<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112435</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 17:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 17:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทรวง พม. ลงพื้นที่มอบ ‘ถุงกำลังใจ สู้โควิด’ ให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางในกรุงเทพฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้แทนสำนักงานเขตสะพานสูงและผู้บริหารสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ลงพื้นที่มอบถุงกำลังใจที่ชุมชนวังหนับอุทิศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวง พม./ ผู้บริหาร 8 หน่วยงานในกระทรวง พม.ลงพื้นที่ชุมชนมอบถุงยังชีพ &amp;lsquo;ถุงกำลังใจสู้โควิด&amp;rsquo; ที่ได้รับมอบจากสำนักงานสำนักปลัดนายกรัฐมนตรี 6,796 ชุด ให้แก่ผู้ป่วยติดเตียงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ในกรุงเทพฯ 28 เขต&amp;nbsp; ระหว่างวันที่ 6-8 สิงหาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ถุงน้ำใจ&amp;rsquo; จากรัฐบาลและกระทรวง พม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันนี้ (5 ส.ค. 64) เวลา 12.00 น. ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) &amp;nbsp;&amp;nbsp;ถนนกรุงเกษม กรุงเทพฯ &amp;nbsp;นางพัชรี อาระยะกุล &amp;nbsp;ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp;ได้ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อประชาชนในวงกว้างทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp; กระทรวง พม. มีความห่วงใยประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp;โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง &amp;nbsp;ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ &amp;nbsp;คนเร่ร่อน &amp;nbsp;คนไร้บ้าน &amp;nbsp;ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ด้อยโอกาส &amp;nbsp;ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางพัชรี อาระยะกุล &amp;nbsp;ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;จากผลกระทบดังกล่าว&amp;nbsp; กระทรวง พม. ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการบริหารจัดการเงินบริจาคและทรัพย์สิน&amp;nbsp; สำนักงานสำนักปลัดนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; เพื่อสนับสนุนการดำเนินการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp;จัดทำถุงยังชีพ จำนวน 6,796 ชุด เพื่อนำไปส่งต่อความช่วยเหลือให้ผู้ป่วยติดเตียงที่กำลังประสบปัญหาความเดือดร้อนและความยากลำบากในพื้นที่ กทม. ซึ่งเป็นจังหวัดพื้นที่ควบคุมเข้มงวดและสูงสุด &amp;nbsp;โดยกระทรวง พม. จะนำถุงยังชีพไปมอบให้แก่ประชาชนในระหว่งวันที่ 6 - 8 สิงหาคมนี้&amp;rdquo; ปลัดกระทรวง พม.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ในการลงพื้นที่แต่ละวันจะมีการแบ่งออกเป็น 8 ทีมๆ ละ 1 เขต ซึ่ง 8 ทีมจากหน่วยงานสังกัดกระทรวง พม. ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวง พม. กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) การเคหะแห่งชาติ (กคช.