<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117160</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2021 14:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2021 10:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ตากุ้งยิง&quot;ไม่ใช่โรคติดต่อ อาการอักเสบหายเองได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;กรมการแพทย์ โดยโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) เผยตากุ้งยิงไม่ใช่โรคติดต่อ สาเหตุเกิดจากเปลือกตาไม่สะอาด ขยี้ตา ฝุ่น&amp;nbsp; ใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ด้วยมือที่ไม่สะอาดเท่าที่ควร ใช้เครื่องสำอางแล้วล้างออก&amp;nbsp; ไม่หมด จากการขยี้ตาจนทำให้ต่อมที่เปลือกตา&amp;nbsp; อุดตัน&amp;nbsp; และเกิดการอักเสบตามมา&amp;nbsp; โรคตากุ้งยิงมักจะมีอาการเคืองตา ปวดหนังตา เวลากลอกตาหรือหลับตา จะทำให้ปวด มีตุ่มบวมแดง หรือเป็นหนองที่เปลือกตา บางรายบวมมากจนตาปิด บางรายมีหนองไหลออกจากเปลือกตา หากหนองแตกในตาจะทำให้มีขี้ตาเป็นสีเขียว แนะควรพบจักษุแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นพ.ไพโรจน์&amp;nbsp; สุรัตนวนิช&amp;nbsp; รองอธิบดีกรมการแพทย์&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ตากุ้งยิงเป็นโรคที่พบได้บ่อย เป็นการอักเสบของต่อมไขมันที่เกิดบริเวณเปลือกตา ซึ่งจะสังเกตได้จากการที่มีตุ่มแดงนูนขึ้นที่เปลือกตา มักจะมีอาการปวด&amp;nbsp; ร่วมด้วย ตากุ้งยิง ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ซึ่งเป็นเชื้อที่พบได้บนผิวหนังของคนปกติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; อยู่แล้ว ในภาวะปกติ เชื้อนี้จะไม่ได้ก่อให้เกิดโรคอะไร แต่ถ้าหากเชื้อนี้เข้าไปสู่ภายใต้ผิวหนัง จะทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้น ซึ่งจะแสดงออกมาในรูปแบบของ ตุ่ม ฝี หนอง ตากุ้งยิงโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภท 1.External hordeolum&amp;nbsp; เกิดการอักเสบของต่อมไขมันที่ผิวหนัง หรือรากขน เป็นตุ่มหนองที่บริเวณเปลือกตาด้านนอกซึ่งเป็นตุ่มหนอง แดง และเจ็บ 2.Internal hordeolum&amp;nbsp; เกิดการอักเสบของต่อมไขมันที่แถบเปลือกตาเป็นตุ่มหนองที่บริเวณเปลือกตาด้านใน ซึ่งเป็นตุ่มนูนแดง และเจ็บ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นพ.เกรียงไกร&amp;nbsp; นามไธสง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์(วัดไร่ขิง) กล่าวเสริมว่า ในส่วนของอาการของตากุ้งยิง เมื่อเกิดอาการตากุ้งยิง เริ่มแรกจะมีอาการเจ็บ ๆ คัน ๆ บริเวณเปลือกตา ต่อมาจะเริ่มบวมแดง และจะเริ่มรู้สึกปวดบริเวณเปลือกตา หากกดลงไปบริเวณก้อนจะรู้สึกเจ็บ จะเริ่มเห็นเป็นหัวฝีหรือหัวหนองภายใน 4 - 5 วัน หลังจากนั้นหนองจะแตก และยุบไป ในกรณีที่หนองออกไม่หมด จะเกิดเป็นก้อนแข็งเป็นไตที่เปลือกตา ซึ่งจะค้างอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานานและอาจจะกลับมาอักเสบขึ้นอีกได้เป็นครั้งคราว แต่หากมีอาการปวดมาก และแนวโน้มอาการ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ดีขึ้น มีอาการบวมแดงเป็นบริเวณกว้าง มีอาการตาพร่า หรือ มองเห็นไม่ชัด ควรพบแพทย์ และในกรณีดังกล่าวเหล่านี้ แพทย์อาจจะให้ยาปฏิชีวนะ หรือใช้เข็มเจาะตุ่มฝี เพื่อระบายหนองออก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;แพทย์หญิงอรวีณัฏฐ์&amp;nbsp; นิมิตรวงศ์สกุล จักษุแพทย์ กล่าวเพิ่มว่า ตากุ้งยิง เป็นการอักเสบของต่อมไขมันที่เปลือกตา ซึ่งมักจะเกิดในคนที่ขยี้ตาบ่อยๆ พบเจอฝุ่นละอองสกปรกเข้าตามากๆ และมาขยี้หรือจับตา เหมือนเด็กๆที่ชอบจับแก้มแล้วสิวขึ้น ซึ่งสามารถเป็นแล้วเป็นอีกได้&amp;nbsp; หากไม่ระวังและรักษาความสะอาดของมือก่อนที่จะมาสัมผัสตา&amp;nbsp; คนไข้ที่เป็นภูมิแพ้ที่คันตาบ่อยๆ หรือนอนดึก อดนอน ระคายเคืองตา ขยี้ตาก็ทำให้เป็นตากุ้งยิงได้บ่อย เวลาเป็นก็สามารถเป็นได้ทั้งเปลือกตาเลย คือบน ล่าง ซ้าย ขวา อาจเป็นได้พร้อมกันได้ การรักษา เมื่อเริ่มมีอาการจะเริ่มมีการบวมแดง เจ็บๆ เคืองๆ ของเปลือกตา