<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>53827</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2020 11:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2020 11:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการแพทย์แผนไทย เตรียมแจกยากัญชาฟรี 6-17 ม.ค. วันละ 300 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ม.ค 2562 น.พ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข เป็นประธานเปิดคลินิกกัญชา ที่โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน ที่กระทรวงสาธารณสุข ว่า กรมการแพทย์แผนไทย จะมีการดำเนินการให้ประชาชนเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์ ในระหว่างวันที่ 6-17 มกราคม 2563 นี้ โดยในช่วงวันเวลาดังกล่าวจะให้บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชน ที่ต้องการจะใช้กัญชามารักษาโรค โดยมีทั้งการแพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน และแพทย์แผนปัจจุบัน มาผสมผสานในการรักษาเป็นครั้งแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในขณะนี้การปลูกกัญชา ได้ดำเนินการโดยการแสวงหาความร่วมมือ กันไม่มีการซื้อขาย ต่อไปถ้าทำมากกว่านี้จะมีการซื้อขายจากองค์กรภาคเอกชน องค์กรภาคประชาชน ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชน ซึ่งจะทำให้กรมการแพทย์แผนไทย สามารถผลิตยาที่มีส่วนผสมกัญชาได้ครบ16 ตำรับประกาศเป็นยาไปแล้ว และขยายในโรงพยาบาลได้มากขึ้น ขณะนี้เราผลิตได้แพร่หลาย 2 ตำรับ นำมาผลิตใช้ได้จริง 4 ตำรับ กำลังจะเพิ่มเป็น 6 ตำรับ ในเดือนมกราคมนี้ ส่วนอีกตำรับเป็นของหมอพื้นบ้านคือตำรับอาจารย์เดชา(ศิริภัทร) ถ้าทดลองแล้วได้ผลจริง ก็จะมีการรายงานให้กับคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษแห่งชาติ แล้วได้รับการอนุมัติ จะสามารถนำมาใช้ได้มากกว่า 20 โรงพยาบาลในขณะนี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของข้อกฎหมายที่กำหนดให้การจ่ายยา 16 ตำรับที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมให้เฉพาะแพทย์แผนไทย และแพทย์แผนไทยประยุกต์ แพทย์แผนปัจจุบันสั่งจ่ายไม่ได้นั้น อธิบดีกรมการแพทย์ฯ ยอมรับว่า ตามกฎหมายและระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ให้เฉพาะแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนไทยประยุกต์เท่านั้น ที่เป็นผู้สั่งจ่ายยาดังกล่าวได้ ส่วนถ้าจะให้แพทย์แผนปัจจุบันสั่งจ่ายนั้น จะต้องให้คณะกรรมการยาเสพติดให้โทษแห่งชาติเป็นผู้พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม เช่นเดียวกับน้ำมันกัญชาสูตร อ.เดชา ที่ให้มาเป็นของชาติ เมื่อวิจัยพบว่ามีผลดี คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษจะเป็นผู้พิจารณาว่ามีใครจะสั่งใช้ได้บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.พ.มรุต กล่าวถึงปัญหาเรื่องความไม่มั่นใจของหมอแผนไทย และหมอแผนไทยประยุกต์ ว่าในอดีตที่ผ่านมา ค่อนข้างขาดความมั่นใจ แต่ในปัจจุบันหลังจากนำน้ำมันกัญชา สูตร อ.เดชา (ศิริภัทร) ที่มีการรักษาไปแล้ว 3 พันกว่าราย ผลการรักษาดีมาก ผลข้างเคียงไม่มีเลย เราต้องการสร้างความมั่นใจกับแพทย์แผนไทย และแพทย์แผนไทยประยุกต์ เป็นผู้ที่ตรวจรักษาคนไข้โดยตรง หากเราขยายได้ชัดเจน โดยเฉพาะในมหกรรมของเราในการเปิด คลินิกกัญชา วันที่6-17 มกราคมนี้ วันละประมาณ 300 ราย จองผ่าน แอปพลิเคชัน &amp;ldquo;Dr.Ganja in TTM&amp;rdquo; &amp;nbsp;ก็จะสร้างความเชื่อมั่นในน้ำมันสูตรของ อ.