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยวันที่ 6 สิงหาคม &amp;nbsp;จะลงพื้นที่ 8 เขต ได้แก่ &amp;nbsp;เขตคลองเตย &amp;nbsp;ธนบุรี &amp;nbsp;บางกอกน้อย &amp;nbsp;ภาษีเจริญ &amp;nbsp;ดินแดง &amp;nbsp;ลาดพร้าวสะพานสูง และหนองจอก &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมมอบถุงยังชีพ จำนวน 1,891 ถุง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันที่ 7 สิงหาคม จะลงพื้นที่ 8 เขต ได้แก่ เขตพระโขนง &amp;nbsp;คลองสาน &amp;nbsp;ตลิ่งชัน &amp;nbsp;บางแค &amp;nbsp;ห้วยขวาง &amp;nbsp;หลักสี่ &amp;nbsp;คันนายาว และคลองสามวา &amp;nbsp;รวมมอบถุงยังชีพจำนวน 929 ถุง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันที่ 8 สิงหาคม&amp;nbsp; จะลงพื้นที่ 8 เขต ได้แก่ &amp;nbsp;เขตสวนหลวง &amp;nbsp;บางกอกใหญ่ &amp;nbsp;ทวีวัฒนา &amp;nbsp;บางบอน &amp;nbsp;พญาไท &amp;nbsp;ดอนเมือง ประเวศ &amp;nbsp;และมีนบุรี &amp;nbsp;รวมมอบถุงยังชีพ จำนวน 745 ถุง &amp;nbsp;รวม 3 วันจะมอบถุงยังชีพให้ผู้ป่วยติดเตียงได้ทั้งสิ้น จำนวน 3,565 ถุง &amp;nbsp;แต่ละถุงประกอบด้วย&amp;nbsp; ข้าวสาร 5 กิโลกรัม&amp;nbsp; ปลากระป๋อง&amp;nbsp; ผักกาดกระป๋อง&amp;nbsp; แอลกอฮอล์เจล&amp;nbsp; หน้ากากอนามัย&amp;nbsp; ยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้หากประชาชนกลุ่มเปราะบางประสบปัญหาทางสังคมและได้รับความเดือดร้อนในช่วงโควิดสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่&amp;nbsp; 1.ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน พม. โทร.1300 &amp;nbsp;&amp;nbsp;2.สายด่วนคนพิการ โทร. 1479 &amp;nbsp;&amp;nbsp;และ 3. อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.พอช.ลงมอบถุงน้ำใจ 3 พื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันนี้ (6 สิงหาคม)&amp;nbsp; นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ และผู้แทนจากสำนักงานเขตสะพานสูงได้ลงพื้นที่ที่ชุมวังหนับอุทิศ&amp;nbsp; เขตสะพานสูง&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; เพื่อมอบถุงยังชีพ&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;ถุงกำลังใจสู้โควิด&amp;rsquo; จากสำนักนายกรัฐมนตรีให้แก่ผู้แทนชุมชนในเขตสะพานสูงจำนวน 10 ชุมชน&amp;nbsp; รวม 81 ถุง&amp;nbsp; เพื่อมอบต่อให้แก่ผู้ป่วยติดเตียงในชุมชนต่างๆ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; เยี่ยมชาวชุมชนวังหนับอุทิศ&amp;nbsp; เขตสะพานสูง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้นายสมชาติและผู้แทนสำนักงานเขตสะพานสูงยังได้เยี่ยมผู้ป่วยและมอบถุงยังชีพ&amp;nbsp; ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและป่วยติดเตียง&amp;nbsp; ไม่สามารถเดินหรือลุกนั่งได้สะดวกจำนวน 5 ราย&amp;nbsp; ได้แก่ 1.นางมะลิ&amp;nbsp; วงศ์หวังจันทร์&amp;nbsp; อายุ&amp;nbsp; 78 ปี&amp;nbsp; ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้&amp;nbsp; 2.นายบุญธรรม&amp;nbsp; ชุ่มชื่น&amp;nbsp; อายุ 77 ปี&amp;nbsp; เส้นเลือดหัวใจตีบ&amp;nbsp; 3.ครอบครัวนางแฉล้ม&amp;nbsp; มาลีพันธ์&amp;nbsp; อายุ 61 ปี&amp;nbsp; ลูกชาย 2 คน&amp;nbsp; มีอาการพิการทางประสาท&amp;nbsp; 4.นางสมจิตร&amp;nbsp; หวังพิทักษ์&amp;nbsp; อายุ 80 ปี&amp;nbsp; เส้นเลือดสมองตีบ&amp;nbsp; และ 5.นายมูหะหมัด&amp;nbsp; แซะวิเศษ&amp;nbsp; อายุ 86 ปี&amp;nbsp; โรคชรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสมชาติ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การลงพื้นที่เยี่ยมเยียนประชาชนกลุ่มเปราะบางและมอบถุงยังชีพให้แก่ผู้เดือดร้อนในครั้งนี้เป็นความห่วงใยของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; จึงมอบหมายให้ผู้แทนแต่ละหน่วยงานในสังกัดกระทรวง พม.