<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118439</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2021 14:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2021 14:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จิรายุ&#039;อัดรัฐบาลวุ่นวายแต่เรื่องส่วนตัวเมินแก้ทุจริต-ปัญหาปชช.จ่อยื่นเปิดอภิปรายฯม.152พ.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1ต.ค.64 - ที่รัฐสภา นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.)กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร&amp;nbsp; กล่าวว่า ในช่วงของการปิดสมัยประชุมนี้ พรรคเพื่อไทยมีนโยบายให้ประธานกรรมาธิการในส่วนของพรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการตรวจสอบกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ และทำสรุปส่งให้พรรคผ่านสำนักงานปราบโกงทุกสัปดาห์ เพื่อเตรียมพร้อมในการเปิดสมัยประชุมต่อไปในเดือนพ.ย. 2564 ซึ่งอาจจะมีการยื่นอภิปรายเป็นการทั่วไปแบบไม่ลงมติตาม มาตรา 152 อีกครั้ง ถือเป็นครั้งที่สำคัญที่จะชี้ให้ประชาชนเห็นว่าฝ่ายค้านได้ทำงานอย่างเต็มที่ หลายเรื่องที่อภิปรายไม่ไว้วางใจและติดตามตรวจสอบแต่รัฐบาลก็ไม่เคยตั้งคณะกรรมการ หลายประเด็นตนก็ไปยื่นร้องถึงนายกรัฐมนตรี ให้ตั้ง &amp;ldquo;ลูกพี่สอบลูกน้อง&amp;rdquo; และบางเรื่องก็ดองเรื่องเอาไว้ ที่สำคัญการแก้ไขในเรื่องการทุจริตของรัฐบาลปัจจุบันมีมากมายหลายกระทรวง ทบวง กรม และไม่ได้มีการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างจริงจัง สนใจแต่จะลงพื้นที่แบ่งพรรคแบ่งพวก แบ่งกลุ่มแบ่งก้อนกัน ซึ่งประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมอยากฝากไปยังรัฐบาล อย่าเพิ่งวุ่นวายอะไรกับเรื่องของส่วนตัวมากมายนัก กรุณายุ่งและวุ่นวายความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้มากจะเป็นประโยชน์ยิ่ง อะไรที่เป็นเชิงนโยบาย อะไรที่เป็นการแก้ไขปัญหาทุจริตก็ทำ ไม่ใช่พอฝ่ายค้านไปแตะอะไรก็ออกมาแอคชั่นหน่อย อันนี้ถือว่าพี่น้องประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร&amp;rdquo; นาจิรายุ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรายุ&amp;nbsp; กล่าวต่อว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ดำเนินการแก้ไขอะไรนอกจากแก้ต่าง พูดเอาดีใส่ตัวและโยนให้ข้าราชการประจำ ซึ่งตนได้ติดตามโดยเฉพาะ2กระทรวง ที่อภิปรายไป คือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล&amp;nbsp; กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยในส่วนของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลนั้นได้เรียกเอกสารไปถึง2ครั้ง และเมื่อวันที่ 30 ก.ย.นี้ ตนได้ลงนามหนังสือส่งไปเป็นครั้งที่ 3 จึงขอเรียนไปยังส่วนราชการว่า พ.ร.บ.คำสั่งเรียกที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าบังคับใช้ไม่ได้มีเพียง 2 มาตรา แต่มาตราอื่นยังบังคับใช้ เช่น มาตรา 15 ที่มีทั้งโทษจำและปรับ ดังนั้นหากไม่ส่งเอกสารหรือมีเจตนาบิดพริ้วที่จะไม่ให้ความร่วมมือฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นฝ่ายตรวจสอบฝ่ายบริหาร จะรอจนถึงวันที่ 5 ต.ค. 2564 หากครั้งที่ 3 ยังไม่มาอีกก็จะใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118439</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรน้ำบาดาล, จิรายุ ห่วงทรัพย์, อภิปรายฯตามม.152</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211001/image_big_6156b5e915ab9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113606</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2021 15:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2021 15:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อนุมัติงบกลาง 490 ล้าน จัดหาน้ำบาดาลแก้ภัยแล้งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 9 โครงการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค.64 - น.