<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116107</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 22:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 22:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>6เส้นทางเสมือนจริงสัมผัส’อุทยานธรณีโลกสตูล’ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เส้นทางข้ามกาลเวลา ชวนสัมผัสธรรมชาติและความงามทางธรณีวิทยา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อุทยานธรณีโลกแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับจากยูเนสโก คือ อุทยานธรณีโลกจังหวัดสตูล และนับเป็นอุทยานธรณีโลกลำดับที่ห้าในภูมิภาคอาเซียน สร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้วิกฤตโควิดเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง แต่มีทางเลือกยอดฮิตเป็นการท่องเที่ยวเสมือนจริง เร็วๆนี้ เตรียมพบกับมหกรรมที่จะพาทุกคนมารู้จักและสัมผัสกับอุทยานธรณีโลกสตูลให้มากขึ้นผ่านการเที่ยวทิพย์ อุทยานธรณีโลกสตูล ปีปกติใหม่ 2564 (Virtual Satun UNESCO Global Geopark Tourism in the New Normal Year 2021 Festival) ระหว่างวันที่ 23-24 ก.ย.&amp;nbsp;ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมเปิดโลกธรณีวิทยาเพื่อการท่องเที่ยว อุทยานธรณีโลกสตูลจาก 500 ล้านปี สู่ขุนคีรียิ่งใหญ่ จัดโดยกรมทรัพยากรธรณี เพื่อร่วมเฉลิมฉลองปีสากลแห่งถ้ำและคาสต์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เส้นทางเชื่อมทะเลอันดามันสู่ทะเลโบราณ 1ใน 6 เส้นทางสตูล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไฮไลท์ชวนเดินทางท่องเที่ยวและเพลิดเพลินไปกับ 6 เส้นทางเสมือนจริง (Virtual Trails) กับอุทยานธรณีโลกสตูล &amp;nbsp;ประกอบด้วย&amp;nbsp;1.เส้นทางถ้ำเลสเตโกดอน LE STEGODON , THE LONGEST SEA CAPE TRAIL 2.เส้นทางข้ามกาลเวลา TIME TRAVELLER&amp;rsquo;S TRAIL&amp;nbsp; 3.เส้นทางตื่นตาท่องป่าหินปูน SATUN KRAST WONNERER&amp;rsquo;S TRAIL&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.เส้นทางท่องดงฟอสซิลเขาน้อย KHOANOI FOSSIL EEXPLORER&amp;rsquo;S TRAIL 5.เส้นทางบุกถ้ำ-ทะลุป่าหลุมยุบโบราณ ANCIENT SINKHOLE FOREST TRAIL และ 6.เส้นทางเชื่อมทะเลอันดามันสู่ทะเลโบราณ ANDAMAN SEA - ANCIENT SEA TRAVELLING TRAIL ผ่านเว็บไซต์ www.dmr.go.th พร้อมย้อนอดีตท่องโลกบรรพกาลไปกับ 7 นิทรรศการอุทยานธรณีเสมือนจริงผ่านระบบ Virtual Exhibition สนใจลงทะเบียนออนไลน์ได้แล้ววันนี้คลิกลิงก์  https://forms.gle/CxC2KjZqHbggB7Lp9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพลิดเพลินกับเส้นทางเสมือนจริงที่เกาะตะรุเตา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สตูลเป็นจังหวัดเล็ก ๆ ทางภาคใต้ แต่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ทั้งทะเล น้ำตก ภูเขา ถ้ำหิน ป่าไม้ รวมถึงชนิดพันธุ์สัตว์ ช่วยเติมเต็มให้เป็นจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย ความสมบูรณ์ทางธรรมชาตินี้เองเป็นที่มายูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นอุทยานธรณีโลกแห่งแรกในบ้านเรา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อุทยานธรณีโลกสตูล ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอมะนัง อำเภอทุ่งหว้า อำเภอละงู และอำเภอเมือง มีแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณค่าทางธรณีวิทยามากกว่า 70 แห่ง แต่ละสถานที่ล้วนมีความงดงามและความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ที่เหล่านักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติรู้จักกันดี เช่น ถ้ำเจ็ดคต ถ้ำภูผาเพชร น้ำตกวังสายทอง เกาะไข่ เกาะตะรุเตา อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ถ้ำเลสเตโกดอน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;รู้จักหลักฐานทางธรณีวิทยาผ่านเที่ยวทิพย์อุทยานธรณีโลกสตูล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทุกสถานที่ท่องเที่ยวภายในอุทยานธรณีสตูล มีความเก่าแก่ทางธรรมชาติ เพราะแผ่นดินอุทยานธรณีโลกเริ่มต้นมาจากยุคแคมเบอเรียนที่มีอายุมากกว่า 500 ล้านปี หลักฐานที่ค้นพบ คือ ซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่มีการค้นพบที่หินสีแดงในบริเวณหมู่เกาะตะรุเตา รวมถึงหลักฐานธรรมชาติ ความเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ตลอดจนโบราณวัตถุและแหล่งโบราณคดีอันล้ำค่าและมีอายุเก่าแก่ แสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นทางธรณีวิทยาของจังหวัดสตูลที่มีมาช้านาน ปัจจุบันกรมทรัพยากรธรณี จัดตั้งพิพิธภัณฑ์อุทยานธรณีสตูล แหล่งเรียนรู้สำคัญคู่ อ.