ลงมาเยี่ยมเยียนประชาชนในพื้นที่&amp;nbsp; รวมทั้งชวนสำนักงานเขตแต่ละเขตร่วมลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;นอกจากนี้ต้องขอขอบคุณ อพม.(อาสาพัฒนาชุมชน)&amp;nbsp; และ อสส. (อาสาสมัครสาธารณสุข) ในแต่ละชุมชนที่ช่วยดูแลกลุ่มเปราะบาง&amp;nbsp; คนป่วย&amp;nbsp; ผู้สูงอายุติดเตียง&amp;nbsp; เพราะอาสาสมัครเหล่านี้เป็นคนในชุมชนจะรู้ดีว่าครอบครัวไหนมีความเดือดร้อน&amp;nbsp; ต้องการความช่วยเหลืออย่างไรเพื่อให้ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้ตรงเป้าหมาย&amp;rdquo; &amp;nbsp;นายสมชาติกล่าว&amp;nbsp; และบอกว่าในวันที่ 7 สิงหาคมจะลงพื้นที่เยี่ยมกลุ่มเปราะบางที่ชุมชนในเขตคันนายาว&amp;nbsp; และวันที่ 8 สิงหาคมที่ชุมชนในเขตประเวศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางสาวสะรีย๊ะ&amp;nbsp; มาลีพันธ์&amp;nbsp; อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) และอาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) เขตสะพานสูง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ในแต่ละชุมชนจะมีอาสาสมัครต่างๆ ช่วยกันดูแลคนป่วย&amp;nbsp; กลุ่มเปราะบาง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; คล้ายกับ อสม.&amp;nbsp; โดยแต่ละคนจะต้องผ่านการอบรมหลักสูตรต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ด้านสุขภาพ&amp;nbsp; อนามัย&amp;nbsp; เพื่อนำความรู้ไปให้คำแนะนำแก่กลุ่มเปราะบางในชุมชน&amp;nbsp; โดยในเขตสะพานสูงมีอาสาสมัครต่างๆ เหล่านี้&amp;nbsp; รวมกันประมาณ 100 คน&amp;nbsp; กระจายอยู่ในชุมชนต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ในช่วงโควิดนี้&amp;nbsp; อาสาสมัครจะให้ความรู้เพื่อป้องกันโรคแก่ประชาชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การเว้นระยะห่าง&amp;nbsp; ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย&amp;nbsp; ต้องล้างมือบ่อยๆ&amp;nbsp; หากใครป่วยจะแยกมากักตัว&amp;nbsp; โดยทางอาสาสมัครจะเข้าไปให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยและครอบครัว&amp;nbsp; เพื่อป้องกันการติดเชื้อ&amp;nbsp; และประสานไปทางสำนักงานเขตและศูนย์สาธารณสุขในพื้นที่เพื่อมาช่วยดูแล&amp;nbsp; และนำผู้ป่วยเข้าสู่ระบบของ สปสช. เพื่อให้ได้รับยาและติดตามอาการจนกว่าจะหายเป็นปกติ&amp;rdquo; นางสาวสะรีย๊ะบอกถึงบทบาทของอาสาสมัครในช่วงโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112435</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมกิจการผู้สูงอายุ, กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, กรมกิจการเด็กและเยาวชน, กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ, กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, การเคหะแห่งชาติ, ถุงกำลังใจ สู้โควิด, นางพัชรี อาระยะกุล, นางสาวสะรีย๊ะ  มาลีพันธ์, นายจุติ  ไกรฤกษ์, นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ, ประชาชนกลุ่มเปราะบาง, พม., มอบถุงยังชีพ, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), สำนักงานสำนักปลัดนายกรัฐมนตรี, อพม., อสส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610d1311452aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16237</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2018 11:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2018 11:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปรับบ้านรับครอบครัวสูงวัย  มธ.