<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73866</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2020 11:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2020 11:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯถอยแล้วไม่ยึดคืนไม่เรียกสอบใหม่ใบขับขี่ตลอดชีพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ส.ค.2563 นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.)เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกยืนยันว่าจะไม่ยึดคืนใบอนุญาตขับรถตลอดชีพและไม่เรียกผู้มีใบอนุญาตขับรถตลอดชีพทั้งหมดมาทดสอบสมรรถภาพของร่างกายใหม่หรือทดสอบขับรถใหม่ตามข้อมูลที่มีการแชร์กันในขณะนี้อย่างแน่นอน แต่จะมีการศึกษาว่าจะทำอย่างไรที่คัดกรองผู้ที่ร่างกายเสื่อมสมรรถภาพหรือมีสภาวะโรคที่แพทย์วินิจฉัยแล้วเห็นว่ามีผลต่อประสิทธิภาพการขับขี่อย่างปลอดภัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เช่น โรคทางสมอง โรคปัญหาการมองเห็นที่รักษาไม่หาย เป็นต้น เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน โดยการศึกษาดังกล่าวต้องหารือร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และแพทยสภา และต้องพิจารณาข้อกฎหมายประกอบอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบสิทธิผู้ถือใบอนุญาตขับรถตลอดชีพ ดังนั้น ที่มีการแชร์ข้อมูลว่าจะมีการยึดคืนใบอนุญาตขับรถตลอดชีพที่ออกให้แล้วหรือการให้เข้ามาทดสอบสมรรถภาพของร่างกายใหม่หรือทดสอบขับใหม่จึงไม่เป็นความจริง การดำเนินการเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถยังคงเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามปกติ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;
นายจิรุตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการขนส่งทางบกยังได้มีการนำสถิติการเกิดอุบัติเหตุและผลการศึกษาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางในการยกระดับมาตรฐานการออกใบอนุญาตขับรถ โดยแบ่งเป็น 7 มิติ ประกอบด้วย 1.การกำหนดสภาวะโรค 2.การทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย &amp;nbsp;3.การอบรมและทดสอบความรู้ของผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ (ภาคทฤษฎี) โดยจะมีการทบทวนและปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรการอบรม ให้สอดคล้องกับการขอรับใบอนุญาต พร้อมทั้งจัดทำระบบอบรมภาคทฤษฎีออนไลน์แบบ &amp;nbsp; &amp;nbsp;e-Learning&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การอบรมการขับรถและทดสอบความสามารถในการขับรถของผู้ขอรับใบอนุญาตภาคปฏิบัติ 5.การบริหารจัดการ &amp;nbsp;6.การปรับปรุงรูปแบบใบอนุญาตขับรถ โดยจะปรับปรุงให้สอดคล้องกับอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยการจราจรทางถนน ค.ศ. 1968 และ 7.การควบคุมพฤติกรรมการขับรถด้วยมาตรการตัดแต้ม (การติดตามประเมินผล) เพื่อพัฒนามาตรฐานใบอนุญาตขับรถของประเทศไทยให้ครอบคลุมทุกมิติ ยกระดับความปลอดภัยทางถนนของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73866</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมขนส่งทางบก, ใบขับขี่ตลอดชีพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200809/image_big_5f2f7ee46cc2b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2020 11:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2020 11:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>TDRI หนุนขนส่งฯเรียกทดสอบใบขับขี่ตลอดชีพเริ่มต้นกลุ่ม70 ปีขึ้นไป ด้านขนส่งเผยยังเป็นแค่ไอเดีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 ส.ค.63-นายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ระบุว่าสำหรับประเด็นที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กรณีที่กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) จะมีการเรียบผู้ถือใบอนุญาตขับขี่ตลอดชีพ &amp;nbsp;กลับมาทดสอบความพร้อมในการขับขี่นั้น &amp;nbsp;เป็นเรื่องที่ภาควิชาการพูดถึงกันนานแล้ว เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการระวังป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเมธ กล่าวว่าที่ผ่านมาจากข้อมูลพบว่าปัจจุบันนี้ทั่วโลก ไม่มีการออกใบอนุญาตในลักษณะตลอดชีพแล้ว รวมทั้งประเทศที่เคยออกใบอนุญาตตลอดชีพ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสังคมผู้สูงอายุ เมื่อผู้ถือใบขับขี่เข้าสู่วัยสูงอายุ ประเทศญี่ปุ่นมีการรณรงค์ให้บุคคลเหล่านี้ &amp;nbsp;คืนใบอนุญาตเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อสังคมโดยรวม &amp;nbsp;เนื่องจากที่ผ่านมา การออกใบอนุญาตขับขี่ตลอดชีพนั้น &amp;nbsp;ต้องยอมรับว่าเมื่อผู้ถือใบอนุญาตเข้าสู่ช่วงสูงวัย แน่นอนความสามารถในการขับขี่ยอมลดลง รวมทั้งโรคประจำตัวที่เป็นอุปสรรคต่อการขับรถ &amp;nbsp;ที่ไม่เคยเป็นก็อาจจะเกิดมีโรคเหล่านี้ขึ้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในการจัดทำโครงการของกรมการขนส่งทางบก &amp;nbsp;ทีดีอาร์ไอ. เห็นว่าควรเริ่มจากการจัดชั้นอายุผู้ที่เข้าร่วมโครงการ &amp;nbsp;เช่นอายุ 70 ปีขึ้นไป &amp;nbsp;เป็นกลุ่มแรก เพื่อนำข้อมูลมาประเมินผลการทดสอบ &amp;nbsp;หลังจากนั้นอาจจะขยับอายุลงมาตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ส่วนผู้ถือใบขับขี่ตลอดชีพที่อายุยังไม่ถึง 60 ปีนั้น อาจยังไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการก็ได้ &amp;nbsp;เนื่องจาก ส่วนหนึ่งก็จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการทดสอบจำนวนมากตามมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.)กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกมีแนวคิดในการเปลี่ยนใบขับขี่ตลอดชีพจากบัตรแบบกระดาษมาเป็นแบบสมาร์ทการ์ด มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ฐานข้อมูลผู้ถือใบขับขี่มีความสมบูรณ์และเป็นปัจจุบันมากขึ้น &amp;nbsp;เพราะผู้ถือใบขับขี่ตลอดชีพส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและอยู่ในฐานข้อมูลระบบเดิม โดยหากมาเปลี่ยนเป็นแบบสมาร์ทการ์ดที่มี QR Code แล้ว กรมการขนส่งทางบกจะมีฐานข้อมูลผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปต่อยอดพัฒนามาตรฐานใบอนุญาตขับรถของประเทศไทยครอบคลุมทุกมิติ เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางถนนของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนการทดสอบสมรรถภาพผู้ถือใบขับขี่ตลอดชีพใหม่ยังเป็นเพียงแนวคิดเท่านั้น &amp;nbsp;ยังไม่มีการกำหนดมาตรการหรือแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจน เพราะการกำหนดให้กลับมาทดสอบเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งกรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ อย่างไรก็ตามที่มาของแนวคิดดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการขับขี่ของประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถมีความพร้อมเพียงพอ ดังนั้น กรมการขนส่งทางบกจึงต้องหารือกับทุกฝ่ายทีเกี่ยวข้องอย่างรอบด้านเพื่อให้มีความรอบเหมาะสมในการดำเนินการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรุตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันนี้กรมการขนส่งทางบก มีความเข้มข้นในกระบวนการก่อนออกใบอนุญาตขับรถ ด้วยการให้มีการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ประกอบด้วย การทดสอบความสามารถในการมองเห็นสัญญาณไฟจราจร ความสามารถในการใช้สายตาทางลึก ความสามารถในการใช้สายตาทางกว้าง และปฏิกิริยาในการใช้เบรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกเห็นถึงความสำคัญในการใช้รถร่วมกันกับผู้สูงอายุ แนวทางการอบรมได้เพิ่มเนื้อหาอบรมให้ทราบถึงลักษณะและสภาวะการใช้รถของผู้สูงอายุ เพื่อให้เกิดทัศนคติที่ดีในการใช้รถร่วมกันระหว่างวัยที่แตกต่างกัน และในอนาคต กรมการขนส่งทางบกยังได้จัดทำแนวทางในการยกระดับมาตรฐานการออกใบอนุญาตขับรถ 