เดชา ได้มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน แพทย์หญิงภาวิณี อ่อนมุข รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลฯ มีความมั่นใจเป็นอย่างมากในการใช้ยาที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมในการรักษาโรค เนื่องจากตำรับยาที่คัดสรรมาเป็นตำรับยาที่ผ่านประสบการณ์ใช้ตั้งแต่อดีตอยู่แล้ว แต่ช่วงระยะเวลาหนึ่งไม่สามารถผลิตยาที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมได้เนื่องจากยังเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่ทั้งนี้ด้วยตัวสรรพคุณที่แพทย์แผนไทยระบุไว้ที่จะช่วยบรรเทาหรือรักษาอาการต่างๆ ตามสรรพคุณที่ได้ระบุไว้ สำหรับการเลือกใช้กัญชาเพื่อรักษาทางการแพทย์จะใช้รักษาตามอาการ และตามเกณฑ์ข้อกำหนด เงื่อนไขขึ้นอยู่กับอาการของคนไข้ที่เข้ามารับการรักษาว่าตรงกับยาที่ได้เตรียมไว้ในการรักษาโรคหรือไม่ และทางโรงพยาบาลฯ มีความตั้งใจที่จะจ่ายยาที่ผลิตจากกัญชาให้กับคนไข้ แต่ขอให้อาการและโรคตรงกับยาที่ได้เตรียมไว้ซึ่งจะส่งผลให้ตัวยาใช้ได้เกิดประโยชน์และเห็นผลในการรักษามากที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน ยังพบปัญหาและอุปสรรคอยู่บ้าง คือ 1. การเข้าถึงระบบการบริการทางการแพทย์แผนไทย ที่ค่อนข้างมีการจำกัดวันและเวลา ในการบริการ 2. การเข้าถึงข้อมูลที่แท้จริงของอาการผู้ป่วยและยาที่ใช้ในการรักษาอาการต่างๆ และ3. ตำรับยาแผนไทยยังไม่สามารถผลิตได้ครบทั้ง 16 ตำรับ เนื่องจากวัตถุดิบในการผลิตยังไม่เพียงพอ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53827</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการแพทย์แผนไทยฯ, น.พ.มรุต จิรเศรษฐสิริ, แจกยากัญชาฟรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200105/image_big_5e115f5f0c912.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50199</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2019 17:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2019 17:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทย์แผนไทยชูมะระขี้นก ผักริมรั้ว สมุนไพรพื้นบ้าน ต้านเบาหวาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13พ.ย. 62- นพ. ปราโมทย์ &amp;nbsp;เสถียรรัตน์ โฆษกกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เบาหวานเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุข และเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรคเบาหวานเกิดจาก &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความบกพร่องของตับอ่อน และฮอร์โมนอินซูลินในร่างกาย ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง อาการสำคัญที่สังเกตได้ด้วยตัวตนเอง คือ ปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน หิวบ่อย มีอาการชาปลายมือ ปลายเท้า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; บาดแผลหายช้า หากเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจส่งผลให้จอประสาทตาเสื่อม เกิดแผลกดทับ ติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะติดเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญส่งผลให้เกิดความพิการ ด้านสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International&amp;nbsp;Diabetes Federation:IDF) และองค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้วันที่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 14 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันเบาหวานโลก (World Diabetes Day) มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่ม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ความตระหนักรู้และความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน ช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพดีขึ้น
