<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109033</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2021 12:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2021 12:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลตรวจคุณภาพอากาศรอบโรงงานหมิงตี้กลับคืนสู่ภาวะปกติแล้ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ค.64-เพจศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ รายงานคุณภาพอากาศจังหวัดสมุทรปราการช่วงเวลา 09.00 น. ที่ผ่านมาว่า กรมควบคุมมลพิษได้ติดตามตรวจวัดคุณภาพอากาศในจังหวัดสมุทรปราการ กรุงเทพมหานครและบริเวณห่างจากจุดเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้ เคมีเคิล จำกัด ในระยะตั้งแต่ 1 &amp;ndash; 20 กิโลเมตร ​พบว่า คุณภาพอากาศโดยรวมกลับสู่สภาวะปกติ สารมลพิษทางอากาศทุกประเภทอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย ประชาชนสามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษ ยังคงเฝ้าระวังในรัศมี 1 กิโลเมตรจากจุดเกิดเหตุเพลิงไหม้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109033</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมมลพิษ, จ.สมุทรปราการ, ผลตรวจคุณภาพอากาศ, โรงงานหมิงตี้ไฟไหม้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210708/image_big_60e6882d37c48.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108697</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 17:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2021 17:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนมลพิษโรงงานกิ่งแก้วเกินค่ามาตรฐานกระจายไปไกลถึง9กม. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 5 ก.ค. นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า&amp;nbsp; นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีความห่วงใยผลกระทบต่อประชาชน สั่งการให้ ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินมลพิษจากสารเคมี กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 13 (ชลบุรี) ศูนย์ควบคุมมลพิษจังหวัดระยอง ทสจ.จังหวัดสมุทรปราการ ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าว&amp;nbsp;จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต ได้แก่ สารสไตรีนโมโนเมอร์ ซึ่งเป็นตัวทำละลายและเป็นสารไวไฟในกลุ่มอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Aromatic Hydrocarbons) สาเหตุเกิดจากถังเก็บสารเคมีขนาดไม่น้อยกว่า 2,000 ลิตร เกิดเพลิงไหม้และระเบิดขึ้น ส่งผลให้มีไอระเหยของสารสไตรีน และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) กระจายออกไปโดยรอบในรัศมีประมาณ 5 กิโลเมตร โดยเฉพาะด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของโรงงานซึ่งเป็นด้านท้ายลมในช่วงเช้า บริเวณแถบถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก แขวงดอกไม้ เขตประเวศ ทิศทางลมมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ในรัศมี 5 กิโลเมตรให้เตรียมการอพยพ และโยกย้ายประชาชนในรัศมี 2 กิโลเมตรจากโรงงานไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เนื่องจากหากไม่สามารถควบคุมเพลิงได้อาจลุกลามไปยังถังบรรจุสารเคมีขนาดใหญ่ในพื้นที่ใกล้เคียงจนเกิดเหตุระเบิดขึ้นมาได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อธิบดี คพ. กล่าวว่า ทั้งนี้ ได้ประสานหน่วยงานท้องถิ่นให้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ให้ระวังและป้องกันตัวเองเพื่อผลกระทบต่อสุขภาพ เนื่องจากอาจเกิดพิษเฉียบพลัน อาทิ การระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ ตา และผิวหนัง รวมทั้ง ไอระเหยอาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มึนงง กล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ เวลา 14.00 น. พบว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ และมีความเสี่ยงที่จะลุกลามไปยังถังบรรจุสารเคมีขนาดใหญ่ ขนาดไม่น้อยกว่า 20,000 ลิตร ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ข้างเคียง จึงมีความจำเป็นต้องมีการแจ้งเตือนให้อพยพประชาชนที่อาศัยอยู่ในรัศมีไม่เกิน 2 กิโลเมตร จากโรงงานโดยเร่งด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;&amp;nbsp; ผลการตรวจวัดคุณภาพบรรยากาศในพื้นที่โดยรอบในระยะ 500 เมตร - 9 กิโลเมตร โดยตรวจวัดระดับขีดจำกัดการติดไฟ (%LEL) ปริมาณสารอินทรีย์ระเหย (VOCs) &amp;nbsp;ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) พบว่า อยู่ในเกณฑ์ค่าขีดจำกัดการรับสัมผัสสารเคมีทางการหายใจแบบเฉียบพลัน &amp;quot;&amp;nbsp; นายอรรถพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108697</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมมลพิษ, มลพิษโรงงานพลาสติกระเบิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e2daf289acc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106333</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2021 15:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2021 15:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;พลาสติก&#039;ความจำเป็นที่เลี่ยงไม่ได้ในสถานการณ์โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์ขยะพลาสติกในช่วงโควิด