แนะนำให้รีบประคบอุ่นบ่อยๆ อาจจะใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น หรือ เจลร้อน เป็นต้น และห้ามขยี้ตา&amp;nbsp; และใช้ยาหยอดหรือยาฆ่าเชื้อแบบทาน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในบางรายอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยา สามารถหายเองได้ หากได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี แต่หากไม่รีบประคบและขยี้ตาอีก และปล่อยให้บวมอักเสบจนขึ้นมาเป็นเม็ดแล้ว โดยมากมักไม่หายต้องมาเจาะเอาหนองออก ถ้าไม่เจาะ บางรายหายได้เองแบบหายสนิท แต่บางรายหายแล้วเป็นไตเป็นเม็ดเหมือนสิวอุดตัน ซึ่งใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะหาย ตากุ้งยิงไม่ใช่โรคติดต่อ เพราะฉะนั้นการป้องกันไว้ไม่ให้เกิดย่อมดีกว่า คือหลีกเลี่ยงการสัมผัสเปลือกตาด้วยมือที่ไม่สะอาด และไม่ควรขยี้ตา การดูแลรักษาเปลือกตาด้วยการประคบอุ่น เช็ดฟอกเปลือกตาทุกวันช่วยป้องกันการเป็นตากุ้งยิงได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117160</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการแพทย์, ตากุ้งยิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210919/image_big_6146e92db3089.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117060</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2021 21:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เดือนเรียนออนไลน์ไปกินจุบจิบไป เสี่ยงเด็กฟันผุส่งผลปัญหาช่องปาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ห่วงเด็กวัยเรียนที่เรียนออนไลน์อยู่ที่บ้านในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 เสี่ยงฟันผุ แนะพ่อแม่ใส่ใจเด็ก โดยสร้างลักษณะนิสัยที่ดีในการดูแลสุขภาพช่องปาก บริโภคอาหารหลัก 3 มื้อ ไม่ควรรับประทานอาหารหรือขนมจุบจิบ หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลม ลูกอม และแปรงฟันทุกวันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ทันตแพทย์หญิงสุมนา โพธิ์ศรีทอง ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันทันตกรรม กล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด19 ที่ต้องใช้การเรียนแบบออนไลน์ เด็กวัยเรียนจะมีเวลาอยู่ที่บ้านมากกว่าปกติ ซึ่งอาจละเลยการดูแลช่องปากและการบริโภคอาหารที่ถูกต้อง เช่น ดื่มน้ำอัดลม กินขนมกรุบกรอบ นอกจากนี้อาจเกิดปัญหาอุบัติเหตุต่อฟันและเนื้อเยื่อในช่องปาก จากการที่เด็กเล่นระหว่างอยู่ที่บ้านโดยขาดความระมัดระวัง ซึ่งปัญหาสุขภาพในช่องปากของเด็กวัยเรียน เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะส่งผลกระทบต่อภาวะการเจริญเติบโต จึงควรเสริมสร้างและพัฒนาเพื่อให้เด็กเกิดความเคยชินเป็นนิสัยที่ติดตัวไปตลอดชีวิต เกิดสุขนิสัยที่ดีในการดูแลสุขภาพช่องปาก ด้วยการแปรงฟันและบริโภคอาหารที่มีประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เพราะโรคฟันผุและสภาวะเหงือกอักเสบเป็นปัญหาสำคัญของเด็กวัยเรียน การสูญเสียฟันถาวรตั้งแต่วัยเด็กจะส่งผลต่อระบบบดเคี้ยวตลอดชีวิต หากไม่ดูแลสุขภาพช่องปากให้ดี ปัญหาจะสะสมและรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อย่างเข้าสู่วัยทำงานและวัยสูงอายุ ดังนั้นจึงควรเสริมสร้างสุขภาพช่องปากที่ดีให้แก่เด็ก ด้วยการบริโภคอาหารหลัก 3 มื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้า ไม่รับประทานอาหารหรือขนมจุบจิบ หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลม ลูกอม เพราะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดฟันผุและควรแปรงฟันทุกวันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ร่วมกับการใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุ ซึ่งการแปรงฟันต้องแปรงให้สะอาดทั่วถึง แปรงฟันทุกซี่ ทุกด้าน ที่สำคัญผู้ปกครองควรฝึกให้เด็กตรวจฟันตนเอง เพื่อให้ทราบว่าแปรงฟันสะอาดดีหรือยัง มีฟันผุ เหงือกอักเสบ หรือมีสิ่งผิดปกติในช่องปากหรือไม่ และหากพบปัญหาให้รีบมาพบทันตแพทย์เพื่อรักษาอย่างถูกวิธีต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117060</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการแพทย์, การดูแลสุขภาพช่องปาก, การบริโภคอาหาร, กินจุบจิบ, ดูแลสุขภาพช่องปาก, ทันตแพทย์หญิงสุมนา โพธิ์ศรีทอง, ฟันผุ, สถาบันทันตกรรม, สภาวะเหงือกอักเสบ, สร้างลักษณะนิสัยที่ดี, เรียนออนไลน์, แปรงฟัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210917/image_big_6144a64a70bde.