ส.ไตรศุลี&amp;nbsp;ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติโครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากพระราชดำริจำนวน 9 โครงการ วงเงินงบประมาณ 490 ล้านบาท โดยมีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นหน่วยงานดำเนินการ&amp;nbsp; ซึ่งงบประมาณจำนวน 490 ล้านบาท จะมาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยให้ยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ.2562 ข้อ106 ในกรณีที่หน่วยรับงบไม่สามารถดำเนินการได้ตามแนวทางปฏิบัติที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2564 โดยให้สามารถกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีได้ เพื่อให้การดำเนินการเตรียมการแก้ไขปัญหา การรับมือปัญหาภัยแล้งตามแผนงานที่วางไว้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากดำเนินการครอบคลุมทุกพื้นที่เป้าหมายแล้วเสร็จ ประชาชนสามารถมีน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภคบริโภค รวมถึงทำการเกษตรได้ปริมาณน้ำไม่น้อยกว่า 5.6648 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ประชาชนได้ประโยชน์ 18,420 ครัวเรือน และพื้นที่ได้รับประโยชน์&amp;nbsp; 192,109 ไร่ โดย 9 โครงการประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.โครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.โครงการฯ ตำบลโพรงอากาศ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.โครงการฯ เทศบาลตำบลศรีรัตนะ อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ และตำบลพยุห์ อำเภอพยุห์ จังหวัดศรีสะเกษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.โครงการฯตำบลนามะเขือ อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม 5.โครงการฯตำบลโพธิ์ตากและตำบลนาทราย อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.โครงการฯตำบลสายนาวัง อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.โครงการฯตำบลก้อ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.โครงการฯตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 9.โครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลเกาะนางคำ อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113606</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;ภัยแล้ง&quot; เสี่ยงกระทบ ศก., กรมทรัพยากรน้ำบาดาล, น้ำบาดาล, มติครม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210817/image_big_611b73f7f1b18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95070</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2021 10:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2021 10:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กปภ. ผนึกกำลัง 4 พันธมิตร ช่วยผู้ประสบภัยแล้งทั่วประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ร่วมกับกองทัพบก กรมทรัพยากรน้ำบาดาล การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดโครงการ &amp;quot;ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง&amp;quot; ประจำปี 2564 วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม 2564 ณ กองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนินนอก เขตพระนคร กรุงเทพฯ พร้อมช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งทั่วประเทศด้วยการสนับสนุนน้ำประปาโดยไม่คิดมูลค่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษฎา ศังขมณี รองผู้ว่าการ (วิชาการ) รักษาการแทนผู้ว่าการ กปภ. เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ สภาพอากาศร้อนแห้งแล้งและฝนทิ้งช่วง หลายพื้นที่เริ่มเกิดสถานการณ์ภัยแล้งส่งผลให้ประชาชนขาดแคลนน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค กปภ. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ให้บริการด้านน้ำประปาครบวงจร ได้ร่วมมือกับกองทัพบก กรมทรัพยากรน้ำบาดาล การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดโครงการ &amp;quot;ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง&amp;quot; ปี 2564 โดย กปภ. ได้เข้าร่วมโครงการมาตั้งแต่ปี 2546 และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 ด้วยการสนับสนุนน้ำประปาโดยไม่คิดมูลค่า ณ จุดจ่ายน้ำของการประปาส่วนภูมิภาค 234 สาขาทั่วประเทศ ให้แก่รถบรรทุกน้ำของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อนำไปแจกจ่ายบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ประสบภัยแล้งและพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ซึ่งในปี 2563 ที่ผ่านมา กปภ. ร่วมสนับสนุนน้ำประปาฟรีแก่ประชาชนที่ประสบภัยแล้งจำนวน 165 ล้านลิตร มูลค่า 3.1 ล้านบาท รวมทั้ง กปภ. จะสำรวจและประเมินปริมาณน้ำดิบสำหรับใช้ผลิตน้ำประปาอย่างใกล้ชิดผ่านการประชุมศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจของ กปภ. ที่มีการประชุมอยู่เป็นประจำเพื่อให้มั่นใจว่ามีน้ำประปาเพียงพอตลอดช่วงแล้งนี้ พร้อมจัดเตรียมกำลังคน เครื่องสูบน้ำ รถยนต์บรรทุกน้ำ ให้บริการประชาชนทุกเมื่อ สอดคล้องไปกับนโยบายของกระทรวงมหาดไทยที่ให้แต่ละจังหวัดเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;รักษาการแทนผู้ว่าการ กปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า กปภ. จะเดินหน้าและเร่งรัดโครงการการแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่อยู่ระหว่างการดำเนินการให้แล้วเสร็จตามแผนเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า ปิดน้ำเมื่อไม่ใช้ พบท่อแตกรั่วให้รีบแจ้งทันที และหากประชาชนในพื้นที่ใดประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค สามารถติดต่อได้ที่ กปภ.ทั้ง 234 สาขาทั่วประเทศ หรือ PWA Contact Center 1662 &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95070</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรน้ำบาดาล, กองทัพบก, การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, ประชาชนผู้ประสบภัยแล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210305/image_big_6041a29fb72f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94115</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2021 16:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2021 16:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดคึกคัก! คนนับพันแห่รับน้ำแร่โซดาเมืองกาญจน์ แจกฟรีวันแรก ผู้ค้ากว่า 200 ร้านยิ้มแก้มปริ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.พ.64 - ที่บริเวณบ่อน้ำพุโซดา บ้านทุ่งคูน ม.19 ต.ห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ร้านค้าร้านขายที่ผ่านมา จนถึงวันนี้มีมากราว 200 ร้านทั้งของกินของใช้ พืชผักผลไม้มากมาย ตั้งร้านเรียงรายถึง 3 แถวยาวเหยียด ท่ามกลางประชาชน นักท่องเที่ยวนับพันคนที่เดินทางมาเพื่อนำน้ำแร่โซดาไปลองดื่มทำให้การจราจรคับคั่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยกระเจาพร้อม จนท.อพปร.