ทุ่งหว้า รวบรวมเรื่องราววิวัฒนาการทางธรรมชาติให้ทุกคนได้เข้าไปศึกษาเรียนรู้ไว้ในแห่งนี้ โดยเฉพาะความรู้ด้านธรณีวิทยารับรองเต็มอิ่มแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สมหมาย&amp;nbsp; เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า&amp;nbsp; กิจกรรมเที่ยวทิพย์อุทยานธรณีโลกสตูล ปีปกติใหม่ 2564  หวังให้ผู้เข้าชมได้รับความผ่อนคลายจากการสัมผัสธรรมชาติผ่านการท่องเที่ยวเสมือนจริง และได้รับความรู้ความเข้าใจในวิวัฒนาการของโลกจากหลักฐานทางธรณีวิทยาและนิเวศวิทยา การเรียนรู้วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนผ่านผลิตภัณฑ์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่หลอมรวมเรื่องราวของอุทยานธรณีไว้ด้วยกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี บอกด้วยว่า ไฮไลท์ไม่ได้มีเพียงเที่ยวทิพย์อุทยานธรณีโลกสตูล  แต่ในงานมหกรรมเปิดโลกธรณีวิทยาฯ จะมีการนำเสนอทิศทางและบทบาทของงานด้านอุทยานธรณีระดับโลกกับการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนการขับเคลื่อนอุทยานธรณีโลกภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก พร้อมการนำเสนอการพัฒนาและกลไกการขับเคลื่อนอุทยานธรณีของประเทศไทย ตลอดจนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของแต่ละอุทยานธรณีเพื่อพัฒนาและต่อยอดงานด้านอุทยานธรณีของประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116107</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรธรณี, การท่องเที่ยวเสมือนจริง, ถ้ำเลสเตโกดอน, อุทยานธรณีโลกจังหวัดสตูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210908/image_big_6138d1bee7a8e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113592</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2021 14:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2021 13:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ตั้ง “สุรชัย อจลบุญ” ขึ้นเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ “รัชดา” อธิบดีกรมส่งเสริมฯ  “พงศ์บุณย์” อธิบดีรกมทรัพยากรธรณี พร้อมตั้งรองปลัด ทส.อีก 4 คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 17 ส.ค.คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เสนอแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 จำนวน 7 ตำแหน่ง ประกอบด้วยนายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็น อธิบดีกรมป่าไม้ แทนนายอดิศร นุชดำรงค์ อธิบดีกรมป่าไม้ ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ นายรัชดา สุริยะกุล ณ อยุธยา รองปลัด ทส.เป็น อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม นายพงศ์บุณย์ ปองทอง รองปลัด ทส.เป็น อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี แทนนายสมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ นายเฉลิมชัย ปาปะทา ผู้ตรวจราชการ ทส. เป็นรองปลัด ทส. นายจงคล้าย วรพงศธร ผู้ตรวจราชการ ทส.เป็น รองปลัด ทส. นางอรนุช หล่อเพ็ญศรี ผู้ตรวจราชการ ทส.เป็น รองปลัด ทส.และนายปิ่นศักดิ์ สุรัสวดี ผู้ตรวจราชการ ทส.เป็น รองปลัด ทส.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การแต่งโยกย้ายครั้งนี้ ถือเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งสำคัญอีกครั้งของ ทส. โดยเฉพาะการแต่งตั้งนายสุรชัย อจลบุญ เป็นอธิบดีกรมป่าไม้ เพราะถือว่านายสุรชัย อจลบุญ ที่จบการศึกษาโรงเรียนป่าไม้แพร่ รุ่น 29 ได้มีโอกาสขึ้นเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ สำหรับนายสุรชัย ปัจจุบันอายุ 56 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาโทวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต(วนศาสตร์) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผ่านการอบรมหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร(วปอ.) รุ่นที่ 61 ที่มีเพื่อนร่วมรุ่น อาทิ &amp;ldquo;บิ๊กอ้อ&amp;rdquo; พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี อดีตผู้การกองปราบ&amp;nbsp; นิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสุรชัย เริ่มต้นรับราชการที่ กรมป่าไม้ ก่อนจะขยับมากรมอุทยานแห่งชาติฯ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ อาทิ&amp;nbsp; ผอ.สำนักบริหารกลาง ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13(แพร่) เป็น ผอ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด(ทสจ.) นครศรีธรรมราช กับพระนครศรีอยุธยา จากนั้นขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ผู้ตรวจราชการ ทส.ก่อนขึ้นเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมในวันที่ 1 ต.ค.2563 และอธิบดีกรมป่าไม้ในวันที่ 1 ต.