรบ.สัญชาติ ซึ่งมีนายชราวุธ จันทร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่ประธาน มีมติเห็นชอบคำร้องขอแปลงสัญชาติของผู้เฒ่าทั้ง 15 รายแล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไปกรมการปกครองจะต้องเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่ออนุมัติและแจ้งไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่าจากการดำเนินงานแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่ผ่านมา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการขึ้น ได้แก่ 1. หนังสือสั่งการโดยอธิบดีกรมการปกครอง ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่องการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกรมการปกครองด้านสัญชาติและสถานะบุคคล โดยกำหนดเป็น 1 ใน 10 งานสำคัญของกรมการปกครองที่จะต้องขับเคลื่อนอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. หนังสือสั่งการโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเรื่องการปรับปรุงแนวทางประกอบการพิจารณาให้สัญชาติไทยแก่ชนกลุ่มน้อยโดยการแปลงสัญชาติตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติพ.ศ. 2508 แจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เห็นชอบให้ปรับปรุงแนวทางประกอบการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาคุณสมบัติของคนต่างด้าวในการยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติเป็นไทยเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธ์ กลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มที่รัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาสถานะและสิทธิ ซึ่งได้รับใบสำคัญถิ่นที่อยู่หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว อาทิ การมีความประพฤติดี ตามมาตรา 10 (2) โดยให้ยกเว้นการตรวจสอบพฤติการณ์ทางการเมืองยาเสพติดและความมั่นคงของชาติ จากหน่วยงานนอกสังกัดกระทรวงมหาดไทย แล้วใช้การสอบพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือไม่น้อยกว่า 3 คน ให้การรับรองแทน การมีอาชีพเป็นหลักฐาน ตามมาตรา 10 (3) โดยให้นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตที่ผู้ขอแปลงสัญชาติมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน เป็นผู้ออกหนังสือรับรองการประกอบอาชีพที่ผู้สูงอายุสามารถทำได้ อาจเป็นการรวมกลุ่มอาชีพ หรืออาชีพส่วนบุคคล และให้ยกเว้นการเรียกหลักฐานการเสียภาษี และเกณฑ์รายได้ การมีความรู้ภาษาไทย ตามมาตรา 10 (5) ให้พิจารณาจากการพูดหรือฟังภาษาไทยกลาง หรือภาษาถิ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นภูมิลำเนา โดยต้องผ่านการสัมภาษณ์จากคณะทำงานสัมภาษณ์สังเกตพฤติกรรมและทดสอบความรู้ภาษาไทยของจังหวัดและไม่ต้องใช้เกณฑ์การให้คะแนนเหมือนคนต่างด้าวทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้หนังสือสั่งการแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดให้กำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับเร่งรัดดำเนินการอย่างจริงจังและเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาด้านสัญชาติให้ผู้เฒ่าไร้สัญชาติได้รับสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมายและนโยบายของรัฐ และห้ามมิให้มีการแสวงหาหรือรับผลประโยชน์ตอบแทนโดยเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีต สว.เชียงราย กล่าวว่ากรณีศึกษาผู้เฒ่าชาวอาข่า บ้านป่าคาสุขใจ 23 ราย ได้เข้าสู่กระบวนการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยตามเกณฑ์ที่กำหนดใหม่ ได้เข้าสัมภาษณ์ต่อคณะทำงานสัมภาษณ์ฯจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 โดยนายอำเภอแม่ฟ้าหลวง ได้เสนอต้นแบบที่สำคัญ คือ 1. การบันทึกวิดีโอสัมภาษณ์ผู้เฒ่าที่ป่วย ไม่สามารถเดินทางมาทำการสัมภาษณ์โดยคณะทำงานฯ ได้เพื่อเสนอต่อคณะทำงานในที่ประชุม เพื่อไม่ให้ผู้เฒ่าต้องเสียสิทธิในการยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติ 2. เสนอต่อประธานในที่ประชุม คือปลัดจังหวัด ให้คณะทำงานสัมภาษณ์กลุ่ม เพื่อไม่ให้ผู้เฒ่าซึ่งแก่ชราต้องอยู่ในที่ประชุมนานเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มูลนิธิพชภ.ได้ดำเนินงานโครงการแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้รัฐไร้สัญชาติ ด้วยความสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)โดยร่วมมือกับนักวิชาการด้านกฎหมายสัญชาติ &amp;nbsp;อธิบดีกรมการปกครอง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง แม่จัน แม่สาย และเชียงของ ฯลฯ &amp;nbsp;ซึ่งข้อมูลของกรมการปกครอง ระบุว่าประเทศไทยมีคนต่างด้าว ที่มีอายุเกิน 60 ปี รวม 111,239 คน ถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและใบสำคัญถิ่นที่อยู่ มีเลขบุคคลประเภท 8 จำนวน 12,219 คน และเลขบุคคลประเภท 3,4,5 จำนวน 26,385 คน ทั้งสองกลุ่มนี้จะเข้าสู่กระบวนการได้สัญชาติไทยด้วยการแปลงสัญชาติตามมาตรา 10 ของ พรบ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 เช่นเดียวกันกับกรณีตัวอย่างบ้านป่าคาสุขใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความคืบหน้านี้เป็นขวัญกำลังใจให้ผู้เฒ่าที่รอคอยด้วยความหวังที่จะมีอายุยืนยาวไปถึงวันที่จะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้แปลงสัญชาติเป็นไทยหวังว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเร่งรัดให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สำเร็จโดยเร็วที่สุดเพราะหลังจากได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทยแล้ว กรมการปกครองจะต้อง ส่งเรื่องให้จังหวัดดำเนินการจัดให้ผู้ที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตฯ ปฏิญาณตนที่จะเป็นพลเมืองที่ดี จงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แล้วจึงส่งรายชื่อไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงจะถือว่าเป็นคนสัญชาติไทยโดยสมบูรณ์&amp;rdquo; นางเตือนใจ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115917</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, จังหวัดเชียงราย, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา, เตือนใจ ดีเทศน์, แปลงสัญชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_6137344760cfd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110402</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2021 10:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2021 10:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลเอก ประวิตร ติดตาม-กำชับทุกหน่วยงานเร่งแก้ไขปัญหาผักตบชวาให้เป็นรูปธรรม เปิดทางน้ำ ป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เกษตรและบ้านเรือนประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันที่ 19 ก.ค. 64 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมวิจิตรวาทการ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล&amp;nbsp;&amp;nbsp; พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการ เพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวา ครั้งที่ 2/2564 ผ่านระบบ Video Conference โดยมีคณะกรรมการอำนวยการฯ และผู้ว่าราชการจังหวัด ประธานคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการแก้ไขปัญหาผักตบชวา ระดับจังหวัด เข้าร่วมประชุมฯ หารือแนวทางในการแก้ไขปัญหาผักตบชวาและวัชพืชให้เป็นรูปธรรม ภายใต้การบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อเปิดทางน้ำ ให้การสัญจรสะดวก และป้องกันน้ำท่วมสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่เกษตรและบ้านเรือนของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) และประธานคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการ เพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวา กล่าวว่า ผักตบชวาและวัชพืชในแม่น้ำ ลำคลอง แหล่งน้ำสาธารณะต่างๆ เป็นปัญหาที่รัฐบาลให้ความสำคัญและเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรมและยั่งยืน&amp;nbsp;โดยการประชุมในวันนี้ เพื่อหารือแนวทางและเร่งให้การแก้ไขปัญหาผักตบชวา ระดับจังหวัด เป็นรูปธรรมมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังได้ติดตามผลการดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืช ประจำปี 2564 ของทุกหน่วยงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการ&amp;nbsp;เพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวา ได้มอบหมายให้นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการฯ เข้าร่วมประชุมรายงานผลการดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชในแหล่งน้ำเปิด แหล่งน้ำเชื่อมโยงและในแหล่งน้ำปิดสาธารณะทั่วประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2564 ของหน่วยงานหลัก 5 หน่วยงาน ดังนี้ กรมโยธาธิการและผังเมือง ดำเนินการจัดเก็บผักตบชวา ได้จำนวน 848,878 ตัน กรมเจ้าท่า ได้จำนวน 329,542 ตัน กรมชลประทาน ได้จำนวน 2,687,688 ตัน กรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;ได้จำนวน 344,874.48 ตัน และทุกจังหวัดทั่วประเทศ ได้จำนวน 302,854.27 ตัน รวมถึงสิ้นเดือนมิถุนายน จำนวน 4,513,836.75 ตัน ส่วนลุ่มน้ำภาคกลางและภาคตะวันออก จำนวน 19 จังหวัด โดยใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) มีผลการดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืช ถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2564 รวมทั้งสิ้น 511,912.65 ตัน และได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการจัดเก็บผักตบชวาและวัชพืชในส่วนที่เหลือโดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับผลการดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชของ &amp;ldquo;ชมรมคนริมน้ำ&amp;rdquo; โดยกรมการปกครอง ประจำปีงบประมาณ 2564 &amp;nbsp;พบว่ามีการจัดตั้งชมรมคนริมน้ำแล้ว จำนวน 7,656 ชมรม มีสมาชิก จำนวน 1,424,531 คน ดำเนินการร่วมกับส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ หน่วยงานในพื้นที่ และจิตอาสา จัดกิจกรรมกำจัดผักตบชวาและวัชพืช จำนวน 20,871 กิจกรรม พร้อมส่งเสริมการสร้างประโยชน์ในทางเศรษฐกิจจากผักตบชวา เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ในส่วนของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้จัดสรรเรือท้องแบนติดเครื่องยนต์ จำนวน 1,582 ลำ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปดำเนินการดูแลจัดเก็บผักตบชวาขนาดเล็กและวัชพืชตามแหล่งน้ำที่อยู่ในความรับผิดชอบ จำนวน 1,899 แหล่งน้ำ ด้านสารชีวภัณฑ์ในการกำจัดผักตบชวา ที่วิจัยและทดลองโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ปัจจุบันอยู่ในระหว่างขั้นตอนการยื่นขอขึ้นทะเบียนตาม พรบ.&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 กับกรมวิชาการเกษตร ซึ่งจะต้องตรวจสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการใช้งานต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งกำจัดผักตบชวาและวัชพืชในแหล่งน้ำที่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ผักตบชวาและวัชพืชสะสมตัวสร้างปัญหาการสัญจรทางน้ำและการระบายน้ำ ทั้งนี้หากพื้นที่มีผักตบชวาและวัชพืชสะสม เป็นจำนวนมาก ขอให้หน่วยงานหลัก กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า กรมโยธาธิการและผังเมือง นำเครื่องมือเครื่องจักรเข้าดำเนินการร่วมกัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในขณะเดียวกันก็หาแนวทางในการสนับสนุนการแปรรูปผักตบชวาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาผักตบชวาที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และกำชับให้คณะอนุกรรมการฯ และคณะทำงานฯ ระดับจังหวัด ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาผักตบชวาและวัชพืช บูรณาการร่วมกันทั้งส่วนกลางและระดับจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวาและวัชพืชให้เป็นรูปธรรมและมีความยั่งยืน...