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116660</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2021 13:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2021 13:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทย์ยันภาวะ &#039;Long COVID&#039;  รักษาให้หายขาดได้ใน 6 เดือน และไม่สามารถแพร่เชื้อได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 ก.ย.64 - กรมการแพทย์ &amp;nbsp; จัดสัมภาษณ์พิเศษในหัวข้อ &amp;ldquo;Long COVID เชื้อจบ อาการไม่จบ : ทำความเข้าใจภาวะเรื้อรังหลังหายป่วยโควิด-19&amp;rdquo; โดย พญ.เปี่ยมลาภ แสงสายัณห์ หัวหน้ากลุ่มงานอายุรศาสตร์ปอด สถาบันโรคทรวงอก กล่าวว่า ภาวะ Long COVID คือ อาการหลังจากที่รักษาโควิดหายแล้วและเชื้อโควิด19 จะตายภายใน 14 วัน หลังจากนั้นภาวะปกติร่างกายก็จะค่อยฟื้นตัวขึ้นตามธรรมชาติภายใน 2-3 สัปดาห์ แต่บางคนยังคงรู้สึกว่ามีอาการคล้ายกับเป็นโควิดอยู่ &amp;nbsp;เบื้องต้นอาการที่มีความสัมพันธ์กับภาวะนี้ อาจจะมาจาก ร่างกายมีการตอบสนองต่อการอักเสบของเชื้อโควิด หรือการได้รับยาในกลุ่มสเตียรอยด์ในช่วงที่รักษาโควิด ที่กดการทำงานของร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อทำงานไม่เต็มที่ ส่วนมากจะพบในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่ากลุ่มอื่นๆ หรือกลุ่มโรคประจำตัว และกลุ่มได้รับยาสเตียรอยด์ ทำให้ร่างกายยังมีอาการต่อเนื่องไปถึง 2-4 เดือน หรือนานถึง 6 เดือน &amp;nbsp;เช่น ครั่นเนื้อครั่นตัว ไอเล็กน้อย เพลีย หรือเหนื่อย และรู้สึกร่างกายไม่เหมือนเดิม สามารถรอให้ร่างกายฟื้นตัวได้เอง หากมีอาการเหนื่อย ไอมากขึ้น หรือมีอาการทางระบบประสาทมากกว่าปกติ เช่น การสับสน แนะนำว่าควรไปพบแพทย์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พญ.เปี่ยมลาภ กล่าวต่อว่า โดยภาวะ Long COVID ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ที่หายป่วยโควิดทุกคน ไม่สามารถแพร่เชื้อโควิดๆได้ และจะไม่ทำร้ายปอดหรือร่างกายซ้ำ อาการจะค่อยๆดีขึ้นใน 3-4 เดือน ซึ่งข้อมูลจากต่างประเทศพบว่า สถิติของผู้ป่วยโควิดประมาณ 50% อาจจะมีภาวะ Long COVID แต่จะรักษาหายขาดได้ในระยะ 6 เดือนขึ้นไป และยังไม่พบว่าร่างกายจะได้รับผลกระทบระยะยาวจากเป็นภาวะนี้ ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีการเก็บข้อมูลที่ชัดเจน แต่อาจจะพบประมาณ 20-30% ที่ผู้ป่วยโควิดหลังจากรักษาหายแล้วจะมีอาการเพลีย ซึ่งกรมการแพทย์กำลังเก็บข้อมูลในส่วนนี้เพื่อทำการประเมินอาการที่มีความสัมพันธ์กับภาวะ Long COVIDให้ชัดเจนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกลุ่มผู้ป่วยโควิดที่มีอาการปอดอักเสบและเชื้อไวรัสจะตายภายใน 14-21 วัน ซึ่งบางคนอาจจะได้รับผลกระทบ ทำให้ปอดยังไม่สามารถกลับมาทำงานได้เต็มที่ มีภาวะเหนื่อยเพิ่มขึ้น ในบางคนที่มีอาการปอดอักสอบรุนแรงมาก ร่างกายก็จะมีปฏิกิริยาโต้ตอบที่รุนแรงเช่นเดียวกัน เรียกว่า การซ้ำเติมของปอด จึงมีโอกาสที่จะทำให้มีอาการของปอดอักเสบเกิดขึ้นอีกครั้ง หรือในช่วงที่ร่างกายกำลังซ่อมแซมอาจจะพบพังผืดที่ปอด จากข้อมูลการรักษาโควิดระลอกแรก ในคนไข้ที่ปอดอักเสบมาก พบว่าผ่านไป 6 เดือน- 1 ปี จะเหลือรอยที่ปอด ที่เคยอักเสบประมาณ &amp;nbsp;5-10% เท่านั้น ซึ่งไม่มีผลต่อการทำงานของปอด ร่างกายยังทำงานได้ปกติ ในระลอกที่ 2 หลังจากที่ติดตามผลคนไข้ที่ปอดอักเสบเหมือนกัน พบว่าปอดดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ด้วยระยะเวลาที่สั้นเกินไปจึงไม่สามารถที่ระบุได้ชัดเจนว่า ร่องรอยของพังผืดจะหลงเหลืออยู่มากขนาดไหนหลังจากผ่านไปแล้ว 1 ปี ซึ่งอาการปอดอักเสบข้างต้นไม่เรียกว่าเป็นภาะ Long COVID เพราะภาวะนี้ไม่ได้ทำให้ปอดอักเสบเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.