เปิดศูนย์ให้คำปรึกษาฟรี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวในปี 2568&amp;nbsp; การวางนโยบายและเตรียมความพร้อมรับมือจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการเริ่มต้นปรับเปลี่ยนบ้านพัก ที่อยู่อาศัย รวมทั้งสภาพแวดล้อม สิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่สาธารณะให้เหมาะสมรับผู้สูงวัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกขึ้น เกิดความสุข และความสบายใจให้คนในครอบครัวอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่อาคารศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก เทศบาลนครรังสิต จังหวัดปทุมธานี มีพิธีเปิดศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat.UDC) อย่างเป็นทางการ เพื่อให้คำปรึกษา ให้ความรู้ ติดตาม และให้คำแนะนำ จัดอบรมหรือการเสวนาในประเด็นการออกแบบและปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุและคนพิการ รวมถึงรวบรวมองค์ความรู้และวิจัยด้านนวัตกรรมของท้องถิ่น โดยพื้นที่ให้บริการของศูนย์ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน ผู้สนใจสามารถรับคำปรึกษาและแนะนำได้ฟรี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผศ.ดร.ชุมเขต แสวงเจริญ หัวหน้าศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีผู้สูงอายุที่เสียชีวิตเพราะการพลัดตกหกล้มปีละ 900-1,000 คน หรือเฉลี่ยวันละ 2-3 คน และมีความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มเพิ่มสูงขึ้นตามอายุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยผู้สูงอายุเพศหญิงมีการพลัดตกหกล้มสูงกว่าเพศชาย 1.5 เท่า และเกินครึ่งของผู้สูงอายุเพศหญิงที่หกล้มนั้น หกล้มในตัวบ้านและบริเวณรั้วบ้าน เช่น ห้องนอน ห้องครัว และห้องน้ำ ดังนั้นการปรับสภาพแวดล้อมในตัวบ้านให้มีความเหมาะสมและปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก และอยากเชิญชวนให้ทุกคนหันมาปรับปรุงบ้านให้เหมาะสมเพื่อเป็นของขวัญให้กับแม่ในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากข้อมูลเมื่อปี พ.ศ.2557 พบว่ามีบ้านไม่ถึง 1 ใน 4 ที่มีการดัดแปลงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ โดยมีเพียงร้อยละ 15.2 เท่านั้นที่มีการติดราวในห้องน้ำ และเพียงร้อยละ 5.8 เท่านั้นที่มีราวเกาะในห้องนอน ทำให้ผู้สูงอายุตกอยู่ในความเสี่ยงของการหกล้มในตัวบ้าน ทั้งนี้ หนึ่งในอุปสรรคของการปรับสภาพบ้านคือการขาดองค์ความรู้และกลไกในการสนับสนุนและให้คำปรึกษาแก่ประชาชน สสส.จึงร่วมขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐเพื่อสังคมด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมเพื่อการอยู่อาศัย และได้สนับสนุนการพัฒนาศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน เพื่อให้คำปรึกษาเรื่องการปรับสภาพที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยต่อการเนินชีวิตของผู้สูงอายุ และเอื้อต่อการใช้งานของทุกคน ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุของคนในบ้าน ทำให้บ้านอยู่สบาย ปลอดภัย ทั้งนี้ สสส.