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงปี 2563 ถือว่าเป็นปรากฎการณ์ ของขยะพลาสติกที่เพิ่มขึ้นพุ่งพรวด และเมื่อโควิดกลับมาระบาดในระลอกใหม่อีกครั้งตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน จนถึงขณะนี้ &amp;nbsp;ยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ปัญหาขยะพลาสติกให้หนักหน่วงมากขึ้น &amp;nbsp;จึงเป็นเหตุให้ โครงการความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติก และขยะอย่างยั่งยืน (Public Private Partnership for Sustainable Plastic and Waste Management:(PPP Plastics)) &amp;nbsp;ได้จัดกิจกรรมเสวนาออนไลน์ เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก และวันทะเลโลก &amp;nbsp;หัวข้อ &amp;ldquo;ขยะพลาสติก : การจัดการและโอกาส Post COVID-19&amp;rdquo; เพื่อให้ภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงประชาชนผู้ที่สนใจ ได้ตระหนักถึงสถานการณ์การ จัดการขยะพลาสติกของไทยและประโยชน์ของพลาสติกช่วงโควิด-19 ในมิติต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาขยะและขยะพลาสติก สู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สัมนาออนไลน์ ถกปัญหาขยะพลาสติก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ได้ให้ภาพรวมสถานการณ์ของขยะพลาสติกไทยว่า ในช่วงก่อนโควิด-19 ไทยมีขยะพลาสติกเฉลี่ย 2 ล้านตัน/ปี หรือเฉลี่ยประมาณ 90 กรัม/คน/วัน(ม.ค.-ธ.ค. 2562) โดยคิดเป็น 0.5 ล้านตัน/ปี นำกลับไปใช้ประโยชน์ และ 1.5 ล้านตัน/ปี นำไปกำจัด โดยวิธีฝังกลบหรือเตาเผา และในช่วงต้นปี 2563 การรณรงค์ลดใช้พลาสติก ประชาชนก็ได้ให้ความสนใจและหันมาใช้ถุงผ้ากันมากขึ้น &amp;nbsp;แต่หลังจากที่มีสถานการณ์โควิด -19 ขยะพลาสติกลดลงไม่ถึง 10% &amp;nbsp;ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลปี 2563-2564 พบว่าปริมาณของคนที่ผลิตขยะพลาสติกในประเทศไทย ใช้ขยะพลาสติกมากขึ้น ในปี 2563 มีปริมาณขยะพลาสติกเพิ่มขึ้น 40% โดยเฉลี่ยประมาณ 134 กรัม/คน/วัน(ม.ค.-ธ.ค. 2563) และในสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ เพิ่มขึ้นเป็น 45% เฉลี่ยประมาณ 139 กรัม/คน/วัน (เม.ย.2564) และคาดว่าอาจจะมากกว่าเดิม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต รวมไปถึงความจำเป็นในการใช้พลาสติก ดังนั้นหลังจากสถานการณ์โควิด-19 จะต้องมีการวางแผนเพิ่มเติมถึงแนวทางในการจัดการขยะพลาสติก

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวอีกว่า ในปี 2565 จะเริ่มดำเนินการลดการนำเข้าเศษพลาสติกประมาณ 20% หรือประมาณ 2 แสนตัน &amp;nbsp;และคาดว่าจะห้ามนำเข้าเศษพลาสติก 100% ในวันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะต้องทำการหารือกับผู้ประกอบการที่นำเข้าเศษพลาสติกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปริมาณขยะพลาสติกในช่วงโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับโรดแมปการจัดการขยะพลาสติกในปี 2561-2573 โดยมีเป้าหมายแรก คือ เลิกใช้ขยะพลาสติก 4 ชนิดในปี 2565 คือ ถุงพลาสติกหูหิ้วแบบบาง กล่องโฟม แก้วพลาสติก หลอดพลาสติก เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 กลายเป็นเรื่องที่ท้าทายว่าจะทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ &amp;nbsp;สวนทางกับขยะกล่องโฟมที่ลดลงไปมากถึง 70-80% ในเป้าหมายที่ 2 คือในปี 2565 ต้องการนำขยะพลาสติก 7 ชนิด ได้แก่ ถุงพลาสติก ถาด/กล่องอาหาร ฝาขวด ช้อน/ส้อม/มีดพลาสติก บรรจุภัณฑ์ฟิล์ม ขวดพลาสติก แก้วพลาสติกแบบหนา กลับมาใช้ใหม่ให้ได้50% หรือประมาณเกือบ 7 แสนตัน และคาดว่าจะนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ 100% ในปี 2573&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ตั้งแต่โควิด19 &amp;nbsp;ระบาดเมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ ทำให้คนต้องทำงานที่บ้านเป็นหลัก จนกระทั่งมาถึงปี2564 ที่มีการระบาดเป็นระลอก และหนักสุดในระลอก 3 ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา ถึงแม้จะไม่มีการประกาศล็อกดาวน์ แต่รัฐบาลก็ขอร้องให้มีการทำงานที่บ้านทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน &amp;nbsp; จึงทำให้กรุงเทพฯ ที่เป็นศูนย์กลางของประเทศ มีขยะพลาสติกพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง &amp;nbsp;จากการที่คนหันมานิยมสั่งอาหารเดลิเวอร์รี่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวโน้มปริมาณขยะในกทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.ภาณุวัฒน์ อ่อนเทศ ผู้อํานวยการส่วนบริการจัดการมูลฝอย สํานักงานจัดการมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล สํานักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร กล่าวว่าสัดส่วนของขยะพลาสติกในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 เพิ่มขึ้นจากภาวะปกติ &amp;nbsp;25% &amp;nbsp;มีสัดส่วนขยะพลาสติกในเดือน เม.ย. 2564 เพิ่มขึ้นจากเดือนมี.ค. 2564 ร้อยละ 7.61 ทั้งนี้ได้มีการคิดสัดส่วนของขยะในการนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเมื่อเทียบกับช่วงปี 2562 ขยะพลาสติกสภาพดีประมาณ 5% และขยะพลาสติกที่รีไซเคิลไม่ได้ประมาณ &amp;nbsp;15% &amp;nbsp;ในทางกลับกันช่วงโควิด-19 ขยะสภาพดีเพิ่มขึ้นปี 2563 เดือนเม.ย.2564 ขยะพลาสติกสภาพดีเพิ่มขึ้น 7% และขยะพลาสติกที่รีไซเคิลไม่ได้เพิ่มขึ้น 29% หรือเฉลี่ย 3,500 ตัน/วัน จากเดิม 2,000 ตัน/วัน ซึ่งคาดว่าหากโควิด-19 สถานการณ์ดีขึ้นปริมาณขยะพลาสติกก็อาจจะลดลงไปด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านแผนจัดการขยะ ผอ.