<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116442</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2021 14:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2021 14:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลดล็อค’ป่า’นำไทยสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ป่าไม้&amp;rdquo; ถือเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติด้วยกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืชที่ใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างไรก็ตาม ป่าไม้ไม่ได้มีค่าเป็นเพียงแค่ดูดคาร์บอนเท่านั้น แต่ป่ายังเป็นแหล่งที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ ถือเป็นแหล่งของความหลากหลายทางชีวภาพตามระบบนิเวศน์ในแต่ละพื้นที่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันประเทศไทยมีการดำเนินการเตรียมขายคาร์บอนเครดิตจากป่าในพื้นที่ของภาครัฐ  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมป่าไม้ ได้ออกระเบียบการแบ่งปันคาร์บอนเครดิตจากการปลูกป่า เพื่อแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อน &amp;nbsp;พัฒนาแพลตฟอร์มซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้คล่องตัวและโปร่งใส ขณะที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช&amp;nbsp; เป็นกรมต่อไป อยู่ระหว่างร่างระเบียบดังกล่าวฯ &amp;nbsp;ให้รอบคอบ เพราะการจัดทำโครงการใดๆ ในป่าธรรมชาติต้องอยู่บนพื้นฐานไม่ให้เกิดความเสียหายหรือผลกระทบในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่มีสภาพสมบูรณ์และระบบนิเวศเปราะบาง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โครงการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต ซื้อ-ขายคาร์บอน หรือใช้ในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองจากการปลูกป่าในพื้นที่รัฐดูแล&amp;nbsp; ถือเป็นเรื่องใหม่ของไทย เกิดปัญหามากมายในทางปฏิบัติ&amp;nbsp; วงเสวนาคาร์บอนเครดิตจากการปลูกและดูแลป่า แนวทางการดำเนินงานและการแบ่งปัน กรณีดำเนินโครงการในพื้นที่ของภาครัฐ ผ่านระบบออนไลน์ เมื่อวันก่อน จัดโดย 3 หน่วยงาน &amp;nbsp;องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) &amp;nbsp;กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และกรมป่าไม้ &amp;nbsp;สะท้อนภาพสถานการณ์ก๊าซเรือนกระจก ความคืบหน้าในภาคป่าไม้ &amp;nbsp;แนวทางผลักดันขับเคลื่อนของภาครัฐและภาคเอกชนในบ้านเรามีอุปสรรคมากน้อยเพียงใด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า โลกร้อนสร้างผลกระทบมากมาย ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีหลายรูปแบบ ทั้งลดจากแหล่งกำเนิด ลดปริมาณขยะพลาสติก &amp;nbsp;รวมถึงการปลูกต้นไม้และดูแลป่า ภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับโลกกว่า 5 หมื่นล้านตันต่อปี นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า ถ้ายังปล่อยให้ถึง 2.2&amp;nbsp; แสนล้านตันต่อปี อุณหภูมิโลกจะเพิ่มถึง 2 องศาเซลเซียส จึงต้องหาแนวทางลดการปลดปล่อยก๊าซ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันจีนปล่อยเป็นอันดับ 1 รองลงมาสหรัฐ และญี่ปุ่น ส่วนไทยอยู่อันดับที่ 20 ปล่อยก๊าซเรือนกระจกวันละ 1 ตัน รวม 365 ตันต่อปี โดยมาจากภาคพลังงาน 70% รองลงมา ภาคเกษตร ตัวสำคัญนาข้าว&amp;nbsp; ภาคอุตสาหกรรมเป็นปูนซิเมนต์ &amp;nbsp;ถัดมาการตัดไม้ทำลายป่า ทำให้พื้นที่กักเก็บก๊าซหายไป อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยโชคดียังมีป่าไม้ช่วยกักเก็บก๊าซ 91 ล้านตัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo; โลกร้อน ทำให้โลกรวน น้ำแข็งละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ไอน้ำก่อให้เกิดความแปรปรวนความกดอากาศ เกิดลมพายุ ความแห้งแล้ง และน้ำท่วม รวมถึงไฟไหม้ป่า ปี 64 นี้อาการชัดเจนพบสภาพปัญหารุนแรง จากการจำลองสถานการณ์ถ้าไม่ทำอะไรเลย ต้นทุนความเสียหายทางเศรษฐกิจ 258 เหรียญต่อตัน สหประชาชาติจึงหาแนวทางจัดการความเสี่ยง&amp;nbsp; นำมาสู่ข้อตกลงปารีส&amp;nbsp; 52 ประเทศทั่วโลกประกาศเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ( Net Zero emissions X &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมถึงไทย &amp;nbsp;&amp;nbsp;การปล่อยต้องลด และต้องหาทางเก็บเพิ่มด้วย ซึ่งโครงการปลูกป่าเป็นแนวทางสำคัญ &amp;ldquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เกียรติชาย กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่ป่าชายเลนในไทยมีศักยภาพการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผอ.อบก.ให้ข้อมูลด้วยว่า ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจก มากสุด คือ ก๊าซคาร์บอน&amp;nbsp; แผนปฏิบัติโลกร้อนตั้งเป้าลดปล่อยภาคพลังงานจาก 237 ตัน เหลือไม่เกิน 90 ตันต่อปี ภาคป่าไม้จากกักเก็บก๊าซ 91 ล้านตัน ขยับเป็น 120 ตันต่อปี เพิ่มขึ้นเกือบ 30 ล้านตัน ซึ่งศักยภาพการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีพื้นที่เป้าหมายในป่าธรรมชาติ&amp;nbsp; ป่าเศรษฐกิจ และพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองและชนบททุกจังหวัด หากทำสำเร็จจะเกิดประโยชน์มากมายต่อระบบธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพกลับมา ด้วยต้นทุนต่ำและส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ภาคพลังงานต้องเดินสู่พลังงานสะอาด พลังงานอีวี เลิกถ่านหินและหยุดใช้น้ำมันฟอสซิล สองภาคนี้เป็นพระเอกของ Net Zero เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ประเทศไทยต้องผลักดันการเปลี่ยนแปลง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่ม &amp;nbsp;ส่วนกระทรวงทรัพย์ฯ เป็นเจ้าภาพทำโครงการศักยภาพการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกในสาขาป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; คาร์บอนเครดิตอยู่บนหลักการวัดการลดหรือการกักเก็บมากขึ้น เมื่อเทียบกับฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเดิม สามารถนำคาร์บอนเครดิตที่ได้รับจากการดำเนินโครงการไปขอการรับรองตามกลไก T-VER ระยะเวลาคิดเครดิตโครงการป่าไม้ &amp;nbsp;ระยะเวลาคิดเครดิต&amp;nbsp; 10 ปี ต่ออายุได้ โดยมีผู้ตรวจสอบประเมินโครงการตามมาตรฐาน ซี่งมีต้นทุนสูง&amp;nbsp; อบก. จะเป็นผู้ขึ้นทะเบียนโครงการ จากนั้นติดตามผลและจัดทำรายงานรับรองปริมาณก๊าซ ซึ่งพื้นที่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐก่อน ปลูกป่าและต้องดูแล ไม่ปล่อยทิ้ง ปัจจุบันมีภาคป่าไม้และพื้นที่สีเขียวที่ทำอยู่แล้ว&amp;nbsp; 3 แสนตันต่อปี ซึ่งน้อยมาก อยากส่งเสริมการนำคาร์บอนเครดิตไปใช้มากกว่านี้ ตลาดนี้มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 20-30% &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo; ผอ.