7 มิติด้วยกัน &amp;nbsp;โดยเฉพาะมิติที่ 1 ในเรื่องการกำหนดสภาวะของโรคที่เป็นอุปสรรคต่อการขับรถ และมิติที่ 2 การประเมินสภาวะของร่างกายที่มีผลต่อการขับรถ (Medical Fitness to Drive) ซึ่งทั้งสองมิติดังกล่าวกรมการขนส่งทางบกได้หารือร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงสาธารณสุขและแพทยสภา โดยเฉพาะเมื่อผู้ขับขี่สูงอายุมากขึ้น สภาวะของโรคที่เกิดตามมาและสภาวะร่างกายอาจเป็นอุปสรรคต่อการขับรถได้ เพื่อให้เกิดจิตสำนึกที่ดีการใช้รถที่ปลอดภัยร่วมกันในท้องถนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73797</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมขนส่งทางบก, กลับมาทดสอบ, ทีดีอาร์ไอ, สุเมธ องกิตติกุล, ใบอนุญาตขับขี่ตลอดชีพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200808/image_big_5f2e2ddac58f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55234</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2020 14:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2020 14:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รถตู้เดือดร้อนถูกจับปรับความเร็วใบละ 1 พัน โอดให้วิ่งไม่เกิน 90 กม.คนขับหลับใน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ม.ค.63 - นายธรรมรัศม์ ถนนจิน ผู้ประกอบการรถตู้และสมาชิกสมาคมรถตู้วีไอพีแห่งประเทศไทยประมาณ 10 คน เข้ายื่นหนังสือถึงนายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ขอความเป็นธรรมจากการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องของสำนักงานขนส่งจังหวัด โดยมีนายพิเชษฐ์ ปาณะพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นผู้รับมอบหนังสือ พร้อมด้วย นายบัญญัติ คันธา ขนส่งจังหวัดภูเก็ต และ คณะเข้าร่วมในการรับมอบหนังสือครั้งนี้ ณ บริเวณหน้าอาคารศาลากลางจังหวัดภูเก็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธรรมรัศม์ กล่าวว่า จากการที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดให้รถโดยสารประจำทางและรถโดยสารไม่ประจำทางทุกประเภทยกเว้นรถโดยสารลักษณะสองแถว ติดตั้งระบบจีพีเอสเชื่อมต่อสัญญาณกับศูนย์ GPS ของกรมการขนส่งทางบกและสำนักงานขนส่งจังหวัดเพื่อใช้ในการตรวจสอบความเร็วของรถรวมถึงการตรวจจับการเดินรถในช่องทางเดินรถตามกฎหมายจราจรด้วยกล้องเลเซอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพบว่ารถคันใดกระทำผิดด้วยการใช้ความเร็วเกินกว่าที่กำหนดหรือไม่เดินรถในช่องทางเดินรถด้านซ้าย นานทะเบียนของสำนักงานขนส่งจังหวัดที่พบการกระทำผิดจะมีจดหมายไปยังผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตของรถคันนั้นให้ไปพบเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและชำระค่าปรับ

&amp;quot;ในส่วนจีพีเอสปรับความเร็ว ถ้าเกิน 90 กิโลเมตรจะมีหนังสือแจ้งเตือนยังผู้ประกอบการของรถจะมีการปรับใบละ 1,000บาท ในส่วนนี้การเสียค่าปรับเราเสียได้แต่เขาไปรวบยอดในการตรวจสภาพรถเพื่อต่อทะเบียน รวบยอดทั้งหมดกี่ใบ ต้องจ่าย ณ วันนั้น จึงสามารถต่อทะเบียนได้&amp;nbsp; ในส่วนนี้เห็นว่าเป็นการเอาเปรียบและเบียดเบียนผู้ประกอบการทั่วไป ขอให้พิจารณาการผ่อนปรนการจ่ายค่าปรับและความเร็วที่สามารถเพิ่มความเร็วได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันสภาพถนนดีกว่าอดีต จะมายึดความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไม่ได้ ถ้าในเขตชุมชนเรายินดีทำตามแต่ถ้าวิ่งทางไกล ความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คนขับหลับในแน่นอน ในส่วนให้รถวิ่งเลนซ้ายกับรถสิบล้อจะมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูงมาก จึงขอให้พิจารณาในส่วนนี้ด้วย ขอให้ทางผู้ว่าและผู้มีอำนาจพิจารณา ในส่วนกลาง&amp;nbsp;ทางนายกสมาคมฯจะเข้าพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในเรื่องนี้&amp;nbsp;