ส่วนบริการจัดการมูลฝอย กทม. กล่าวว่า &amp;nbsp;ยืนอยู่บนแนวคิดทำให้เหลือศูนย์ (Zero Waste) โดยส่งเสริมทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมนําขยะหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ ลดปริมาณขยะที่ต้องกําจัดให้เหลือน้อยที่สุด และกําจัดขยะที่เหลือด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยภายในปี 2570 คาดว่าจะสามารถกําจัดขยะด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยีการเผาผลิต ไฟฟ้า (Incinerator) เทคโนโลยีเชิงกล-ชีวภาพ (MBT) และเทคโนโลยีการหมัก (Composting) แทนการฝังกลบจากปัจจุบันร้อยละ 29 ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 และในปี 2575 มีเป้าหมายลดปริมาณขยะให้ได้ร้อยละ 20 และเพิ่มการนําขยะไปใช้ประโยชน์ร้อยละ 50 จากปีฐาน 2556 &amp;nbsp;ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการลดและคัดแยกขยะ เพื่อใช้ประโยชน์ที่แหล่งกําเนิด โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;


	
		
			ปริมาณขยะปลายทางที่กำจัด
		
	


&lt;p&gt;

ในความจริงสถานการณ์โควิด-19 พลาสติกกลายเป็นสิ่งที่คนต้องการ วีระขวัญ เลิศจิตต์ ผู้อํานวยการสถาบันพลาสติก ได้ให้มุมมองว่า ในภาวะการณ์ปัจจุบันของการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งหลายภาคส่วนได้รับผลกระทบค่อนข้างมากและส่วนที่มีการเติบโตขึ้น แบ่งเป็น 4 ด้านหลัก คือ ด้านเศรษฐกิจ อย่าง ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์(E-Commerce) ในอดีตมีการเติบโตเพียง 11% ต่อมาในช่วงปี 2560-2562 มีการเติบโตเพิ่มประมาณ 20% และการคาดการณ์ในปี 2563 โตขึ้นกว่าปี 2562 ถึง 35% ขณะเดียวกันการทำงานที่บ้านหรืออยู่เพื่อความปลอดภัย ทำให้ธุรกิจ Food Delivery เติบโตขึ้นถึง 70-80% อีกธุรกิจที่มีเป็นส่วนสำคัญของธุรกิจ E-Commerce ก็คือ ธุรกิจด้านบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติกปกติเติบโตในแต่ละปีเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5% แต่ช่วงปี 2563 เพิ่มสูงขึ้นเกือบ 9% สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการพลาสติกเกิดขึ้นขณะนี้ ส่วนด้านสังคม ทุกคนต้องใช้ชีวิตแบบ New N ormol ทำให้พลาสติกมีความจำเป็นสำหรับ 4 ปัจจัยพื้นฐาน เพื่อความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นถุงมือ ขวดใส่เจลล้างมือ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผอ.สถาบันพลาสติก กล่าวต่อว่า ด้านสาธารณสุข พลาสติกถูกนำมาผลิตเป็นอุปกรณ์การแพทย์ ด้วยคุณสมบัติที่มีน้ำหนักเบา สะอาดปลอดภัย ใช้งานได้หลาสภาวะ และสามารถผลิตได้จำนวนมากได้ในเวลาอันรวดเร็ว เช่น ชุด PPE หน้ากาก N-95, Face Shield, PVC Boot และเข็มฉีดยา ที่ประเทศไทยมีการวางแผนในการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชากร 50 ล้านคน คนละ 2 ล้านโดส เท่ากับว่าต้องมีเข็มฉีดยา 100 ล้านเข็ม นั้นก็หมายถึงปริมาณขยะพลาสติกจะเพิ่มปริมาณขึ้นด้วย ด้านสิ่งแวดล้อม จากการประเมิน Life Cycle Assessment(LCA) คือการประเมินวัฏจักรของผลิตภัณฑ์โดยดูจากการใช้ทรัพยากร การก่อให้เกิดมลพิษและการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จากผลการเปรียบเทียบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการใช้ถุงแต่ละชนิดคิกเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าวัสดุที่ทำมาจากธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ทั้งนี้ในการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน สิ่งสำคัญการนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตครอบคลุมทั้งวงจรของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่เริ่มผลิตไปจนถึงหลังบริโภค การยกระดับและประสิทธิภาพของการรีไซเคิล โดยเฉพาะในประเทศ ขณะนี้การสร้างมาตรฐานการรับรองวัตถุดิบหรือผลิตภัณพลาสติก Post Consumer Recycled(PCR) อยู่ในระหว่างการสร้างมาตรฐาน ที่กล่าวมาทั้งหมดสิ่งสำคัญคือ การสื่อสารออกไปให้สังคมได้รับรู้ และตระหนักถึงการรีไซเคิล การจัดการ จนเป็นผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้อง&amp;rdquo; ผอ.ได้บอกถึงแนวทางจัดการขยะพลาสติก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนการลดปริมาณนำเข้าเศษพลาสติก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธานโครงการความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติก และขยะอย่างยั่งยืน (PPP Plastics) กล่าวว่า มีการคาดการณ์ได้ว่าทั่วโลกภายในอีก 20 ปีข้างหน้านี้ จะส่งผลทําให้มีขยะหลุดรอดออกสู่สิ่งแวดล้อมมากถึง 700 ล้านตัน โดยวิธีการ แก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด คือ การลดขยะตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมบูรณาการความร่วมมือกันในการลดการใช้งานพลาสติก ที่ไม่จําเป็น โดยเฉพาะการลด ละ เลิก การใช้พลาสติกแบบใช้คร้ังเดียวท้ิง (Single-Used Plastic) และการนําหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ตามวาระแห่งชาติขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG มาปรับใช้ในการจัดการขยะพลาสติกอย่างเป็นระบบและครบวงจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขยะคัดแยก การนำรีไซเคิล การใช้ซ้ำ เพื่อสร้างรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
-----------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106333</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, กรมควบคุมมลพิษ, ขยะพลาสติก, ดร.ภาณุวัฒน์ อ่อนเทศ, ดร.วิจารย์ สิมาฉายา, นายอรรถพล เจริญชันษา, วีระขวัญ เลิศจิตต์, สถาบันพลาสติก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210614/image_big_60c709a8dbdb7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90555</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2021 14:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2021 14:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยกระดับความเข้มงวดมาตรการช่วงวิกฤตฝุ่น ลดจุดความร้อน 20% ตามเป้าหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ - นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยในการแถลงข่าวสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 และความคืบหน้าการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองว่า ทส.&amp;nbsp;ได้ขอความร่วมมือกระทรวงมหาดไทยพิจารณากำชับทุกจังหวัด ยกเว้นภาคใต้ ในการดำเนินมาตรการควบคุมการเผาในที่โล่งทุกประเภท ในระหว่างวันที่ 21 - 23 มกราคม 2564 เนื่องจากการคาดการณ์สภาพอากาศในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีลมสงบ ความเร็วลมลดลง และการระบายตัวของฝุ่นละอองต่ำ ซึ่งจะทำให้เกิดการสะสมของฝุ่นละออง ทั้งนี้ จากสถานการณ์ฝุ่นละอองที่มักพบเกินมาตรฐานในช่วงต้นปีของทุกปี ภาครัฐได้มีการรับมือสถานการณ์ตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ &amp;ldquo;การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง&amp;rdquo;อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยกระดับความเข้มงวดของมาตรการในช่วงวิกฤต เพื่อควบคุมแหล่งกำเนิดจากยานพาหนะ การเผาในที่โล่ง โรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ส่งผลให้ในปี 2563 ฝุ่นละอองมีค่าเฉลี่ยรายปีอยู่ที่ 23 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ลดลงจากปีก่อนที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 25 - 26 มคก./ลบ.ม. และจุดความร้อน (Hotspot) ลดลง 20% ตามเป้าหมายเมื่อเปรียบเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอรรถพล กล่าวว่า ทส. ได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยกระดับความเข้มงวดของมาตรการในช่วงวิกฤต ได้แก่ ด้านคมนาคม มีการตรวจควันดำอย่างเข้มข้นในพื้นที่ กทม.และชุมชนเมือง ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการขนส่งทางบก กรุงเทพมหานคร และ คพ. กวดขันไม่ให้มีการนำรถควันดำมาสัญจรบนท้องถนน เข้มงวดตรวจสภาพรถยนต์ ลดราคาซ่อมบำรุงรถเก่า เพื่อเป็นการรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขนส่ง ประชาชน และผู้ที่สนใจเข้าไปใช้บริการบำรุงดูแลรักษาเครื่องยนต์ และขอความร่วมมือลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ด้านการศึกษา ร่วมกับกระทรวงศึกษาพิจารณาหยุดโรงเรียนในพื้นที่ค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งได้มีการประกาศมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพสำหรับเด็ก ด้านสาธารณสุข ได้แจ้งเตือนวิธีการป้องกันและวิธีดูแลสุขภาพ พร้อมจัดทำคู่มือแนวทางการลดและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจาก PM2.5 สำหรับสถานศึกษากำหนดแนวทางพิจารณาการปิดโรงเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอรรถพล กล่าวอีกว่า สำหรับภาคการเกษตรได้สั่งลดการเผาในพื้นที่เกษตรโดยเฉพาะช่วงที่มีฝุ่นสะสมมา (ข้าว อ้อย และพืชไร่อื่นๆ) โดยกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการกำหนดมาตรการเพื่อส่งเสริมเกษตรกรลดการเผาในพื้นที่ และมีการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุการเกษตรทดแทนการเผา จัดการเชื้อเพลิงไฟป่า ชิง เก็บ ลดเผา ด้านอุตสาหกรรม สามารถลดพื้นที่เผาอ้อยได้ 80% โดยส่งเสริมตัดอ้อยสดและในฤดูการผลิตปี 2563/2564 ให้โรงงานรับอ้อยไฟไหม้ไม่เกิน 20% ของปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมด และควบคุมการปล่อยฝุ่นจากโรงงานอุตสาหกรรมและสิ่งก่อสร้าง โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตได้มีการขอความร่วมมือผู้ประกอบการงดเว้นหรือลดกระบวนการที่ก่อให้เกิดฝุ่น ด้านพลังงาน มีการลดราคาน้ำมันกำมะถันต่ำช่วงฤดูฝุ่น และกำหนดมาตรฐานน้ำมันและเครื่องยนต์ปลอด PM2.5 ภายในปี 2567 ทั้งนี้ ได้ประสานทุกจังหวัดติดตามสถานการณ์ PM2.5 และมอบหมายผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการสถานการณ์ โดยใช้อำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายที่มีอยู่ เช่น พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 &amp;nbsp;พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2550 เพื่อควบคุมพื้นที่หรือควบคุมแหล่งกำเนิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90555</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมมลพิษ, ทส., นสพ.ไทยโพสต์, ปัญหามลพิษฝุ่นละออง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210121/image_big_60092f1d0ffbe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90437</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2021 13:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2021 13:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘หนองคาย’น่าห่วง!ค่าPM2.5พุ่ง100ไมโครกรัม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ม.