เปี่ยมลาภ กล่าวอีกว่า ในเบื้องต้นการดูแลป้องกันภาวะ Long COVID &amp;nbsp;คือ การออกกำลังกายเบาๆ หลีกเลี่ยงความเครียด เพิ่มการทำกิจกรรมและการได้รับกำลังใจที่ดีในครอบครัว ส่วนแนวทางการรักษาจะเป็นการรักษาไปตามอาการ ทั้งนี้การได้รับวัคซีนจะช่วยในแง่ของการลดการติดเชื้อ หรือเมื่อติดเชื้อโควิดอาการจะไม่รุนแรง ไม่มีภาวะปอดอักเสบ ก็ไม่ต้องรับยาในกลุ่มสเตียรอยด์ ทำให้โอกาสของการเป็นภาวะ Long COVID ก็จะลดลงด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116660</URL_LINK>
                <HASHTAG>#long covid, #โควิด19, กรมการแพทย์, พญ.เปี่ยมลาภ แสงสายัณห์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210914/image_big_6140401b6ce2b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114774</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2021 20:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>3 อ. ห่างไกลโรคความดันโลหิตสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โรคความดันโลหิตสูง ได้ชื่อว่าเป็นเพชฌฆาตแห่งความเงียบ เนื่องจากส่วนใหญ่มักไม่มีอาการหรืออาการแสดงให้เห็น แต่มักตรวจพบโดยบังเอิญ ในกรณีที่มีความดันโลหิตสูงมากผู้ป่วยอาจจะมีอาการมึนบริเวณท้ายทอย วิงเวียนศีรษะหรือมีอาการแน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน ผู้มีความดันโลหิตสูงเรื้อรังที่ไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติเป็นระยะเวลานานอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่ออวัยวะสำคัญ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว หลอดเลือดแดงแข็ง จอประสาทตาเสื่อม ไตเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายอย่างยิ่ง&amp;nbsp; เสี่ยงต่อการเกิดอัมพาต โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ไตวายและโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หากมีภาวะความดันโลหิตสูงนานๆไม่ได้รับการรักษาอย่างสม่ำเสมอและถูกต้องเหมาะสม หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น กล้ามเนื้อของหัวใจจะหนาขึ้น หัวใจจะโตขึ้น อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดห้องบนเต้นพริ้ว (Atrial Fibrillation) หรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ดังนั้นเราควรให้ความสำคัญกับการเกิดภาวะความดันโลหิตสูง การป้องกันและการรักษา เพื่อที่จะสามารถชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคความดันโลหิตสูง เป็นภาวะโรคที่ตรวจพบว่าค่าความดันโลหิตอยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติ คือ มีค่าความดันตัวบน (systolic: ค่าความดันเลือดในขณะที่หลอดเลือดหัวใจบีบตัว) สูงกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท และความดันตัวล่าง (diastolic : ค่าความดันเลือดในขณะที่หลอดเลือดหัวใจคลายตัว) สูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท ความดันโลหิตสูงมักจะพบร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆของกลุ่มอาการผิดปกติทางเมตาบอลิซึม เช่น ไขมันในเลือดสูงหรือระดับน้ำตาลในเลือดสูง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ขาดการออกกำลังกาย โรคอ้วน มีภาวะเครียดเรื้อรัง ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ รับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัดเป็นประจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อีกทั้ง โรคความดันโลหิตสูงอาจมีสาเหตุมาจากภาวะไตวาย เนื้องอกของต่อมหมวกไต โรคของต่อมไทรอยด์หรือต่อมพาราไทรอยด์ โรคทางเดินหายใจถูกอุดกลั้นขณะนอนหลับหรือการใช้ฮอร์โมนบางชนิด ในการรักษาผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงควรมีการประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆที่เป็นผลมาจากความดันโลหิตสูงเป็นระยะเวลานาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนา ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ไตเสื่อมหรือมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ และจอประสาทตาเสื่อมจากความดันโลหิตสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูงเราควรดูแลตนเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม โดยการใส่ใจ 3 อ. คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1) อ.