<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117604</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 10:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคหะแห่งชาติ ผนึกกรมธนารักษ์และธอส. สร้างที่อยู่อาศัยบนที่ราชพัสดุช่วยกลุ่มรายได้น้อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย. 2564 นายยุทธนา หยิมการุณ อธิบดีกรมธนารักษ์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือจัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยบนที่ราชพัสดุระหว่างกรมธนารักษ์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และการเคหะแห่งชาติ พร้อมทั้งลงนามร่วมกับนายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เพื่อจัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยบนที่ราชพัสดุสำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งให้บริการทางการเงินและอำนวยความสะดวกในการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ โดยมี พันเอก ดร. เจียรนัย วงศ์สอาด ประธานกรรมการการเคหะแห่งชาติ ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564 ณ ห้องประชุมชั้น 8 อาคาร 72 ปี กรมธนารักษ์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า พลเอก ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ความสำคัญในด้านที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนที่มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง จึงมอบนโยบายให้การเคหะแห่งชาติเร่งดำเนินโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยรองรับกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค โดยการเคหะแห่งชาติมีเป้าหมายจะพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประเภทเช่าหลายโครงการ เช่น โครงการบ้านเคหะสุขประชา โครงการบ้านเคหะสุขเกษมโครงการบ้านสวัสดิการข้าราชการชั้นผู้น้อย โครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Complex) และโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม กลุ่มผู้ถูกไล่รื้อที่อยู่อาศัย กลุ่มผู้บุกรุกพื้นที่ริมทางรถไฟ และประชาชนทั่วไป ในขณะที่การเคหะแห่งชาติมีจำนวนที่ดินไม่เพียงพอต่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยต่าง ๆ จึงบูรณาการความร่วมมือกับกรมธนารักษ์เพื่อขอเช่าที่ดินราชพัสดุ โดยจัดทำเป็นสัญญาเช่าในระยะยาวและสามารถต่ออายุสัญญาได้ รวมทั้งประสานความร่วมมือกับธนาคารอาคารสงเคราะห์เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการทางการเงินแก่ผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ รวมทั้งสนับสนุนกิจกรรมเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ให้กับผู้ประกอบการ จึงเป็นที่มาของการจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือจัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยบนที่ราชพัสดุระหว่าง 3 หน่วยงานในวันนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับโครงการนำร่องที่การเคหะแห่งชาติจะดำเนินการพัฒนาที่อยู่อาศัยบนที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นในการจัดทำโครงการอยู่ในจังหวัดพิษณุโลกครอบคลุม 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอบางระกำ อำเภอวังทอง อำเภอบางกระทุ่ม อำเภอวัดโบสถ์ อำเภอนครไทย อำเภอพรหมพิราม และอำเภอชาติตระการ โดยจะนำที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวมาพัฒนาโครงการบ้านเคหะสุขประชา บ้านเคหะสุขเกษม รวมถึงบ้านพักสำหรับข้าราชการและผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ธอส.ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐ ที่มีพันธกิจ &amp;ldquo;ทำให้คนไทยมีบ้าน&amp;rdquo; โดยตลอด 68 ปี ได้มีส่วนช่วยในการทำให้คนไทยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองมาแล้วกว่า 3.7 ล้านครอบครัว โดยครั้งนี้เป็นความร่วมมือจัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยบนที่ราชพัสดุ ระหว่าง ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กรมธนารักษ์ และการเคหะแห่งชาติ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายตามนโยบายรัฐ รวมทั้งการดำเนินงานพัฒนาที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติ เพื่อให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ข้าราชการชั้นผู้น้อย และประชาชนที่มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีมาตรฐานในราคาค่าเช่าที่เหมาะสม เป็นการบูรณาการในการจัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยบนที่ราชพัสดุ โดยเป็นการเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์มาเพื่อดำเนินการก่อสร้างบ้านเช่าแนวราบ ซึ่งธนาคารอาคารสงเคราะห์เป็นผู้สนับสนุนสินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยให้กับการเคหะแห่งชาติ รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมหรืองานต่าง ๆ ที่การเคหะแห่งชาติจัดขึ้น พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์โครงการของการเคหะแห่งชาติในช่องทางต่าง ๆ ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117604</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมธนารักษ์, กลุ่มรายได้น้อย, ยุทธนา หยิมการุณ, เปราะบาง, โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยบนที่ราชพัสดุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614bef9586b0e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111479</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2021 09:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2021 09:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MEA ระดมกำลังติดตั้งระบบไฟฟ้า รพ.สนามใต้ร่มพระบารมี เร่งรองรับผู้ป่วย COVID-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (28 กรกฎาคม 2564) นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA ในฐานะโฆษก MEA และ นายไพฑูรย์ กุหลาบแก้ว ผู้ช่วยผู้ว่าการ MEA พร้อมด้วย พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ในฐานะผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลสนามพลังแผ่นดิน และ ผู้แทนจากหน่วยงาน บมจ.ท่าอากาศยานไทย กระทรวงคมนาคม ผู้แทนจาก กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง และผู้แทนจิตอาสาพลังแผ่นดิน ร่วมเปิดโรงพยาบาลสนามพลังแผ่นดินแห่งที่ 3 ภายใต้ชื่อ รพ.สนามใต้ร่มพระบารมี เพื่อเทิดพระเกียรติเนื่องในมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และเพื่อรองรับการดูแลผู้ป่วย COVID-19 ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่คลังสินค้าขาออกที่ 4 ท่าอากาศยานดอนเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;MEA ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลระบบไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ได้ระดมกำลังให้การสนับสนุนการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเร่งด่วนเพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าจากจำนวนผู้ป่วยของโรงพยาบาลสนามที่แจ้งความประสงค์ โดยที่ผ่านมา ได้ดำเนินการปรับปรุงระบบไฟฟ้าในด้านต่าง ๆ เช่น การพาดสายไฟฟ้า การติดตั้งชุดหม้อแปลงไฟฟ้า ตู้แผงเมนสวิตช์แรงต่ำ พร้อมเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า ซึ่ง MEA ได้ปรับระบบไฟฟ้าเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในโรงพยาบาลสนาม ทั้งในด้านระบบแสงสว่าง ระบบปรับอากาศ ระบบปั๊มน้ำและอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ และยังได้วางแผนเตรียมการรองรับการจ่ายไฟฟ้าที่อาจมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมา ได้ดำเนินการกับโรงพยาบาลสนามต่าง ๆ เช่น รพ.สนามศูนย์กีฬาบางกอกอารีนา (เอราวัณ 2) โรงพยาบาลบุษราคัม&amp;nbsp;รพ.สนามพลังแผ่นดิน รพ.สนามสมุทราปราการรวมใจ 5 (WHA) รพ.สนามราชพิพัฒน์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ MEA มีความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือแก่โรงพยาบาลสนามทุกแห่ง ทั้งด้านการออกแบบ และการติดตั้งระบบไฟฟ้า พร้อมจัดให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าและให้บริการแก้ไขไฟฟ้าขัดข้องตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถติดต่อสอบถาม รวมถึงแจ้งเหตุได้ที่ MEA Smart Life Application หรือช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ได้แก่ Facebook : การไฟฟ้านครหลวง MEA, Line : MEA Connect, Twitter : @mea_news, Instagram : meafanclub และศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้าการไฟฟ้านครหลวง MEA Call Center 1130 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้น และช่วยให้ประชาชนได้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปพร้อมๆ กัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Energy for city life, Energize smart living&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111479</URL_LINK>