ค.2564 - ข้อมูลจากแอปพลิเคชั่น Air4Thai ซึ่งได้ข้อมูลจากผลการตรวจคุณภาพอากาศโดยสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ กรมควบคุมมลพิษ ที่ตั้งอยู่ภายในสวนสาธารณะหนองถิ่น เขตเทศบาลเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคายพบว่า ค่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 หรือ ค่า PM2.5 โชว์ตัวเลข 100 ไมโครกรัม เป็นกราฟสีแดงพุ่งสูงขึ้น ส่วนค่าคุณภาพอากาศทั่วไป ตัวเลขสูงถึง 210 AQI เป็นค่าสภาพอากาศที่แย่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งสภาพอากาศโดยทั่วไปในตัวเมืองหนองคาย มีเมฆหมอกปกคลุม ท้องฟ้าสลัว แม้จะมีแสงแดดตั้งแต่เช้าก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากตัวเลขค่า PM2.5 ดังกล่าวนี้ ทำให้คุณภาพอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพ ประชาชนทั่วไป และกลุ่มเสี่ยงควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งทุกประเภท หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น หากมีอาการทางสุขภาพควรปรึกษาแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ทางจังหวัดหนองคายก็ได้เร่งรณรงค์ประชาชนในพื้นที่ลดการเผาหญ้าแห้ง ฟางข้าว เศษใบไม้ กิ่งไม้ต่าง ๆ และการเผาทุกชนิดเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ และทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ ประกอบกับในฝั่งประเทศเพื่อนบ้านก็มีการเผาอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ก๊าซจากการเผาก็ลอยอยู่บนชั้นบรรยากาศไปมาระหว่างสองประเทศ.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90437</URL_LINK>
                <HASHTAG>Air4Thai, กรมควบคุมมลพิษ, คุณภาพอากาศ, หนองคาย, แอปพลิเคชั่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210120/image_big_6007cf462762f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88788</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2021 16:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2021 16:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทม.ต้องเผชิญ PM 2.5 ถึงวันที่ 9 ม.ค.  เหตุฝุ่นสะสมจากรถเข้ากรุงหนาแน่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ : ประชาชนเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ อย่างหนาแน่นหลังเทศกาลปีใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ - นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และผู้อำนวยการศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์คุณภาพอากาศพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล วันที่ 4 มกราคม 2564 เวลา 13.00 น. คุณภาพอากาศอยู่ในระดับคุณภาพดีถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ตรวจพบฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) มีค่าระหว่าง 32 - 62 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) &amp;nbsp;เกินมาตรฐานที่บริเวณ ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ, ต.มหาชัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร, ริมถนนกาญจนาภิเษก เขตบางขุนเทียน, ริมถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง, แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม, เขตคลองสามวา, ริมถนนวิภาวดีรังสิต จ.เขตดินแดง, ริมถนนสุขุมวิท เขตพระโขนง, ริมถนนพระรามที่ 4 หน้าสามย่านมิตรทาวน์ เขตปทุมวัน, ริมถนนสุขาภิบาล5 เขตสายไหม, แยกสวนสยาม-รามอินทรา เขตคันนายาว, ริมถนนสีหบุรานุกิจ เขตมีนบุรี, ริมถนนเลียบวารี เขตหนองจอก, แขวงคลองเตย เขตคลองเตย และสูงสุดที่ริมถนนดินแดง เขตดินแดง จ.กรุงเทพฯ ปริมาณ &amp;nbsp;62 มคก./ลบ.ม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอรรถพล กล่าวว่า &amp;nbsp;จากข้อมูลสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในปีที่ผ่านๆ มา ช่วงหลังจากเทศกาลหยุดยาวในช่วงปีใหม่ปริมาณฝุ่นละอองจะมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยหนึ่งมาจากความปริมาณการจราจรที่หนาแน่นและติดขัดจากการเดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานครของประชาชน &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากการคาดหมายสภาวะอากาศและผลกระทบต่อฝุ่นละอองระหว่างวันที่ 3-9 มกราคม 2564 &amp;nbsp;คาดว่า ความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนที่แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน(ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก) เริ่มมีกำลังอ่อนลง ทำให้ลมที่พัดปกคลุมเริ่มอ่อนกำลังลงด้วย อาจส่งผลให้มีการสะสมฝุ่นละอองในระยะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝุ่นละอองที่อาจเกิดการสะสมและมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอันเนื่องมาจากการเดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานครของประชาชน อาจทำให้การจารจรติดขัดในหลายเส้นทาง โดยเฉพาะเส้นทางขาเข้ากรุงเทพมหานครในช่วงหลังจากหยุดในช่วงปีใหม่หรือในสัปดาห์นี้ ศกพ. ขอความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ ในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ &amp;quot;การแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง&amp;rdquo; อย่างเข้มงวด เพื่อควบคุม กำกับดูแลแหล่งกำเนิดทั้งจากยานพาหนะ การเผาในที่โล่ง และจากกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม &amp;nbsp;เพื่อป้องกันและลดฝุ่น PM 2.5 ที่อาจเกิดขึ้น &amp;quot; นายอรรถพล กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88788</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมมลพิษ, นสพ.