อบก. ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน อดิศร นุชดำรงค์ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า สถานการณ์ป่าไม้ไทยแค่รักษาพื้นที่ป่าเดิมก็ยาก การปลูกป่าเพิ่มยิ่งใช้งบประมาณสูง แนวทางคาร์บอนเครดิตให้บริษัทเอกชนร่วมฟื้นฟูป่า แล้วคำนวนปริมาณคาร์บอนนั้นออกมาเป็นคาร์บอนเครดิต ถือเป็นทางแก้ปัญหา ซึ่งพื้นที่ป่าในความรับผิดชอบของกรม&amp;nbsp; ป่าสงวนแห่งชาติ มีสภาพป่า 34 ล้านไร่ ไม่มีสภาพป่า 26 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ คทช. ให้ชุมชนทำกินเกือบ 14 ล้านไร่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;&amp;nbsp; พื้นที่ทำโครงการได้เร็วสุดคือ พื้นที่บุกรุก และพื้นที่หมดอายุการอนุญาต &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวม 7 แสนไร่ ต้องสำรวจว่า มีชาวบ้านเข้ามาอาศัยในพื้นที่หรือไม่ &amp;nbsp;อนาคตอาจนำพื้นที่ คทช.ร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตเพิ่มเติม &amp;ldquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แบ่งปันคาร์บอนเครดิตจากป่าสงวนแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อธิบดีกรมป่าไม้ย้ำว่า ตอนนี้พร้อมรับข้อเสนอภาคเอกชน มาเลือกพื้นที่ ทั้งปลูกป่า 100 % &amp;nbsp;ปลูกต้นไม้เสริม และบำรุง อนุรักษ์ ฟื้นฟูในสวนป่าที่มีอยู่แล้ว ซึ่งมีระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการแบ่งปันคาร์บอนเครดิตจากการปลูกป่า บำรุงป่า อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าในพื้นที่ป่าไม้ สำหรับองค์กรหรือบุคคลภายนอก พ.ศ. 2564 ออกมาเพื่อส่งเสริมให้เอกชนทำได้ และมีส่วนร่วมอนุรักษ์ป่า ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศ ขั้นตอนเริ่มจากเลือกพื้นที่ เสนอโครงการ ระยะเวลาดำเนินการไม่น้อยกว่า 10 ปี&amp;nbsp; &amp;nbsp;สนับสนุนแนวทางการลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจก โดยสามารถนำคาร์บอนเครดิตที่ได้รับจากการดำเนินโครงการไปขอการรับรองตามกลไก T-VER&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; อีกแนวทางขอใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชุมชนทำโครงการคาร์บอนเครดิต บริบทจะต่างจากป่าสงวนฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ใช้อีกระเบียบได้รับอนุญาตตามมาตรา 18 พ.ร.บ.ป่าชุมชน 2562 ภาคเอกชนสามารถร่วมกิจกรรมที่เข้าไปอนุรักษ์และจัดการป่าชุมชน ซึ่งจะมีการแบ่งปันผลประโยชน์ให้ประชาชน 40% เพราะท้องถิ่นเป็นเจ้าของและจัดการทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; ขณะที่ภาคเอกชนได้ 50% กรมป่าไม้ 10% &amp;nbsp;ขณะนี้กำลังยกร่างระเบียบ ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการป่าชุมชนต่อไป &amp;ldquo;&amp;nbsp; นายอดิศร กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันมีการนำร่องปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าชายเลนกว่า 700 ไร่ ใน จ.จันทบุรีและตราด เป็นโปรเจ็คของ ทช.และอบก. แน่นอนว่า ยังมีพื้นที่ป่าชายเลนที่รอการคืนความสมบูรณ์และได้ประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตกระจายใน 24 จังหวัดชายฝั่งทะเลของไทย รวมพื้นที่มากกว่า &amp;nbsp;1.5 หมื่นไร่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อภิชัย เอกวนากุล รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศการอยู่ร่วมกันของสังคมพืชและสัตว์บนพื้นที่ชายฝั่งมีน้ำทะเลท่วมถึง หล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิต ซึ่งมีคุณค่าและความสำคัญมาก&amp;nbsp; อีกทั้งลดปริมาณก๊าซคาร์บอน เพิ่มก๊าซออกซิเจน สถานการณ์พื้นที่ป่าชายเลนของไทย 60 ปีที่แล้ว มีพื้นที่เหลือ 2 ล้านไร่ และลดลงต่อเนื่องจากการขยายตัวของประชากร การส่งเสริมเศรษฐกิจ &amp;nbsp;และนโยบายการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ทช.ฟื้นฟูพื้นที่ป่าชายเลนมาตั้งแต่ปี 2546 ปลูกเพิ่มไปแล้ว 1.4 แสนไร่ &amp;nbsp;เป้าหมายจะเพิ่ม 3 แสนไร่ ภายในปี 2580 ซึ่งสอดคล้องกับโครงการปลูกป่าเพื่อคาร์บอนเครดิต &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; สภาพภูมิอากาศทั่วโลกแปรปรวนและรุนแรงมากขึ้น ทั่วโลกให้ความสำคัญลดก๊าซเรือนกระจก พื้นที่ป่าชายเลนดูดซับก๊าซและกักเก็บได้มากกว่าป่าบก 3 เท่า หรือประมาณ 800 ตันต่อไร่ต่อปี นำมาสู่การออกระเบียบว่าด้วยการปลูกและบำรุงป่าชายเลน สำหรับองค์กรหรือบุคคลภายนอก พ.ศ. 2564 เพื่อเปิดโอกาสให้เข้าร่วมโครงการฯ เป็นการปลูกต้นไม้ใหม่ทั้งหมด ระบุชนิดพรรณไม้ที่เหมาะสมแต่ละสภาพพื้นที่ มีการบำรุงรักษาต่อเนื่อง เพื่อประเมินคาร์บอนเครดิต ขณะนี้เร่งจัดทำคู่มือปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต และตั้งคณะทำงานเพื่ออำนวยความสะดวก และมีเจ้าหน้าที่ประจำแปลงให้คำแนะนำการปลูกป่าชายเลนตามหลักการที่ถูกต้อง มีอัตรารอดสูง&amp;nbsp; เติบโต สร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ นอกจากเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน ยังอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; นายอภิชัย กล่าวในท้ายทุกภาคส่วนต้องหนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อพิชิตเป้าหมายของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116442</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, กรมป่าไม้, ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์, คาร์บอนเครดิตจากการปลูกป่า, องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210912/image_big_613daa12b0b33.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114875</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2021 21:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2021 09:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชะตากรรม&#039;ฉลามหัวค้อน&#039; ก่อนขึ้นบัญชีสัตว์คุ้มครอง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เสี่ยงสูญพันธุ์ทั่วน่านน้ำไทยจากสถานการณ์คุกคามที่ยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะชีวิตปลาฉลาม&amp;nbsp;&amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นฉลามหัวค้อนสีน้ำเงิน หัวค้อนใหญ่ หัวค้อนเรียบ จนถึงฉลามหัวค้อนยาว แทบไม่ต้องคาดการณ์ว่าจะวิกฤตหนักเพียงใด ฉลามกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการประมง อย่างกรณีที่เป็นข่าวในโลกโซเชียลปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา &amp;nbsp;พบมีลูกปลาฉลามขายอยู่หลายตัวในตลาดใกล้กรุง ราคาเพียงกิโลกรัมละ 100 &amp;nbsp;บาท แต่น่าสลดใจเป็นลูกปลาฉลามหัวค้อน ซึ่งใกล้สูญพันธุ์ อยู่ระหว่างการผลักดันเป็นสัตว์คุ้มครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุด คณะกรรมการพัฒนากฎหมายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีมติเห็นชอบในหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิด เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง และให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รับข้อคิดเห็นและข้อสังเกตของที่ประชุมไปประกอบการพิจารณา และนำเสนอต่อคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองแห่งชาติตามขั้นตอนต่อไป สำหรับการพิจารณาร่างกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง เป็นการดำเนินการตามมาตรา 5 และมาตรา 7 ของ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ที่ได้มีการปรับปรุงจากบัญชีท้ายกฎกระทรวงที่ออกตามความใน พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครอง สัตว์ป่า พ.