กรมการแพทย์แผนไทยฯ จึงขอแนะนำสมุนไพรริมรั้วที่มีฤทธิ์ต้านเบาหวาน คือ มะระขี้นก &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากผลการศึกษาวิจัยพบว่ามะระขี้นก มีสารรสขมชาแรนทิน (charantin) สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้จริง โดยช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อน ลดการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่เซลล์บริเวณผนังลำไส้เล็ก ลดการสร้างน้ำตาลจากตับ และเสริมการเผาผลาญน้ำตาลในเลือด เมนูอาหารที่แนะนำ เช่น ต้มจืดมะระขี้นก ยำมะระขี้นก มะระขี้นกผัดไข่ ฯลฯ เครื่องดื่ม คือ น้ำมะระขี้นกปั่น ทั้งนี้ ไม่ควรนำผลมะระขี้นกสุก &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มารับประทาน&amp;nbsp;
นพ. ปราโมทย์ กล่าวอีกว่า ในบัญชียาหลักแห่งชาติ มะระขี้นกจัดอยู่ในกลุ่มยาพัฒนาจากสมุนไพร นอกจากมะระขี้นกช่วยต้านเบาหวานแล้ว ยังมีผักพื้นบ้านชนิดอื่นที่ช่วยต้านเบาหวานได้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่น ผักเชียงดา กะเพรา ชะพลู ตำลึง ฯลฯ ซึ่งประชาชนสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารเพื่อป้องกันโรคเบาหวานหรือเป็นเมนูอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานในครัวเรือน นอกจากนี้ ก็ควรจำกัดการบริโภคอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมันสูง ควบคุมน้ำหนักตัวในอยู่ในเกณฑ์ปกติออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารให้หลากหลาย ครบ 5 หมู่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50199</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการแพทย์แผนไทยฯ, นพ. ปราโมทย์  เสถียรรัตน์, ผักพื้นบ้านต้านโรคเบาหวาน, โรคเบาหวาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191113/image_big_5dcbd7c15a5b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27693</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2019 16:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2019 15:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยชงคำว่า&quot;NUAD THAI&quot;แทน Thai Massage ให้ยูเนสโกพิจารณา ชึ้นทะเบียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Cr:siamrath .com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ม.ค.62- ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) &amp;nbsp;นพ.มรุต &amp;nbsp;จิรเศรษฐสิริ &amp;nbsp;อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ &amp;nbsp;แถลงข่าว &amp;ldquo;การจัดงานโครงการมหกรรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไทย&amp;rdquo; ว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมจะมีงานใหญ่ คือ มหกรรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไทย ปีที่ 11 ระดับภาคปี 2562 จัดขึ้น 4 ภาค แบ่งเป็น &amp;nbsp; 1.ภาคกลางและภาคตะวันออก จ.สมุทรปราการ &amp;nbsp; ณ ลานน้ำพุ ศูนย์การค้าเมกะบางนา &amp;nbsp;ระหว่างวันที่ 7-11 กุมภาพันธ์ &amp;nbsp; 2. &amp;nbsp;ภาคเหนือ จ.