อาหาร กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพหรือ DASH Diet (Dietary Approaches to Stop Hypertension Diet) คือ ลดการบริโภคอาหารที่มีเกลือโซเดียม ไขมันอิ่มตัว ไขมันรวมและคอเรสเตอรอลลง และเพิ่มการรับประทานที่มีใยอาหาร โปรตีน แคลเซียม แร่ธาตุต่างๆอย่างโปแตสเซียมและแมกนีเซียม ได้แก่ ผัก ถั่ว ผลไม้ ธัญพืชที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสี (Whole Grains) ปลา ไขมันไม่อิ่มตัว และลดการบริโภคเนื้อแดง งดการรับประทานน้ำหวานและน้ำอัดลม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2) อ.ออกกำลังกาย ลดเวลานั่ง เพิ่มเวลายืน ยืดเวลาเดิน ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ให้หัวใจ ปอด ระบบหมุนเวียนโลหิตแข็งแรง ควบคุมน้ำหนักตัว และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3-5 ครั้ง/สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3) อ.อารมณ์ ทำอารมณ์ให้แจ่มใส ไม่เครียด นอกจากนี้ควรงดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ฉะนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาใส่ใจสุขภาพ รู้จักออกกำลังกายให้เหมาะสม และรู้จักเสริม สร้างสุขภาพจิตที่ดีเป็นหนทางสู่การมีสุขภาพดี ย่อมช่วยให้ตัวเราห่างไกลจากโรคความดันโลหิตสูงได้เช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114774</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 อ., 3 อ. ห่างไกลโรค, Atrial Fibrillation, DASH Diet, Dietary Approaches to Stop Hypertension Diet, กรมการแพทย์, การใส่ใจ 3 อ., ความดันโลหิตสูง, นพ.เอนก กนกศิลป์, ภาวะแทรกซ้อน, สถาบันโรคทรวงอก, หัวใจต้องทำงานหนัก, อ.ออกกำลังกาย, อ.อารมณ์, อ.อาหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_6128e831d2d15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114773</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2021 20:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>3 อ. ห่างไกลโรคความดันโลหิตสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โรคความดันโลหิตสูง ได้ชื่อว่าเป็นเพชฌฆาตแห่งความเงียบ เนื่องจากส่วนใหญ่มักไม่มีอาการหรืออาการแสดงให้เห็น แต่มักตรวจพบโดยบังเอิญ ในกรณีที่มีความดันโลหิตสูงมากผู้ป่วยอาจจะมีอาการมึนบริเวณท้ายทอย วิงเวียนศีรษะหรือมีอาการแน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน ผู้มีความดันโลหิตสูงเรื้อรังที่ไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติเป็นระยะเวลานานอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่ออวัยวะสำคัญ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว หลอดเลือดแดงแข็ง จอประสาทตาเสื่อม ไตเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายอย่างยิ่ง&amp;nbsp; เสี่ยงต่อการเกิดอัมพาต โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ไตวายและโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หากมีภาวะความดันโลหิตสูงนานๆไม่ได้รับการรักษาอย่างสม่ำเสมอและถูกต้องเหมาะสม หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น กล้ามเนื้อของหัวใจจะหนาขึ้น หัวใจจะโตขึ้น อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดห้องบนเต้นพริ้ว (Atrial Fibrillation) หรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ดังนั้นเราควรให้ความสำคัญกับการเกิดภาวะความดันโลหิตสูง การป้องกันและการรักษา เพื่อที่จะสามารถชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคความดันโลหิตสูง เป็นภาวะโรคที่ตรวจพบว่าค่าความดันโลหิตอยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติ คือ มีค่าความดันตัวบน (systolic: ค่าความดันเลือดในขณะที่หลอดเลือดหัวใจบีบตัว) สูงกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท และความดันตัวล่าง (diastolic : ค่าความดันเลือดในขณะที่หลอดเลือดหัวใจคลายตัว) สูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท ความดันโลหิตสูงมักจะพบร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆของกลุ่มอาการผิดปกติทางเมตาบอลิซึม เช่น ไขมันในเลือดสูงหรือระดับน้ำตาลในเลือดสูง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ขาดการออกกำลังกาย โรคอ้วน มีภาวะเครียดเรื้อรัง ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ รับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัดเป็นประจำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อีกทั้ง โรคความดันโลหิตสูงอาจมีสาเหตุมาจากภาวะไตวาย เนื้องอกของต่อมหมวกไต โรคของต่อมไทรอยด์หรือต่อมพาราไทรอยด์ โรคทางเดินหายใจถูกอุดกลั้นขณะนอนหลับหรือการใช้ฮอร์โมนบางชนิด ในการรักษาผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงควรมีการประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆที่เป็นผลมาจากความดันโลหิตสูงเป็นระยะเวลานาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนา ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ไตเสื่อมหรือมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ และจอประสาทตาเสื่อมจากความดันโลหิตสูง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูงเราควรดูแลตนเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม โดยการใส่ใจ 3 อ. คือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1) อ.อาหาร กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพหรือ DASH Diet (Dietary Approaches to Stop Hypertension Diet) คือ ลดการบริโภคอาหารที่มีเกลือโซเดียม ไขมันอิ่มตัว ไขมันรวมและคอเรสเตอรอลลง และเพิ่มการรับประทานที่มีใยอาหาร โปรตีน แคลเซียม แร่ธาตุต่างๆอย่างโปแตสเซียมและแมกนีเซียม ได้แก่ ผัก ถั่ว ผลไม้ ธัญพืชที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสี (Whole Grains) ปลา ไขมันไม่อิ่มตัว และลดการบริโภคเนื้อแดง งดการรับประทานน้ำหวานและน้ำอัดลม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2) อ.ออกกำลังกาย ลดเวลานั่ง เพิ่มเวลายืน ยืดเวลาเดิน ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ให้หัวใจ ปอด ระบบหมุนเวียนโลหิตแข็งแรง ควบคุมน้ำหนักตัว และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3-5 ครั้ง/สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3) อ.อารมณ์ ทำอารมณ์ให้แจ่มใส ไม่เครียด นอกจากนี้ควรงดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ฉะนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาใส่ใจสุขภาพ รู้จักออกกำลังกายให้เหมาะสม และรู้จักเสริม สร้างสุขภาพจิตที่ดีเป็นหนทางสู่การมีสุขภาพดี ย่อมช่วยให้ตัวเราห่างไกลจากโรคความดันโลหิตสูงได้เช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114773</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 อ., 3 อ. ห่างไกลโรค, Atrial Fibrillation, DASH Diet, Dietary Approaches to Stop Hypertension Diet, กรมการแพทย์, กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ, ขาดการออกกำลังกาย, นพ.เอนก กนกศิลป์, น้ำตาลในเลือดสูง, ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต, ภาวะหัวใจล้มเหลว, สถาบันโรคทรวงอก, หัวใจเต้นผิดจังหวะ, อ.ออกกำลังกาย, อ.อารมณ์, อ.อาหาร, โรคความดันโลหิตสูง, โรคอ้วน, โรคไขมันในเลือดสูง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_6128e831d2d15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114648</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 18:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 18:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ. เผยสถานการณ์เตียงผู้ป่วยโควิดเริ่มดีขึ้น แต่เตียงไอซียูยังขาด-บริหารจัดการยาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;26 ส.