ค.2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113592</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรธรณี, กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม, กรมอุทยานแห่งชาติฯ, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ข้าราชการระดับ 10, ครม., ทส., นางอรนุช หล่อเพ็ญศรี, นายจงคล้าย วรพงศธร, นายปิ่นศักดิ์ สุรัสวดี, นายพงศ์บุณย์ ปองทอง, นายรัชดา สุริยะกุล ณ อยุธยา, นายสมหมาย เตชวาล, นายสุรชัย อจลบุญ, นายอดิศร นุชดำรงค์, นายเฉลิมชัย ปาปะทา, อธิบดีกรมป่าไม้, แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210817/image_big_611b5e44cad55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98425</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2021 19:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2021 18:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลุกกระแสท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยา - แหล่งซากดึกดำบรรพ์จ.กระบี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;กรมทรัพยากรธรณีปลุกกระแสท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยา-แหล่งซากดึกดำบรรพ์จังหวัดกระบี่ ดึงชุมชน-องค์กรท้องถิ่นร่วมพัฒนาแหล่งซากดึกดำบรรพ์ &amp;ldquo;ไฮยีนาลายจุด&amp;rdquo; ถ้ำยายรวกยกระดับเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธรณีวิทยาและบรรพชีวินวิทยาระดับประเทศ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายมนตรี&amp;nbsp; เหลืองอิงคะสุต&amp;nbsp; รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี&amp;nbsp;กล่าวภายหลังนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ด้านธรณีวิทยา ธรณีพิบัติภัย ซากดึกดำบรรพ์ และธรรมชาติวิทยาในพื้นที่จังหวัดกระบี่ว่า ปัจจุบันกรมทรัพยากรธรณีมีภารกิจสำคัญในการสงวน &amp;nbsp;อนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการด้านธรณีวิทยา ทรัพยากรธรณี ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม และ ธรณีพิบัติภัย โดยการสำรวจ การตรวจสอบ การศึกษา และการวิจัยสภาพธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณี และกำกับดูแลเขตพื้นที่สงวน พื้นที่อนุรักษ์ ทรัพยากรธรณีและพื้นที่เสี่ยงต่อธรณีพิบัติภัย เพื่อการพัฒนาทรัพยากรธรณีอย่างยั่งยืน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับจังหวัดกระบี่ปัจจุบันเป็นจังหวัดที่ได้รับการยอมรับว่ามีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายและล้วนมีชื่อเสียงระดับประเทศและทั่วโลกมากมาย &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;เกาะพีพีเล &amp;nbsp;เกาะพีพีดอน &amp;nbsp;สระมรกต น้ำตกร้อนและสุสานหอย &amp;nbsp;เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;กรมทรัพยากรธรณีจึงได้นำสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านแหล่งซากดึกดำบรรพ์และการจัดการท่องเที่ยวเชิงธรณีสู่ชุมชน&amp;nbsp; ตลอดจนศึกษาแนวทางการปลูกจิตสำนึกให้แก่ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของแหล่งซากดึกดำบรรพ์ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ให้เกิดความรักและความหวงแหน ดูแลรักษาและการอนุรักษ์แหล่งธรณีอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล่าสุดได้มีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ &amp;ldquo;ไฮยีนาลายจุด&amp;rdquo; (Crocuta crocuta)&amp;nbsp;ที่บริเวณถ้ำเขายายลวก บ้านถ้ำเพชร&amp;nbsp; ตำบลอ่าวลึกเหนือ &amp;nbsp;อำเภออ่าวลึก เป็นการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมมีชีวิตในสมัยดึกดำบรรพ์ที่เก่าแก่ที่สุดอายุราว 400,000 ปีและเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้อายุทางธรณีวิทยาและสภาพแวดล้อมบรรพกาลที่เป็นทุ่งหญ้าสะวันนาในอดีต&amp;nbsp;ซึ่งนับเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้อายุทางธรณีวิทยาและสภาพแวดล้อมบรรพกาลที่เป็นทุ่งหญ้าสะวันนาในอดีต &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;หลังการค้นพบได้มีการเปรียบเทียบลักษณะสัณฐานวิทยาของฟันที่ค้นพบภายในถ้ำยายรวกกับซากดึกดำบรรพ์ที่ค้นพบในแหล่งอื่นๆและเปรียบเทียบกับตัวอย่างฟันสัตว์ในปัจจุบัน&amp;nbsp;ซึ่งจำนวนและความสมบูรณ์ของซากดึกดำบรรพ์ชี้ให้เห็นว่าแหล่งซากดึกดำบรรพ์ถ้ำยายรวกมีศักยภาพเป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่สามารถพัฒนาสำหรับการเรียนรู้ทางด้านธรณีวิทยาและบรรพชีวินวิทยาของบุคคลทั่วไป การศึกษาวิจัยของนักวิชาการ และการอนุรักษ์และท่องเที่ยวของชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต&amp;nbsp;ซึ่งการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ไฮยีนาลายจุด ชี้ให้เห็นว่าแหล่งซากดึกดำบรรพ์ถ้ำยายรวกมีศักยภาพเป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่สามารถพัฒนาสำหรับการเรียนรู้ทางด้านธรณีวิทยาและบรรพชีวินวิทยาของบุคคลทั่วไป การศึกษาวิจัยของนักวิชาการและการอนุรักษ์และท่องเที่ยวของชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายมนตรี&amp;nbsp; กล่าว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่ผ่านมานายวราวุธ&amp;nbsp;ศิลปอาชา&amp;nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ให้นโยบายเกี่ยวกับแนวทางในการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยา ทรัพยากรธรณี ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม และธรณีพิบัติภัย&amp;nbsp; โดยตอกย้ำให้มีการบูรณการความร่วมมือด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวธรณีวิทยาและด้านอื่นๆที่กรมรับผิดชอบร่วมกับหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชว่าสามารถในเรื่องของการศึกษาเชื่อมโยงกับแหล่งธรรมชาติด้านอื่นๆได้อย่างไง &amp;nbsp;รวมทั้งดึงชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์&amp;nbsp; พัฒนา ฟื้นฟูและบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนของตนเองเพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด&amp;nbsp; สามารถสร้างรายได้และเกิดเศรษฐกิจในชุมชนแบบยั่งยืนในอนาคต&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายมนตรี&amp;nbsp; กล่าว&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98425</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรธรณี, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, จังหวัดกระบี่, ถ้ำยายรวก, ถ้ำเขายายลวก, ธรณีวิทยา, นายมนตรี  เหลืองอิงคะสุต, แหล่งซากดึกดำบรรพ์จังหวัดกระบี่, ไฮยีนาลายจุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606afa44b7f38.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91612</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไขปริศนาสิ่งมีชีวิตหายากใน”แหล่งวาฬอำแพง”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;ฟอสซิลชิ้นส่วนครีบแขนวาฬอำแพงที่มีสภาพสมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีมนักวิทยาศาสตร์และนักธรณีวิทยาร่วมกันคลี่คลายปริศนาการตายของวาฬเมื่อหลายพันปีก่อนจนกลายเป็นซากฟอสซิลขนาดมหึมาที่ปรากฎในพื้นที่ตำบลอำแพงอำเภอบ้านแพ้วจังหวัดสมุทรสาครพบว่าวาฬอำแพงมีอายุกว่า&amp;nbsp;3,300&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;บริเวณบ้านแพ้วสมุทรสาครดังกล่าวเป็นทะเลโบราณราว&amp;nbsp;6,000 &amp;ndash; 5,000&amp;nbsp;ปีก่อน&amp;nbsp;ขอบเขตครอบคลุมเข้าไปถึงพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสุพรรณบุรี,อ่างทอง,สิงห์บุรีลพบุรี,สระบุรีและฉะเชิงเทรา&amp;nbsp;กระทั่งสมัยโฮโลซีนตอนปลายหรือประมาณ&amp;nbsp;5,000 &amp;ndash; 2,000&amp;nbsp;ปีก่อนทะเลได้มีการลดระดับลงมาบริเวณจังหวัดสมุทรสาครจึงถูกปกคลุมด้วยตะกอนดินเหนียว&amp;nbsp;ซึ่งเป็นชั้นที่พบซากกระดูกวาฬ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ทั้งนี้&amp;nbsp;การถ่อยร่นของทะเลยังคงมีต่อเนื่องจนปัจจุบันชายทะเลห่างจากจุดพบซากวาฬไปถึง&amp;nbsp;15&amp;nbsp;กิโลเมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;วาฬอำแพง&amp;rdquo;&amp;nbsp;นับว่าเป็นซากฟอสซิลที่มีความสมบูรณ์มากถึง&amp;nbsp;90%&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซากกระดูกที่พบรวม&amp;nbsp;&amp;nbsp;138&amp;nbsp;ชิ้น&amp;nbsp;ขนาดความยาวประมาณ&amp;nbsp;12.5&amp;nbsp;เมตร&amp;nbsp;ขณะนี้ทีมดูแลและอนุรักษ์ฟอสซิลไว้ที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;ณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติธรณีวิทยาเฉลิมพระเกียรติ&amp;nbsp;ปทุมธานี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากนี้&amp;nbsp;บริเวณที่พบซากวาฬ&amp;nbsp;ยังมีซากหอยไรน้ำ กาบหอย&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซากปลากระดูกอ่อน&amp;nbsp;พืชพรรณ&amp;nbsp;สื่อความหลากหลายทางชีวภาพ&amp;nbsp;นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า&amp;nbsp;เป็นการค้นพบหลักฐานทางธรณีวิทยาที่มีความสำคัญต่อการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศโบราณของพื้นที่ที่ราบลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง&amp;nbsp;โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนด้านทิศตะวันตกอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;กระดูกสันหลังวาฬอำแพงที่อยู่ในขั้นตอนอนุรักษ์&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ในเวทีประชุมหัวข้อ&amp;rdquo;สภาพแวดล้อมบรรพกาลกับวาฬอำแพง&amp;rdquo;&amp;nbsp;จัดโดยกรมทรัพยากรธรณี&amp;nbsp;เมื่อวันก่อน&amp;nbsp;ทีมนักวิชาการระบุชัดพบซากฟอสซิลอีกมาก บ่งชี้สภาพแวดล้อมบรรพกาลได้และอาจมีชนิดพันธุ์ใหม่ของโลกในพื้นที่นี้&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ดร.