ลำพูน ณ แจ่มฟ้าพลาซ่า วันที่ 14-18 กุมภาพันธ์ &amp;nbsp;3. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.สุรินทร์ &amp;nbsp;ณ โรงแรมทองธารินทร์ &amp;nbsp;วันที่ 20-22 กุมภาพันธ์ &amp;nbsp;และ4. ภาคใต้ จ.นราธิวาส ณ สวนกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ วันที่ 10-14 มีนาคม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.มรุต กล่าวว่า โดยแต่ละภาคก็จะมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ ภาคใต้ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเรื่อง การนวดลังกาสุกะ ซึ่งเป็นการนวดสำหรับผู้สูงวัย แก้ปวดเมื่อย ปวดเข่า ปวดหลัง นวดด้วยน้ำมันสูตรต่างๆ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการนวดไทยนั้น ที่ผ่านมากรมฯ ได้มีการผลักดันมาตรฐานการนวดให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก และในปีนี้เป็นปีที่สืบเนื่องจากปี 2561 ที่ผ่านมาที่ประเทศไทยได้รับการคัดเลือกจากองค์การยูเนสโกให้ &amp;ldquo;โขนไทย&amp;rdquo; เป็นมรดกวัฒนธรรมอันจับต้องไม่ได้ (Intangible Heritage) ของมวลมนุษยชาติ ซึ่งในส่วนของนวดไทยก็ได้จัดส่งพร้อมกันในปีที่ผ่านมา ดังนั้น ในปีนี้ก็ต้องมารรอลุ้นว่า นวดไทยจะได้รับการคัดเลือกในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2562 ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นวดไทย เราจะเสนอทับศัพท์ ว่า NUAD THAI โดยขณะนี้ทางกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้จัดเตรียมรายละเอียดต่างๆ เพื่อส่งต่อให้ทางกระทรวงวัฒนธรรม เสนอให้อยูเนสโกพิจารณา &amp;nbsp;เราได้รวบรวมข้อมูล ทั้งของนักวิชาการของกรมฯ &amp;nbsp;และนักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับทางภูมิปัญญาท้องถิ่นของกระทรวงวัฒนธรรมมาช่วยดู &amp;nbsp;เพื่อให้เห็นว่านวดไทยแตกต่างจากนวดของที่อื่นอย่างไร &amp;nbsp;เราก็ได้มีการค้นคว้าว่า ของไทยมีการนวดที่เรียกว่า นวดเส้นประธานสิบ ซึ่งเป็นตำรานวดแผนโบราณ และเป็นการนวดที่ทั่วโลกรู้จักดี เช่นเดียวกับมวยไทย&amp;rdquo; นพ.มรุต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.มรุต กล่าวอีกว่าวิธีการนวดตอกเส้น นวดขิดเส้น &amp;nbsp;ล้วนเป็นหลักการนวดของไทย หากต่อไปใครจะเอานวดไทยไปต่างประเทศ เปิดโรงเรียนนวดที่ต่างประเทศก็ต้องผ่านการอบรมเป็นครูในประเทศไทยและไปสอนที่ต่างประเทศ &amp;nbsp;โดยจะรวบรวมเกี่ยวกับเรื่องราว ประวัติการนวดเส้นประธานสิบ และมาตรฐานการนวดไทย &amp;nbsp;พร้อมทั้งจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับที่ &amp;nbsp;พระบาทสนเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว &amp;nbsp; ได้มีการจารึกเรื่องการนวดของไทยเอาไว้ที่ศาลาราย ซึ่งรายล้อมข้างผนังภายในวัดโพธิ์ นับเป็นหลักฐานใหญ่ว่านี่คือ ภูมิปัญญาความรู้ของประเทศไทย &amp;nbsp;โดยกรมจะทำเป็นหลักฐานรายละเอียดว่านี่คือ ภูมิปัญญาของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม โดยการนวดนั้น จะมุ่งเน้นการรักษาโรคโดยไม่ต้องใช้ยา &amp;nbsp;ซึ่งทั่วโลกจะรู้จักกันในเรื่องการนวดผ่อนคลาย &amp;nbsp;เป็นการรักษาร่างกาย กล้ามเนื้อ รักษาอารมณ์ให้รู้สึกผ่อนคลายมากกว่า เพราะส่วนใหญ่หากไปรักษาโรคต่างๆ คนที่ต้องให้การรักษาต้องเป็นแพทย์แผนไทย แต่การนวดผ่อนคลายทั่วไปจะเป็นผู้ช่วยแพทย์แผนไทย จริงๆในเรื่องการนวดยังช่วยเรื่องคลายเส้น แก้ปวดเมื่อย &amp;nbsp;แก้นิ้วล็อก บรรเทาอาการปวดศีรษะ บรรเทาอาการไมเกรนก็มี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การพิจารณาของยูเนสโก น่าจะมีขึ้นประมาณเดือนพศจิกายน &amp;nbsp;แต่ในระหว่างนี้เราก็จะร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมในการพิจารณา &amp;nbsp;ซึ่งการเตรียมทางกรมแพทย์แผนไทยฯ ร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพและประชุมกันหลายรอบแล้ว &amp;nbsp;และจะมีการเชิญทางวัดโพธิ์ มหาลัยต่างๆ หลายๆแห่งที่ทำรวมทั้งศิริราช มาร่วมกันจัดทำเป็นมาตรฐานร่วมกัน และวางแผนในการพัฒนา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เมื่อถามว่าเกี่ยวกับภาพจำที่อาจเป็นแง่ลบของการนวดไทยจะมีการแก้ไขอย่างไร อธิบดีฯ กล่าวว่า &amp;nbsp;จะไม่ใช้คำว่า Thai massage แต่จะใช้ทับศํพท์ว่า นวดไทย (NUAD THAI) ไปเลย &amp;nbsp;เพราะเมื่อพูดถึง Thai massage แล้วยังมีคนมองไปถึงการนวดที่มีกามารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง คงต้องมีการดูแลในส่วนนี้ให้ดี หากตั้งเป็นร้านนวดก็ต้องเป็นนวดเพื่อรักษาหรือนวดเพื่อสุขภาพ &amp;nbsp;ไม่ใช่นวดเพื่อกามารมณ์ ซึ่งในปีนี้เราจะเดินหน้าในเรื่องมาตรฐาน ร้านไหนเผ่าก็จะมีโลโก้ ซึ่งทางกรมฯ ได้ประสานและขอทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาไว้แล้ว จะใช้ทั้งในและต่างประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27693</URL_LINK>
                <HASHTAG>Nuad thai, Thai Massage, กรมการแพทย์แผนไทยฯ, ขึ้นทะเบียนนวดแผนไทย, ยูเนสโก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190128/image_big_5c4ec172af3c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8179</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2018 18:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2018 18:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ใช้4.0 ให้แหลมคม&quot;ตั้งเครือข่ายโรคเบาหวาน&quot;เชื่อช่วยอัตราป่วยลดลง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับกรมการแพทย์ ปรับกระบวนทัศน์การดูแลผู้ป่วยเบาหวานไทย ยุค 4.0 เดินหน้าสร้าง &amp;ldquo;เครือข่ายชมรมเบาหวานในประเทศไทย&amp;rdquo; มั่นใจช่วยลดอัตราการเกิดโรคเบาหวานในอนาคตได้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่ รพ.ราชวิถี &amp;nbsp;มีการแถลงข่าว &amp;ldquo;เบาหวานไทย ยุค 4.0&amp;rdquo; จัดโดยสมาคมเบาหวานแห่งประเทศไทย ร่วมกับกรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข เพื่อปรับกระบวนทัศน์การดูแลผู้ป่วยเบาหวานไทยยุค 4.0 ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมี นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรญี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย และ คุณอุไร พันธุมโพธิ ตัวแทนผู้ป่วยเบาหวานยุค 4.0 ผู้ได้รับรางวัล &amp;ldquo;สุดยอดผู้ป่วยเบาหวาน&amp;rdquo;&amp;nbsp;
นพ.มรุต กล่าวว่า โรคเบาหวาน นับเป็นโรคที่มีความสำคัญระดับโลก รวมทั้งเป้นปัญหาสำคัญของประเทศไทย มีผู้ป่วยเบาหวานเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 2 แสนคนต่อปี และเสียชีวิตปีละ 8,000 คน ซึ่งปัจจัยหลักเกิดจากการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย และพบว่าคนรุ่นใหม่มีโอกาสเป็นเบาหวานสูงขึ้นจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จาอข้อมูลของสถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ประเทศไทยต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเบาหวานเฉลี่ยสูงถึง 47,596 ล้านบาทต่อปีและมีกลุ่มที่เสี่ยงจะเป็นโรคเบาหวานอีก 7.7 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นผู้ป่วยเบาหวานในอัตราร้อยละ 5-10 ปี &amp;nbsp;ซึ่ง สธ.