ค.64 - ที่กระทรวง​สาธารณสุข​ นพ.สมศักดิ์ ​อ​รร​ฆ​ศิลป์ ​อธิบดี​กรม​การแพทย์​แถลงข่าว​ในประเด็นการบริหารจัดการเตียงผู้ป่วยโควิด-19 ว่าสถานการณ์​เตียงในต่างจังหวัด​เริ่มตึง แต่ปัญหามีไม่มากการบริหาร​ค่อนข้างเบ็ดเสร็จ​เด็ดขาด ในแต่ละจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด​ แพทย์สาธารณสุข​ ผู้อำนวยการ​โรงพยาบาล​ สามารถรวมพลังในจังหวัด​และขยายเตียงไปที่โรงพยาบาล​ชุมชนได้ แต่กรุงเทพฯรวมของการแยกกักตัวที่บ้าน Home Isolation (HI) ยอดสะสมอยู่ที่ 86,188 รายช่วงต้นๆมีความติดขัดบ้าง แต่ตอนนี้ระบบค่อนข้างไหลลื่นแล้ว มีการขยายคู่สายเป็น 2-3 พันคู่สาย หาสถานพยาบาล​ที่มารับผู้ป่วย HI ค่อนข้างมาก&amp;nbsp;มีทั้งโรงพยาบาล​ มหาวิทยาลัย​ กรุงเทพ​มหานคร​ กรมการแพทย์​ รวมถึงคลินิกชุมชนอบอุ่น เพราะฉะนั้นจำนวนผู้ป่วยที่อยู่ใน HI ก็จะมากขึ้นทุกวัน โดยเฉลี่ยแต่ละวันตอนนี้ เฉพาะผู้ป่วยใหม่ในกรุงเทพฯ​ประมาณวันละ 4 พันคน มีผู้ป่วยที่ยินยอมทำ HI วันละพันกว่าคน&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ส่วนศูนย์พักคอย Community Isolation (CI) ในกรุงเทพ​ฯ เปิดดำเนินการ​แล้ว 64 แห่ง มีจำนวนเตียง 8,694 เตียง จำนวนครองเตียง 3,410 เตียงคงเหลือ 5,284 เตียง รับผู้ป่วยใหม่ 251 ราย สะสม 15,749 ราย ส่วนที่เหลือก็จะเข้าไปรักษาในฮอสพิเทล หรือเข้าโรงพยาบาล​ ทั้งนี้จากการทำ HI และ CI ทำให้จำนวนการรอคอยเตียงลดลงอย่างชัดเจน ระยะเวลาการรอคอยเตียงดีขึ้น รอคอยเกิน 24 ชม.มีไม่มากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;quot;สถานการณ์​สีเหลืองดีขึ้นเยอะ ส่วนสีแดงยังมีต้องรอคอยอยู่ โดยจากที่คนไข้กรุงเทพฯเกินพันขึ้นไป ทำให้เรากลัวว่าเตียง ICU ไม่พอ นำเรียนว่าเตียง ICU ตอนนี้ยังบริหารจัดการค่อนข้างยาก ต้องดูวันต่อวัน แต่จำนวนที่รอคอยเกิน 24 ชม.ดีขึ้น อย่างไรก็ตามมีประชาชนที่อยู่&amp;nbsp;HI จากสีเขียวก็จะไปอยู่ในกลุ่มที่เหลืองอ่อนได้ เราก็บอกว่าให้มาโรงพยาบาล หรือฮอสพิเทล เพราะเรามีเครื่องออกซิเจน แต่ปรากฎว่ามีหลายท่านขอไม่มา เพราะเขารู้สึกว่าอยู่ที่นั่นแล้วเขาปลอดภัยดี ยาก็ได้แล้ว และอาการไม่มาก เรียนว่าถ้าคุณหมอแนะนำยังอยากให้มาก เพราะเตียงเหลืองเราบริหารจัดการค่อนข้างดีขึ้น ต้องขอบคุณทางเอกชนที่หลายส่วนแปลงฮอสพิเทลให้สามารถให้ออกซิเจนได้ คนไข้สีเหลืองก็ได้รับการดูแลดีขึ้น ถ้าเป็นสีเหลืองต้องเริ่มให้ออกซิเจนขอให้มา อย่าอยู่บ้าน แม้กระทั่งสีแดงมีบางส่วนที่ปฏิเสธ​มีคนไข้ที่ติดบ้าน ติดเตียง มีโรคร่วมเช่นมะเร็งระยะสุดท้าย​ ที่ขอเสียชีวิต​ที่บ้าน ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่ว่าทำไมเตียงสีแดงจึงลดลงไปด้วย &amp;quot;นพ.สมศักดิ์​ กล่าว​&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.สมศักดิ์​ กล่าวว่า ส่วนผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง ทั้เราได้รับความร่วมมือจากหลายส่วนอาทิโรงพยาบาล​ตามสิทธิ สำหรับผู้ป่วยทางจิต มีโรงพยาบาล​ศรีธัญญา และโรงพยาบาล​สมเด็จ​เจ้าพระยา​ โรงพยาบาล​สนามเพื่อ​คนพิการ&amp;nbsp; อาทิ โรงพยาบาล​สนามบ้านวิทยาศาสตร์​สิรินธร​เพื่อคนพิการ นอกจากนี้เราก็ทำ CI สำหรับโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ​ ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี​และสำหรับเด็กอายุ 7-15 ปี ที่ศูนย์​สร้างสุขทุกวัย ที่เกียกกาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114648</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการแพทย์, นพ.สมศักดิ์ ​อ​รร​ฆ​ศิลป์, เตียงโควิด, เตียงโควิดวิกฤติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210826/image_big_612773fbe9f48.