ได้สนับสนุนมีศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคนกระจายอยู่ทุกภาคทั่วประเทศ เพื่อการให้บริการที่ทั่วถึงครอบคลุมแก่ประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า แผนการขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุครอบคลุมการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในทุกมิติ ทั้งสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม และนวัตกรรม โดยมีการจัดทำมาตรฐานการดูแลผู้สูงอายุและหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมให้การจัดสถานที่พำนักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุให้มีคุณภาพ มาตรฐานและพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ ด้านสภาพแวดล้อม ปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบ้าน หรือที่สาธารณะ หรือสถานที่ที่ผู้สูงอายุทำกิจกรรมร่วมกันให้มีความเหมาะสม ปลอดภัยต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม ปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ ผู้สนใจต้องการขอคำปรึกษาติดต่อได้ที่ ศูนย์ให้คำปรึกษา ถือว่ายกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในชุมชนแล้ว ยังกระตุ้นให้เกิดการขยายโอกาสทางธุรกิจและอุตสาหกรรมรองรับสังคมวัยเก๋าอีกด้วย ทั้งนี้ ครอบครัวใดสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์: 09-8696-2245 เฟซบุ๊ก: หน่วยวิจัยและออกแบบเพื่อคนทั้งมวล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อีเมล: thammasat.udc@gmail.com.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เสริมสุขภาวะเมืองพิจิตร-ศรีสะเกษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เมื่อเร็วๆ นี้ นายเผด็จการ กันแจ่ม ทีมสนับสนุนวิชาการหน่วยจัดการระดับจังหวัด ในโครงการส่งเสริมให้ชุมชนขับเคลื่อนขนาดเล็กและโครงการทั่วไป เปิดเผยภายหลังร่วมถอดบทเรียนปัญหาของชุมชนในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ที่ห้องประชุมโรงเรียนหลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง พระอารามหลวง ว่า โครงการดังกล่าวได้รับเงินทุนจาก สสส. เพื่อให้ชาวบ้านได้ร่วมกันแก้ปัญหาด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยจังหวัดพิจิตรได้รับความสนใจจากกลุ่มแกนนำชุมชนที่เข้าร่วม 20 โครงการ ครอบคลุมพื้นที่ 12 อำเภอของจังหวัดพิจิตร ที่มุ่งแก้ปัญหาการลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานประเพณี, การจัดการขยะ, การส่งเสริมการปลูกผักในครัวเรือน, การส่งเสริมให้เด็กบริโภคผักผลไม้ในโรงเรียน, การสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ, การลด ละ เลิกบุหรี่, กิจกรรมทางกาย และการจัดการจุดเสี่ยงในชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยมีนายรุ่งเรือง กัลย์วงศ์ เป็นหัวหน้าจัดการร่วมกับ (สสส.) พื้นที่พิจิตร (Node) ซึ่งเป็นผู้เชื่อมต่อเครือข่ายต่างๆ ในพื้นที่พิจิตรในการปลุก กระตุ้น สร้างจิตสำนึก สร้างกรอบแนวคิดในการดำเนินการแบบเสริมพลัง โดยหน่วยจัดการที่เป็นทีมงานภาคประชาชนจะร่วมกันติดตามและประเมินความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรม เพื่อทำแผน ทำโครงการ ให้สอดคล้องกับการใช้งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่คิดโดยชาวบ้าน ทำเพื่อชาวบ้าน แก้ไขปัญหาได้อย่างถูกจุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ปัญหาด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดพิจิตรที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญ จำเป็นเร่งด่วน ที่ควรเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้เพื่อรับมือกับปัญหาและแนวทางแก้ไข นั่นคือเรื่องสังคมผู้สูงอายุ และปัญหาการจัดการขยะมูลฝอย&amp;rdquo; นายเผด็จการกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ที่จังหวัดศรีสะเกษ นายธงชัย เจริญพานิชย์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการคนเมืองศรี อยู่ดีมีแฮง ตอนสานใจคนเมืองศรีฯ งดเหล้าครบพรรษา ร่วมกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้า สสส.