&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110402</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, กรมเจ้าท่า, กรมโยธาธิการและผังเมือง, กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ, กอนช., ชมรมคนริมน้ำ, นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง, นายพรพจน์ เพ็ญพาส, ป้องกันน้ำท่วม, พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ, รองนายกรัฐมนตรี, สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ, แก้ไขปัญหาผักตบชวา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f646896a274.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93950</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2021 12:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2021 12:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ &#039;อำเภอสร้างสุข&#039; ยกระดับบริการ ต่อยอดศูนย์ดำรงธรรม แก้ปัญหาสถานะบุคคล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.พ.64 - นายธนาคม จงจิระ อธิบกรมกรมการปกครอง เปิดเผยว่า ได้ขับเคลื่อน 10 โครงการสำคัญ หรือ 10 Flagships to DOPA New Normal 2021 เพื่อเป็นธงนำทางในการดำเนินงานให้กับส่วนราชการทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงระบบการบริหารงานของกรมการปกครองให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบชีวิตวิถีใหม่ หรือ New Normal โครงการสำคัญ ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1.การส่งเสริมสถาบันหลักของชาติ 2.การยกระดับงานบริการ และ 3.การสร้างความเข้มแข็งระดับหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;หน้าที่ของฝ่ายปกครองคือ ทำให้ประชาชนทุกข์น้อยลง สุขมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ 10 โครงการสำคัญ ประกอบด้วย 1.โครงการจิตอาสาพระราชทาน 2.การขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 3.การปกป้องเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ 4.ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ &amp;ldquo;อำเภอดำรงธรรม&amp;rdquo; 5.สัญชาติและสถานะบุคคล 6.อำเภอ..วิถีใหม่ 7.แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง (หมู่บ้านเข้มแข็ง) &amp;ldquo;หมู่บ้าน อยู่เย็น&amp;rdquo; 8.อำเภอคุณธรรม &amp;ldquo;ต้นแบบ&amp;rdquo; 9.อำเภอมั่นคง สีขาว ปลอดยาเสพติด และ 10.อำเภอมั่งคั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทั้ง 10 โครงการ มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs : Sustainable Development Goals) นโยบายของรัฐบาล นโยบายของกระทรวงมหาดไทย และที่สำคัญสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนาคม กล่าวอีกว่า อำเภอสร้างสุขเป็นโครงการต่อยอดการยกระดับด้านงานบริการ ตามการขับเคลื่อน 10 โครงการสำคัญ โดยความมุ่งมั่นที่จะทำให้ประชาชน &amp;ldquo;ทุกข์น้อยลง สุขมากขึ้น&amp;rdquo; ซึ่งที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศถือเป็นส่วนใกล้ชิดภาคประชาชนในการดูแลทั้งงานสัญชาติ สถานะบุคคล, งานบริการประชาชนตามแนวทางศูนย์ราชการสะดวก GECC, งานส่งเสริมหมู่บ้าน ชุมชนให้เข้มแข็ง ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อำเภอสร้างสุข&amp;rdquo; มี 2 เป้าหมาย เป้าหมายแรก คือให้ประชาชนมีส่วนในการสะท้อนมุมมองต่อการรับบริการของที่ว่าการอำเภอ ตลอดจนบุคลากรที่ให้บริการในแต่ละอำเภอ เพื่อนำมาทำเป็นเรื่องราวอำเภอต้นแบบที่สะท้อนจากเรื่องจริงของประชาชo เป้าหมายที่สอง คือ กระตุ้นให้แต่ละที่ว่าการอำเภอยกระดับการให้บริการประชาชนอย่างเต็มความสามารถ และเมื่อสามารถสร้างสุขให้ประชาชนได้ อำเภอต้นแบบนั้นๆ ก็ควรได้รับการยกย่อง เชิดชู เป็นแบบอย่างที่ดีต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนจะพบจาก &amp;ldquo;ที่ว่าการอำเภอสร้างสุข&amp;rdquo; ในปี 2564 ซึ่งที่ว่าการอำเภอ ถือเป็นส่วนหน้าที่จะสร้างอำเภอสร้างสุขที่ประชาชนจะได้รับ ทั้งด้านการยกระดับงานบริการ เช่น การต่อยอดและพัฒนาศูนย์ดำรงธรรมต้นแบบอำเภอนำร่อง 76 แห่ง, การแก้ปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคล พร้อมการจัดตั้งคลินิก และ Mobile Team เพื่อให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ, การใช้ระบบจองคิวออนไลน์ สอดคล้องกับชีวิตวิถีใหม่ (New Normal), การทำงานเชิงรุกทั้งการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน การจัดระเบียบสังคมทั้งป้องกันและป้องปราม ปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์ในทุกชุมชน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ผ่านที่บุคลากรในที่ว่าการอำเภอ โดยยึดหลัก &amp;ldquo;คุณธรรมนำการพัฒนา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ฝากถึงประชาชนที่จะมารับบริการจาก &amp;ldquo;อำเภอสร้างสุข&amp;rdquo; โครงการอำเภอสร้างสุข กรมการปกครองมีความตั้งใจที่จะให้ทุกการบริการ&amp;nbsp;สร้างรอยยิ้มให้กับประชาชนอย่างแท้จริง เสียงสะท้อนของประชาชนในมิติต่างๆ ผ่านโครงการอำเภอสร้างสุข ทางกรมการปกครอง ยินดีและน้อมรับเพื่อนำมาปรับปรุง พัฒนา &amp;ldquo;เมื่อท่านมีทุกข์ พวกเราก็จะช่วยกันบำบัดทุกข์ท่าน ทำให้ทุกข์น้อยลง สุขมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็คงจะเป็นความหวังที่เราจะดำเนินการในปี 2564 ต่อไป&amp;rdquo;นายธนาคม กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93950</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, อำเภอสร้างสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210223/image_big_6034923a03d68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86651</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/12/2020 12:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/12/2020 12:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เช็กรายชื่อผู้มีสิทธิ เลือกตั้ง อบจ. ทั่วประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ธ.ค.63 - &amp;nbsp;การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 76 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งแรกในรอบ 6 ปี นับแต่ปีพ.ศ. 2557 โดยครั้งนี้เลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)กำหนดให้มีการเลือกต้ังอบจ.ในวันที่ 20 ธ.ค.นี่้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยเปิดเว็บไซต์ ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสิทธิในการเลือกตั้ง อบจ. ครั้งนี้แล้ว โดยให้ประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งกรอบหมายเลขบัตรประชาชนจำนวน 13 หลัก&amp;nbsp;คลิก ตรวจสอบผู้มีสิทธิเลือกตั้งท้องถิ่น&lt;/p&gt;


	เลขาฯยูโทเปีย เพ้อสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่&amp;nbsp;
	สว.วันชัย สวมบทโหร
	ถึงเวลาเบิกเนตร! อิสรภาพแบบไหนที่คอยทำตามคำสั่งใครบางคน
	สาธารณรัฐสะดุ้ง! &amp;#39;เหวง&amp;#39; อยากเห็นมาตรา 113 สำเร็จโทษพวกกบฏ
	&amp;#39;โบว์&amp;#39;เฮ! มาสเตอร์การ์ดประกาศหยุดให้บริการธุรกรรมบน Pornhub แล้ว
	เงียบจัง &amp;#39;พุทธะอิสระ&amp;#39; ง้างปากทอน พูดสิทำไมน้องชายรอดคุก!
	112 ไม่คุกคามใคร!ฉะพวกไร้สำนึกอ้างชื่อนิสิตจุฬา​ฯ ทำหนังสือกราบบังคมทูล​
	ผงะ!แผนก่อสงครามกลางเมืองเพื่อความเป็นใหญ่
	เปิดเอกสาร &amp;#39;กระทรวงวัง&amp;#39; ประจานกาเหว่าลวงโลก หลอกเด็กอีกแล้ว!
	สะพัด! &amp;#39;อ๋อย&amp;#39; จะมีพรรคการเมืองเป็นของตัวเองแล้ว เตรียมเปิดตัวต้นปีหน้า

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86651</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., กรมการปกครอง, มหาดไทย, เลือกตั้งท้องถิ่น, เลือกต้ังอบจ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180707/image_big_5b4061f41423c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86523</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ปค.จับผับเปิดถึงตีสี่ สั่งสอบ5เสือลุมพินี นักเที่ยว150คนไม่สนโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมการปกครองนำกำลังครึ่งร้อยบุกตรวจผับดังในซอยสุขุมวิท 11 เปิดเย้ยโควิดถึงตีสี่ แถมไม่มีใบอนุญาต เจอยาเสพติดเกลื่อน รวมทั้งบารากู่ ตรวจฉี่นักเที่ยวกว่า 150 คน พบสีม่วง 3 ราย ดำเนินคดี ผจก.พร้อมเสนอปิด 5 ปี เผยชาวบ้านเดือดร้อนร้องเรียนตำรวจท้องที่แต่ไม่มีอะไรดีขึ้น เลยไปร้องสภา &amp;quot;รองต๊ะ&amp;quot; สั่งตั้ง กก.สอบ 5 เสือลุมพินี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 10 ธันวาคมนี้ นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายพนักงานฝ่ายปกครอง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษ กว่า 50 นาย บุกเข้าตรวจค้นและจับกุมอินซานิตี้ ไนท์คลับ ภายในซอยสุขุมวิทซอย 11 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กทม. จากการเข้าตรวจสอบ พบว่าผับดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตประกอบการ โดยขณะเข้าตรวจค้นจับกุม พบนักเที่ยวชายหญิงกว่า 150 คน ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ใช้บริการอยู่ภายในผับดังกล่าวโดยไม่มีการเว้นระยะห่างตามมาตรการป้องกันไวรัสโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเข้าตรวจค้นและจับกุมในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระบุว่า เนื่องจากได้รับแจ้งจากทางรัฐสภาประสานให้กระทรวงมหาดไทยเข้าตรวจสอบสถานบันเทิงดังกล่าว เพราะมีประชาชนร้องเรียนเข้ามาจำนวนมากว่า สถานบันเทิงแห่งนี้เปิดให้บริการเกินกว่าเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยเปิดถึงเวลา 4 นาฬิกาของทุกวัน ส่งผลให้ชาวบ้านที่อาศัยในละแวกใกล้เคียงได้รับความเดือดร้อน ทั้งการจราจรและเสียงดังหลังปิดให้บริการ นอกจากนี้ยังเกรงว่าจะเป็นสถานที่แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เพราะมีนักท่องเที่ยวใช้บริการจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบว่าทางร้านมีการให้บริการบารากู่ โดยพบเตาบารากู่และอุปกรณ์จำนวนมาก ขณะที่การตรวจค้นที่ชั้น 2 ของอาคาร ซึ่งเป็นที่พักของพนักงานและเป็นที่ตั้งของสำนักงานสถานบริการ พบว่าภายในห้องน้ำชายชั้นสองมีซองพลาสติกภายในบรรจุยาเสพติดที่คาดว่าจะเป็นประเภทเคตามีนอยู่จำนวนหนึ่ง และยังมีตกอยู่ตามพื้นที่ของสถานบันเทิงอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งจะมีการขยายผลตรวจสอบอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการตรวจสอบนักท่องเที่ยว พบว่ามีนักท่องเที่ยวปัสสาวะสีม่วง 3 ราย แบ่งเป็นสีม่วงที่คาดว่าจะมาจากการเสพยาไอซ์ 2 ราย และจากยาเคตามีนอีก 1 ราย โดยต่อจากนี้จะส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้จัดการร้าน และแจ้งข้อหา เปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต, ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินกว่าเวลาที่กฎหมายกำหนด, กระทำการชุมนุม ทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และขายหรือให้บริการสินค้าบารากู่ ซึ่งต่อจากนี้จะมีการเสนอเรื่องให้ปิดสถานบริการ และดำเนินคดีทางอาญากับผู้ดูแลและเจ้าของ เนื่องจากฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 22/28558 ซึ่งการสั่งปิดสถานบริการจะมีระยะเวลา 5 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า เบื้องต้นได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว โดยเฉพาะประเด็นชุดปฏิบัติการของหน่วยงานอื่นเป็นผู้เข้าดำเนินการ หากพบปล่อยปละละเลยก็ต้องมีกระบวนการลงโทษตำรวจท้องที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานบันเทิงแห่งนี้อยู่ห่างจาก สน.ลุมพินี ไม่ถึง 3 กิโลเมตร ซึ่งก่อนหน้านี้มีประชาชนร้องเรียนบ่อยครั้ง กระทั่งร้องเรียนไปยังรัฐสภา.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86523</URL_LINK>