ฉัตรเฉลิม&amp;nbsp;เกษเวชสุริยา&amp;nbsp;ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ&amp;nbsp;คณะวิทยาศาสตร์&amp;nbsp;ม.เกษตรศาสตร์&amp;nbsp;ให้ข้อมูลว่า&amp;nbsp;บริเวณที่พบซากวาฬ สภาพแวดล้อมในอดีตเป็นชายฝั่งทะเลน้ำตื้นและจากน้ำขึ้นน้ำลงจึงปรากฏเป็นหาดโคลน&amp;nbsp;ส่วนฟอสซิลกลุ่มหอยพบได้ในสภาพแวดล้อม&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทะเล&amp;nbsp;ป่าชายเลน&amp;nbsp;แม่น้ำ&amp;nbsp;ทุ่งนาและภูเขา&amp;nbsp;มีวิวัฒนาการมายาวนานจนถึงปัจจุบันก็ยังพบเห็นได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วนซากหอยที่พบในชั้นตะกอนร่วมกับซากกระดูกวาฬโบราณมีมากกว่าอ1,000&amp;nbsp;ตัวอย่าง&amp;nbsp;แบ่งเป็น&amp;nbsp;3&amp;nbsp;กลุ่มได้แก่หอยฝาเดียว&amp;nbsp;หอยสองฝาและหอยงาช้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;&amp;nbsp;กลุ่มที่พบมากที่สุดคือ หอยฝาเดียวมากถึง25&amp;nbsp;ชนิด&amp;nbsp;ส่วนใหญ่เป็นหอยปิ่นปักผมและหอยตะกายลายจุด&amp;nbsp;ยังมีกลุ่มหอยขนาดเล็ก&amp;nbsp;Ringicula propinquans Hinds, 1844 Orbitestellidae Iredale, 2460&amp;nbsp;น่าจะเป็นการค้นพบชนิดพันธุ์ใหม่จะต้องศึกษาเพิ่มเติม&amp;nbsp;ที่พบหอยฝาเดียวมากสุดมาจากการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้&amp;nbsp;ส่วนหอยสองฝาพบหอยลายและหอยงาช้างเยอะสุด&amp;nbsp;แล้วยังพบเพรียงทะเล&amp;nbsp;ฟอร์แรม&amp;ldquo;&amp;nbsp;ดร.ฉัตรเฉลิม&amp;nbsp;กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ด้าน&amp;nbsp;ดร.สุชาดา&amp;nbsp;คำหา&amp;nbsp;สำนักงานวิชาการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติกล่าวว่า&amp;nbsp;พบซากปลากระดูกอ่อนคือฟันฉลามฟันกระเบน&amp;nbsp;&amp;nbsp;และเงี่ยงบริเวณหางกระเบนจากการจัดจำแนกและศึกษาเบื้องต้นฟันฉลามอยู่ในวงศ์Carcharhinidae&amp;nbsp;ที่ปรากฏตั้งแต่ยุคไมโอซีนตอนปลายประมาณ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ล้านปีก่อนและมีวิวัฒนาการมาจนถึงยุคปัจจุบันมีรายงานการพบเจอในน่านน้ำไทย&amp;nbsp;&amp;nbsp;ได้แก่ฉลามเสือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;&amp;nbsp;นอกจากนี้พบฟันฉลามคาดว่าเป็นฉลามฟันหอกในสกุลGlyphis sp.&amp;nbsp;เป็นฉลามที่หายากและสามารถปรับตัวอยู่ได้ทั้งน้ำกร่อยและน้ำจืด&amp;nbsp;ส่วนฟันกระเบนและเงี่ยงบริเวณครีบหางอาจจะอยู่กลุ่มStingrays&amp;nbsp;ยังระบุชนิดไม่ได้&amp;nbsp;แล้วยังมีซากกระดูกสันหลังของปลากระดูกแข็งอยู่ในขั้นศึกษาชนิดพันธุ์&amp;nbsp;จะช่วยเติมเต็มข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพในอดีต และเป็นหนึ่งในหลักฐานอธิบายสภาพแวดล้อมของไทยช่วงระยะเวลาหลายพันปีได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;ดร.สุชาดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระดูกฟันฉลามโบราณที่พบแหล่งวาฬอำแพง จ.สมุทรสาคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ทีมวิจัยที่เก็บตัวอย่างตะกอนดินเหนียวในแหล่งพบวาฬอำแพง&amp;nbsp;&amp;nbsp;อย่างดร.วิภานุ&amp;nbsp;รักใหม่&amp;nbsp;สถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหิน&amp;nbsp;มรฏ.นครราชสีมา&amp;nbsp;เผยว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผลศึกษาพบเรณูของพืช&amp;nbsp;ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์พืชดอกและพืชเมล็ดเปลือย&amp;nbsp;ชี้ว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นระบบนิเวศป่าชายเลนมาก่อน&amp;nbsp;พบเรณูของพืชวงศ์โกงกางเป็นหลักยังมีแสม&amp;nbsp;ลำพู ลำแพน&amp;nbsp;ปรงทะเล&amp;nbsp;ปรงสวนแล้วยังมีเรณูของพืชในระบบนิเวศอื่นปะปนอยู่ด้วยได้แก่&amp;nbsp;พืชในวงศ์หญ้า&amp;nbsp;วงศ์กก&amp;nbsp;วงศ์ธูปฤาษี&amp;nbsp;และเรณูพืชจากระบบนิเวศป่าที่ลุ่มต่ำ&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp;พืชในวงศ์ก่อ&amp;nbsp;วงศ์ยางพารา&amp;nbsp;วงศ์ชมพู่&amp;nbsp;เป็นต้น&amp;nbsp;จะต้องศึกษาวิเคราะห์สัดส่วนของเรณูพืชที่พบในตะกอนดินแต่ละชั้นต่อ&amp;nbsp;เพื่อชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลของพื้นที่แห่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;กระดูกหูวาฬอำแพง ชิ้นส่วนที่หาได้ยาก&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วน ผศ.ดร.อานิสงส์&amp;nbsp;จิตนารินทร์&amp;nbsp;สาขาวิชาเทคโนโลยีธรณี&amp;nbsp;สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์&amp;nbsp;มทร.สุรนารี&amp;nbsp;ขยายภาพการพบ ไรน้ำกาบหอย&amp;nbsp;ขนาดเล็กเพียง&amp;nbsp;1&amp;nbsp;มิลลิเมตร&amp;nbsp;โดย&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ตัวอย่างตะกอนดินเหนียวจากแหล่งขุดค้นซากวาฬ&amp;nbsp;เฉพาะตัวอย่างหมายเลข20SS04&amp;nbsp;จำแนกได้มากกว่า10&amp;nbsp;ชนิด&amp;nbsp;คาดว่าจะอยู่ในสกุลKeijella,Semicytherura,Neomonoceratina,Sinocytheride,Propontocypris, Pontocypris&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;&amp;nbsp;ปัจจุบันไรน้ำกาบหอยบางชนิดพบอยู่ในเขตทะเลตื้นของมหาสมุทรอินเดียแต่ไม่พบในเขตอินโด-แปซิฟิกนับว่ามีประโยชน์ในการศึกษาธรณีวิทยาจากการซากดึกดำบรรพ์และมีการประยุกต์ข้อมูลเพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมบรรพกาลได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผศ.ดร.อานิสงส์ยืนยันหลักฐานแสดงระบบนิเวศที่หลากหลายแหล่งวาฬอำแพง&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91612</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรธรณี, นสพ.ไทยโพสต์, วาฬอำแพง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210201/image_big_6017695326fa8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91069</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2021 15:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2021 15:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยปริศนา&quot;วาฬอำแพง &quot;อายุกว่า 3,380ปี สะท้อนทะเลไทย อาจเคยมีวาฬขนาดยักษ์อยู่อาศัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสีแดงคือ ชิ้นส่วนที่ค้นพบกระดูกของวาฬอำแพง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
25 ม.ค.63 - &amp;nbsp;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี แถลงข่าว &amp;ldquo;ทธ. เผยปริศนา...อายุวาฬอำแพง ย้อนเวลาสู่อดีตทะเลโบราณ&amp;rdquo; &amp;nbsp;เผยได้นำชิ้นส่วนกระโหลกวาฬส่งพิสูจน์อายุพบว่า &amp;nbsp;วาฬอำแพงมีอายุ 3,380 +/-30 ปี ถือว่ามีสภาพเป็นซากฟอสซิลสมบูรณ์ถึง &amp;nbsp;90% และพบซากชิ้นส่วนสำคัญ ได้แก่ บาลีนและกระดูกหู ที่พบครั้งแรกในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี(ทธ.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี(ทธ.) เปิดเผยว่า จากการค้นพบโครงกระดูกวาฬอำแพง ตำบลอำแพง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร &amp;nbsp;ได้ส่งตัวอย่างกระดูกบริเวณส่วนหัวกะโหลกที่แตกหัก 1 ชิ้นประมาณ 100 กรัม ไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์หาอายุด้วยวิธีศึกษาธาตุคาร์บอน-14 (C-14) ที่ห้องปฏิบัติการบริษัท เบต้า จำกัด ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการชั้นนำด้านการหาอายุด้วยวิธีคาร์บอน 14 AMS ทราบว่า วาฬอำแพงมีอายุ 3,380 ปี +/-30 ปี หรือมีอายุมากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อทางธรณีวิทยากับโบราณคดี โดยสามารถบ่งบอกสภาพแวดล้อมในอดีตได้ว่า เป็นช่วงที่เริ่มมีอารยธรรม พบสิ่งมีชีวิต หรือเริ่มเข้าสู่ในยุคอาณาจักรศรีวิชัย หลังจากนี้อาจจะสามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและระดับน้ำทะเล ที่จะมีผลกระทบต่อที่ลาบลุ่มภาคกลางจะเป็นอย่างไรต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระดูกต้นแขนและกระดูกปลายแขน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนบาลีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพแสดงชั้นใต้ดินเหนียวที่พบโครงกระดูกวาฬอำแพง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดี ทธ. กล่าวเพิ่มว่า เมื่อกลางเดือนมกราคม 2564 ที่ผ่านมา ได้ดำเนินการอนุรักษ์ตัวอย่างชิ้นสุดท้ายชิ้นที่ 128 คือ เฝือกส่วนกะโหลก และกระดูกหู 2 ข้าง ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการจำแนกสายพันธุกรรมโบราณและวิวัฒนาการของวาฬ อีกทั้งยังเป็นการค้นพบครั้งแรกในประเทศไทย เพราะกระดูกหูถือว่าเป็นส่วนที่ค้นพบได้ยากมากๆ &amp;nbsp;ยังพบบาลีนหรือ ส่วนขากรรไกรบน (ซ้าย-ขวา) กว้าง 40 เซนติเมตร และชิ้นส่วนนิ้วเพิ่มอีกจำนวน 3 ข้อ สรุปชิ้นตัวอย่างโครงกระดูกวาฬ จำนวนรวมทั้งสิ้น 138 ชิ้น &amp;nbsp; และจะทำการศึกษาต่อไปถึงสรีระของวาฬ วิวัฒนาการของวาฬในอดีตเชื่อมโยงปัจจุบันว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร &amp;nbsp;ณ ขณะนี้โครงกระดูกวาฬเพื่อทำการอนุรักษ์ตัวอย่าง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติธรณีวิทยาเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดปทุมธานี และหากสถานที่ของทางจังหวัดสมุทรสาครที่จะนำชิ้นกลับไปดูแลอนุรักษ์ เป็นสมบัติของจังหวัด ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการดำเนินการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;


	
		