การที่มายื่นหนังสือเพื่อให้รับทราบปัญหาความเดือดร้อน ที่เราหาเช้ากินค่ำ มาจับปรับใบละ 1,000บาท แล้วมารวบยอดทีเดียวบางคนต้องขายรถเพราะสู้ค่าปรับไม่ได้ &amp;quot;นายธรรมรัศม์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายพิเชษฐ์ ปาณะพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า รับหนังสือดังกล่าวส่งต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ต โดยจะมีการประชุมหารือในเรื่องนี้ในโอกาสต่อไปเนื่องจากเป็นเรื่องของกติกา ถ้าจะร้องขอให้แก้กฎกติกานั้น ขอให้รอการแก้ปัญหาตามระเบียบที่ถูกต้อง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการพิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55234</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมขนส่งทางบก, ขนส่งจังหวัดภูเก็ต, จังหวัดภูเก็ต, ผู้ประกอบการรถตู้, รถตู้, รถโดยสาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200122/image_big_5e27f699c9193.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33885</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2019 09:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2019 09:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039; เตรียมฟ้องศาลปกครองขอไต่สวนฉุกเฉินระงับขึ้นค่ารถเมล์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 เม.ย.62 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์ณัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ได้มีมติเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2561 ได้อนุมัติให้มีการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสาร รถโดยสารประจำทางสาธารณะทั้งรถใหม่ รถเก่า ในหลายๆหมวดในอัตราตั้งแต่ 1 &amp;ndash; 7 บาท โดยจะมีการขึ้นราคากันจริงในวันที่ 22 เมษายนนี้นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้แถลงการณ์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและกระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางทบทวนมติดังกล่าวเสีย เพื่อเป็นของขวัญวันขึ้นปีใหม่ไทยที่ผ่านพ้นไป แต่ทว่าเรื่องดังกล่าวกลับไม่มีการสะท้อนกลับจากผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า แนวทางที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยในที่ประชุมของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางคือ จะมีการปรับโครงสร้างราคาใหม่อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยอาจจะกำหนดค่าโดยสารใหม่ที่แพงขึ้นกว่าเดิม สำหรับรถเมล์ใหม่ที่ได้มาตรฐานกรมการขนส่งทางบก ไม่ว่าจะเป็นรถขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) หรือผู้ประกอบการรถเอกชนร่วมบริการ (รถร่วม) แต่หากเป็นรถเมล์เก่า ก็จะให้คิดค่าโดยสารเท่าเดิม หรือรัฐบาลอาจใช้รูปแบบการอุดหนุนค่าโดยสารแบบในต่างประเทศ แต่เมื่อถึงเวลานี้กลับมีมติให้ขึ้นค่าโดยสารทั้งรถโดยสารเก่าและใหม่ไปพร้อมๆ กันโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงได้ร่วมมือกับชาวกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่หาเช้ากินค่ำ ในการร่วมกันร่วมยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพื่อขอให้เพิกถอนหรือระงับการขึ้นค่าโดยสารรถเมล์ทั้งระบบ เนื่องจากเป็นการสร้างภาระให้เกิดขึ้นกับประชาชนมากเกินไป ตามมาตรา 9(1) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ 2542 โดยจะเดินทางไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ ในวันศุกร์ที่ 19 เมษายน 2562 เวลา 10.00 น. พร้อมกับคำขอให้ศาลไต่สวนเพื่อคุ้มครองชั่วคราวเป็นการฉุกเฉินด้วยเนื่องจากวันจันทร์ที่ 22 เมษายนนี้รถโดยสารทั้งระบบจะขึ้นราคากันหมดแล้ว&amp;quot; นายศรีสุวรรณ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33885</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมขนส่งทางบก, กระทรวงคมนาคม, ขสมก., ขึ้นค่ารถเมล์, ศรีสุวรรณ จรรยา, ศาลปกครองกลาง, สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb7d935dc487.