<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78950</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2020 10:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2020 10:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดฉุดยอดใช้น้ำมันเชื้อเพลิงรอบ 8 เดือนหดตัว 13.6%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย. 2563 นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวถึงภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยต่อวันรอบ 8 เดือน ของปี 2563 (มกราคม &amp;ndash; สิงหาคม) ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 13.6 โดยกลุ่มเบนซิน ลดลงร้อยละ 4.3 กลุ่มดีเซล ลดลงร้อยละ 4.0 น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) ลดลง ร้อยละ 56.6 น้ำมันเตา ลดลงร้อยละ 18.6 น้ำมันก๊าด ลดลงร้อยละ 17.8 LPG ลดลงร้อยละ 16.4 และ NGV ลดลงร้อยละ 30.8 โดยยังคงมีสาเหตุสำคัญมาจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การเดินทางด้วยรถยนต์ เครื่องบิน การขนส่งสินค้า และการดำเนินธุรกิจลดน้อยลง ประกอบกับความกังวลต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอก 2 จึงส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงยังลดลง

การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 30.8 ล้านลิตร/วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนคิดเป็นร้อยละ 4.3 โดยน้ำมันเบนซินมีการใช้ลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 0.8 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 18.7 และกลุ่มแก๊สโซฮอล์มีปริมาณการใช้ลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 30.0 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 3.8 เมื่อพิจารณาแยกชนิดน้ำมัน พบว่า แก๊สโซฮอล์ อี85 มีปริมาณการใช้ลดลงมากที่สุดเฉลี่ยอยู่ที่ 0.9 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 28.9 รองลงมาเป็นแก๊สโซฮอล์ 91 มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 8.2 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลง ร้อยละ 14.9 และแก๊สโซฮอล์อี 20 มีปริมาณการใช้ลดลงน้อยที่สุดเฉลี่ยอยู่ที่ 6.3 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 2.5 ขณะที่

แก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 14.6 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7

การใช้น้ำมันกลุ่มดีเซล เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 65.1 ล้านลิตร/วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนคิดเป็นร้อยละ 4.0 โดยน้ำมันดีเซล หมุนเร็วธรรมดา (บี7) มีปริมาณการใช้ลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 45.3 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 27.0 น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10

มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 13.3 ล้านลิตร/วัน (เริ่มมีการจำหน่ายตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2562) และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 4.3 ล้านลิตร/วัน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายภาครัฐที่กำหนดให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 เป็นน้ำมันดีเซลฐานของประเทศ จึงส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 8.4 ล้านลิตร/วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 56.6 เนื่องด้วยยังคงอยู่ในช่วงมาตรการที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) อนุญาตให้บุคคลเฉพาะกลุ่ม เดินทางเข้าออกประเทศได้และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดการควบคุมโรคติดต่ออย่างเคร่งครัด จึงส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้าพบว่าความต้องการใช้ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องด้วยมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ

การใช้ LPG เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 15.0 ล้านกก./วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนคิดเป็นร้อยละ 16.4 โดยปริมาณการใช้ภาคขนส่งลดลงมากที่สุด มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 2.1 ล้านกก./วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 27.2 รองลงมาเป็นภาคปิโตรเคมี มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 5.9 ล้านกก./วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 20.8 ถัดมาเป็นภาคอุตสาหกรรมมีปริมาณการใช้ลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 1.6 ล้านกก./วันคิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 13.3 และภาคครัวเรือนมีปริมาณการใช้ลดลงน้อยที่สุดเฉลี่ยอยู่ที่ 5.4 ล้านกก./วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 6.2