ได้ให้ความสำคัญโดยได้บรรจุให้โรคเบาหวานอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ประเทศประเทศไทยสุขภาพดีวิถีไทย พ.ศ.2554-2563 รวมไปถึง UNDP หรือโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติได้ร่วมมือกับรัฐบาลไทย โดยสนับสนุนการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อรณรงค์ในการต่อสู้กับโรคเบาหวานอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรญี กล่าวว่า หากมองตัวเลขของประชาชนที่เสี่ยงจะเป็นโรคเบาหวานนั้น ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ ซึ่งจากตัวเลขผู้ป่วยที่เป้นโรคเบาหวานอยู่แล้วส่วนใหญ่เกินครึ่งยังควบคุมเบาหวานไม่ได้ตามเป้าหมายจากสถิติพบว่า ในผู้ป่วย 10 คนจะควบคุมเบาหวานได้เพียง 3 คนเท่านั้น ทั้งนี้ในยุค 4.0 นั้นการสื่อสารค่อนข้างรวดเร็ว มีการค้นหาข้อมูลผ่านโซเชียลมิเดียง่ายขึ้น ซึ่งมีทั้วข้อมูลจริงและข้อมูลเท็จ &amp;nbsp;จึงอยากให้ประชาชนรู้เท่าทันในฐานะสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ ได้ตระหนักและเร่งระดมความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายในทุกภาคส่วนเพื่อร่วมรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจด้วยวิธีการต่างๆ รวมถึงมีการสร้าง &amp;ldquo;เครือข่ายชมรมเบาหวานในประเทศไทย&amp;rdquo; เพื่อเชื่อมโยงชมรมเบาหวานที่มีอยู่บ้างแล้วเข้าด้วยกัน โดยได้เริ่มโครงการเครือข่ายชมรมเบาหวานมาตั้งแต่ปี 2557 และได้ร่วมกับโรงพยาบาลในภูมิภาคต่างๆ ให้มีการจัดตั้งชมรมเบาหวานเพิ่มขึ้นและเชื่อมโยงชมรมทั้งหมดเป็น &amp;ldquo;เครือข่ายชมรมเบาหวาน&amp;rdquo; เพื่อให้เกิดการพัฒนาการดูแลรักษาและควบคุมโรคเบาหวานครอบคลุมทั้งประเทศ ชมรมเบาหวานเป็นการรวมตัวของบุคลากรทางการแพทย์หรือทีมผู้ให้การรักษา ผู้เป็นเบาหวานและครอบครัว รวมทั้งผู้สนใจเข้าเป็นกลุ่ม ซึ่งเป็นการรวมตัวที่ก่อให้เกิดประสิทธิผลมาก ด้วยแพทย์และทีมดูแลผู้ป่วยเบาหวานจะได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้เป็นเบาหวานและครอบครัวอย่างใกล้ชิด ผู้ป่วยเบาหวานและครอบครัวได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กันและกัน ทำให้เข้าใจถึงปัญหา และร่วมกันหาทางออกที่ดี นำไปสู่การพัฒนาการดูแลตนเองและการช่วยเหลือระหว่างผู้ป่วยด้วยกัน นับเป็นอีกมิติหนึ่งในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานไทย ยุค 4.0 ทั้งนี้ สมาคมฯ ยังคงเดินหน้ามุ่งขยายเครือข่ายชมรมเบาหวานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยเบาหวานในโรงพยาบาลระดับภูมิภาคต่างๆ เพื่อช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน และช่วยลดอัตราการเกิดของโรคเบาหวานในอนาคตอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ชมรมเบาหวานจะมีการจัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้รับบริการและผู้ให้บริการได้มาพบกันมากขึ้น เกิดความใกล้ชิดกัน ซึ่งยกตัวอย่างเช่นทาง รพ.