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21038</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนกรุงว่าไงขึ้นแท็กซี่ราคาใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากที่กรมขนส่งทางบก (ขบ.) ออกแถลงข่าวเกี่ยวกับความคืบหน้าการพิจารณาปรับอัตราค่าโดยสารรถแท็กซี่มิเตอร์ ว่าหลังจากที่ได้ให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ส่งผลการศึกษาปัญหาความปลอดภัยและคุณภาพการให้บริการแท็กซี่ รวมทั้งโครงสร้างต้นทุนการประกอบการและอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมกับสภาพปัจจุบันให้กับกรมการขนส่งทางบกพิจารณาแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดขณะนี้กรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างขอสรุปผลการศึกษาอีกครั้งอย่างละเอียด ก่อนจะเสนอนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ภายในสัปดาห์หน้า ว่าที่สุดแล้วจะอนุมัติปรับขึ้นราคาหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผลการศึกษาของทีดีอาร์ไอนั้นไม่ได้ระบุให้ปรับอัตราเริ่มต้น แต่จะเป็นการชดเชยเวลาการเดินทาง คือในช่วงเวลารถติด หรือเข้าไปในพื้นที่ที่มีรถติด โดยเฉลี่ยจะให้ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 8% เพื่อให้รถแท็กซี่สามารถอยู่ได้ เนื่องจากที่ผ่านมาพิจารณาแล้วเห็นว่า รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายของรถแท็กซี่แล้ว ควรจะอยู่ที่ 1.5 เท่าของรายได้ขั้นต่ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยปัจจุบันรถแท็กซี่มีรายได้ 1,564 บาท รายจ่ายประมาณ 1,156 บาท เหลือรายได้ประมาณ 400 บาทต่อวัน ซึ่งมากกว่ารายได้ขั้นต่ำในกรุงเทพฯ 325 บาทต่อวันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากจะให้รถแท็กซี่อยู่ได้จริงจะต้องมีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1,643 บาทต่อวัน ดังนั้นจึงพิจารณาปรับค่าโดยสารดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการพิจารณาปรับขึ้นค่าโดยสารในครั้งนี้ จะได้สิทธิเฉพาะรถแท็กซี่มิเตอร์ที่เข้าร่วมโครงการแท็กซี่โอเคที่มีอยู่ 12,986 คันทั่วประเทศ จากแท็กซี่มิเตอร์ในกรุงเทพฯ ที่มีทั้งหมด 80,647 คัน หากแท็กซี่มิเตอร์คันอื่น ต้องการปรับขึ้นค่าโดยสารตามเกณฑ์ที่กำหนด ก็จะต้องเข้าร่วมโครงการแท็กซี่โอเคเท่านั้น จึงจะสามารถปรับได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่รถแท็กซี่ที่ยังคงเหลืออายุการใช้งานก็สามารถเข้าร่วมโครงการในภาคสมัครใจ โดยติดตั้ง GPS Tracking พร้อมอุปกรณ์แสดงตัวผู้ขับรถ เข้าเป็นสมาชิกในศูนย์บริการสื่อสารรถยนต์รับจ้าง (แท็กซี่) เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้สามารถรับงานผ่านแอปพลิเคชันได้ และจะได้รับสติกเกอร์สัญลักษณ์โครงการแท็กซี่โอเค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อมาดูสถิติการร้องเรียนรถแท็กซี่ผ่านทางสายด่วน 1584 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2560-30 กันยายน 2561 มีเรื่องร้องเรียนถึง 48,223 เรื่อง ซึ่งสูงกว่าปีก่อนหน้า โดยเรื่องร้องเรียน 5 อันดับแรก คือ การปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร แสดงกิริยาไม่สุภาพ ขับรถประมาทหวาดเสียว ไม่กดมิเตอร์ และไม่ส่งผู้โดยสารตามที่ตกลง ซึ่งในประเด็นทั้งหลายเหล่านี้จะนำเสนอไปด้วยเพื่อประกอบการพิจารณาว่า สมควรจะปรับขึ้นค่าโดยสารหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเห็นได้ว่าหากมีการอนุมัติปรับขึ้นราคาแท็กซี่จริง อาจจะยังไม่สมเหตุสมผลกับการให้บริการในปัจจุบัน จากรายงานตัวเลขการร้องเรียนในปัจจุบันยังพบว่าสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนข้อร้องเรียนก็ยังคงเป็นปัญหาเดิมๆ ที่พบเจอกัน เช่นการเอารัดเอาเปรียบผู้โดยสาร หาปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยที่ยังแก้ไม่หาย ดังนั้นการปรับขึ้นราคาในครั้งนี้ ไม่ได้ช่วยยกระดับการให้บริการแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสาเหตุที่ปรับขึ้นค่าโดยสารเฉพาะแท็กซี่โอเคนั้น &amp;nbsp;เพราะว่ามีต้นทุนที่ติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม ทั้งกล้อง Snap Shot และปุ่มฉุกเฉิน เป็นต้น ส่วนแท็กซี่เก่าให้คงอัตราเดิม อนาคตแท็กซี่เก่าที่จะเข้าร่วมแท็กซี่โอเคจะได้ปรับขึ้นค่าโดยสารด้วย ปัจจุบันแท็กซี่โอเคมีจำนวน 12,986 คัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้เมื่อกรมการขนส่งทางบกนำเรื่องเสนอกระทรวงคมนาคมแล้ว หากอนุมัติให้ปรับขึ้นค่าโดยสารตามที่เสนอไป จะใช้เวลาอีกประมาณ 30 วัน ในการยกร่างเพื่อออกเป็นประกาศกระทรวงคมนาคม และจะต้องลงในราชกิจจานุเบกษาด้วย จึงจะมีผลบังคับใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ต้องมาลุ้นกันว่า ที่สุดแล้วคนเมืองกรุงจะได้ใช้อัตราค่าแท็กซี่ใหม่หรือไม่ เรื่องนี้ก็เป็นดุลพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแต่เพียงผู้เดียวว่าจะอนุมัติหรือไม่.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21038</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมขนส่งทางบก, กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16070</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2018 13:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2018 13:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯชี้แจงเหตุผลแก้กฏหมายผู้ขับขี่ไม่พกใบอนุญาตขับรถ ให้โทษแรงขึ้น ลดอุบัติเหตุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขนส่งฯแจงสาเหตุการขอแก้ไขกฎหมาย ผู้ขับขี่ไม่พกใบอนุญาตขับรถ มุ่งลดสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดจากการไม่มีใบอนุญาตขับรถ จากข้อมูลศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย พบว่ากลุ่มผู้ขับขี่ที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ มีโอกาสการเสียชีวิต 34% ซึ่งสูงกว่ากลุ่มผู้ขับขี่ที่มีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ถึงสองเท่า

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ที่ระบุว่า เด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 15-19 ปี เป็นกลุ่มอายุที่มีการเสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุทางท้องถนนสูงสุดเฉลี่ยปีละ 1,688 คน ทั้งนี้จากการศึกษาจากต่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เช่น ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา พบว่ากรณีความผิดเกี่ยวกับการขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาตขับรถในประเทศญี่ปุ่น มีโทษปรับไม่เกิน300,000 เยน (88,000 บาท) หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี และถูกตัดแต้ม 12 คะแนน ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา มีโทษปรับไม่เกิน 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ (800,000บาท) หรือจำคุกไม่เกิน 5 ปี และถูกบันทึกประวัติตลอดชีวิตด้วย

นายกมลกล่าวว่า เพื่อให้ผู้ขับขี่ตระหนักและปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดอุบัติเหตุและความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของ กรมการขนส่งทางบกได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งรวมเข้าเป็นฉบับเดียวกัน โดยปรับปรุงรายละเอียดของกฎหมายให้เป็นเครื่องมือในการควบคุมกำกับพฤติกรรมของผู้ขับขี่ให้มากขึ้น รวมถึงปรับบทลงโทษกรณีผู้ขับขี่กระทำผิด โดยความผิดเกี่ยวกับการขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาตขับรถ เสนอให้ปรับโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท จากเดิมที่ปัจจุบันตาม&amp;nbsp; พรบ.รถยนต์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท และพรบ.ขนส่ง จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท,

ทั้งนี้ส่วนความผิดเกี่ยวกับการขับรถในระหว่างใบอนุญาตสิ้นอายุ ถูกพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาต หรือถูกยึดใบอนุญาต ปรับโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท จากเดิมตามพรบ.รถยนต์มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท พรบ.ขนส่ง มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท และพรบ.จราจร มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่เกิน 40,000 บาท ,ส่วนความผิดเกี่ยวกับการขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาต ปรับโทษสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท จากเดิมตาม พรบ.รถยนต์ ปรับไม่เกิน 1,000 บาท และพรบ.ขนส่ง ปรับไม่เกิน 5,000 บาท&amp;nbsp;


นายกมล กล่าวว่าซึ่งร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกฉบับใหม่อยู่ระหว่างการนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนส่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา ทั้งนี้จากการเสนอแก้ไขปรับเพิ่มโทษกรณีความผิดดังกล่าว&amp;nbsp; จะทำให้การพิจารณาโทษตามฐานความผิดอยู่ในดุลพินิจของชั้นศาล ซึ่งจะทำให้ ผู้ขับขี่ตระหนักและปฏิบัติตามกฎจราจรมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16070</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมขนส่งทางบก, ลดอุบัติเหตุ, เพิ่มโทษ, ใบขับขี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180824/image_big_5b7f9ea403c55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7700</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมาแล้วขับยังมีทุกเทศกาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อพูดถึงวันหยุดยาวนั้นหมายถึงเทศกาลแห่งความสุขของใครหลายคน ต่างก็เดินทางมุ่งหน้ากลับภูมิลำเนา&amp;nbsp; เพื่อกลับไปหาคนที่รัก รวมถึงท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ&amp;nbsp; จึงเป็นที่มาของปัญหาด้านการจราจรที่ติดขัด หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องออกมาตรการเพื่อหาทางป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นในระหว่างประชาชนเดินทาง ซึ่งทุกปีจะมีการตั้งเป้าลดการเกิดอุบัติเหตุและการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่นเดียวกับปีนี้ เทศกาลสงกรานต์ที่มีวันหยุดยาวที่เพิ่งผ่านพ้นไป ทุกคนก็ต่างตั้งหน้าตั้งตารอวันเดินทางกลับภูมิลำเนา แต่ระหว่างการเดินทาง สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีระเบียบวินัยรักษากฎจราจร และมีน้ำใจกับเพื่อนร่วมทาง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยหลักที่ผู้ใช้รถใช้ถนนต้องปฏิบัติให้เป็นนิสัย หากผู้ขับขี่ยึดหลักตามที่กล่าวมา รวมถึงไม่ดื่มเหล้าเมายาขณะขับขี่รถ&amp;nbsp; ก็จะทำให้ทุกคนกลับถึงบ้านกันอย่างปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุดจากศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2561 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สรุปสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2561 ช่วง 7 วันของการรณรงค์ &amp;quot;ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร&amp;quot; ระหว่างวันที่ 11-17 เม.ย.61 เกิดอุบัติเหตุรวม 3,724 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 418 ราย ผู้บาดเจ็บ 3,897 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด คือ ดื่มแล้วขับ&amp;nbsp; 40.28% ส่วนยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ยังมาจากรถจักรยานยนต์ 79.85% จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด คือ&amp;nbsp; เชียงใหม่ 133 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด คือ นครราชสีมา 20 คน จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด คือ&amp;nbsp; เชียงใหม่ 122 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิตมี 4 จังหวัด คือ&amp;nbsp; ระนอง สมุทรสงคราม หนองคาย และหนองบัวลำภู&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านกรมขนส่งทางบก (ขบ.) โดยนายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดี ขบ. ได้ออกมาสรุปผลการดำเนินการตามมาตรการเข้มข้น 777 ยกกำลังสามของกระทรวงคมนาคม ภายใต้แนวคิด One Transport ในช่วง 7 วันเข้มข้นรองรับการเดินทางของประชาชน วันที่ 11-17 เมษายน 2561 กรมการขนส่งทางบกได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย,&amp;nbsp; สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.), ทหาร, ตำรวจ, หน่วยงานท้องถิ่น, ภาคีเครือข่ายภาคเอกชน รวมถึงความร่วมมือจากผู้ประกอบการขนส่ง พนักงานขับรถและผู้ประจำรถ ร่วมดำเนินการตามนโยบายอำนวยความสะดวกและปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็นการเข้มข้นมาตรการสแกนความพร้อมรถโดยสารสาธารณะและพนักงานขับรถ ทุกคน ทุกคัน ก่อนออกเดินทาง ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารและจุดจอดทุกแห่งทั่วประเทศรวม 212 แห่ง ควบคู่กับการติดตามพฤติกรรมการขับรถและการใช้ความเร็วของรถโดยสารประจำทางและรถโดยสารเช่าเหมาที่นำมาเสริมในทุกเส้นทาง ผ่านศูนย์บริหารจัดการเดินรถระบบ GPS ทั้งที่ส่วนกลางและทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงประชาชนผู้โดยสารร่วมติดตามรถโดยสารสาธารณะผ่านแอปพลิเคชัน DLT GPS ตรวจสอบความเร็ว ชั่วโมงการทำงาน รู้พิกัด รู้จุดจอด ร้องเรียนพฤติกรรมเสี่ยงได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้สงกรานต์ 61 ไม่มีอุบัติเหตุรุนแรงในระบบรถโดยสารสาธารณะ ไม่มีผู้โดยสารเสียชีวิตที่มากับรถโดยสารสาธารณะทุกคันทุกเส้นทางในการเดินทางทั้งไปและกลับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม พบว่าสงกรานต์ปี 61 มีสถิติอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถโดยสารสาธารณะทั้งหมด 15 ครั้ง (ลดลง 5 ครั้ง เมื่อเทียบจากสงกรานต์ปี 60) ในจำนวนนี้มีรถโดยสารสาธารณะเป็นต้นเหตุ 8 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 6 ราย โดยที่ไม่มีผู้โดยสารเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่รถโดยสารสาธารณะเป็นต้นเหตุ ซึ่งถือเป็นผลจากมาตรการเชิงป้องกันเข้มข้นจริงจัง ตามที่กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม และรัฐบาล มุ่งมั่นดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเป็นผลจากความร่วมมือความทุ่มเททำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะเห็นได้ว่าจากสถิติการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถโดยสารสาธารณะที่ลดลงทั้งจำนวนครั้งและความรุนแรง เป็นผลจากมาตรการเข้มข้น สแกนความพร้อมรถ ความพร้อมคนก่อนออกเดินทาง การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด จริงจัง ซึ่งได้มีการประชาสัมพันธ์รณรงค์มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงก่อนเทศกาล จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงการเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นผลจากการได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการขนส่งในการปรับปรุงสภาพรถและกำกับดูแลพนักงานขับรถอย่างเข้มงวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ที่สุดแล้ว การเกิดอุบัติเหตุทุกเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นถนนสายหลักหรือสายรอง ข้อมูลพบว่ายังมาจากปัญหาเมาแล้วขับ สิ่งสำคัญที่สุดในการยับยั้งการเกิดอุบัติเหตุคงเริ่มจากตัวเราเองก่อน การดื่มแล้วขับนั้นไม่เฉพาะจะส่งผลให้ตัวเอง แต่จะส่งผลกระทบให้แก่เพื่อนร่วมทางด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเทศกาลไหนๆ ต้องตระหนักว่าเมาแล้วไม่ขับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7700</URL_LINK>
                <HASHTAG>One Transport, กรมขนส่งทางบก, กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง, ปัญหาด้านการจราจรที่ติดขัด, รักษากฎจราจร, วันหยุดยาว, เทศกาลแห่งความสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