การใช้ NGV เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 3.8 ล้านกก./วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 30.8 เนื่องจากภาครัฐมีนโยบายการปรับราคาขายปลีก NGV สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไปเพื่อสะท้อนต้นทุน จึงทำให้ราคา NGV ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคหันไปใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์หรือน้ำมันดีเซลหมุนเร็วแทน

การนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง มีปริมาณรวมลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เฉลี่ยอยู่ที่ 900,063 บาร์เรล/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 9.6 โดยมีปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 869,358 บาร์เรล/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 5.0 คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย 39,024 ล้านบาท/เดือน เนื่องจากในเดือน สิงหาคม 2563 ยังคงอยู่ในช่วงหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่น และโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศลดลง จึงส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบลดลงไปด้วย

สำหรับน้ำมันสำเร็จรูป เป็นการนำเข้าน้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG โดยมีปริมาณนำเข้าลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 30,705 บาร์เรล/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 61.5 คิดเป็นมูลค่านำเข้าเฉลี่ยรวม 1,444 ล้านบาท/เดือน

การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยานและก๊าด และ LPG โดยมีปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เฉลี่ยอยู่ที่ 197,684 บาร์เรล/วัน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.9 คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวมเฉลี่ย 8,770 ล้านบาท/เดือน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78950</URL_LINK>
                <HASHTAG>8 เดือน, กรมธุรกิจพลังงาน, นันธิกา ทังสุพานิช, ยอดใช้น้ำมันเชื้อเพลิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efabbb042dd6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78217</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2020 11:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2020 11:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลังงานเคาะเปลี่ยนชื่อ&#039;บี10&#039;เป็น&#039;ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย. 2563 นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ตามที่กรมธุรกิจพลังงาน ได้กำหนดมาตรการการปรับเปลี่ยนชื่อเรียกของน้ำมันในกลุ่มดีเซลหมุนเร็ว เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลที่มีสัดส่วนผสมของไบโอดีเซลร้อยละ 10 ให้เป็นน้ำมันพื้นฐานของประเทศ โดยจะมีการเปลี่ยนชื่อเรียกน้ำมันดีเซล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มีสัดส่วนผสมของไบโอดีเซลในสัดส่วนร้อยละ 10 จาก &amp;ldquo;น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10&amp;rdquo; เปลี่ยนชื่อเป็น &amp;ldquo;น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา&amp;rdquo; และจะเปลี่ยนชื่อเรียกน้ำมันดีเซลที่มีสัดส่วนผสมของไบโอดีเซลในสัดส่วนร้อยละ 7 จาก&amp;rdquo;น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา&amp;rdquo; เป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี7 ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวว่าเพื่อเป็นการสร้างสมดุลปาล์มน้ำมันทั้งระบบของประเทศให้มีความยั่งยืน ทำให้ความต้องการใช้ปาล์มน้ำมัน ทั้งภาคพลังงานและเพื่อการบริโภคมีความสมดุลกับปริมาณการผลิตในประเทศ เป็นการสนับสนุนเกษตรกร ลดปัญหามลพิษทางอากาศ โดยน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี7 จะเป็นน้ำมันทางเลือกสำหรับรถยุโรปและรถยนต์รุ่นเก่า (ที่ไม่สามารถใช้ บี10 ได้) และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 จะเป็นน้ำมันดีเซลทางเลือกสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ ทั้งนี้ ประเทศไทยไม่มีการจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่ไม่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล (บี 100) มานานแล้ว การเปลี่ยนชื่อน้ำมันพื้นฐานได้มีผลการศึกษารองรับ โดยมีค่ายรถยนต์เกือบทุกค่ายให้การรับรองว่าสามารถใช้น้ำมันดีเซล บี10 ได้ โดยเฉพาะรถยนต์ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ใช้รถยนต์สามารถตรวจสอบว่ารถรุ่นใดใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาได้หรือไม่ จากเว็บไซต์ของกรมธุรกิจพลังงาน www.doeb.go.th