อำเภอห้วยกระเจา นำกำลังดูแลอำนวยการด้านจราจรบนท้องถนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนบริเวณใกล้น้ำพุ ทางเจ้าหน้าที่ ได้กางเต๊นท์ พร้อมเก้าอี้นั่ง โดยมีประชาชนที่เดินทางมารับแจกน้ำพุโซดา ที่ผ่านการกรองแล้ว นั่งรอโดยทางกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จะทำการแจกน้ำที่กรองและบรรจุขวดตราห้วยกระเจา ให้แก่ทุกคนๆละ 1 ขวด หลายคนจากจังหวัดอื่น เดินทางมารอตั้งแต่เช้า เพื่อรอรับน้ำแร่โซดาที่กรองแล้ว แม้จะรอนานกว่า 3 ชั่วโมงก็ตาม ด้วยเกรงว่าน้ำที่กรองแล้วจะหมดไม่เพียงพอ จึงต้องมารอแต่เช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเวลา 11.30 น.นายกุศล โชติรัตน์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล พร้อมด้วยนายสุรินทร์ วรกิจธำรง ผอ.สำนักพัฒนาน้ำบาดาล ได้เดินทางมาถึง โดยรองอธิบดี ได้เดินดูโครงการตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการ ด้วยความสนใจ รวมทั้งเดินตามคันคูที่กั้นน้ำพุโซดา เพื่อสังเกตน้ำพุในระยะใกล้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังดูโครงการนายกุศล เปิดเผยว่าสำหรับโครงการขุดเจาะน้ำบาดาลนี้ สำเร็จดังที่มุ่งหวัง น้ำมีปริมาณจำนวนมากพอที่ช่วยให้ชาวบ้านได้ใช้บริโภคและอุปโภค การเกษตร ได้อย่างเต็มที่ ส่วนในเรื่องที่มีการพูดคุยกันว่า ทางเอกชนบางรายจะขุดเจาะเอง ก็อยากจะให้ไตร่ตรองใคร่ครวญให้ดี เพราะต้องลงทุนสูงมาก ต้องใช้เครื่องมือที่ทันสมัยในการเจาะขุดในชั้นดินหินที่ลึกระดับกว่า 200-300 เมตร รวมทั้งต้องมีการตรวจสอบด้านธรณีวิทยา เพื่อจะทราบว่าใต้ชั้นหินมีรอยแยกที่เชื่อมต่อกับน้ำที่ขุดพบหรือไม่ อีกทั้งจะเป็นน้ำพุหรือเปล่า เป็นน้ำแร่หรือไม่ หรืออาจจะพบน้ำที่มีปริมาณน้อย และหลังพบน้ำก็ต้องตรวจสอบคุณภาพน้ำ ว่ามีแร่ธาตุใดบ้าง รวมถึงการขออนุญาติในการจำหน่าย นับเป็นเรื่องที่ต้องไตร่ตรองให้ดี เพราะต้องใช้เม็ดเงินที่สูงมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ให้ประชาชน เข้าแถวเป็น 2 แถว โดยเว้นระยะห่าง พร้อมแจกขวดเปล่า เพื่อไปรับน้ำที่กรองแล้วด้านในห้องของที่ทำการชั่วคราว ทำให้ประชาชนที่มารอรับน้ำแร่โซดายิ้มได้ หลังจากนั่งรอ ท่ามกลางอุณหภูมิที่ร้อนระอุ มานานกว่า 3 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม อาจจะเกิดปัญหาในเรื่องพื้นที่ บริเวณบ่อน้ำพุโซดาที่ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่า อยู่ในพื้นที่ต.ห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจา หรือต.บ่อพลอย อ.บ่อพลอย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการแย่งพื้นที่ โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ ที่กำลังตามมา ทั้งร้านค้าที่มีการเก็บค่าเช่า ตารางเมตรละ20บาทต่อวัน ที่จอดรถนักท่องเที่ยว ตลอดจนถึง อาจมีการค้าขายน้ำพุโซดาอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94115</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรน้ำบาดาล, จังหวัดกาญจนบุรี, น้ำพุโซดา, ห้วยกระเจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210224/image_big_6036130f604cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93117</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/02/2021 17:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/02/2021 17:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อธิบดีน้ำบาดาล&#039; ดื่ม &#039;น้ำพุโซดา&#039; โชว์สื่อ เร่งขุดเพิ่มอีก 3 บ่อในพื้นที่ห้วยกระเจา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.