                <HASHTAG>Energize smart living, Energy for city life, MEA, MEA Smart Life Application, กรมธนารักษ์, กระทรวงการคลัง, กระทรวงคมนาคม, การไฟฟ้านครหลวง, จิตอาสาพลังแผ่นดิน, ติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า, นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน, นายไพฑูรย์ กุหลาบแก้ว, บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT), พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา, พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร, รพ.สนามใต้ร่มพระบารมี, แก้ไขไฟฟ้าขัดข้องตลอด 24 ชั่วโมง, โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ, โรงพยาบาลสนามพลังแผ่นดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210729/image_big_61020e8b1dbcf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106440</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2021 14:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2021 14:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธนารักษ์เปิดผลประมูลทรัพย์สินที่ยึดมาจากคดีฟอกเงิน ยอดพุ่ง 300 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มิถุนายน 2564 นายยุทธนา หยิมการุณ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า จากการเปิดประมูลขายที่ราชพัสดุที่ได้มาโดยคำพิพากษาของศาลให้ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ยึดมาจากคดีความผิดในการฟอกเงินตามกฎหมาย ปปง. และ ป.ป.ช.ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ Treasury e-Auction ซึ่งเป็นระบบประมูลทรัพย์ออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ https://auction.treasury.go.th ที่ได้ดำเนินการร่วมกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) พัฒนาระบบประมูลขายทรัพย์สินดังกล่าว โดยเปิดประมูลตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน และปิดการประมูลเมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 14 มิถุนายน 2564&amp;nbsp; ที่ผ่านมา

โดยสร้างรายได้จากประมูลทรัพย์สินฯ เกินเป้า ซึ่งตั้งไว้ที่ 250-270 ล้านบาท แต่เมื่อจบการประมูลยอดพุ่งสูงถึงกว่า 300 ล้านบาท

ทั้งนี้ รายการประมูลขายทรัพย์สินดังกล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีจำนวน 151 รายการ 224 แปลง โดยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และอีก 21 จังหวัดในหลากหลายภาคทั่วประเทศ อาทิ ชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต เป็นต้น มีทั้งที่ดินเปล่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินอื่น ห้องชุด และอาคารชุด โดยทรัพย์สินดังกล่าวมิได้มีความมุ่งหมายเพื่อใช้ในราชการและกรมธนารักษ์ไม่มีอัตรากำลังคนและงบประมาณในการดูแล บำรุงรักษา กรมธนารักษ์จึงมีแนวทางในการบริหารจัดการโดยการเปิดประมูลเป็นการทั่วไปเพื่อขายทรัพย์สินดังกล่าว ซึ่งนับวันจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อลดภาระในการดูแล และเป็นการเพิ่มรายได้แก่รัฐอีกทางหนึ่งด้วย นายยุทธนา กล่าวเพิ่มเติมว่า จากรายการประมูลขายทรัพย์สินในครั้งนี้ มีการประมูลได้มากถึง 132 แปลง ซึ่งเหลือเพียง 19 รายการ จะนำไปเปิดประมูลในรอบต่อไปในช่วงเดือนกรกฎาคม 2564 นี้ พร้อมกับทรัพย์สินอื่นๆ ด้วย ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ Treasury e-Auction เช่นเดิม เพื่อให้ประชาชนค้นหาและประมูลทรัพย์ที่ต้องการผ่านออนไลน์แบบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;Real Time สะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส ได้ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ที่ประสงค์เข้าร่วมประมูลเพื่อลงทะเบียนและเสนอราคาซื้อแต่ไม่มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แท็ปเล็ต หรือสมาร์ทโฟน กรมธนารักษ์ได้จัดเตรียมสถานที่ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ พร้อมเครือข่ายเน็ตเวิร์ค ไว้บริการ ณ ส่วนกลางที่กรมธนารักษ์ และสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ 76 พื้นที่ทั่วประเทศ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมประมูลในครั้งต่อไป สามารถลงทะเบียนสมัครสมาชิกเข้าร่วมประมูลออนไลน์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียนสมาชิก สอบถามรายละเอียดหรือติดตามข้อมูลข่าวสารของกรมธนารักษ์เพิ่มเติมได้ที่ www.treasury.go.th&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106440</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมธนารักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210615/image_big_60c85473788cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101386</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2021 12:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2021 12:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธนารักษ์งดจองเหรียญพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสด้วยตนเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ค. 2564 นายยุทธนา หยิมการุณ เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในปัจจุบัน กระจายเป็นวงกว้างและมีความรุนแรงมากขึ้น ประกอบกับทางรัฐบาลได้มีมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคในระดับสูงสุด กรมธนารักษ์จึงมีความห่วงใยและคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนผู้มาติดต่อราชการรวมถึงข้าราชการและพนักงานของกรมธนารักษ์ จึงของดการจองเหรียญและจ่ายแลกเหรียญเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกในโอกาสพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส 1 พฤษภาคม 2562 ด้วยตนเอง (Walk-in) ณ สถานที่สั่งจองและจ่ายแลกเหรียญทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 5-14 พฤษภาคม 2564โดยผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกดังกล่าวทุกประเภททางออนไลน์ได้ที่ www.treasury.go.th&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายยุทธนากล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเหรียญเฉลิมพระเกียรติพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 4 พฤษภาคม 2562 (เหรียญที่ระลึกประดับแพรแถบ) ซึ่งได้เปิดจำหน่ายไปแล้วเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2564 ทางกรมธนารักษ์จะเปิดช่องทางจำหน่ายทางออนไลน์เพิ่มเติมที่ www.treasury.go.th เมนู e-Catalog เหรียญและผลิตภัณฑ์เหรียญ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center โทร.0 2059 4999&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101386</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมธนารักษ์, ยุทธนา หยิมการุณ, เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกในโอกาสพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส 1 พฤษภาคม 2562</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210501/image_big_608ce34852ac9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101292</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 14:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2021 14:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธนารักษ์&#039;ยืดเวลาจองสิทธิที่พักข้าราชการในที่ราชฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 เมษายน 2564 &amp;nbsp;นายยุทธนา หยิมการุณ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า เพื่อให้ข้าราชการผู้สนใจจองสิทธิในโครงการสวัสดิการที่พักอาศัยของข้าราชการในที่ราชพัสดุสามารถจัดเตรียมเอกสารเพื่อจองสิทธิได้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่โครงการกำหนด รวมถึงเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้ข้าราชการว่ายังสามารถจองสิทธิได้ จึงได้ขยายระยะเวลาการจองโครงการดังกล่าวออกไปจนถึงวันที่ 31 พ.ค. 2564 โดยข้าราชการ 14 ประเภท และข้าราชการบำนาญ ที่สนใจจองสิทธิเข้าร่วมโครงการสามารถเข้าดู รายละเอียด เงื่อนไขต่าง ๆ และจองสิทธิได้ทางเว็บไซต์กรมธนารักษ์ www.treasury.go.th หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร 02 298 5180, โทรศัพท์เคลื่อนที่ (มือถือ) 062 456 1504 และ 062 454 6460
&amp;ldquo;โครงการดังกล่าวได้รับการตอบรับและข้าราชการให้ความสนใจสอบถามข้อมูลเข้ามาจำนวนมาก แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ในช่วงเดือน เม.ย. 2564 รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อยับยั้งและป้องกันการแพร่ระบาด รวมทั้งการดำเนินมาตรการในการปฏิบัติงาน ณ ที่พัก (Work From Home) โดยหน่วยงานราชการก็ปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวด้วย และการจองสิทธิเข้าร่วมโครงการ มีหลักฐานประกอบการจอง บางรายการที่ต้องขอให้ส่วนราชการต้นสังกัดออกให้ จึงเป็นเหตุผลอาจทำให้การออกเอกสารให้ผู้สนใจจองสิทธิเข้าร่วมโครงการล่าช้าได้&amp;rdquo; นายยุทธนา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี กรมธนารักษ์ได้เปิดให้ข้าราชการที่สนใจจองสิทธิเข้าร่วมโครงการสวัสดิการที่พักอาศัยของข้าราชการในที่ราชพัสดุ ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. เป็นต้นมา ในพื้นที่โครงการจำนวน 12 แปลง ซึ่งตั้งอยู่ใน กรุงเทพมหานคร 1 แปลง ลักษณะเป็นอาคารพักอาศัยรวม สูง 28 ชั้น จำนวน 650 ห้อง ขนาดพื้นที่ห้องพัก ประมาณ 34 ตารางเมตรต่อห้อง กำหนดราคา 3 ระดับราคา ตามความสูงของอาคาร ดังนี้ 1. ชั้น 4-6 (3ชั้น) รวม 78 ห้อง ราคาห้องละ 999,999 บาท 2. ชั้น 7-24 (18 ชั้น) รวม 468 ห้อง ราคาห้องละ 1,250,000 บาท 3. ชั้น 25-28 (4 ชั้น) รวม 104 ห้อง ราคาห้องละ 1,499,999 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนอีก 11 แปลง ในพื้นที่เชียงราย นครนายก อุบลราชธานี อุดรธานี สุราษฎร์ธานี ยะลา ปัตตานี ประจวบคีรีขันธ์ นนทบุรี นครราชสีมา และจันทบุรี พัฒนาเป็นอาคารพักอาศัยรวม สูง 7 ชั้น จำนวน 76 ห้อง ขนาดพื้นที่ห้องพัก ประมาณ 40 ตารางเมตรต่อห้อง ราคาห้องละ 999,999 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101292</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมธนารักษ์, บ้านข้าราชการ, ยุทธนา หยิมการุณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200907/image_big_5f55ab98b7025.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85863</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/12/2020 16:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2020 16:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039;มอบที่ราชพัสดุพื้นที่ภูเก็ตให้สธ.141ไร่หนุนโครงการเมดิคอลพลาซ่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ธ.ค.2563 พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังจากการเป็นประธานมอบหนังสืออนุญาตให้ใช้ที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ภก.153 (บางส่วน) ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ว่า วันนี้ (3 ธันวาคม 2563) กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ได้ส่งมอบหนังสืออนุญาตใช้ที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ภก.153 (บางส่วน) ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ประมาณ 141-2-64 ไร่ ให้กับ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)เพื่อไปดำเนินโครงการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจังหวัดภูเก็ตสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก (Phuket Medical Tourism into a World Class Medical and Wellness Tourist Destination) ให้เป็นเป็นศูนย์บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขระดับนานาชาติครบวงจร (International Health Plaza) ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้กรอบการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการดูแลด้านสุขภาพให้กับประชาชนในจังหวัดภูเก็ตและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดจากทั่วโลก ซึ่งภูเก็ตเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทย และได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้นการมอบที่ดินเพื่อการพัฒนาเป็นศูนย์บริการทางการแพทย์ในครั้งนี้จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบสาธารณสุขไทยมากขึ้น&amp;rdquo;พลเอก ประวิตร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง กรมธนารักษ์ ที่มีการจัดสรรที่ดินราชพัสดุให้กับกระทรวงสาธารณสุขในครั้งนี้ เพื่อเป็นการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลกของเมืองภูเก็ต ที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์แบบครบวงจร กระทรวงการคลังในฐานะเป็นผู้กำกับดูแลกรมธนารักษ์ และดูแลที่ราชพัสดุทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุข เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้านการดูแลสุขภาพ เพื่อสร้างโอกาสการเข้าถึงทางการแพทย์ ซึ่งไทยมีศักยภาพด้านการให้บริการทางการแพทย์อันดับต้นๆของโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ที่จะสร้างความยั่งยืนด้านการท่องเที่ยวของภูเก็ต ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีมูลค่าสูง ที่จะรองรับการท่องเที่ยววิถีใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยว &amp;nbsp;ซึ่งการใช้พื้นที่ในที่ดินราชพัสดุตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง เนื้อที่ 141-2-64ไร่ เป็นพื้นที่สวยงามติดชายทะเลชายหาดไม้ขาว ซึ่งเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชนในพื้นที่ภูเก็ตมีสุขภาพที่ดีและเกิดการจ้างงานในพื้นที่มากขึ้น&amp;rdquo;นายสันติ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85863</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมธนารักษ์, ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ศูนย์บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201203/image_big_5fc8ace567a61.