ศ.2535&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีการปรับสถานะรายการสัตว์ป่าคุ้มครองเป็นสัตว์ป่าสงวน จำนวน 3 รายการ ได้แก่ ฉลามวาฬ เต่ามะเฟือง และวาฬบรูด้า การเพิ่มรายการสัตว์ป่าคุ้มครอง จำนวน 7 รายการ ได้แก่ ค่างตะนาวศรี งูหางแฮ่มกาญจน์ ปลากระเบนปีศาจหางเคียว ฉลามหัวค้อนยาว ฉลามหัวค้อนสีน้ำเงิน ฉลามหัวค้อนใหญ่ และฉลามหัวค้อนเรียบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ชี้ชัดให้เห็นว่า สัตว์ทะเล ซึ่งมีความเปราะบางจากระบบนิเวศและมีจำนวนน้อยอยู่แล้วในธรรมชาติ &amp;nbsp;ยิ่งประสบปัญหามากขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉลามหัวค้อนยาวไม่พบในไทยนานแล้ว &amp;lsquo;หัวค้อนสีน้ำเงิน&amp;rsquo; 15 ปี ผสมพันธุ์ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) สถานการณ์ประชากรในปัจจุบัน ปลาฉลามทั่วโลกถูกจับได้จากการประมงมากกว่า 100 ล้านตัวหรือเฉลี่ย 190 &amp;nbsp;ตัวต่อนาที ใน จำนวนทั้งหมดนี้มากกว่า 70 &amp;nbsp;ล้านตัว&amp;nbsp; เป็นฉลามถูกจับตัดเอาครีบไปขาย&amp;nbsp; ส่งผลกระทบถึงขั้นวิกฤตต่อประชากรปลาฉลาม หลายองค์กรทั่วโลกตระหนักถึงปัญหาการคุกคามประชากรปลาฉลาม ร่วมมือรณรงค์อนุรักษ์ปลาฉลามมากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เพื่อรักษาระดับประชากรปลาฉลามให้มีความสมดุลของระบบนิเวศในทะเลและมหาสมุทรทั่วโลก เนื่องจากปลาฉลามมีความสำคัญต่อระบบห่วงโซ่อาหาร และจัดเป็นผู้ล่าหรือผู้บริโภคระดับสูงสุด ซึ่งมีจำนวนน้อยในธรรมชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ขณะที่ผลจากการจับปลาฉลามเพื่อทำประมงของไทยในแต่ละปี มีค่าน้อยกว่าร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับปริมาณการจับฉลามจากการประมงทั่วโลก จากข้อมูลสถิติการประมงแห่งประเทศไทยช่วงปี พ.ศ. 2541-2561 &amp;nbsp;พบว่า ปริมาณการจับปลาฉลามเฉลี่ยของประเทศไทย ร้อยละ 62.5 &amp;nbsp;ได้จากการทำประมงฝั่งอ่าวไทย ที่เหลืออีกร้อยละ 37.5 &amp;nbsp;มาจากประมงฝั่งอันดามัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในรอบ 21 ปีนี้มีค่าเฉลี่ยปริมาณการจับปลาฉลามในทะเลไทยเท่ากับ 5.5 ล้านกิโลกรัม/ปี แต่ที่น่าสังเกตปริมาณการจับปลาฉลามตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จนถึงปัจจุบันมีค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความเสื่อมโทรมของตัวทรัพยากรของปลากลุ่มนี้ในเขตน่านน้ำไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า ชนิดพันธุ์ของฉลามในน่านน้ำไทยจากการสำรวจปี 2563 พบว่า มีทั้งหมด 87 &amp;nbsp;ชนิด มากกว่าร้อยละ 75 &amp;nbsp;เป็นชนิดพันธุ์ที่หายากหรือชนิดพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;กลุ่มปลาฉลามหัวค้อนเป็นกลุ่มปลาที่ออกลูกเป็นตัว อาศัยในระดับกลางน้ำหรือผิวน้ำ แต่อาจพบลงไป หาอาหารตามแนวหินและแนวปะการัง ลูกฉลามจะอาศัยบริเวณชายฝั่ง สามารถพบฉลามกลุ่มนี้ได้ตั้งแต่ชายฝั่งจนถึงบริเวณไหล่ทวีปที่มีความลึกน้ำพันกว่าเมตร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; ทั่วโลกพบจำนวน 9 ชนิด โดยในประเทศไทยพบ 4 ชนิด คือ ปลาฉลามหัวค้อนสีน้ำเงิน ปลาฉลามหัวค้อนใหญ่ ปลาฉลามหัวค้อนเรียบ และปลาฉลามหัวค้อนยาว มีบันทึกการพบเห็นทั้งฝั่งอ่าวไทย และทะเลอันดามัน แต่ปลาฉลามหัวค้อนใหญ่จะพบได้เฉพาะบริเวณฝั่งทะเลอันดามัน และฉลามหัวค้อนยาวมีรายงานว่าไม่พบในเขตทะเลไทยมานานแล้ว ฉลามหัวค้อนบางชนิด เช่น ฉลามหัวค้อนสีน้ำเงิน มีลูกครั้งละ 12- 38 ตัว แต่ใช้เวลาอย่างอีกน้อย 15 ปี จึงจะพร้อมผสมพันธุ์อีกครั้ง สำหรับปลากระเบนปีศาจหางเคียว &amp;nbsp;พบอาศัยอยู่บริเวณทะเลเปิด ไกลฝั่ง น้ำลึก ว่ายขึ้นมาที่ผิวน้ำได้ไม่บ่อยนัก พบเห็นน้อย ออกลูกเพียงครั้งละ 1 ตัว &amp;ldquo; นายโสภณ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครีบฉลามหัวค้อน&amp;rdquo;ราคาสูง&amp;rdquo; 4 ชนิดใกล้สูญพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อีกประเด็นสำคัญ อธิบดี ทช. กล่าวว่า พฤติกรรมของปลาฉลามหัวค้อนที่อยู่รวมกันเป็นฝูง ยิ่งทำให้ถูกจับทั้งหมดในคราวเดียว ในขณะที่อัตราการทดแทนในธรรมชาติต่ำ และมีความต้องการทางการค้าสูง โดยครีบใช้ทำหูฉลามตากแห้ง คุณภาพดี เนื้อนำมาบริโภค ตับใช้ทำน้ำมันตับปลาและวิตามินเอ หนังใช้ทำเครื่องหนัง โดยเฉพาะครีบของปลาฉลามหัวค้อนซึ่งมีราคาสูงกว่าปลาฉลามกลุ่มอื่น ในประเทศฮ่องกงตลาดรับซื้อขายใหญ่ของโลก พบครีบที่มาจากปลาฉลามหัวค้อนอย่างน้อยร้อยละ 4-5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปลากระเบนปีศาจหางเคียว ซี่เหงือกของปลาในกลุ่มปลากระเบนปีศาจ มีความต้องการเพื่อการบริโภคในตลาดยาของเอเชียสูงขึ้น เนื้อสดถูกแล่ขายเพื่อบริโภค และใช้สำหรับเป็นเหยื่อทำประมง อาจเป็นทางเลือกสำหรับการส่งออก และเคยพบกระเบนปีศาจติดเครื่องมือประมงอวนลากอวนล้อมโดยบังเอิญ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการติดตามสถานภาพการถูกคุกคามของชนิดพันธุ์ในระดับโลกใน IUCN Red List ล่าสุด ฉลามหัวค้อนสีน้ำเงิน ฉลามหัวค้อนใหญ่ และฉลามหัวค้อนเรียบ ถูกจัดเป็นชนิดพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ในขณะที่ปลาฉลามหัวค้อนยาว &amp;nbsp;และปลากระเบนปีศาจหางเคียว &amp;nbsp;ถูกจัดเป็นชนิดพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานภาพการถูกคุกคามของชนิดพันธุ์ในประเทศไทยใน Thailand Red Data 2017 (2560) พบว่า กลุ่มปลาฉลามหัวค้อนทั้ง 4 &amp;nbsp;ชนิด ถูกจัดเป็นชนิดพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ส่วนปลากระเบนปีศาจหางเคียวถูกจัดอยู่ในสถานภาพที่ยังไม่ได้รับการประเมิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; พบฉลามหัวค้อนติดเครื่องมือประมงทั้งโดยบังเอิญและตั้งใจ ส่วนใหญ่ลูกฉลามหัวค้อนอาศัยอยู่ใกล้ฝั่งมักติดเครื่องมือประมงชายฝั่ง