พ.64 - นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า จากการที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้สำรวจและเจาะพบแหล่งน้ำบาดาลในพื้นที่อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 3 แห่ง โดยบ่อน้ำบาดาล 2 แห่ง ที่เจาะพบน้ำบาดาลพุ่งขึ้นมาเป็นน้ำพุสูงราว 2-3 เมตร มีรสชาติคล้ายน้ำโซดา สามารถใช้ดื่มกินได้ สร้างความฮือฮาให้แก่ชาวบ้านและผู้พบเห็น นั้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ผลการตรวจสอบและวิเคราะห์น้ำบาดาลออกมาแล้ว ปรากฏว่า บ่อน้ำบาดาลที่บ้านทุ่งคูณ บ่อที่ 1 และบ่อที่ 2 น้ำบาดาลมีไบคาร์บอเนตสูง 2,420 มิลลิกรัมต่อลิตร และ 1,870 มิลลิกรัมต่อลิตร ฟลูออไรด์สูงเล็กน้อย 1.4 มิลลิกรัมต่อลิตร และ 1.1 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีเหล็กสูง 10 มิลลิกรัมต่อลิตร และ 28 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวว่า เป็นความโชคดีที่น้ำบาดาลจากแหล่งน้ำบาดาลห้วยกระเจาไม่มีสารพิษหรือสารปนเปื้อนร้ายแรง และจากการตรวจสอบปริมาณน้ำบาดาลทั้ง 2 บ่อ คาดว่าจะสามารถพัฒนาน้ำขึ้นมาใช้ได้ไม่น้อยกว่า 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือไม่น้อยกว่า 500,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น ได้ให้นักวิทยาศาสตร์ ของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลทดลองกรองน้ำบาดาลจากบ่อน้ำบาดาลที่เก็บมาจากพื้นที่ ซึ่งมีสีเหลืองขุ่นเพื่อกรองเอาสารละลายเหล็กออก โดยอธิบดีได้ทดลองดื่มให้ดู พร้อมผู้สื่อข่าวได้ทดลองดื่ม น้ำที่ผ่านการกรองแล้ว น้ำดังกล่าวมีความใสสะอาดขึ้น แต่ยังคงรสหวานและไม่มีกลิ่นสนิมเหล็กแต่อย่างใด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม อธิบดีได้ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมว่า เป้าหมายตามภารกิจของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล คือ การจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งท้ายที่สุดพื้นที่ห้วยกระเจากรมทรัพยากรน้ำบาดาล จะทำโครงการศึกษา สำรวจ และพัฒนาน้ำบาดาลจากแหล่งกักเก็บในหินแข็งระดับลึกในพื้นที่ธรณีวิทยาโครงสร้างซับซ้อน เพื่อพัฒนาน้ำบาดาลขึ้นมาให้ประชาชนได้ใช้ในการอุปโภคบริโภค และเพื่อการเกษตร โดยเร่งเจาะอีก 3 บ่อ เพื่อให้ครบทั้ง 6 บ่อ ซึ่งจะพัฒนาให้เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93117</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรน้ำบาดาล, จังหวัดกาญจนบุรี, น้ำพุโซดา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210215/image_big_602a4eee86d7e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92690</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2021 08:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2021 08:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮือฮา! พบ &#039;น้ำพุ&#039; สุดแปลกพุ่งสูง 2 เมตร รสหวานซ่าคล้ายโซดา ไร้สารปนเปื้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.พ.64 - นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล พร้อมด้วย นางศศิพร ปาณิกบุตร ผู้อำนวยการ กองประสานงานโครงการพื้นที่&amp;nbsp;1 (ภาคกลาง) พร้อมคณะ ลงพื้นที่เยี่ยมชมพื้นที่ดําเนินโครงการ และดูงานสูบทดสอบปริมาณนํ้าบาดาล ที่วัดพยอมงาม บ้านทุ่งคูณ หมู่&amp;nbsp;12&amp;nbsp;บ้านปากชัดหนองบัว หมู่ที่&amp;nbsp;19&amp;nbsp;หมู่ที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;และบ้านเข้าน้อย หมู่ ที่&amp;nbsp;9&amp;nbsp;ต.ห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจา และ อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เป็นที่อัศจรรย์อย่างยิ่ง เมื่อการสำรวจขุดเจาะแหล่งน้ำบาดาลให้ชาวบ้านเพื่อใช้ในการเกษตรและบริโภค ในพื้นที่บ้านทุ่งคูณ หมู่&amp;nbsp;12&amp;nbsp;ต.