ไทยโพสต์, ฝุ่นPM2.5, ศกพ., แก้ปัญหาฝุ่นละออง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210104/image_big_5ff2d6ab2318e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86932</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/12/2020 16:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/12/2020 15:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รัฐบาล&#039; จ่อยกระดับมาตรการแก้ฝุ่นพิษ ระยะสั้นลดใช้รถยนต์-คุมกิจกรรมก่อสร้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ธ.ค.63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ นำโดยนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ แถลงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก&amp;nbsp;PM2.5&amp;nbsp;ในพื้นที่กทม. ว่า รัฐบาลได้เตรียมการแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่เริ่มโดยประกาศเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมกำหนดแนวทาง&amp;nbsp;12&amp;nbsp;มาตรการ เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นหมอกควันและไฟป่า จากการตรวจสอบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กพบว่ามี&amp;nbsp;14&amp;nbsp;พื้นที่ในกทม.และปริมณฑล เกินค่ามาตรฐาน&amp;nbsp;50&amp;nbsp;ไมโครกรัมต่อลูกบาศ์เมตร ในช่วง 3-4&amp;nbsp;วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กระทรวงทรัพยากรฯเป็นหน่วยงานหลักบูรณาร่วมกันหน่วยงานอื่น อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติฯ เพื่อกำหนดขอบเขตปฎิบัติการจากเบาไปเข้มข้น เช่น ปลัดสปน .ได้ประสานกับพื้นที่ใกล้กทม.งดเผาในที่โล่ง ระหว่างวันที่ 14-17&amp;nbsp;ธ.ค.นี้ และประเมินสถานการณ์เป็นระยะ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ขณะที่ผู้ใช้รถขอความร่วมมือรถดีเซล กำมะถันต่ำ ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ค่ายน้ำมันใหญ่ ในการจำหน่าย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงแนวทางการแก้ไขจะพิจารณาใช้อำนาจ เพื่อประสานระหว่างหน่วยงานอย่างไร นายอรรถพล กล่าวว่า หากสถานการณ์ค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานไปถึง&amp;nbsp;100&amp;nbsp;ไมโครกรัมต่อลูกบาศ์เมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp;กระทรวงทรัพยากรฯ จะเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีพล.อ.ประวิตร เป็นประธาน เพื่อรายงานให้นายกรัฐมนตรี รับทราบ และยกระดับมาตรการแก้ไขปัญหามากขึ้น ซึ่งเราไม่อยากยกระดับการแก้ไขสถานการณ์ให้ประชาชนเดือดร้อน จึงขอความร่วมมือจากประชาชนในการดำเนินมาตรการด้วย โดยระยะสั้นถ้าช่วยให้แหล่งกำเนิดของPM2.5&amp;nbsp;เบาบางได้ เช่น ลดการใช้รถยนต์และใช้รถสาธารณะมากขึ้น เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า สภาพอากาศวันนี้มีเพดานอากาศต่ำ เนื่องจากอากาศหนาวเพดานอากาศจะต่ำ พอเพดานอากาศต่ำจะเห็นกลุ่มควันมาก ประกอบกับช่วง&amp;nbsp;2-3&amp;nbsp;วันนี้ความกดอากาศสูงอ่อนกำลังลง ลมไม่พัด ฝุ่นที่มีอยู่ในกทม.จึงดูปกคลุมมากขึ้น เราเจอแบบนี้ทุกปีในช่วงหนาว แต่อีก&amp;nbsp;1-2&amp;nbsp;วันความกดอากาศสูงจากตอนบนของประเทศ หรือทางตอนใต้ของจีนจะลงมา พอความกดอากาศสูงมา จะทำให้ลมพัดแรงขึ้น ฝุ่นจะกระจายตัว โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประสานกับกรมควบคุมมลพิษ ในเรื่องข้อมูลเพื่อแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าให้ทราบเป็นระยะ ส่วนช่วงปีใหม่นั้น ยังไม่แน่ใจว่าความกดอากาศสูงจะมาต่อเนื่องหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าหากฝนตกจะทำให้ฝุ่นเบาบางลงได้ มีแนวคิดในการทำฝนเทียมเพื่อแก้ปัญหา&amp;nbsp;PM 2.5&amp;nbsp;หรือไม่ นายณัฐพล กล่าวว่า การทำฝนเทียมมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายด้าน ไม่ใช่ความชื้นอย่างเดียว คิดว่าทางกรมฝนหลวงน่าจะดูอยู่ว่าสามารถเข้าไปทำในสภาวะแบบนี้ได้หรือไม่ ซึ่งกรมฝนหลวงคงเข้าไปดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในกรุงเทพมหานครในวันนี้ ฝุ่นเพิ่มขึ้นเป็น&amp;nbsp;74.6ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จากเมื่อวาน มีฝุ่นอยู่ที่&amp;nbsp;60&amp;nbsp;ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยทั้งกรุงเทพมหานคร ดังนั้นจึงได้ออกมาตรการเตรียมพร้อมเป็นแผนปฏิบัติประมาณสองเดือนซึ่งเราคาดการณ์ว่าจะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ โดยสิ่งที่กรุงเทพมหานครกลับไปแล้วตามปกติจะมีมาตรการ&amp;nbsp;12&amp;nbsp;มาตรการ คือการกำกับดูแลพื้นที่ก่อสร้างที่เป็นกิจกรรมที่ทำให้เกิดฝุ่นเป็นจำนวนมาก เรื่องการงดกิจกรรมการแจ้งของทางโรงเรียนต่างๆ เช่น เข้าแถว กิจกรรมอื่นๆที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะได้รับฝุ่นจนเป็นอันตราย เรื่อง การกวดขันการเผาในพื้นที่โล่งโดยเฉพาะเขตรอบนอกนคร การล้างถนน การฉีดละอองน้ำจากตึกอาคารสูงและการเปิดคลินิกมลพิษ เหล่านี้คือมาตรการสำคัญที่ทางกรุงเทพมหานครได้ดำเนินการไปแล้วในสถานการณ์ปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เนื่องจากสถานการณ์ได้มีการเพิ่มระดับมากขึ้น และคาดการณ์ว่าสถานการณ์เช่นนี้จะทรงอยู่ประมาณ&amp;nbsp;2-3&amp;nbsp;วัน แล้วจะพักไปช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะกลับมาอีกในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ซึ่งสถานการณ์ค่อนข้างรุนแรงเป็นระดับสอง จึงต้องเพิ่มมาตรการมากขึ้น โดยเพิ่มมาตรการหลักคือ การบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่เผาอย่างเข้มข้นมากขึ้นโดยประสานให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประสานกับเขต เพื่อไปตรวจสอบไม่ว่าจะเป็นการเผาน้อยหรือเผามาก เพื่อขอความร่วมมือให้ไม่เผา การออกหน่วยสาธารณสุขโดยการนำรถของกระทรวงสาธารณสุขเข้าไปในพื้นที่ที่มีฝุ่นจำนวนมาก เช่น ดินแดง เพื่อให้หน่วยบริการสาธารณสุขเข้าช่วยประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกิจกรรมก่อสร้าง ทางกรุงเทพมหานครยกระดับ การก่อสร้างขนาดใหญ่ การก่อสร้างรถไฟฟ้า หรือก่อสร้างที่ทำให้เกิดฝุ่นมาก หรือการก่อสร้างที่คาดว่าจะทำให้เกิดฝุ่นมาก ก็จะยกระดับในช่วง 2-3&amp;nbsp;วันนี้ เพราะคาดการณ์ว่าจะมีค่าฝุ่นสูงโดย ให้สามารถก่อสร้างต่อได้ ในส่วนกิจกรรมที่ทำไม่ให้เกิดฝุ่น เช่น การตกแต่งภายใน ทาสี แต่สำหรับการที่จะทำให้เกิดฝุ่นจำนวนมาก อาทิ ขนดิน ขุด เจาะ ถม ในโครงการขนาดใหญ่เราก็จะประสานขอให้งด&amp;nbsp;2-3&amp;nbsp;วันช่วงนี้ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร.ต.อ.พงศกร กล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีการถามกันมากเรื่องการปิดโรงเรียน ทางกรุงเทพมหานครได้ให้ผู้อำนวยการเขต กับผู้อำนวยการโรงเรียน พิจารณาโรงเรียนที่จะปิดก่อนในช่วง&amp;nbsp;2-3&amp;nbsp;วันนี้ เนื่องจากอาจมีบางพื้นที่มีค่าฝุ่นสูง ทำให้บางโรงเรียนที่มีเด็กเล็กและเกิดความเสี่ยง แต่ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้น กรุงเทพมหานครก็จะยกระดับขึ้นไประดับสาม โดยผู้บัญชาการสถานการณ์คือ ผู้ว่ากทม. ได้มีแผนเตรียมพร้อมรับมืออยู่แล้ว สำหรับการฉีดพ่นน้ำมีหลายลักษณะ จึงขอรณรงค์&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ลักษณะ&amp;nbsp;1.&amp;nbsp;ฉีดพ่นละอองน้ำใส่ต้นไม้ไปไม้ เพราะเปรียบเสมือนเครื่องกรองอากาศ เพื่อช่วยประสิทธิภาพในการ กรองอากาศ&amp;nbsp;2.&amp;nbsp;ฉีดน้ำเพื่อพ่นล้างถนน เพราะเป็นพื้นที่ที่ฝุ่นจะตกลงพื้น เพื่อชะล้างลงท่อระบายน้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.&amp;nbsp;พื้นที่ก่อสร้างที่จะทำให้เกิดฝุ่นมากได้ก็จะฉีดน้ำเข้าไปในพื้นที่ก่อสร้าง 4.ฉีดน้ำจากบนอาคาร โดยขอใช้น้ำปริมาณมากพอควรเพื่อดักจับฝุ่น ทำให้ฝุ่นอ้วนขึ้นแล้วตกสู่พื้น แล้วทำให้พื้นที่บริเวณดังกล่าว และคนที่อยู่ในอาคารปลอดภัยจากฝุ่นPM 2.5&amp;nbsp;ส่วนการฉีดน้ำขึ้นฟ้า ที่ไหนหน่วยงานทำอยู่นั้นสามารถช่วยลดPM2.5&amp;nbsp;ได้นิดหน่อย จึงขอความร่วมมือขอให้ใช้การฉีดพ่นน้ำ4ลักษณะที่ได้กล่าวไปข้างต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยืนยันว่ากรุงเทพมหานครมีความพร้อมที่จะรับสถานการณ์นี้เพราะเราเตรียมการมากกว่า 3 เดือน ถ้าสถานการณ์รุนแรงมากขึ้นเราก็พร้อมที่จะใช้มาตรการเข้มข้นมากขึ้น แต่ถ้าสถานการณ์ดีขึ้นเราก็พร้อมที่จะลดมาตรการลง กรุงเทพมหานครจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้คนในกรุงเทพ มีสุขภาพดี&amp;rdquo;ร.ต.อ.พงศกร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ตอนนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม สั่งการให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมอบหมายให้นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการสธ.เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ในเรื่องของการดำเนินการและเตรียมความพร้อมในการรับมือแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษทางอากาศ โดยให้นายเกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดสธ. เปิดศูนย์ปฏิบัติการรับมือ และเตรียมความพร้อมของสถานบริการสาธารณสุขในทุกๆพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีผลกระทบสูง อย่างกทม.และปริมณฑลรวมทั้งที่จะเตรียมการดูแลผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็กทางภาคเหนือ ขณะนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมเรื่องของฐานข้อมูลคนที่มีผลกระทบโดยตรง เฉพาะคนที่เป็นโรคทางเดินหายใจและเส้นเลือดในสมองต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ดนัย กล่าวว่า อีกส่วนหนึ่งที่ได้เตรียมการไว้คือ 1.หมอสาธารณสุข 2.หมออนามัย 3.หมอครอบครัว ซึ่งกลไกเหล่านี้จะเป็นกลไกที่อยู่ในส่วนของระดับพื้นที่คอยดูแลประชาชนในเรื่องของการป้องกันผลกระทบ อีกส่วนที่มีการดำเนินการในปัจจุบันที่มีการป้องกันโควิด-19 วิธีการใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งกลไกเหล่านี้ก็จะเป็นตัวที่ช่วยแบ่งเบาภาระในเรื่องของผลกระทบ แต่หากว่าสถานการณ์ของฝุ่นละอองขนาดเล็กเพิ่มขึ้นในชั้นบรรยากาศก็มีความจำเป็นที่จะต้องให้ประชาชนเพิ่มรอบระยะเวลาสวมหน้ากากในสถานที่นั้นๆเพิ่มขึ้น ในกรณีของโควิคเราอาจจะให้ความสำคัญในพื้นที่ที่แออัด แต่ในกรณีของฝุ่นละอองขนาดเล็กในขณะนี้ ช่วงใดที่เราจะต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีค่าสีเหลือง สีส้มหรือสีแดง ประชาชนก็ควรระมัดระวังและสวมหน้ากากอนามัยอยู่สม่ำเสมอในช่วงระยะเวลาที่ออกไปอยู่ในส่วนของพื้นที่เหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ดนัย กล่าวด้วยว่า ในส่วนของคนที่มีโรคประจำตัวและมีความเสี่ยงต่างๆ ควรหลีกเลี่ยงและพยายามที่อยู่ในห้องปลอดฝุ่นและมีการดูแล อีกประเด็นคือถ้าพบว่ามีลักษณะอาการไม่สบายในการหายใจหรือว่ามีผลกระทบในเรื่องของการแสบร้อน สามารถที่จะปรึกษาได้ที่โรงพยาบาลทุกแห่งในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นของภาครัฐและเอกชน เพื่อให้มีการเตรียมการและดูแล เพราะสธ.