และองค์กรเครือข่ายได้ร่วมกันจัดงานนี้ขึ้น เพื่อต้องการให้ประชาชนมีการลด ละ เลิกการดื่มเหล้า-เบียร์ เพื่อให้ตนเองมีสุขภาพดี และลดผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ โดยปีนี้มีผู้ร่วมปฏิญาณตนที่จะมีการติดตามชวนให้งดดื่มครบพรรษาอย่างใกล้ชิด จำนวน 1,727 คน หากสามารถงดเหล้าครบพรรษาได้จะสามารถประหยัดเงินค่าเหล้าได้ถึง 4,144,800 บาท ตนจึงขอเชิญชวนประชาชนชาวศรีสะเกษได้ร่วมกันงดเหล้าครบพรรษาเพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 แม่ของแผ่นดิน ในวันที่ 12 สิงหาคม 2561 อีกด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16237</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมกิจการผู้สูงอายุ, ธนาภรณ์ พรมสุวรรณ, นางภรณี ภู่ประเสริฐ, ผศ.ดร.ชุมเขต แสวงเจริญ, สสส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180827/image_big_5b83831066d18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5747</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คู่สมรสสูงวัยอยู่นานแต่คุยน้อยลง แนะวิธีดูแลเอาใจใส่เสริมสัมพันธ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ผู้สูงอายุที่มักแง่งอนหรือคุยกันน้อยลง การปรับจูนความเข้าใจที่ดีที่สุดคือ การหันกลับไปมองที่จุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตคู่ หรือการหันมองว่าในอดีตทั้งคู่รักกันมากแค่ไหน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; การที่ผู้สูงวัยอยู่ด้วยกันว่าดีแล้ว แต่ทว่าการที่ครองคู่กันมายาวนานนั้นก็อาจสร้างปัญหาความสัมพันธ์ได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการพูดคุยกันน้อยลง หรือแม้แต่ไลฟ์สไตล์ที่ยิ่งสูงวัยก็ยิ่งแตกต่างกัน บางครั้งอาจทำให้คุณตาคุณยายที่ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรรู้สึกหงุดหงิดใจยามที่อยู่ใกล้กัน ล่าสุดมีคำแนะนำจาก อาจารย์ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีข้อมูลเกี่ยวกับระดับความสัมพันธ์ของคู่ผู้สูงอายุที่อยู่ด้วยกัน ตลอดจนคำแนะนำในการดูแลเอาใจใส่กันมาบอกให้ทราบ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(อาจารย์ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจารย์ศิริวรรณให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;ข้อดีของการที่ผู้สูงอายุอยู่ด้วยกันเป็นคู่คือ เรื่องของความมั่นคงทางใจ ว่าในบ้านยังมีอีกคนหนึ่งที่คอยช่วยดูแล ตัวอย่างเช่น หากคู่สมรสหกล้ม หรือเกิดอุบัติเหตุในบ้าน แต่ก็มีอยู่ไม่น้อยที่ &amp;ldquo;อยู่ด้วยกัน แต่คุยกันน้อยลง&amp;rdquo; นั่นอาจเป็นผลมาจากการที่คนสูงวัยใช้ชีวิตด้วยกันมากหรือเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน แต่ทั้งนี้จากการศึกษาก็พบอีกว่า แม้จะเกิดปัญหาคู่สมรสคุยกันน้อยลง แต่ผู้สูงอายุที่เป็นผู้หญิงก็ยังคงมีบทบาทหรือสื่อสารมากกว่าผู้สูงอายุเพศชาย เพราะอย่างน้อยๆ ผู้หญิงยังต้องทำกับข้าวและจัดสำรับให้กับคู่สมรสกิน