ส่วนตัวโตเต็มวัยส่วนใหญ่ถูกจับได้โดยเครื่องมืออวนลาก โดยเฉพาะอวนลากแผ่น ตะเฆ่ ประมงอวนลอย ประมงเบ็ดราว บริเวณทะเลลึกไกลฝั่ง บางครั้งพบว่าถูกตกเพื่อการกีฬา &amp;ldquo; นายโสภณ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชีวิตฉลาม&amp;rdquo;หัวค้อน&amp;rdquo; เมื่อขึ้นบัญชีสัตว์คุ้มครอง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ใช้มาตรการทางกฎหมายยกฐานะให้เป็นสัตว์คุ้มครอง จะช่วยให้การอนุรักษ์มีความเข้มข้นมากขึ้น นายโสภณ กล่าวว่า จะสามารถรักษาจำนวนประชากรได้ทันท่วงที โดยเฉพาะชนิดที่เป็นเป้าหมายเจาะจงจับเพื่อประโยชน์ทางการค้า ครอบครอง หรือนำมาจัดแสดง เนื่องจากปลาฉลามหัวค้อนและปลากระเบนปีศาจมีการเคลื่อนที่ตลอดเวลา เกิดเป็นช่องว่าง ทำให้พ้นจากการถูกกำหนดฐานความผิดและบทลงโทษตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ เมื่ออยู่นอกพื้นที่การคุ้มครองของอุทยานฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo; เมื่อมีกฎหมายคุ้มครองฉลาม กระเบน ตามรายชนิดจะช่วยให้เจ้าหน้าที่มีเครื่องมือในการปฏิบัติงานได้สะดวกขึ้น แก้ไขปัญหาการสูญพันธุ์ของปลาฉลามหัวค้อนและปลากระเบนปีศาจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยรักษาสมดุลระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหารทางทะเล เมื่อมีกฎหมายดูแลปลาฉลามและกระเบนจะทำให้เกิดกฏระเบียบต่างๆ ส่งเสริมท่องเที่ยวยั่งยืนมากขึ้น &amp;ldquo; อธิบดี ทช. กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ใช่แค่กฎหมาย แต่ต้องคุ้มครองทะเล ปชช.-ประมง ต้องช่วยชีวิตฉลาม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวทางการอนุรักษ์ปลาฉลามหัวค้อนและปลากระเบนปีศาจหางเคียว ต้องทำควบคู่กันในหลากหลายมิติ&amp;nbsp; นายโสภณกล่าวประเด็นนี้ว่า นอกจากการผลักดันกฎหมายให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองแล้ว การประกาศพื้นที่คุ้มครองทางทะเลที่เป็นแหล่งอาศัยและเพาะพันธุ์ รวมถึงการรณรงค์ให้ชาวประมงช่วยชีวิตหรือปล่อยสัตว์เหล่านี้ที่ยังมีชีวิตจากเครื่องมือประมง รวมทั้งรณรงค์ให้ประชาชนร่วมใจไม่ซื้อ ไม่ขาย ไม่บริโภคหูฉลาม และสัตว์ทะเลต่างๆ ที่เป็นสัตว์คุ้มครอง และสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในการเที่ยวชมสัตว์เหล่านี้ ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเข้มงวด ทำให้เกิดการสร้างรายได้และอนุรักษ์อย่างยั่งยืน ตลอดจนช่วยรักษาแหล่งอาศัยแ แก้ไขปัญหาการสูญพันธุ์ของฉลามจากน่านน้ำไทยได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของกรม อธิบดี ทช. บอกว่า มีแผนการสำรวจ ติดตามและรวบรวมข้อมูลจำนวนประชากร การพบเห็น ถิ่นอาศัย เส้นทางหากิน อพยพย้ายถิ่น กับหน่วยงาน สมาคม หรือ ชมรมที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งข้อมูลการแจ้งพบเห็นสัตว์ทะเลหายากจากสื่อออนไลน์ เพื่อเป็นฐานข้อมูลการแพร่กระจายและแหล่งอาศัยในการประกาศพื้นที่คุ้มครองทางทะเลที่เป็นแหล่งอาศัยและเพาะพันธุ์ รวมทั้งจัดทำสื่อให้ความรู้คุณค่าความสำคัญของฉลามและปลากระเบนในระบบนิเวศ จะทำให้การคุ้มครองเกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับการสร้างความร่วมมือในการอนุรักษ์กับภาคส่วนต่างๆ นายโสภณ เน้นย้ำในท้ายว่า ทช.ดำเนินการอบรมสร้างเครือข่ายการช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ มุ่งเน้นที่กลุ่มชาวประมง ชุมชนชายฝั่ง หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล (อสทล.) อาสาสมัครกลุ่มต่างๆ ตลอดจนประชาชน เป้าหมายให้เข้าใจวิธีการช่วยชีวิตสัตว์ทะเลเหล่านี้อย่างถูกวิธี นอกจากนี้ ยังสร้างเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทะเลที่ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเลมากกว่าสองหมื่นคนในปัจจุบัน ทำหน้าที่ประสานงาน แจ้งเบาะแสการทำผิดกฎหมายในพื้นที่อาศัยของสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ ไปจนถึงรักษาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง &amp;nbsp;เพราะหน่วยงานรัฐมีเจ้าหน้าที่จำนวนจำกัด นี่เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมคุ้มครองปลาฉลามหัวค้อนและปลากระเบนปีศาจหางเคียวได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถึงเวลาแก้ปัญหาคุกคามสัตว์ทะเลไทยอย่างจริงจัง&amp;nbsp; เพื่อสถานภาพของประชากรสัตว์น้ำ ด้วยมาตรการทางกฎหมายควบคู่พลังประชาชน ไม่ว่าจะสัตว์ทะเลชนิดใดล้วนมีความสำคัญเกื้อหนุนให้ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งอุดมสมบูรณ์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114875</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, ปลาฉลามหัวค้อน, เพิ่มสัตว์ป่าคุ้มครอง, โสภณ ทองดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210828/image_big_612a3dc2427a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109793</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2021 13:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2021 12:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ท่องเที่ยวชุมชนตำบลแม่รำพึง  อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์  “ชมทะเลแหวก  หาดสวย  น้ำใส  สะพานไม้ไผ่ ดูป่าชายเลน วิถีประมงพื้นบ้าน อาหารทะเลสดๆ”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทะเลแหวกบางสะพาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตำบลแม่รำพึง&amp;nbsp; อ.บางสะพาน&amp;nbsp; จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นตัวอย่างการพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยในป่าชายเลน&amp;nbsp; เพื่อให้ &amp;lsquo;คน&amp;nbsp; ป่า และทะเล&amp;nbsp; อยู่ร่วมกันได้&amp;rsquo; &amp;nbsp;โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; ใช้ประเด็นการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนา &amp;nbsp;เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนมีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินที่มั่นคง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะเดียวกันชุมชนได้ใช้ต้นทุนที่มีอยู่นำไปสู่การพัฒนาด้านต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การสร้างเครือข่ายประมงพื้นบ้านขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อร่วมกันฟื้นฟู&amp;nbsp; ดูแล&amp;nbsp; อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง&amp;nbsp; พัฒนาอาชีพประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; ต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; โดยความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคีเครือข่ายในท้องถิ่นต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งการบูรณาการแผนงานและงบประมาณเข้าด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;lsquo;ทิพย์ รื่นเกษม&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;ผู้ใหญ่สา&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;lsquo;ทิพย์ รื่นเกษม&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;ผู้ใหญ่สา&amp;rsquo; ประธานบ้านมั่นคงป่าชายเลนและประมงพื้นบ้านตำบลแม่รำพึง &amp;nbsp;เล่าให้ฟังว่า&amp;nbsp; ตำบลแม่รำพึง มี 4 หมู่บ้าน&amp;nbsp; ที่ผ่านมามีปัญหาความไม่มั่นคงในที่ดินที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; เพราะเป็นพื้นที่ป่าชายเลนในความดูแลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ชุมชนจึงเข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยในที่ดินป่าชายเลนตามโครงการบ้านมั่นคงชนบทของ พอช. &amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp; 247 ครัวเรือน &amp;nbsp;โดย พอช.สนับสนุนงบประมาณการซ่อมแซมปรับปรุงบ้านเรือนที่ทรุดโทรมจำนวน 11.9 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; ดำเนินการตั้งแต่ปี 2560&amp;nbsp; ขณะนี้ซ่อมแซมบ้านเรือนที่ปลูกอยู่อาศัยในป่าชายเลน ไปแล้วประมาณ 85 %&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังจากนั้นชุมชนลงมติร่วมกันสร้างสะพานไม้ไผ่ในป่าชุมชนเชื่อม 2 หมู่บ้าน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ป่าชุมชนอย่างยั่งยืน &amp;nbsp;จากหมู่ 8 ไปเชื่อมสะพานหมู่ 5 เป็นสะพานไม้ไผ่&amp;nbsp; มีความยาวกว่า 500 เมตร &amp;nbsp;ได้รับงบประมาณจาก พอช. โดยชาวชุมชนช่วยกันลงแรง &amp;nbsp;สร้างจากวัสดุธรรมชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่มีการตัดไม้ในพื้นที่ป่าชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สะพานไม้ไผ่ศึกษาธรรมชาติป่าโกงกางและวิถีชีวิตชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อีกทั้งได้ร่วมกันเพาะพันธุ์และขยายสัตว์น้ำ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จัดทำธนาคารปูม้าเพื่อขยายพันธุ์ &amp;nbsp;สามารถนำแม่พันธุ์ปูมาเพาะพันธุ์ได้ประมาณปีละ 1,500-1,700 ตัว&amp;nbsp; และปล่อยพันธุ์ปูลงสู่ทะเลปีละหลายล้านตัว&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังทำ &amp;lsquo;ซั้ง&amp;rsquo; ในทะเลเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน&amp;nbsp; ทำให้มีสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น&amp;nbsp; ชาวประมงพื้นบ้านสามารถจับปูได้มากขึ้น&amp;nbsp; จากเดิมวันละ 3-4 กิโลกรัม&amp;nbsp; เพิ่มเป็น 7-8&amp;nbsp; กิโลกรัมต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ธนาคารปูม้า-สัตว์น้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้ใหญ่สา เล่าให้ฟังต่อไปว่า หลังจากเรื่องที่อยู่อาศัยของชาวตำบลแม่รำพึงได้รับการแก้ไขปัญหาไปแล้ว &amp;nbsp;ตนได้ชวนพี่น้องในชุมชนมาหารือกันถึงแนวทางการพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; เพื่อต่อยอดการสร้างรายได้ให้ชุมชน &amp;nbsp;เริ่มจากสิ่งที่พวกเรามีอยู่ &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; การอนุรักษ์วิถีประมงพื้นบ้าน &amp;nbsp;อาหารทะเลสดปลอดภัย &amp;nbsp;ป่าชายเลน &amp;nbsp;รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลต่างๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ต่อจากนี้ขอให้ทุกคนลืมคำพูดที่ว่า ถ้ามาประจวบคีรีขันธ์ ก็ต้องไปทะเลหัวหิน เพราะเราจะพาไปรู้จักกับการท่องเที่ยวที่ตำบลแม่รำพึง ในเวลา 2 วัน 1 คืน&amp;nbsp; เริ่มต้นจากการเดิมชมป่าชายเลนบนสะพานไม้ไผ่ยาวกว่า 500 เมตร &amp;nbsp;เรียนรู้วิถีบ้านชาวประมงในป่าชายเลน &amp;nbsp;และสิ่งที่ทุกคนต้องได้ทำ&amp;nbsp; คือการลงตะลุยโคลนปลูกป่าโกงกาง&amp;nbsp; พร้อมกับการหาหอยพู่กันหรือหอยตลับ งานนี้ได้ลงเล่นโคลนกันสนุกแน่นอน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้ใหญ่สาบอกถึงโปรแกรมการท่องเที่ยวชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดำน้ำชมประการังน้ำตื้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังจากลุยโคลนเสร็จ&amp;nbsp; ล้างเนื้อล้างตัวเป็นที่เรียบร้อย เราจะพานักท่องเที่ยวไปพายเรือคายักที่ปากคลองออกทะเล ชมธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์สวยงาม &amp;nbsp;&amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นนก ปลา ป่าโกงกาง &amp;nbsp;บ้านเรือนความเป็นอยู่&amp;nbsp; วิถีริมน้ำ และเยี่ยมชมธนาคารปูม้าด้วย&amp;nbsp; รับรองประทับใจแน่นอน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พายเรือคายัคปากคลองชมธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กิจกรรมต่อมา เราจะพานักท่องเที่ยวไปดำน้ำชมความงามของปะการังน้ำตื้น สัตว์ทะเลที่เกาะเบ็ด&amp;nbsp; ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกับ &amp;lsquo;อ่าวบ่อทางหลาง&amp;rsquo; &amp;nbsp;ทะเลที่น้อยคนจะรู้จัก&amp;nbsp; และที่สำคัญ คือ&amp;nbsp; ทะเลสวย น้ำใสมาก และเงียบสงบ &amp;nbsp;ผู้คนยังไม่พลุกพล่าน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่าวบ่อทองหลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อ่าวบ่อทองหลาง เป็นอ่าวขนาดเล็ก &amp;nbsp;มีจุดเด่นคือ มีชายหาดโค้งจนเกือบจะเป็นรูปวงกลม&amp;nbsp; สวยงามมาก &amp;nbsp;ชายหาดสีขาวนวล &amp;nbsp;เวลาที่น้ำทะเลลดจะเห็นแนวหาดทรายขึ้นมา &amp;nbsp;เหมาะสำหรับการเล่นน้ำทะเลเป็นอย่างมาก &amp;nbsp;เพราะระดับน้ำจะตื้น&amp;nbsp; ไม่ลึกจนเกินไป และยังมีเกาะหินอยู่ตรงกลางอ่าว&amp;nbsp; และเนื่องจากที่นี่เป็นอ่าวที่มีหินล้อมรอบ ทำให้คลื่นทะเลเข้ามาไม่ได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;นักท่องเที่ยวสามารถเล่นน้ำทะเลได้ปลอดภัยตลอดทั้งวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังจากเพลิดเพลินที่อ่าวบ่อทองหลาง &amp;nbsp;นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปชมหรือเล่นน้ำตรงทะเลแหวกได้เลย เพราะอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน &amp;nbsp;ใครอยากลงไปเดินตรงสันทรายทะเลแหวกแบบใกล้ชิดก็ลงเดินจากตรงนี้ไปได้ &amp;nbsp;แต่ต้องรอเวลาให้น้ำทะเลไหลเข้าหาสันทรายก่อน&amp;nbsp; ถ้าในช่วงนี้ (เดือนกรกฎาคม) จะประมาณ 5 โมงเย็น (ขึ้นอยู่กับฤดู เวลาน้ำขึ้น-ลง)&amp;nbsp; ไฮไลท์อยู่ที่การเดินไปทะเลแหวกที่สวยพอๆ กับทะเลในภาคใต้&amp;nbsp; รับรองสวยงามได้ภาพประทับใจกลับไปแน่นอน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชายหาดบ่อทองหลางน้ำใสมรกต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ลุยโคลน