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83348</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/11/2020 10:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/11/2020 10:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาคม&#039;สั่งธนารักษ์ไล่เช็คราคาประเมินที่ดินใหม่คาดอีอีซีราคาพุ่งทะลุ10%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ย. 2563 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้กรมธนารักษ์ ว่า ได้มอบนโยบายสำคัญ 6 เรื่อง ได้แก่ 1. ให้ทบทวนการประเมินราคาที่ดินรอบใหม่ ที่จะประกาศใช้ในปี 2565 โดยประสานกับกรมที่ดิน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และกรมชลประทาน เป็นต้น เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประกอบในการประเมินราคาที่ดินรอบใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นมาก จึงต้องนำองค์ประกอบทั้งหมดมาพิจารณาในการปรับราคาประเมินให้ครบ เพราะบางพื้นที่มีความเจริญ มีศูนย์การค้า มีรถไฟฟ้า และมีมอเตอร์เวย์ การประเมินราคาจึงต้องทำให้ใกล้เคียงกับราคาที่มีการซื้อขายจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมธนารักษ์จะต้องเข้าไปสำรวจทุกพื้นที่ในประเทศไทย ซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกันในเรื่องของการพัฒนา การประเมินราคาที่ดินรอบใหม่ก็จะต้องนำปัจจัยเรื่องการลงทุนภาครัฐมาประกอบด้วย ตรงนี้ก็จะเป็นรายได้ที่จะกลับเข้ามา&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การใช้ที่ราชพัสดุให้เกิดประโยชน์ ซึ่งเป็นนโยบายที่กรมธนารักษ์ได้ดำเนินการมาต่อเนื่อง และขณะนี้มีหลายโครงการที่จะพัฒนาที่ราชพัสดุในเชิงพาณิชย์ รวมทั้งการดำเนินงานพัฒนาที่ราชพัสดุเชิงสังคม เช่น ความร่วมมือกับโรงพยาบาลรามาธิบดี ในโครงการที่พักอาศัยผู้สูงอายุ 3. เพิ่มบทบาทให้บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) เป็นตัวนำในการพัฒนาโครงการบนที่ราชพัสดุ โดยดึงเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในรูปแบบสัญญาเช่าเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้รัฐมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. เชื่อมโยงที่ราชพัสดุกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ โดยเฉพาะธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยให้ ธพส. เข้ามาพัฒนาโครงการ และให้ ธอส. ทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ต้องการมีที่อยู่อาศัย 5. ในช่วงที่ไทยยังไม่สามารถรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ ให้กรมฯ เร่งพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะในภาคใต้ พัฒนาท่าเรือทั้งบนเกาะ และบนฝั่งว่าจะมีการปรับปรุงอย่างไร เช่น เกาะพีพี เพราะยังมีช่วงเวลาอีก 1-2 ปี ให้ฟื้นฟูกว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวจะกลับมาปกติ โดยให้ประสานกับคมนาคมว่าจะดำเนินการอย่างไร และ 6. ดูแผนการจัดทำเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนให้สอดคล้องกับโลกดิจิทัล ซึ่งไทยกำลังเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ทำให้ความจำเป็นในการใช้เหรียญน้อยลงจึงต้องดูแผนการผลิตเหรียญให้สอดคล้องมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายยุทธนา หยิมการุณ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า กรมธนารักษ์พร้อมเร่งดำเนินการตามนโยบายของ รมว.การคัง โดยเบื้องคาดว่าราคาประเมินที่ดินทั่วประเทศรอบใหม่ ที่จะประกาศใช้ในปี 2565 ซึ่งราคาประเมินปัจจุบันยังไม่ได้มีการรวมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐเข้าไปด้วย ซึ่งหากมีการนำปัจจัยดังกล่าวเข้าไปร่วมพิจารณาแล้ว จะส่งผลให้ราคาประเมินที่ดินทั่วประเทศปรับขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และพื้นที่โดยรอบ ซึ่งคาดว่าราคาประเมินที่ดินในส่วนนี้จะปรับเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10% โดยขณะนี้พบว่ามีนายทุนเข้าไปกว้านซื้อที่ดินในบริเวณอีอีซีไว้เกือบหมดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่พื้นที่ย่านสำคัญอื่น ๆ เช่น สีลม คาดว่าจะมีการปรับขึ้นเช่นกัน แต่คงไม่มาก เพราะมีการปรับขึ้นไปก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนพื้นที่ที่อยู่ใกล้โครงการโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ก็คาดว่าจะมีการปรับราคาประเมินขึ้นเช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83348</URL_LINK>
                <HASHTAG>(อีอีซี, กรมธนารักษ์, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ, ประเมินราคาที่ดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201109/image_big_5fa8f61da2d42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