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111816</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2021 12:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2021 12:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาร์เอส กรุ๊ป&#039;ส่งมอบ RS Self-Isolation Care Box ให้ กรมการแพทย์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยความห่วงใยในสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นจนต้องมีมาตรการจัดกลุ่มผู้ป่วยตามระดับของอาการ และความรุนแรงของโรคเพื่อแยกการรักษาในที่พัก หรือสถานพยาบาลต่างๆ ที่มีอย่างจำกัด ทาง บมจ.อาร์เอส หรือ อาร์เอส กรุ๊ป โดย นิธิกานต์ จิตเจริญ ผู้อำนวยการสายงานภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พร้อมด้วยดารา ผู้ประกาศข่าว คูลเจ และศิลปินในสังกัด อาทิ โอห์ม-ฐิติวัฒน์ ฤทธิ์ประเสริฐ, เบิ้ล ปทุมราช อาร์สยาม, คูลเจแนน-กัญดา ศรีธรรมูปถัมภ์, อ๊อฟ-อัครพล ทองธราดล และตัวแทนศิลปิน อาร์เอส ยุค 90 เต๋า-สมชาย เข็มกลัด จึงได้เข้าร่วมมอบกล่อง RS Self-Isolation Care Box โดยมี นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับมอบ เพื่อส่งต่อให้โรงพยาบาลในสังกัดที่ดูแลผู้ป่วยสีเขียวอาการไม่รุนแรงและสามารถพักรักษาตัวที่บ้านแบบ Home Isolation ต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย โอห์ม ฐิติวัฒน์ ดาราจากช่อง 8 ให้สัมภาษณ์ว่า &amp;ldquo;พวกเราดีใจที่ได้เป็นตัวแทนจาก อาร์เอส กรุ๊ป เพื่อจัดทำกล่อง RS Self-Isolation Care Box ที่ประกอบด้วยอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ที่จำเป็นอย่าง ยาสารสกัดฟ้าทะลายโจร แคปซูล ตราทองเอก ปรอทวัดไข้ ยาพาราเซตามอล หน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ เพื่อส่งต่อให้ผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรงได้ใช้สำหรับการกักตัวแบบ Home Isolation ครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วน เบิ้ล ปทุมราช อาร์สยาม กล่าวว่า &amp;ldquo;นอกจากวันนี้จะมาในนามตัวแทนจาก อาร์เอส เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโควิดแล้ว ส่วนตัวผมก็พยายามที่จะใช้สื่อโซเชียลของตัวเองช่วยแชร์ข้อมูลผู้ป่วยที่รอการรักษา และจัดหารถตู้ส่งพี่น้องจากจังหวัดอำนาจเจริญที่ป่วยแล้วอยากกลับไปรักษาที่บ้านเกิดด้วยครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางด้าน คูลเจแนน-กัญดา จาก คูลฟาเรนไฮต์ ก็ได้ฝากให้กำลังใจว่า &amp;ldquo;กล่อง RS Self-Isolation Care Box นี้อาจเป็นความห่วงใยที่เราส่งต่อให้กับผู้ป่วย แต่ก็อยากส่งกำลังใจให้กับแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยที่เสียสละทำงานด่านหน้าให้กับพวกเราทุกคนด้วยนะคะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วน อ๊อฟ-อัครพล ผู้ประกาศข่าวช่อง 8 กล่าวว่า &amp;ldquo;ที่ผ่านมาเราก็ได้จัดโครงการช่อง 8 ปันน้ำใจต้านภัยโควิด-19 เพื่อรวบรวมเงินบริจาคไปจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์เสริมกำลังให้กับคุณหมอ พยาบาลอย่างต่อเนื่อง และวันนี้เราก็ขอมามอบกล่อง RS Self-Isolation Care Box ให้กับผู้ป่วยด้วยความห่วงใยและเป็นการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์อีกทางหนึ่งครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายด้วยศิลปิน อาร์เอส ยุค 90 เต๋า สมชาย เข็มกลัด ก็ได้กล่าวว่า &amp;ldquo;ผมก็ขอเป็นตัวแทนจากศิลปิน อาร์เอส ในยุค 90 นะครับ เพื่อส่งต่อกล่อง RS Self-Isolation Care Box ให้กับผู้ป่วยโควิดที่อาการไม่หนักมาก สามารถดูแลตัวเองที่บ้านได้ ภายใต้การดูแลของแพทย์ พยาบาลในระบบ Home Isolation ก็ขอส่งกำลังใจให้ทุกคนหายป่วย กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมเร็วๆ นะครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111816</URL_LINK>
                <HASHTAG>RS Self-Isolation Care Box, กรมการแพทย์, บมจ.อาร์เอส, อาร์เอส กรุ๊ป, อ๊อฟ-อัครพล ทองธราดล, เต๋า-สมชาย เข็มกลัด, เบิ้ล ปทุมราช อาร์สยาม, แนน-กัญดา ศรีธรรมูปถัมภ์, โอห์ม-ฐิติวัฒน์ ฤทธิ์ประเสริฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210801/image_big_61062ea7eb2d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