จุฬาฯ นั้นมีการจัดขึ้นทุกเดือน โดยมีแพทย์เข้าให้ความรู้ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีความรู้ มีการสร้างกำลังใจ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนในการควบคุมโรคเบาหวาน ที่ประเทศไทยมีการควบคุมสูงสุดได้เพียง 40 % ในหลายพื้นที่ และในต่างประเทศมีการควบคุมได้เพียง 50 % ให้มีการควบคุมได้มากกว่านี้&amp;rdquo;ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรญี กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8179</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการแพทย์แผนไทยฯ, ชมรมโรคเบาหวาน, ประเทศ 4.0, ลดอัตราป่วยโรคเบาหวาน, สมาคมเบาหวานแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180430/image_big_5ae6fc38b0ee9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7791</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ฆ่าเซลล์มะเร็ง ยาหมอแสง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; กรมการแพทย์แผนไทยฯ ใช้เวลา 3 ชม.ประชุมร่วมสมุนไพรนายแสง พบไม่มีผลรักษามะเร็ง แต่ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย ยังขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพไม่ได้ แนะประชาชนโดยเฉพาะช่วงต้นๆ รักษาควบคู่กันไป ด้านนายแสงเผยทดลองในห้องอาจจะมีผลแบบหนึ่ง แต่ถ้าเข้าไปอยู่ในร่างกายคนก็อาจจะมีอีกแบบ ยันขอแจกต่อจนกว่าจะไม่ไหว ไม่แน่อาจขายสูตรให้ต่างชาติ ถ้าหมอไทยบอกรักษาไม่ได้ผล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 24 เมษายนนี้ ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้มีการหารือร่วมกันเรื่องประสิทธิภาพสมุนไพรสูตรของนายแสงชัย ต่อการรักษาโรคมะเร็ง โดยมี นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์, นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ, นายแสงชัย แหเลิศตระกูล หรือหมอแสง และทีมนักวิจัยประสิทธิภาพสมุนไพรสูตรของนายแสงชัย ต่อการรักษาโรคมะเร็ง โดยเริ่มมีการหารือตั้งแต่ 09.00 น. ใช้เวลา 3 ชั่วโมง ซึ่งไม่ให้สื่อมวลชนหรือผู้ใดเข้าร่วมรับฟังแต่อย่างใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 12.00 น. นพ.ณรงค์ให้สัมภาษณ์ว่า ทางกรมได้นำตัวอย่างสมุนไพรนายแสงชัยมาทดลองในลักษณะตัวยาที่มีความเข้มข้นต่างกัน แยกเป็นที่อยู่ในสารน้ำ ในเลือด และปริมาณที่มีความเข้มข้นสูงๆ ไปทดสอบในหลอดทดลองกับเซลล์มะเร็ง 7 แบบ คือ มะเร็งเต้านม 3 ชนิด มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ และมะเร็งกระเพาะอาหาร ผลการทดลองในหลอดทดลองนั้นพบว่า ตัวฤทธิ์ของสมุนไพรไม่สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ ทั้งนี้ ในเรื่องการเดินหน้าวิจัยในสัตว์ทดลองและในคนต่อหรือไม่นั้น ต้องมีการคุยกันพอสมควร เพราะมีหลายมุมมอง เท่าที่คุยกันในวันนี้คิดว่าคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง แต่ต้องเรียนว่าการดูแลแบบคู่ขนานทุกระยะ คิดว่าถ้าช่วยกันดูแล ประชาชนน่าจะได้ประโยชน์สูงสุด อยากบอกพี่น้องประชาชนว่าอย่ารักษาข้างใดข้างหนึ่ง โดยเฉพาะระยะต้นๆ ส่วนกลุ่มที่เป็นระยะท้ายๆ การมารับยานายแสงชัยเพื่อประคับประคองนั้นสามารถทำได้ ซึ่งนายแสงชัยก็เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ในการทดสอบสมุนไพรของนายแสงชัยในเรื่องคุณภาพชีวิตนั้น พบว่าไม่มีความเป็นพิษ ดังนั้นการรักษาคู่ขนานน่าจะเป็นคำตอบที่ดีกับประชาชน ส่วนประเด็นว่าระหว่างนี้จะมีช่องทางในการขึ้นทะเบียนสมุนไพรสูตรของนายแสงชัยเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพใดตามกฎหมาย ซึ่งนายแสงชัยเองก็ได้สอบถามในประเด็นนี้เช่นกัน ก็ขอเรียนว่าคงยังไม่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายแสงชัยกล่าวว่า สิ่งที่กรมการแพทย์ฯ นำไปทดลองนั้นเป็นเพียงการวิจัยในหลอดทดลอง