เล่นน้ำ ชมความงาม ดื่มด่ำธรรมชาติกันมาทั้งวัน &amp;nbsp;จากนั้นเข้าที่พักแบบโฮมสเตย์ที่อยู่ในป่าโกงกาง หลังเล็ก-ใหญ่ &amp;nbsp;ขึ้นอยู่กับจำนวนของผู้มาเยือน &amp;nbsp;ซึ่งจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตชุมชนชาวเลยามค่ำคืน &amp;nbsp;เมื่ออาบน้ำอาบท่าเรียบร้อย พร้อมสำหรับมื้อเย็น เป็นอาหารทะเสสดๆ รสชาติติดโปร จากครัวผู้ใหญ่สา ที่นี่จะเป็นแหล่งรวมของทะเลสดๆ ที่ทางกลุ่มประมงพื้นบ้านเอามารวมกันขาย &amp;nbsp;แต่ไม่พอขาย หมดเกลี้ยงทุกวัน&amp;nbsp; เพราะคนสั่งเยอะมาก&amp;nbsp; &amp;nbsp;อิ่มหนำสำราญกับอาหารทะเลสดๆ แซ่บๆ แล้ว ก็กลับไปพักผ่อนตามอัธยาศัย พรุ่งนี้ยังมีต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เช้าตรู่ &amp;nbsp;ไม่เกินตี5 &amp;nbsp;เราจะพานักท่องเที่ยวออกเรือไปกลางทะเลไปวางอวนกับพี่น้องประมงพื้นบ้าน &amp;nbsp;ออกจากฝั่งไกลมากนัก ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงในกิจกรรมนี้ &amp;nbsp;รับรองได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยพบเจอ เข้าฝั่งมาไม่เกิน 8 โมงเช้า กลับเข้าที่พัก อาบน้ำ เก็บกระเป๋าเสื้อผ้า แล้วมากินข้าวเช้าที่ครัวผู้ใหญ่สา &amp;nbsp;&amp;nbsp;มื้อนี้จะเป็นอาหารที่เราไปหามาจากทะเลเมื่อตอนเช้าตรู่ &amp;nbsp;ได้มาเท่าไหร่ทำกินให้หมด &amp;nbsp;แล้วแต่จะรังสรรค์เมนู &amp;nbsp;อร่อยทุกอย่างแน่นอน &amp;nbsp;แค่กินก็คุ้มแล้ว&amp;rdquo; ผู้ใหญ่สารับประกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับใครที่กำลังมองหาสถานที่เที่ยวใหม่ๆ ทะเลใหม่ๆ เปิดประสบการณ์ใหม่ &amp;nbsp;ไม่ต้องเดินทางลงไปไกลถึงภาคใต้ &amp;nbsp;ใช้เวลาเดินทางสบายๆ จากกรุงเทพฯ เพียง 4-5 ชั่วโมง &amp;nbsp;ขอแนะนำให้มาที่ตำบลแม่รำพึง&amp;nbsp; ด้วยโปรแกรมท่องเที่ยว 2 วัน 1 คืน&amp;nbsp; หรือหากมีเวลามากกว่านั้น&amp;nbsp; ทางชุมชนยังมีบริการพาไปดำน้ำที่เกาะทะลุ หรือกิจกรรมอื่นๆ เพิ่มเติม....ติดต่อ &amp;lsquo;ผู้ใหญ่สา&amp;rsquo; โทรศัพท์ 097-9539804 รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน&amp;hellip;!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ออกเรือไปกลางทะเลไปวางอวนกับพี่น้องประมงพื้นบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาหารทะเลสดๆ 100%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธิปไตย ฉายบุญครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักพัฒนานวัตกรรมชุมชนจัดการความรู้และสื่อสาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14/07/64&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109793</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, การอนุรักษ์วิถีประมงพื้นบ้าน, คน  ป่า และทะเล  อยู่ร่วมกันได้, จ.ประจวบคีรีขันธ์, ชมทะเลแหวก  หาดสวย  น้ำใส  สะพานไม้ไผ่ ดูป่าชายเลน วิถีประมงพื้นบ้าน อาหารทะเลสดๆ, ชุมชนตำบลแม่รำพึง, ทะเลแหวก, ทิพย์ รื่นเกษม, ท่องเที่ยว, ธนาคารปูม้า, ป่าชายเลน, ผู้ใหญ่สา, พอช, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), อ่าวบ่อทางหลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210715/image_big_60efc62a762ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101062</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 15:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 15:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุกยึดคืนป่าชายเลนบางปู 136 ไร่ นายทุนรุกล้ำสร้างโกดังสินค้า ลานจอดรถ ท่าเรือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 เม.ย.64 - นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้สนธิกำลังร่วมกับชุดปฏิบัติการกรมป่าไม้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสมุทรปราการ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสมุทรปราการ ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เข้าทำการตรวจยึดพื้นที่ป่าชายเลนที่ถูกนายทุนใหญ่ภาคเอกชน ที่เข้ามาปลูกสร้างโกดังสินค้าขนาดใหญ่และมีการถมดินสร้างลานจอดรถและท่าเรือ บุกรุกเข้ามาในพื้นที่ป่าชายเลนซึ่งมีพันธุ์ไม้ป่าโกงกางที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ เอามาเป็นประโยชน์ของตัวเองกว่า 136 ไร่ ในพื้นที่หมู่ 4 บริเวณด้านหลังสถานีตำรวจภูธรบางปู ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ พร้อมวางแผนปราบปรามการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน ผลการเข้าตรวจสอบสามารถตรวจยึดที่ดินป่าชายเลนซึ่งเป็นสมบัติของชาติคืนได้จำนวน 2 แปลง พื้นที่รวมกว่า 136 ไร่ ที่ถูกบุกรุก แปลงที่แรกเป็นการบุกรุกครอบครองทำเป็นบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและที่พัก เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 72 ตารางวา ส่วนแปลงที่สองมีการบุกรุกถมดินสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่โดยมีการถมดินทำลานจอดรถและเตรียมสร้างท่าเรือ มีการกั้นรั้วห้ามเข้าออกพื้นที่และจัดทำบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เนื้อที่ 130 ไร่ 58 ตารางวา โดยพื้นที่ ที่ถูกบุกรุกเป็นพื้นที่ป่าชายเลนน้ำทะเลท่วมถึงเป็นพื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 &amp;nbsp;ซึ่งมีการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีตามกฎหมายต่อพนักงานสอบสวน สภ.บางปู เป็นที่เรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่าในวันนี้ทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้รับคำสั่งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ลงมาตรวจสอบพื้นที่ ซึ่งเราได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่ามีการบุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าชายเลนซื้อเป็นป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 จำนวน 2 แปลง ขนาดพื้นที่ 130 ไร่ และ 105 ไร่ ซึ่งจากการตรวจสอบแล้วเราพบว่าเป็นที่ดินที่เป็นป่า 2484 จริงและเราได้ทำการตรวจพิสูจน์ทางเอกสารสิทธิ์จากกรมที่ดินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมปฏิบัติการในวันนี้หลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกรมเจ้าท่า กรมที่ดิน สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสมุทรปราการ ตำรวจ และผู้ใหญ่บ้าน หลังตรวจสอบแล้วเรายืนยันชัดเจนว่าเป็นการบุกรุกยึดถือครอบครองเพื่อใช้ประโยชน์ส่วนตนอย่างชัดเจน หลังจากนี้จะมีการลงชื่อร่วมกันบันทึกจับกุมลงนามโดยทุกหน่วยงานที่มาร่วมสนธิกำลังในวันนี้ไปกล่าวโทษร้องทุกข์กับเจ้าพนักงานตำรวจให้เป็นรูปคดี หลังจากนั้นก็จะมีการฟ้องศาล ซึ่งจากการดำเนินคดีก็คาดว่าจะต้องมีทั้งโทษจำและโทษปรับ ซึ่งโทษปรับทั้งสองแปลงนี้ประมาณ 14-15 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ตนยังได้สั่งการให้หน่วยงานทีเกี่ยวข้องทุกหน่วยตั้งใจปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง และเป็นกำลังสำคัญในการอนุรักษ์และปกป้องผืนป่าและทรัพยากรทางทะเลในระดับพื้นที่ อย่างไรก็ตาม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้กำหนดแนวทางในการเร่งปราบปรามการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าชายเลนทั่วประเทศ พร้อมใช้มาตรการทางการกฎหมายดำเนินการต่อผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101062</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, จังหวัดสมุทรปราการ, บุกรุกป่าชายเลน, ป่าชายเลน, สภ.