หรือการที่ทั้งคู่ต่างดูแลกัน เช่น คอยช่วยใส่เสื้อผ้าให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สิ่งที่เกิดแม้จะพูดกันน้อย แต่ทั้งคู่ก็ยังรู้สึกเปรียบเสมือนว่ายังเป็นเงาของกันและกัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปัญหาเรื่อง &amp;ldquo;การแง่งอน&amp;rdquo; ของผู้สูงอายุ ก็เป็นการศึกษาที่เจอได้ค่อนข้างเยอะ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่อยู่ด้วยกันเป็นเวลานาน จึงทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อกันและกัน ดังนั้นถ้าเจอปัญหานี้ วิธีแก้ก็คงต้องกลับไปมองย้อนจุดเริ่มต้นของความรักของเราว่ามีที่มาอย่างไร เพราะบางคู่อาจต้องผ่านอุปสรรคมากมายกว่าจะรักและครองคู่อยู่ด้วยกันได้ หรือที่ผ่านมาคนสูงอายุมีความสัมพันธ์ที่นุ่มลึกอย่างไร ดังนั้นการดูแลเกื้อกูลกันในฐานะคู่สมรสก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่สิ่งที่ไม่ควรลืมคือ ปัจจัยเรื่องสังขารที่ร่วงโรยของผู้สูงอายุ ก็ไม่ใช่วิสัยของคนสูงวัยที่จะมาเอาใจใส่เรื่องความสัมพันธ์มากนัก เพราะต่างคนก็ต้องเอาตัวเองให้รอดไปแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตทั่วไปอย่างการเข้าห้องน้ำเอง หรือลุกขึ้นมาพยุงตัวเอง หรือแม้แต่บางคู่ที่ยังต้องช่วยกันแต่งตัวในกรณีเป็นอัมพฤกษ์ คอยเช็ดปาก บางคนอาจกินข้าวได้ช้า ก็ยังจำเป็นต้องช่วยดูแลกันและกัน ส่วนใครที่เป็นลูกหลานก็ต้องตระหนักในเรื่องนี้ว่า เขาอยู่ด้วยกันก็จริง แต่เขาอยู่ด้วยความยากลำบาก ถ้าลูกหลานดูแลไม่ได้ก็ต้องมาดูว่าจะมีวิธีทดแทนพระคุณพ่อแม่ได้อย่างไร บางครั้งก็ต้องใช้จิตอาสาหรือเพื่อนบ้านเข้ามาช่วยดูแล ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องมาป้อนข้าว แต่ควรรู้ว่าแต่ละวันผู้สูงอายุจะอยู่ได้อย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ก็ควรให้ความเอาใจใส่เรื่องอุบัติเหตุการหกล้ม เช่น บ้านไม่ปลอดภัย เสามีเหลี่ยม ไม่เรียบกลม เพราะคนสูงวัยสะดุดล้มอาจหัวแตกได้ หรือบ้านไม้ใต้ถุนสูง โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่แต่ละบ้านยังใช้เป็นบันไดแบบไต่ (เท้าวางบนแผ่นบันไดไม่เต็ม) ประกอบกับการก้าวของผู้สูงอายุจะสั้นลง ซึ่งอาจเสี่ยงตกบันไดและไม่มีใครเห็น บางคนกว่าจะมีผู้มาพบก็อาจทำให้คนสูงอายุเสียชีวิตได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นที่กล่าวมา หากลูกหลานอยู่ไกล หรือคู่สมรสที่ไร้ลูกหลาน การใช้เรื่องของอาสาสมัคร เช่น ให้เพื่อนบ้านเป็นหูเป็นตา ซึ่งในต่างจังหวัดไม่มีปัญหา เขาทักกันทุกวัน สื่อสารกัน หรือใช้เสียงตามสายสำหรับพูดคุยกัน แต่บ้านในกรุงเทพฯ ที่อยู่ติดกัน แต่มักไม่ค่อยคุยกัน จึงสะท้อนให้เห็นว่าคนปัจจุบันมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง เนื่องจากอยู่บ้านติดกัน รู้จักกันน้อยมาก ซึ่งบางกรณีคนที่มาอยู่กรุงเทพฯ อาจไม่ใช่คนกรุงเทพฯ แต่มาจากต่างถิ่น จึงไม่ได้เอาวัฒนธรรมต่างถิ่นหรือการทักทาย ยิ้มแย้มแจ่มใส มาอยู่ในชุมชนใหม่จึงทำให้ไม่ไว้วางใจกัน มองหน้ากัน แต่ไม่ได้คุยกัน ดังนั้นกลุ่มอาสาสมัครหรือชมรมที่มาทำกิจกรรมต่างๆ ควรเข้ามาดูแลผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตามลำพังให้มากขึ้น โดยเฉพาะชุมชนเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการที่ต่างฝ่ายต่างอายุมากและส่งผลให้ &amp;ldquo;ไลฟ์สไตล์ของคู่สมรสแตกต่างกัน&amp;rdquo; เป็นต้นว่า คุณตาชอบร้องเพลง แต่คุณยายชอบทำบุญ อันที่จริงต้องบอกว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะท้ายที่สุดแล้วท่านทั้งคู่ก็จะสามารถปรับจูนกันได้เอง ที่สำคัญเพื่อลดปัญหานี้จึงได้มีการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุขึ้นมา และสิ่งที่เกิดขึ้นยังพบว่า ผู้หญิงมักจะมาร่วมกิจกรรมนอกบ้านมากกว่าผู้ชาย ทั้งที่ในช่วงวัยหนุ่มสาว ผู้ชายมักจะชอบเขาสังคม ทั้งจากเรื่องการเป็นผู้นำครอบครัว ชอบเรื่องการสังสรรค์ ในขณะที่ผู้หญิงสูงวัยนั้นจะชอบการเข้าสังคม ชอบพูดคุย บางครั้งไม่ได้ชอบพูด แต่ก็ขอไปฟังเรื่องที่เพื่อนเล่า เพราะเมื่อไรก็ตามที่ได้ออกนอกบ้านก็จะรู้สึกสดชื่น มีเพื่อน จากการได้เข้ากลุ่มผู้ที่มีความสนใจต้องกัน จึงทำให้ไม่เหงา นอกจากนี้ การได้ช็อปปิ้งก็จะทำให้รู้สึกคึกคักมากขึ้น หรือมาโรงเรียนผู้สูงอายุที่มีกิจกรรมให้ทำ เช่น ทำอาหาร ก็ทำให้คู่สมรสที่เลือกมาทำกิจกรรมนอกบ้านที่ตัวเองชอบมีความสุขได้จากเรื่องที่ตัวเองสนใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(การติดโซเชียลจะทำให้ผู้สูงอายุมีปัญหาโลกส่วนตัว แต่การใช้อย่างถูกต้อง เช่น การอ่านข่าวในสื่อออนไลน์และเล่าสู่กันฟัง จะยิ่งกระชับความสัมพันธ์ของคู่แต่งงานวัยเกษียณได้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิดท้ายกันที่ &amp;ldquo;การติดโซเชียล&amp;rdquo; หรือต่างคนต่างก้มหน้าเล่นมือถือหรือไอแพดนั้น ปัจจุบันพบว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คู่สมรสสูงอายุมีความสุข แม้ต่างคนต่างนั่งเล่นโซเชียลก็ตาม เพราะเราอาจเคยได้ยินว่า &amp;ldquo;ลำพัง แต่สุขใจ&amp;rdquo; หากท่านสามารถใช้เกิดประโยชน์ เป็นต้นว่า ส่งไลน์หาลูกหลานที่อยู่ไกล หรือการได้อ่านข่าวสารก่อนในทีวี หรือแม้แต่การได้แชร์ข่าวสารต่างๆ ก่อนใคร ตรงนี้ก็จะทำให้ท่านรู้สึกมีความสุข กระทั่งการได้อ่านเรื่องแปลกๆ ทั้งคู่ก็จะเล่าสู่กันฟัง ดังนั้นหากคนสูงอายุมีความกล้าที่จะเล่นโซเชียล และเลือกใช้อย่างพอดี อีกทั้งเป็นไปในทางสร้างสรรค์ ก็จะช่วยทำให้ชีวิตคู่มีความสุขได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5747</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมกิจการผู้สูงอายุ, คุณภาพชีวิต, อาจารย์ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180325/image_big_5ab79d1e7aa7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5602</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>งานดีไอวายผู้สูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานศิลปะของชาวจังหวัดเชียงใหม่ที่มีอยู่ด้วยกันหลายแขนง อาทิ งานมัดพรมเช็ดเท้า ก็ถือเป็นงานอดิเรกที่ใช้นิ้วมือในการมัดผ้า เพื่อป้องกันโรคนิ้วล็อกในผู้ใหญ่หลายท่านได้ค่อนข้างดี ทั้งจากการมัด การตัดเศษผ้าให้เป็นชิ้นเล็กๆ นอกจากนี้ยังฝึกการใช้สายตาให้กับผู้สูงอายุที่หยิบงานยามว่างดังกล่าวขึ้นมาทำ ที่สำคัญนอกจากทำไว้ใช้เองในครัวเรือน ลูกหลานสามารถต่อยอดงานของผู้สูงวัยให้เป็นพรมเช็ดเท้าที่มีความหลากหลายและน่ารัก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานฝีมือดังกล่าวได้.&amp;nbsp;
ข้อมูลโดย: อาจารย์ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวง พม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5602</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมกิจการผู้สูงอายุ, งานมัดพรมเช็ดเท้า, อาจารย์ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์, เล็กๆน้อยๆ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