ซึ่งปรากฏว่าไม่มีผลในการยับยั้งเซลล์มะเร็ง แต่ไปอยู่ในตัวคนแล้วเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเข้าร่างกายแล้วมันก็ไปตามเส้นเลือด ไม่รู้จะรักษามะเร็งได้หรือไม่ ซึ่งกรมการแพทย์ฯ ก็บอกว่าคนที่พอมีฐานะ มีความรู้ กลัวจะเสียโอกาสก็ไปให้แพทย์รักษา อย่าพยายามมากินสมุนไพรตัวนี้เลย ยืนยันว่าถ้าไม่มีการห้ามก็จะยังแจกสมุนไพรต่อไป เพราะเป็นความหวังของประชาชน จริงๆ แล้วถามว่าที่เราทำมากว่า 10 ปีก็ย่ำอยู่กับที่ เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ อธิบดีกรมการแพทย์ มากี่คนแล้ว สถาบันมะเร็งฯ ก็เปลี่ยน ผอ.มาหลายคน แต่ของเรายาเป็นตำนาน ส่วนเรื่องสูตรจะขายให้ต่างชาติหรือไม่นั้นก็ไม่แน่ หากหมอไทยบอกไม่ได้ผล ซึ่งมีหมอจากเยอรมนี รพ.จากอเมริกา เขาก็มาเฝ้าทุกระยะเพื่อติดต่อขอซื้อ แต่ยังไม่อยากขาย โดยจะไปแจกต่อที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 2 พ.ค.นี้ &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในการชี้แจงต่อประชาชนนั้น ประชาชนต้องการรู้แค่ว่าตนต้องการจะแจกยาต่อหรือไม่เท่านั้นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามต่อว่าผลทดลองบอกไม่ได้ผลในการฆ่าเซลล์มะเร็ง ดังนั้นจะปรับกลุ่มการแจกสมุนไพรหรือไม่ นายแสงชัยกล่าวว่า ถ้าผู้ป่วยเขาพร้อมจะไปรับ เราก็ให้ หรือถ้าเขาสะดวกก็ไปที่สถาบันมะเร็งฯ ซึ่งรักษาทุกระยะ ไม่มีไล่กลับบ้าน รับได้หมด ทั้งนี้ ยืนยันว่าผู้ป่วยที่มารับสมุนไพรนั้นไม่มีการทิ้งการรักษาแผนปัจจุบัน แต่คนป่วยที่หมดทางรักษาแล้วอยู่ในมือเราหลายพันคน ซึ่งสมุนไพรเราเองก็ไม่มีสูตรแยกว่าเป็นมะเร็งชนิดไหน มะเร็งคือไวรัสชนิดหนึ่ง เราก็ฆ่ามันเท่านั้นเอง ส่วนในเรื่องการขยายผลจริงๆ อยู่ที่ภาครัฐ ตนมีแค่หน้าที่ผลิต ซึ่งก็ทำมาตลอด แต่ก็บอกทุกครั้งว่าให้รักษาควบคู่กันไป ตนบอกตลอดว่าไม่ใช่หมอ แต่เป็นผู้แบ่งปันคนหมดหนทาง ไม่เป็นไร วันนี้กำลังการผลิตอยู่ที่ 4 แสนเม็ดต่อเดือน จะแจกต่อไปจนกว่าจะไม่ไหว สำหรับกรณีมีคนตั้งข้อสังเกตเรื่องว่าทำไมต้องมีการลงบันทึกประจำวันนั้น ก็คงต้องไปถามคนที่ตั้งคำถามว่าคนที่ผ่าตัดใน รพ. ทำไมต้องให้ญาติเซ็น คนจะตาย ตายแล้วไม่เดือดร้อน เราให้แค่นี้พอ พอแจ้งความแล้วตำรวจจะรู้ยอดคน จะได้ให้การดูแลได้ ที่มาของยา 6 เม็ด เพราะมันไม่พอเลยแบ่งจาก 10 เม็ดเหลือ 6 เม็ด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแสงชัยกล่าวต่อว่า ที่รัฐทำคือทดลองในหลอดทดลอง จะเอามาทดลองในคนไม่ได้ เพราะผิดจริยธรรม แต่ตนทำตายไปหลายคนแล้ว เพราะเราทดลองตามผู้ป่วยติดเตียงตามบ้าน ตามวัด ก็ตายประมาณ 300-500 คน ซึ่งผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่มีทางรอด ญาติยอมเราก็ให้กิน อันนั้นคือคิดการใหญ่ใจต้องถึง มัวแต่ไปรอภาคส่วนรัฐที่ต้องรอทดลองในหลอดทดลองแล้ว สัตว์น้อยสัตว์ใหญ่ ตนไม่เอาหรอก จะรักษาคน ไม่ได้รักษาสัตว์ ไม่ได้รักษาสัตว์ทดลอง ก็เลยเอาคนจริง ซึ่งก็ขออนุญาตญาติเขาแล้ว ไม่กังวลว่ามันเป็นการวิจัยในมนุษย์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7791</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการแพทย์แผนไทยฯ, การรักษาโรคมะเร็ง, การวิจัยในหลอดทดลอง, ขายสูตรให้ต่างชาติ, ประชุมร่วมสมุนไพรนายแสง, ยับยั้งเซลล์มะเร็ง, รักษาควบคู่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไม่มีผลรักษามะเร็ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180424/image_big_5adf3ec7a46bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