หรือที่ศูนย์บริการหรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ของผู้ผลิตรถยนต์แต่ละยี่ห้อ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78217</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมธุรกิจพลังงาน, นันธิกา ทังสุพานิช, น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา, น้ำมันในกลุ่มดีเซลหมุนเร็ว, เปลี่ยนชื่อ บี10</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efabbb042dd6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67484</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2020 20:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2020 20:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สนธิรัตน์&#039;ไม่ให้ราคา&#039;สิระ&#039;หลังไล่พ้นชายคา พปชร. เร่งประเมินเอกภาพวิปรัฐบาล หลังส.ส. พรรครัฐบาลแหกคอก ดันตั้งกมธ.ตรวจสอบใช้งบเงินกู้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.กระทรวงพลังงาน ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงนายสิระ เจนจาคะ ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ ออกมาขับไล่ออกจากพรรคและความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ว่า ตนไม่ให้ความหมายให้น้ำหนักเพื่อที่จะตอบโต้ จริงๆควรพูดคุยกันภายใน ไม่ควรมาออกสื่อ และไม่ถือสาในเรื่องดังกล่าวอย่านำคำพูดบางคำมาเป็นประเด็น &amp;quot; สิระก็คือคุณสิระ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอให้ช่วยกันระงับความเห็นต่าง ส่วนจะส่งผลกระทบต่อพรรคในระยะยาวหรือไม่ ตนคิดว่าเป็นธรรมชาติของการเมือง หากไม่มีการตอบโต้ทางสื่อ&amp;rdquo;นายสนธิรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์ กล่าวว่าในส่วนกรณีที่ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล ลงชื่อตั้งคณะกรรมมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้งบพ.ร.ก.กู้เงิน1.9ล้านล้านบาท นั้น วิปรัฐบาลต้องเร่งหารือและหาข้อยุติ แต่ตอนนี้คงยังไม่ส่งผลต่อเอกภาพของวิปรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตามความเห็นการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญถือว่าเป็นความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ได้ โดยต้องเร่งประเมิน ทำอย่างไรสร้างความเข้มแข็งให้กับวิปรัฐบาลและให้การทำงานของรัฐบาลราบรื่น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67484</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมธุรกิจพลังงาน, นายสนธิรัตน์  สนธิจิรวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200531/image_big_5ed3ab0fe9ba9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28152</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/02/2019 16:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/02/2019 16:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โรงไฟฟ้าบางปะกง เริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าด้วย “น้ำมันปาล์มดิบ” ช่วยเกษตรกรแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกดปุ่มเริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ด้วยน้ำมันปาล์มดิบร่วมกับก๊าซธรรมชาติที่โรงไฟฟ้าบางปะกง มั่นใจสามารถช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์มได้ตามแผนที่วางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (2 กุมภาพันธ์ 2562) ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (รมว.พน) เป็นประธานในพิธีเปิดเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ด้วยน้ำมันปาล์มดิบ โดยมีนายวรพจน์ แววสิงห์งาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา นายธรรมศักดิ์ รัตนสัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และผู้บริหาร กฟผ. เข้าร่วมพิธี ณ ห้องควบคุมการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังความร้อนบางปะกง หน่วยที่ 3 จ.ฉะเชิงเทรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พน. กล่าวว่า หลังจากที่มีการจัดส่งน้ำมันปาล์มดิบล็อตแรก จำนวน 4,000 ตัน มาทางเรือจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีถึงโรงไฟฟ้าบางปะกงแล้วเมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา วันนี้ กฟผ. ได้เริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ด้วยน้ำมันปาล์มดิบร่วมกับก๊าซธรรมชาติที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนบางปะกง หน่วยที่ 3 ในอัตราส่วน 50 : 50 แล้ว และจากการที่ กฟผ. ได้ปรับปรุงอุปกรณ์ของโรงไฟฟ้า ทำให้สามารถใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นเชื้อเพลิงมาผลิตไฟฟ้าได้ประมาณเดือนละ 30,000 ตัน ซึ่งตามแผนจะสามารถดูดซับน้ำมันปาล์มดิบในตลาดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้ จำนวน 160,000 ตัน โดย กฟผ. จะใช้น้ำมันปาล์มดิบผลิตไฟฟ้าได้ 6 เดือน ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ &amp;ndash; กรกฎาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ด้วยน้ำมันปาล์มดิบวันนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวของความสำเร็จที่ทุกภาคส่วน ทั้ง กฟผ. ภาครัฐ เอกชน และชาวสวนปาล์ม ร่วมแรงร่วมใจเพื่อแก้ปัญหาราคาผลปาล์มน้ำมันตกต่ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยภายหลังจากนี้จะต้องดำเนินการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากโรงสกัดต่าง ๆ จนครบจำนวน 160,000 ตัน และจะมีพิธีลงนามสัญญาระหว่าง กฟผ. กับผู้ค้าน้ำมันปาล์มดิบในเร็ววันนี้&amp;rdquo; รมว.พน. กล่าวในที่สุด
ทั้งนี้ การนำน้ำมันปาล์มดิบมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าจะไม่กระทบกับค่าไฟฟ้าของประชาชนแต่อย่างใด เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจะไม่นำไปคิดรวมกับค่าเอฟที (FT)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28152</URL_LINK>
                <HASHTAG>50 ปี กฟผ., กรมธุรกิจพลังงาน, ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์, โรงไฟฟ้าบางปะกง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190202/image_big_5c55617257383.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26705</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/01/2019 11:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/01/2019 11:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เริ่มแล้ว! กฟน. เดินหน้าโครงการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดินถนนวิทยุ พร้อมเผยโครงการฯ ปี 62</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายเทพศักดิ์ ฐิตะรักษา รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมชี้แจง &amp;ldquo;โครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน ถนนวิทยุ&amp;rdquo; โดยมีผู้ประกอบการ และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ถนนวิทยุ เข้าร่วมประชุม ณ โรงแรม Grande Centre Point Ploenchit&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายชัยภัทร สุขไพบูลย์วัฒน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการ กฟน. กล่าวว่า ตามที่ กฟน. ได้มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงมหาดไทย และรัฐบาล เร่งดำเนินโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินมาอย่างต่อเนื่องนั้น ล่าสุด กฟน. จะดำเนินโครงการบนถนนวิทยุ (ถ.เพลินจิต &amp;ndash; ถ.พระราม 4) รวมระยะทาง 2.1 กิโลเมตร มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือน มกราคม &amp;ndash; ธันวาคม 2562 ภายใต้งบประมาณราว 171 ล้านบาท ถือเป็นโครงการที่ กฟน. มอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้จะช่วยสร้างความเพียงพอ มั่นคง ให้กับระบบไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น เมื่อดำเนินโครงการแล้วเสร็จจะทำให้พื้นที่โดยรอบมีทัศนียภาพที่สวยงาม ส่งเสริมให้เกิดการเติบโตทางธุรกิจท่องเที่ยว และเกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศไทยเนื่องจากเป็นพื้นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตประเทศต่าง ๆ อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ กฟน. ได้จัดประชุมขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงแผนงานการก่อสร้างที่จะดำเนินการบนผิวจราจรและทางเท้า บริเวณถนนวิทยุ ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่สะดวกกับประชาชนในบริเวณใกล้เคียง ให้ได้รับทราบแผนงานของ กฟน. ล่วงหน้า โดย กฟน. จะดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่ช่วงเวลา 22.00 - 05.00 น. ของทุกวันเพื่อหลีกเลี่ยงการส่งผลกระทบต่อการจราจร แต่อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งนี้ยังถือเป็นโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้แสดงความคิดเห็น พร้อมให้ข้อมูลสำคัญ และคำแนะนำที่ กฟน. จะได้นำมาพิจารณาปรับปรุงแผนงานให้มีความเหมาะสมและส่งผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด โดยจะมีการชี้แจงในประเด็นต่างๆ ได้แก่ แผนงานก่อสร้างด้านโยธา และระบบไฟฟ้า รวมถึงการจัดการจราจรในบริเวณก่อสร้าง ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้ กฟน. สามารถวางแผนการดำเนินโครงการได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ สำหรับภาพรวมการดำเนินโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินของ กฟน. ในปี 2562 ประกอบด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;1) โครงการที่จะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2562 ได้แก่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;- โครงการถนนพิษณุโลก ถนนนครสวรรค์ (แยกนางเลิ้ง ถึง แยกเทวกรรม) และถนนเพชรบุรี (แยกยมราช ถึง แยกอุรุพงษ์) รวมระยะทาง 0.3 กิโลเมตร กำหนดรื้อถอนเสาไฟฟ้าแล้วเสร็จ เดือนเมษายน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;- โครงการถนนนานา (ช่วงถนนสุขุมวิท ถึง คลองแสนแสบ) รวมระยะทาง 0.75 กิโลเมตร กำหนดรื้อถอนเสาไฟฟ้าแล้วเสร็จ เดือนเมษายน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;- โครงการถนนสาธุประดิษฐ์ และถนนสว่างอารมณ์ รวมระยะทาง 2 กิโลเมตร กำหนดรื้อถอนเสาไฟฟ้าแล้วเสร็จ เดือนธันวาคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;- โครงการถนนวิทยุ รวมระยะทาง 2.1 กิโลเมตร กำหนดรื้อถอนเสาไฟฟ้าแล้วเสร็จ ในเดือนธันวาคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;2) โครงการที่อยู่ระหว่างกำลังดำเนินการก่อสร้าง 54.1 กิโลเมตร อาทิ โครงการนนทรี โครงการพระราม 3 โครงการรัชดาภิเษก-พระราม 9 โครงการรอบพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน โครงการตามแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และโครงการถนนวิทยุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;3) โครงการที่จะลงนามสัญญาก่อสร้างในปี 2562 รวมประมาณ 114.9 กิโลเมตร มูลค่าของสัญญากว่า 20,000 ล้านบาท อาทิ โครงการพื้นที่เมืองชั้นใน โครงการตามแนวรถไฟฟ้าสายสีต่าง ๆ และโครงการร่วมกับหน่วยงานสาธารณูปโภคอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินทั้งหมดของ กฟน. ได้ดำเนินการรวมระยะทาง 214.6 กิโลเมตร โดยมีโครงการที่ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ 45.6 กิโลเมตร โครงการที่อยู่ระหว่างกำลังดำเนินการก่อสร้าง 54.1 กิโลเมตร และโครงการที่อยู่ระหว่างจัดหาผู้รับจ้าง 114.9 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26705</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมธุรกิจพลังงาน, กระทรวงมหาดไทย, การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), นายเทพศักดิ์ ฐิตะรักษา, ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190116/image_big_5c3eb2aace103.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19333</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2018 10:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2018 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธพ.เผยยอดใช้น้ำมัน 8 เดือนของคนไทยทะลุ 3.75 หมื่นล้านลิตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธพ.เผยยอดใช้น้ำมันรวม 8 เดือนปีนี้ อยู่ที่ 3.75 หมื่นล้านลิตร เพื่อขึ้น 3.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนเศรษฐกิจเริ่มโตการใช้น้ำมันทุกชนิดเพิ่มขึ้น ด้านการนำเข้าน้ำมันช่วงเดียวกันอยู่ที่ 3.72 หมื่นล้านลิตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยว่าความต้องการการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศในรอบ 8 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้(ม.ค.-ส.ค. 61 )มีปริมาณ 37,579 ล้านลิตร เฉลี่ยวันละ 154.6 ล้านลิตรหรือ 972,425 บาร์เรลต่อวัน โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.3 ล้านลิตรหรือคิดเป็น 3.6% โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้นของทั้งน้ำมันเบนซิน ดีเซล น้ำมันอากาศยาน น้ำมันเตา ก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ซึ่งสอดรับกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งการลงทุน และการท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกลุ่มเบนซินมีการใช้ 8 เดือนแรกอยู่ที่ 7,543.71 ล้านลิตร ปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 2.96% แบ่งเป็นเบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 2,454.92 ล้านลิตร ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.17% เนื่องจากมีส่วนต่างราคาจากแก๊สโซฮอล์ 95 เพียงลิตรละ 0.27 บาทจึงทำให้ประชาชนหันมาใช้แก๊สโซออล์ 95 ที่เพิ่มขึ้นโดย 8 เดือนแรกมีการใช้แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 3,121.4 ล้านลิตรเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.98% &amp;nbsp;แก๊สโซฮอล์อี 20 &amp;nbsp;การใช้อยู่ที่ 1,382.18 ล้านลิตรเพิ่มขึ้น 10.60% &amp;nbsp;แก๊สโซฮอล์อี 85 อยู่ที่ 281.37 ล้านลิตรเพิ่มขึ้น 11.78%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการใช้ดีเซลอยู่ที่ 15,854.37 ล้านลิตรเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.67% &amp;nbsp;โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นการใช้ดีเซลเกรดพิเศษ บี 20 ที่รัฐบาลสนับสนุนให้กับกลุ่มรถบรรทุก เรือโดยสาร ในราคาต่ำกว่าดีเซลปกติ 3 บาทต่อลิตรจำนวน 3.413 ล้านลิตรโดยการใช้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่การใช้น้ำมันอากาศยานอยู่ที่ 4,752.81 ล้านลิตรเพิ่มขึ้น 6.47% &amp;nbsp;น้ำมันเตา 1,440.48 ล้านลิตรเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;2.06 %