ห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ปรากฏว่าพบแหล่งน้ำพุธรรมชาติที่มีลักษณะพิเศษแปลก&amp;nbsp;2&amp;nbsp;บ่อ อยู่ไม่ห่างกันมากนัก ซึ่งไม่เคยขุดเจาะพบที่ไหนในประเทศไทยมาก่อน โดยมีรสซ่าคล้ายน้ำโซดา ออกหวานนิดๆ นำไปผสมเป็นเครื่องดื่มต่างๆ เหมือนโซดาที่มีขายตามร้านค้าเครื่องดื่มทั่วไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์ดา ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบในเรื่องนี้อย่างละเอียด ทราบว่า พื้นที่บริเวณนี้เป็นรอยแตกของชั้นหินแปร เมื่อขุดเจาะลึกลงไปกว่า&amp;nbsp;300&amp;nbsp;เมตร ก็พบน้ำพุพวยพุ่งขึ้นมา โดยหลังตรวจสอบคุณภาพของน้ำ พบว่าไม่มีสารพิษปนเปื้อน ปริมาณไบคาบอเนตสูง มีรสซ่า หวานเล็กน้อย&amp;nbsp;&amp;nbsp;คล้ายน้ำโซดาที่ขายทั่วไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;นำไปผสมกับเครื่องดื่ม ได้ไม่ต่างกับน้ำโซดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เปิดเผยว่า อ.ห้วยกระเจา เป็นพื้นที่แห้งแล้งอย่างมาก เป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก ที่พบแหล่งน้ำบาดาลนี้ ซึ่งมีปริมาณมากกว่า&amp;nbsp;500&amp;nbsp;ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นน้ำสะอาด อีกทั้งมีรสชาติแปลกพิเศษ ปริมาณน้ำที่พบ จะช่วยชาวบ้านในพื้นที่ได้ถึง&amp;nbsp;&amp;nbsp;11&amp;nbsp;หมู่บ้าน รวมทั้งพื้นที่เกษตรอีกกว่า&amp;nbsp;3&amp;nbsp;พันไร่ และเชื่อว่านับจากนี้ไป อ.ห้วย กระเจา จะไม่พบความแห้งแล้งอีก ส่วนน้ำพุรสชาติแปลกหวานซ่าที่พบ สามารถนำไปบริโภค หรือใช้ในการเกษตรได้ปกติ เหมือนเช่นน้ำบาดาลที่มีรสจืดได้เช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาคณะของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล พร้อมผู้บริหารกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้นำทีมคณะกรรมการพิเศษ กปร. ลงพื้นที่เยี่ยมชม ผลการดำเนินโครงการ ศึกษานำร่องรูปแบบ ระบบส่งน้ำบาดาลระยะไกล เพื่อแก้ไขปัญหาความขาดแคลนน้ำ ในพื้นที่ขอบแอ่งเจ้าพระยาตอนล่างที่บ้าน หนองบัว หมู่ที่&amp;nbsp;7&amp;nbsp;บ้านหนองศาลา หมู่ที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ตำบลตลิ่งชัน อําเภอเมือง และเดินทางไปหมวดทางหลวง ดอนเจดีย์ ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี พร้อมรับฟังปัญหาความต้องการด้านน้ำ เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล ตามแนวพระราชดำริ และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;nbsp;&amp;nbsp;และเตรียมจัดหาแหล่งน้ำบาดาล แก้ไขปัญหาภัยแล้งต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92690</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรน้ำบาดาล, จังหวัดกาญจนบุรี, น้ำพุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210211/image_big_602487bfba3be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70340</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2020 17:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2020 17:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป้อม&#039; ย้ำจังหวัดจับมือท้องถิ่นคุมเข้มเติมน้ำใต้ดินตามมาตรฐาน แก้ภัยแล้ง-น้ำท่วมยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พล.อ.ประวิตร&amp;quot;&amp;nbsp;ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ เปิดการประชุมเติมน้ำใต้ดิน พร้อมมอบนโยบายให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึงหน่วยงานเกี่ยวข้องภารกิจการเติมน้ำใต้ดินอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามมาตรฐานของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง-น้ำท่วมอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค.63 - พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเติมน้ำใต้ดิน โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัด ท้องถิ่นจังหวัด หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อซักซ้อมความเข้าใจในหลักเกณฑ์และแนวทางการเติมน้ำใต้ดินที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และร่วมเสวนาเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านน้ำบาดาลในการปฏิบัติงานเติมน้ำใต้ดินให้เป็นไปตามมาตรฐานของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประวิตร ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้สั่งการในที่ประชุม เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา&amp;nbsp;ให้เร่งพัฒนางานเติมน้ำใต้ดิน โดยมอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นเจ้าภาพหลัก พร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำแผนการพัฒนาบ่อน้ำบาดาลและการเติมน้ำใต้ดินตามหลักเกณฑ์ที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเสนอ โดยเฉพาะท้องถิ่นให้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดพื้นที่ดำเนินการเก็บน้ำใต้ดินให้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ที่ผ่านมามีหลายภาคส่วนและหลายหน่วยงานกล่าวถึงและดำเนินการในเรื่องของการเติมน้ำใต้ดิน ประกอบกับประชาชนเชื่อมั่นว่า การเติมน้ำใต้ดินสามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมได้ จึงนิยมทำระบบเติมน้ำใต้ดินกันอย่างแพร่หลาย และคาดว่าจะสามารถแก้ไขและบรรเทาปัญหาภัยแล้งได้ ดังนั้น จึงขอให้ผู้ว่าฯทุกจังหวัดช่วยกันดูแล และกำชับควบคุมท้องถิ่นที่ดำเนินการเติมน้ำใต้ดินให้ทำอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลกำหนดเป็นมาตรฐานไว้ และจะต้องทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนำองค์ความรู้เรื่องการเติมน้ำใต้ดินในวันนี้ไปใช้เป็นแนวนโยบายและสร้างการรับรู้ให้ท้องถิ่นได้ทำความเข้าใจ เกิดการยอมรับในหลักเกณฑ์และแนวทางการเติมน้ำใต้ดิน สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ รูปแบบทางวิชาการที่เหมาะสม แหล่งน้ำที่จะใช้เติม และคุณภาพน้ำทั้งก่อนเติมและหลังการเติมน้ำ โดยมีมาตรฐานหรือกลไกการกำกับดูแล รวมทั้งประเมินผลกระทบและการบริหารจัดการในระยะยาวเพื่อให้เกิดความยั่งยืนตลอดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า หลังจากประเทศไทยได้ผ่านพ้นฤดูแล้ง และย่างเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการตามเกณฑ์ทางอุตุนิยมวิทยาแล้ว รัฐบาลได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์น้ำที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างรัดกุม และรอบด้าน รวมทั้งให้มีการเตรียมแผนการบริหารจัดการน้ำสำหรับแก้ไขปัญหาในระยะยาวอย่างยั่งยืน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล สนับสนุนให้ใช้วิธีการเติมน้ำใต้ดิน โดยนำน้ำที่เหลือใช้ในช่วงน้ำท่วมน้ำหลาก หรือน้ำฝนที่ตกลงมาเติมลงสู่ชั้นน้ำบาดาลด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และนำกลับมาใช้ใหม่ในช่วงเวลาที่ต้องการ เป็นการช่วยธรรมชาติฟื้นฟูชั้นน้ำบาดาล แก้ไขปัญหาการลดระดับลงของชั้นน้ำบาดาลให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ช่วยระบายน้ำและลดปริมาณน้ำ ที่สำคัญรูปแบบและวิธีการเติมน้ำใต้ดินที่เหมาะสม จะเพิ่มความคุ้มค่าและประหยัดงบประมาณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2563 มีแผนงานโครงการเติมน้ำใต้ดินรวมทั้งสิ้น 530 แห่ง ในพื้นที่แอ่งน้ำบาดาลเจ้าพระยาตอนบน และจันทบุรี-ตราด ขณะนี้ดำเนินการเสร็จแล้วจำนวน 250 แห่ง และคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในเดือนสิงหาคม 2563 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70340</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรน้ำบาดาล, กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ, เติมน้ำใต้ดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200702/image_big_5efd84638a733.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