บางปู, โสภณ ทองดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6089174814ab4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2021 15:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2021 15:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจ้าหน้าที่อช.อ่าวสยาม​ แจ้งความเอาผิดคนทำแปลงปะการังเขากวางแตกหักอื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มี.ค.64 - นายพิชัย วัชรวงษ์ไพบูลย์​ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี​ เปิดเผยถึงกรณีกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรใต้น้ำ ชุมชนบ้านปากคลอง พบแปลงปลูกปะการังเขากวาง มีสภาพปะการังแตกหักเสียหายเป็นจำนวนมากในพื้นที่เกาะทะลุ อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติอ่าวสยาม (เตรียมการ) ได้ประสานเพื่อขอข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีโครงการฟื้นฟูปะการัง โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ว่าจ้างผู้รับเหมาเข้าดำเนินการ​ผู้รับจ้างไม่ได้มีการดำเนินการหักกิ่งปะการังที่ปรากฏตามภาพข่าวดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการฟื้นฟูปะการังบริเวณดังกล่าว​ ดำเนินการโดยเก็บกิ่งปะการังตามพื้นทรายมาทำการขยายพันธุ์ โดยเหตุการณ์ดังกล่าว​ อุทยานแห่งชาติฯ ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันเพื่อดำเนินการหาตัวผู้กระทำความผิด ณ สถานีตำรวจภูธรบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติอ่าวสยาม (เตรียมการ) ดำเนินการดำน้ำเพื่อตรวจสอบความเสียหายบริเวณจุดดังกล่าวอย่างละเอียดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปะการังจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ประเภทสัตว์ป่าไม่มีกระดูกสันหลัง มีความผิดตามมาตรา 12 ห้ามมิให้ผู้ใดล่าสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง มีบทกำหนดโทษในมาตรา 89 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 12 หรือมาตรา 29 ถ้ากระทำต่อสัตว์ป่าคุ้มครอง ซากสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าคุ้มครอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณ ภาพและข้อมูลจากประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95001</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, จังหวัดเพชรบุรี, ปะการัง, พิชัย วัชรวงษ์ไพบูลย์​, อุทยานแห่งชาติอ่าวสยาม, เกาะทะลุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210304/image_big_604097ef28531.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85432</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2020 20:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2020 20:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผงะ!ผลผ่าชันสูตรวาฬเพชฌฆาตดำ พบเศษอวนอุดตันกระเพาะอาหาร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ย.63- &amp;nbsp;กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง จ.ชุมพร ได้รายงานผลผ่าชันสูตรซากวาฬเพชฌฆาตดำ ซึ่งผลการตรวจสอบอย่างละเอียดดังนี้วาฬมีความยาว 4.33 เมตร ค่อนข้างผอม บาดแผลภายนอกที่เกิดจากการเกยตื้นสมานได้ดี พบรอยถูกรัดบริเวณครีบหลัง และโคนหาง กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจพบจุดเลือดออกโดยเฉพาะห้องซ้ายล่าง ในหลอดลมมีของเหลวปนอากาศ ปอดซ้ายมีก้อนหนองและมีหนองอยู่ภายในจำนวนมาก
&amp;nbsp;
ซึ่งสอดคล้องกับอาการลอยตัวเอียงของวาฬ ประกอบกับต่อมน้ำเหลืองบริเวณฝั่งซ้ายของลำตัวอักเสบและมีขนาดใหญ่กว่าปกติ พบเศษปลา และก้อนเศษอวนน้ำหนัก 0.5 กก.ในกระเพาะอาหารส่วนต้น คาดว่าทำให้เกิดการอุดตันบางส่วนของกระเพาะอาหาร พบพยาธิจำนวนมากในลำไส้เล็ก จนทำให้เกิดการตีบของลำไส้ ตับอ่อนอักเสบ มีจุดเลือดออก
&amp;nbsp;
ทั้งนี้จากความผิดปกติที่พบจึงคาดว่าวาฬติดเครื่องมือประมงไม่ทราบชนิดมาก่อน และมีการสำลักน้ำ ส่งผลให้ปอดเกิดการอักเสบและติดเชื้อตามมา จนทำให้เกิดการป่วยเรื้อรังก่อนที่วาฬเข้ามาเกยตื้น นอกจากนี้การที่วาฬกินเศษอวนและพบพยาธิจำนวนมากในลำไส้ ส่งผลให้เกิดการอักเสบ อุดตันของทางเดินอาหารบางส่วนและทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของทางเดินอาหารลดลงจากอาการป่วยเรื้อรังของวาฬดังกล่าว ประกอบกับความเครียดที่เกิดจากคลื่นลมแรง ทำให้วาฬช็อก การทำงานของหัวใจและระบบหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตในที่สุด ทั้งนี้เก็บตัวอย่างอวัยวะเพื่อศึกษาในห้องปฏิบัติการต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85432</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, จ.ชุมพร, วาฬเพชฌฆาตดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201129/image_big_5fc3a05866305.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79307</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2020 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2020 15:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครั้งแรก MOU วิจัย DNA - เก็บรักษาเชื้อพันธุกรรมพืชป่าชายเลนในระยะยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การวิจัย พัฒนา และวิชาการ เกี่ยวกับป่าชายเลน โดยมี ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. และนายโสภณ ทองดี อธิบดี ทช. ร่วมลงนาม ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะประธานสมาคมป่าชายเลนนานาชาติ ประธานในพิธีลงนาม พร้อมด้วย นายอภิชัย เอกวนากูล รักษาการรองอธิบดี ทช. และ ศ.นพ.ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ รองผู้อำนวยการ สวทช. ร่วมเป็นสักขีพยาน ที่โรงแรมเซนทราฯ บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะประธานสมาคมป่าชายเลนนานาชาติ กล่าวว่า ป่าชายเลน เป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญ อยู่บริเวณรอยต่อระหว่างน้ำจืดกับน้ำเค็มมีพันธุ์พืช มากกว่า 80 ชนิดเจริญอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นพืชที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ทำให้ป่าชายเลนกลายเป็น &amp;ldquo;ซูเปอร์มาร์เก็ต&amp;rdquo; ที่สำคัญของประมงชายฝั่ง สร้างอาชีพ และรายได้ให้ชุมชน ในปัจจุบันประเทศไทยมีโครงการที่สำคัญในระดับโลก คือ โครงการ &amp;ldquo;สวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติ ร.