พยายามให้ความสำคัญผลกระทบเหล่านี้ เพื่อให้ความช่วยเหลือและแก้ไขได้อย่างทันท่วงที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามกลุ่มที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงต่อฝุ่นละอองขนาดเล็กได้เช่น นักเรียนที่จำเป็นต้องเข้าแถวก่อนที่จะเข้าชั้นเรียน นพ.ดนัย กล่าวว่า ระยะเวลาในการเข้าแถวใช้เวลาไม่นาน แต่ก็ขอความร่วมมือกับทางคณะครูให้ทำกิจกรรม 10 - 15 นาที และให้เข้าสู่ห้องเรียน ในส่วนของห้องเรียนเองก็ต้องดูแลเรื่องของการป้องกันฝุ่นด้วยเช่นเดียวกัน ถามต่อว่าในกรณีที่ในห้องเรียนไม่มีเครื่องปรับอากาศต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือไม่ นพ.ดนัย กล่าวว่า ในขณะนี้การนั่งในห้องเรียนก็ยังคงต้องใส่หน้ากากอนามัยเนื่องจากสถานการณ์โควิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ดนัย กล่าวอีกว่า สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงคนเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาในขณะที่ปฏิบัติงานตามท้องถนนหรือบริเวณที่มีการสะสมของมลพิษทางอากาศ เมื่อถามว่าสามารถสวมหน้ากากผ้าได้หรือไม่ นพ.ดนัย กล่าวว่า เป็นการผ่อนหนักเป็นเบา อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการกรองได้ในระดับหนึ่งแม้จะไม่ได้ทั้งหมดแต่ผลกระทบเหล่านั้นเป็นผลในระยะยาวระยะสั้นสามารถป้องกันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ปรึกษาสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และอดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ขณะนี้ภาครัฐได้ดำเนินการเดินมาถูกทางแล้ว เพราะที่ผ่านมามีการศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลทางวิชาการทั้งจากกรมควบคุมพลพิษ กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมอนามัยมาเป็นพื้นฐานในการกำหนดนโยบายและมาตรการ โดยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากสภาพอากาศที่เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ ทำให้ในพื้นที่กทม.มาสภาพอากาศนิ่ง ทำให้มีหมอกในตอนเช้า จากนั้นช่วงสายก็กลายเป็นฝุ่นละออง ซึ่งการแก้ไขปัญหาในช่วงนี้จะแก้ให้หมดได้คงยาก แต่สามารถบรรเทาสถานการณ์ให้เบาบางลงได้ สำหรับการแก้ไขปัญหามี 3 จุดคือ 1.แหล่งตัวระบายมลพิษทางอากาศออกมาหรือ&amp;nbsp;PM&amp;nbsp;2.5 2.การกำจัดให้มลพิษที่ลอยอยู่ในอากาศตกลงสู่พื้นที่ดิน และ 3.การปกป้องคนที่เป็นผู้รับฝุ่นเข้าสู่ร่างกายด้วยการสวมใส่หน้ากากทั้ง 3 จุดภาครัฐกำลังดำเนินการอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแหล่งกำเนิด ข้อมูลวิชาการช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าแหล่งกำเนิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก&amp;nbsp;PM2.5 ในกทม.มาจากการใช้รถเครื่องยนต์ดีเซล ทำให้มีควันดำออกมาจนสะสมทำให้เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ขณะที่การเผาที่โล่งแจ้งในกทม.มีน้อย แต่ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรที่อยู่รอบกทม. เช่น ปทุมธานี นนทบุรี พระนครศรีอยุธยาที่ถูกลมเหนือพัดพามาในกทม. โดยเฉพาะทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกทม. ทำให้บริเวณเขตบางขุนเทียน และจ.สมุทรสาครเป็นพื้นที่สีแดง สำหรับการใช้น้ำมันดีเซลของรถยังคงมีกำมะถันค่อนข้างสูง ถ้าใช้น้ำมันดีเซลที่มีกำมะถันต่ำมาก ที่ตอนนี้บริษัทน้ำมันก็ให้ความร่วมมือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;จากการทดสอบทางวิชาการพบว่าสามารถช่วยลดการระบายของฝุ่นในน้ำมันดีเซล โดยลดลงไปได้กว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ช่วยทำให้ฝุ่นเกิดลดลง คาดว่าจะตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาระยะยาวได้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า มวลไอน้ำในอากาศแปรปรวนถือเป็นฝุ่นหรือหมอกควันด้วยหรือไม่ นายสุพัฒน์ กล่าวว่า ในทางวิชาการหากเป็นหมอกตอนเช้าไม่ถือว่าเป็นฝุ่น แต่การเกิดหมอกได้ในทางวิชาการต้องมีแกนกลางของไอน้ำที่ไปควบแน่นเกาะ ดังนั้นช่วงช่วงส่วนใหญ่จะเป็นหมอก ไม่ถือเป็นฝุ่นโดยตรง ทั้งนี้ฝุ่นละอองขนาดเล็ก&amp;nbsp;PM2.5 จะขึ้นคือช่วงเช้าที่มีการจราจรหนาแน่น และช่วงบ่ายภายหลังเลิกงานที่ขึ้นจนถึงเวลา 24.00 น. ก่อนที่สถานการณ์จะลดลงมาจนถึงช่วงเช้า จึงอยากขอความร่วมมือประชาชนพยายามหลีกเลี่ยงถ้าไม่จำเป็นไม่ควรขับรถมาทำงาน ขอให้ใช้รถขนส่งมวลชนแทน เพื่อลดจำนวนการปลดปล่อยฝุ่นละอองขนาดเล็ก&amp;nbsp;PM 2.5 ขณะที่หน่วยงานราชการและหน่วยงานเอกชนพิจารณาสามารถทำงานจากที่บ้านได้หรือไม่ เพื่อลดการเดินทางในช่วงวิกฤตและลดการใช้รถในกทม.ให้ได้มากที่สุดเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก&amp;nbsp;PM 2.5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ถ้าเราดำเนินการตามมาตรการภาครัฐ และมาตรการการขอความร่วมมือทั้งหมดมีโอกาสฝุ่นละอองขนาดเล็ก&amp;nbsp;PM2.5 จะหมดไปจากประเทศไทยหรือไม่ นายสุพัฒน์ กล่าวว่า มีโอกาส แต่คงไม่เกิดขึ้นภายใน 1-2 ปี ต้องใช้การดำเนินการในระยะยาวเพื่อแก้ไข อย่างไรก็ตามสถานการณ์แบบนี้จะคงยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่จะเกิดเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆจนกว่าจะหมดฤดูหนาว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86932</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมมลพิษ, ทำเนียบรัฐบาล, ฝุ่นพิษ, วาระแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201215/image_big_5fd87592598d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