                <HASHTAG>5เสือลุมพินี, กรมการปกครอง, ชาวบ้านเดือดร้อนร้องเรียน, ผับเปิดถึงตี 4, สน.ลุมพินี, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201210/image_big_5fd21233514b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86483</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/12/2020 10:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/12/2020 10:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทลายผับหรูกลางกรุงให้บริการ &#039;บารากุ&#039; ตรวจเจอฉี่ม่วง 3 ราย จ่อสั่งปิดยาว 5 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมปกครองบุกทลายผับหรู ซอยสุขุมวิท 11 ให้บริการบารากู่ พบยาเคตกบนพื้นที่ ตรวจเจอฉี่ม่วง 3 ราย เปิดกิจการไม่มีใบอนุญาต ไม่เว้นระยะห่างตามมาตรการป้องกันโควิด-19 ชาวบ้านเดือดร้อนจนต้องร้องเรียนเปิดเกินเวลาถึงตี 4 เตรียมเสนอปิดยาว 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อช่วงเวลา 03.00 น. วันที่ 10 ธันวาคม&amp;nbsp;นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการบังคับใช้กฏหมายพนักงานฝ่ายปกครอง&amp;nbsp; นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษ กรมการปกครอง กว่า 50 นาย บุกเข้าตรวจค้นและจับกุมอินซานิตี้ ไนท์คลับ ภายในซอย สุขุมวิทซอย 11&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการเข้าตรวจสอบพบว่า ผับดังกล่าวไม่มีไม่มีใบอนุญาต&amp;nbsp; ขณะเข้าตรวจค้นจับกุมพบนักเที่ยวกว่า 150 คน ทั้งชาวไทยและต่างชาติ&amp;nbsp; ใช้บริการอยู่ภายในผับดังกล่าว โดยไม่มีการเว้นระยะห่าง ตามมาตรการป้องกันโควิด 19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเข้าตรวจค้นและจับกุมในครั้งนี้เนื่องจากได้รับแจ้งจากทางรัฐสภาประสานให้กระทรวงมหาดไทย เข้าตรวจสอบสถานบันเทิงดังกล่าว เพราะมีประชาชนร้องเรียนเข้ามาจำนวนมากว่า สถานบันเทิงดังกล่าว เปิดให้บริการเกินกว่าเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยเปิดถึงเวลา 4 นาฬิกาของทุกวัน ส่งผลให้ชาวบ้านที่อาศัยในระแวกใกล้เคียงได้รับความเดือดร้อน ทั้งการจราจรและเสียงดังหลังปิดให้บริการ นอกจากนี้ยังเกรงว่าจะเป็นสถานที่แพร่ระบาดของ เชื้อโควิด 19 เพราะมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ใช้บริการจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเข้าตรวจค้นในครั้งนี้เจ้าหน้าที่พบ ว่าทางร้านมีการให้บริการบารากู่ และพบเตาบารากุและอุปกรณ์จำนวนมาก ขณะที่การตรวจค้นที่ชั้น 2 ของอาคาร ซึ่งเป็นที่พักของพนักงานและเป็นที่ตั้งของสำนักงานสถานบริการ พบว่าภายในห้องน้ำชายชั้นสอง มีซองพลาสติกภายในบรรจุยาเสพติดที่คาดว่าจะเป็นประเภท เคตามีน อยู่จำนวนหนึ่ง&amp;nbsp; และยังพบว่ามีตกอยู่ตามพื้นที่ของสถานบันเทิงอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งจะมีการขยายผลตรวจสอบอีกครั้ง ส่วนการตรวจสอบนักท่องเที่ยวพบว่ามีนักท่องเที่ยว ปัสสาวะ สีม่วง 3 รายแบ่งเป็น สีม่วงที่คาดส่าจะมาจากยาไอซ์ 2 ราย และจากยาเคตามีน อีก 1 ราย โดยต่อจากนี้จะส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ดำเนินการตามกฏหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังพบว่าสถานที่แห่งนี้ เป็นสถานบริการ ที่ไม่ได้รับใบอนุญาต จึงมรการจับกุมผู้จัดการร้าน และแจ้งข้อหา เปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต, ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินกว่าเวลาที่กฎหมายกำหนด, กระทำการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และขายหรือให้บริการสินค้าบารากู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อจากนี้จะมีการเสนอเรื่องให้ปิดสถานบริการ และดำเนินคดีทางอาญากับผู้ดูแลและเจ้าของ เนื่องจากฝ่าฝืนคำสั่ง หัวหน้า คสช. ที่ 22/28558&amp;nbsp; ซึ่งการสั่งปิดสถานบริการจะมีระยะเวลา 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86483</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, ฉี่ม่วง, ตรวจฉี่, บารากุ, ยาเค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201210/image_big_5fd196e84867e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