๙&amp;rdquo; ซึ่งเป็นสวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนแห่งแรกของโลกที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่บ้านเสม็ดงาม จ. จันทบุรี จะเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้ป่าชายเลนจากทั่วโลกมาไว้ที่นี่ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และการวิจัยป่าชายเลนในระดับนานาชาติ&amp;nbsp;ความร่วมมือระหว่าง ทช. และ สวทช. จะนำเอาจุดเด่นความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงานมาบูรณางานวิจัยป่าชายเลนสู่การเปิดบทบาทการวิจัยแนวหน้าด้านป่าชายเลนในไทยให้รองรับการดำเนินงานของสวนพฤษศาสตร์นานาชาติ ร.9 แห่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานสมาคมป่าชายเลนนานาชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;กล่าวว่า ทรัพยากรที่ใช้อยู่วันนี้ เรายืมลูกหลานมาใช้ เมื่อต้องส่งคืนก็ควรเป็นทรัพยากรที่มีค่า อุดมสมบูรณ์ ไม่ใช่ใช้จนหมด ป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศเชื่อมน้ำจืดกับน้ำเค็ม เป็นแหล่งอาหารที่อยู่ของสัตว์น้ำ ซึ่งสัตว์น้ำจืดและสัตว์น้ำกร่อยวางไข่ในป่าชายเลนแล้วออกไป ส่วนสัตว์น้ำเค็มวางไข่ในทะเลแล้วมาหาอาหารที่ป่าชายเลน บ้านหลังใหญ่สุดของสัตว์น้ำ คือ ป่าชายเลน รองลงมา แหล่งปะการัง และแหล่งหญ้าทะเล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; ป่าชายเลนเป็นโรงครัวที่สำคัญ ใบไม้ที่ร่วงหล่นทับถมจำนวนมาก  มีข้อมูล 1 กิโลกรัมต่อ 1 ตารางเมตรต่อปี นี่คือ ปุ๋ยธรรมชาติและธาตุอาหารสู่ระบบนิเวศป่าชายเลน หากต้องลงทุนซื้อปุ๋ยคิดเป็นเงินมหาศาล ปัจจุบันมีชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;900 แห่ง พึ่งพาอาศัยป่าชายเลน กิน อยู่ สร้างรายได้ นี่คือต้นทางสำคัญของประมงชายฝั่ง ป่าชายเลนสำคัญตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด ระดับภาคและระดับโลก ที่สำคัญในสถานการณ์สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ป่าชายเลนมีบทบาทอย่างมากดูดซับคาร์บอนให้ถูกดึงลงไปในผืนดินใต้ทะเลหรือดินเลนชายฝั่ง เรียกว่า คาร์บอนซิงค์ สูงกว่าป่าทั่วไป 5 เท่า หากรวมคาร์บอนซิงค์ทางทะเล ทั้งแพลงตอนพืช หญ้าทะเล ปะการัง ดูดซับสูงกว่า 10 เท่างานวิจัยเป็นเรื่องสำคัญในระดับนานาชาติ&amp;nbsp; ปัจจุบัน 120 ประเทศทั่วโลกมีพื้นที่ป่าชายเลน รวม&amp;nbsp;&amp;nbsp;9,500 ล้านไร่ ส่วนใหญ่อยู่ที่อินโดนีเซีย องค์ความรู้และข้อมูลที่ได้จากการลงนามจะเป็นประโยชน์กับไทยและสากล  &amp;ldquo; ศ.ดร.สนิท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายโสภณ ทองดี อธิบดี ทช. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการต่อยอดและยกระดับงานวิจัยด้านป่าชายเลน และสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านป่าชายเลนของโลกโดยมีสวนพฤษศาสตร์นานาชาติ ร.9 ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ ทช. เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ โดยการใช้งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สนับสนุนการอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลนของประเทศไทย ให้เกิดการสร้างความรู้ความเข้าใจในระดับจีโนม พันธุกรรม และความสัมพันธ์กับระบบนิเวศ ตลอดจนวิธีการเก็บรักษาเชื้อพันธุกรรมของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนในระยะยาว ให้เกิดการบริหารจัดการและสามารถนำความรู้ไปใช้ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูในถิ่นกำเนิด ส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับชุมชน และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยในระยะแรกมุ่งเป้าศึกษาพันธุ์ไม้ป่าชายเลนที่หายากใกล้สูญพันธุ์ตามบัญชีชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี (สิ้นสุดในปี 2565) โดยมีส่วนวิจัยทรัพยากรป่าชายเลน กองอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน ซึ่งมีศูนย์วิจัยทรัพยากรป่าชายเลนที่ 1-6 ของ ทช. เป็นหน่วยงานภาคสนาม ครอบคลุมพื้นที่ป่าชายเลนในฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน 24 จังหวัด ร่วมดำเนินการ ส่วนตัวเลขพื้นที่ป่าชายเลนของไทยจากการแปลภาพถ่ายอากาศของ GISDA พบว่า มี&amp;nbsp;&amp;nbsp;1.7 ล้านไร่ และแนวโน้มเพิ่มขึ้น คาดว่าจะมีพื้นที่ 2 ล้านไร่ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สำหรับความสําคัญของงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน สวทช. ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน มุ่งเน้นการสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีในศูนย์แห่งชาติต่างๆ ทั้งด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ด้านคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ด้านโลหะและวัสดุศาสตร์ ด้านพลังงาน รวมทั้งด้านนาโนเทคโนโลยี นอกจากนั้น สวทช. ยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของชาติ ได้แก่ ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ และธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ ซึ่งมีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยการวิจัยแนวหน้าในระดับจีโนมและพันธุกรรม โปรตีนและการแสดงออกของยีน วิธีการเก็บรักษาเชื้อพันธุกรรมและชีววัสดุในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; ความร่วมมือของ ทช. และ สวทช. ครั้งนี้ สวทช. ยินดีที่มีโอกาสสร้างความร่วมมือกันศึกษาวิจัยพันธุ์ไม้ป่าชายเลน โดยเฉพาะชนิดที่มีการแพร่กระจายน้อย หายาก ใกล้สูญพันธุ์ ผลงานวิจัยมุ่งเป้าให้เกิดฐานข้อมูลจีโนมอ้างอิงของพืชป่าชายเลนเป็นครั้งแรกของประเทศไทย วิธีการอนุรักษ์พันธุกรรมในสภาพปลอดเชื้อระยะยาว ซึ่งจะนำไปสู่การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ป่าชายเลน เกิดการปรับปรุงพันธุ์ในอนาคต สร้างความมั่นคงทางอาหารและทางระบบนิเวศให้กับป่าชายเลนในประเทศไทยคงความอุดมสมบูรณ์ ชุมชนมีรายได้ และเกิดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน &amp;ldquo; ดร.ณรงค์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79307</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, วิจัยป่าชายเลน, ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว, สวทช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201002/image_big_5f76dfa20438a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