ด้านการใช้แอลพีจี อยู่ที่ 4,315.19 ล้านกิโลกรัม(กก.) ปรับเพิ่มขึ้น 6.68% &amp;nbsp;ส่วนก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(เอ็นจีวี) การใช้อยู่ที่ 1,515.79 ล้านกก. ลดลง 8.87% ทั้งนี้เนื่องช่วงที่ผ่านมาระดับราคาน้ำมันที่ต่ำส่งผลให้ผู้ใช้รถยนต์หันไปใช้น้ำมันแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการนำเข้าน้ำมันดิบ 8 เดือนแรกของปีนี้มีปริมาณการนำเข้ารวม 37,220 ล้านลิตรเฉลี่ยวันละ 153.2 ล้านลิตร หรือ 963,619 บาร์เรลต่อวันมาจากแหล่งตะวันออกกลาง 22,991 ล้านลิตรหรือคิดเป็น 61.8% ตะวันออกไกล 5,580 ล้านลิตรหรือคิดเป็น 15% และแหล่งอื่นๆ 8,650 ล้านลิตรคิดเป็น 23.2% มูลค่าการนำเข้ารวม 542,739 ล้านบาทโดยปริมาณเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2,784 ล้านลิตรคิดเป็น 8.1% มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น 142,735 ล้านบาทคิดเป็น 35.7% ซึ่งเป็นไปตามปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงโดยรวมที่เพิ่มขึ้นและระดับราคาน้ำมันที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19333</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมธุรกิจพลังงาน, ความต้องการการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ, ยอดใช้น้ำมันรวม 8 เดือน, สะท้อนเศรษฐกิจเริ่มโต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181008/image_big_5bbacabf6e230.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5579</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2018 14:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2018 14:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธพ.คาดสงกรานต์ใช้น้ำมันกระฉูดสั่งปั๊มเตรียมรับมือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธพ.แย้มผลคาดการณ์การใช้นำมันช่วงสงกรานต์โตจากปีก่อน ทั้งเบนซินและดีเซล ต่อเนื่องจากไตรมาส 1/2561 เป็นผลจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยว พร้อมสั่งผู้ประกอบการเตรียมพร้อมรับเทศกาล
&amp;nbsp;
22 มี.ค. 2561 - นายวิฑูรย์ &amp;nbsp;กุลเจริญวิรัตน์ &amp;nbsp;อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยว่า ธพ.คาดการณ์การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงช่วงเทศกาลสงกรานต์จากเมื่อดูจากสถิติในปี 2560 มีการใช้กลุ่มเบนซินอยู่ที่ 30.08 ล้านลิตรต่อวัน และดีเซลอยู่ที่ 64.1 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งปีนี้ ธพ. คาดว่าในปีนี้จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยจากแผนของผู้ประกอบการคาดว่าหารใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินปีนี้จะอยู่ที่ 31.7 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 5.38% และดีเซลจะอยู่ที่ 67.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 5.92% ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ในไตรมาส 1/2561 ว่ากลุ่มเบนซินจะมีการใช้อยู่ที่ 30.8 ล้านลิตรต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 4.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 10.6 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง 1.7% แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 12.5 ล้านลิตรต่อวัน &amp;nbsp;เพิ่มขึ้น 9.3% E20 อยู่ที่ 5.4 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 9.1% E85 อยู่ที่ 1.1 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 14% และเบนซินอยู่ที่ 1.2 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง 8.7% ขณะที่ดีเซลมีการใช้อยู่ที่ 66.6 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ดีขึ้น รวมถึงการท่องเที่ยวที่ยังโตอยู่ต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการน้ำมันเชื้อเพลิง สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง สถานีบริการก๊าซ และผู้ขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง เตรียมความพร้อมน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการ รองรับช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ปีนี้&amp;rdquo;นายวิฑูรย์ &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5579</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมธุรกิจพลังงาน, ดีเซล, ธพ., น้ำมัน, วิฑูรย์  กุลเจริญวิรัตน์, สงกรานต์, เบนซิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180322/image_big_5ab36133ecc64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