			ส่วนกระดูกมือและนิ้ว
		
	


&lt;p&gt;ภายในงานเสวนา สภาพแวดล้อมบรรพกาลกับวาฬอำแพง &amp;nbsp;นายก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า &amp;nbsp;การจำแนกชนิด&amp;quot;วาฬอำแพง&amp;quot; ชิ้นส่วนที่สามารถนำมาจำแนกได้ อย่าง ส่วนของกระดูกจมูก พบว่ากระดูกจมูกวาฬอำแพง ยังไม่มีความชัดเจน แต่ได้ให้น้ำหนักใกล้เคียงกับ วาฬบรูด้า ที่มีลักษณะโค้งงอและเส้นตรง &amp;nbsp;แต่อีกส่วนที่สำคัญที่สามารถพิสูจน์ชนิดได้ คือด้านข้างของกะโหลก แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการพิสูจน์เพราะกระโหลกมีความชำรุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรดูกหูวาฬอำแพง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนของกระดูกจมูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปรียบเทียบส่วนของกระดูกจมูกวาฬอำแพง เพื่อเทียบชนิดพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีข้อมูลจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กรมอุทยานแห่งชาติ ที่น่าสนใจคือ มีการพบว่าวาฬอำแพง ที่มีรหัสพันธุกรรมใกล้เคียงกับวาฬ Sei Whale แต่ทั้งนี้ขนาดของวาฬอำแพงเมื่อโตเต็มไวมีขนาดประมาณ 12.5 เมตร ซึ่งใหญ่กว่า &amp;nbsp;วาฬบรูด้า แต่เล็กกว่าวาฬ &amp;nbsp;Sei Whale ที่มีขนาด 15 เมตร &amp;nbsp;อีกทั้งยังไม่พบการแพร่กระจายในประเทศไทย ดังนั้นยังคงไม่ข้อสรุปเรื่องชนิดวาฬ จะต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมที่อาจจะทำให้พบชนิดพันธุ์เพิ่มขึ้นได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
-----------------------&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91069</URL_LINK>
                <HASHTAG>Sei Whale, กรมทรัพยากรธรณี, นายก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์, นายสมหมาย เตชวาล, วาฬบรูด้า, วาฬอำแพง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210126/image_big_600fcfe4ea3b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2020 20:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2020 20:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ท็อป&#039;บุก&#039;ถ้ำนาคา&#039; ลั่นใครทำลายธรรมชาติ ส่งดำเนินคดีทาง กม.-สั่งปิดถ้ำทันที</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 3 ต.ค.&amp;nbsp; -&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้บริการระดับสูงของกระทรวง ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)&amp;nbsp; มอบแนวทางการป้องกัน ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่าดงดิบกะลา ป่าภูสิงห์ และป่าดงสีชมพู (หินสามวาฬ) และถ้ำนาคา อุทยานแห่งชาติภูลังกา พร้อมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ณ จังหวัดบึงกาฬ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวราวุธได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานรองรับนักท่องเที่ยวบริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่าดงดิบกะลา ป่าภูสิงห์ และป่าดงสีชมพู (หินสามวาฬ) และมอบนโยบายเรื่องการป้องกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหินสามวาฬ โดยเน้นย้ำการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากนั้น นายวราวุธ พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ติดตามการซ่อมแซมถ้ำนาคา&amp;nbsp;โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับกรมทรัพยากรธรณี ได้ดำเนินการซ่อมแซมรอยขีดเขียนด้วยสี ถ่าน และรอยเซาะร่องเป็นตัวหนังสือบนผนังถ้ำนาคาด้วยวิธีการประยุกต์ใช้หลักการอนุรักษ์และซ่อมแซมซากดึกดำบรรพ์ รวมดำเนินการไปแล้วจำนวน 92 จุด โดยใช้ตัวทำละลายและตัวเชื่อมประสาน ซึ่งสามารถลบร่องรอยออกจนหมด อาทิ การนำหินชนิดเดียวกันมาบดเป็นผงทรายเติมตัวเชื่อมประสาน นำไปอุดร่องหินที่ถูกเซาะทำลาย พร้อมตกแต่งผิวให้มีสภาพใกล้เคียงกับพื้นผิวหินเดิมมากที่สุด หลังจากนั้นจะให้กระบวนการทางธรรมชาติฟื้นฟูตัวเองให้มีสภาพสมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทส. ได้จัดทำมาตรการเร่งด่วนเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวและป้องกันผลกระทบที่เกิดจากการท่องเที่ยว เช่น จัดเจ้าหน้าที่ประจำเส้นทาง การติดตั้งกล้อง NCAPS การติดตั้งป้ายสื่อความหมาย และการจัดทำแนวกั้นระหว่างเส้นทางเดินและผนังถ้ำ รวมทั้งให้ประชาชนในพื้นที่เป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่น เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน พร้อมมีกฎระเบียบการท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานแห่งชาติที่นักท่องเที่ยวต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ในการรักษาสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของถ้ำนาคา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การนี้ นายวราวุธเน้นย้ำหากเกิดเหตุการณ์ทำลายถ้ำนาคาอีกครั้งจะดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้กระทำความผิด นอกจากนี้ ได้เตรียมแผนการเปิดการท่องเที่ยวถ้ำนาคาให้ประชาชนได้เข้าไปเที่ยวชมความสวยงามของธรรมชาติอีกครั้ง โดยเน้นการท่องเที่ยวควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งหากถ้ำนาคาได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยว นายวราวุธจะสั่งปิดถ้ำนาคาทันที เพื่ออนุรักษ์ให้ถ้ำนาคาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดบึงกาฬต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79409</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรธรณี, กรมอุทยานแห่งชาติ, จังหวัดบึงกาฬ, ถ้ำนาคา, ทส., ท็อป วราวุธ, นสพ.ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201003/image_big_5f787e051da8e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2019 14:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2019 14:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักธรณีวิทยาเตือน! &#039;โคลนพุ&#039; ค่าด่างสูงเทียบเท่าผงซักฟอก อย่าดื่มหรือทาตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักทรัพยากรธรณี เผยปรากฏการณ์โคลนพุ &amp;nbsp;ผุดกลางทุ่งนา ที่ &amp;nbsp;จ.นครราชสีมา เกิดจากน้ำใต้ดินทำปฏิกิริยากับแร่ในดินแล้วเกิดการพองตัวดันผ่านรอยแตกของพื้นดิน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีค่าความเป็นด่างสูง เทียบเท่าผงซักฟอก เตือนอย่านำไปกินหรือหากนำไปทาตัวทาหน้าอาจเกิดอาการแพ้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.พ.62 - ที่สำนักงานทรัพยากรณีเขต 2 จ.ขอนแก่น นายประดิษฐ์ นูเล นักธรณีวิทยาชำนาญการ สำนักงานทรัพยากรธรณีเขต 2 (ขอนแก่น) กรมทรัพยากรธรณี ให้สัมภาษณ์ว่า&amp;nbsp;จากปรากฏการณ์ &amp;ldquo;โคลนพุ&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;โคลนผุด&amp;rdquo; ที่เกิดขึ้นกลางทุ่งนาในพื้นที่บ้านหนองกุงน้อย ต.โคกกระเบื้อง อ.บ้านเหลื่อม จ.นครราชสีมา ขณะนี้นักทรัพยากรธรณีได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้วพบว่ามีลักษณะของโคลนไหลออกมาจากรู หรือรอยแยกบนผิวดินกว่า 20 จุด คณะทำงานได้เก็บตัวอย่างน้ำมาตรวจวิเคราะห์แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประดิษฐ์ กล่าวว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกว่า &amp;ldquo;โคลนพุ&amp;rdquo; เกิดจากปัจจัย 3 ส่วนประกอบด้วยน้ำบาดาล หรือน้ำใต้ดินที่มีแรงดันหลังทำปฏิกิริยากับแร่ดิน ส่วนใหญ่เป็นดินชนิดมอนต์มอริลโลไนต์ ที่มีทั้งโซเดียมมอนต์มอริลโลไนต์ แคลเซียมมอนต์มอริลโลไนต์ และแคลไซต์มอนต์มอริลโลไนต์ ที่มีคุณสมบัติเมื่อถูกน้ำจะพองตัว ประกอบกับเจอรอยแตกแยกของพื้นดินจึงผุดขึ้นมา ซึ่งในภาคอีสานพบเจอหลายแห่ง สังเกตได้จากชื่อหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ที่มักมีคำว่า &amp;quot;น้ำผุด&amp;quot; ต่อท้ายชื่อสถานที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประดิษฐ์ กล่าวอีกว่า สำหรับประชาชนในพื้นที่ที่นำโคลนไปดื่มกินนั้น ไม่ขอแนะนำและไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะจากการวิเคราะห์ค่ากรดด่างขอน้ำในจุดดังกล่าวพบว่ามีค่าด่างค่อนข้างสูง ถึง 9.7 ขณะที่บางคนนำไปทาตัวแล้วบอกว่ารักษาอาการเจ็บป่วยได้นั้นถือเป็นความเชื่อ เพราะผลวิเคราะห์ในเบื้องต้นที่มีสารมอนต์มอริลโลไนต์ที่เมื่อถูกน้ำจะพองแห้งจะตึง จึงเชื่อกันว่าจะทำให้ผิวหนังเต่งตึง อย่างไรก็ตามขอย้ำว่าไม่แนะนำให้ทาตัวเพราะน้ำโคลนนี้มีความเป็นด่างค่อนข้างสูงเทียบเท่าผงซักฟอก ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29037</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรธรณี, ปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยา, ปรากฏการณ์โคลนพุ, สำนักงานทรัพยากรณีเขต 2 จ.ขอนแก่น, โคลนผุดกลางทุ่งนา, โคลนพุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190213/image_big_5c63c941a6719.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
