<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120110</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 17:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 17:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หวั่นหลักธรรมาภิบาลชำรุด! กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงฯ เรียกร้องกรมประมง ทบทวนรับงบฯจากบริษัทเอกชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18&amp;nbsp;ต.ค.64 - กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงและภาคประชาสังคมได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง อธิบดีกรมประมง เพื่อขอให้ทบทวนการรับเงินสนับสนุนจากบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หลังกรมประมงชี้แจงกรณีเสนอแผนงบประมาณกว่า 261 ล้านบาทเพื่อฟื้นฟูแม่น้ำโขง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2564 กรมประมงได้ส่งหนังสือตอบกลับนายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน โดยระบุว่า กรมประมงได้เสนอโครงการเพื่อขอรับงบประมาณสนับสนุนจาก บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 จำนวน 261,740,190 บาท เพื่อการจัดทำโครงการ &amp;ldquo;การจัดการทรัพยากรประมงในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาในประเทศไทย&amp;rdquo; ประกอบด้วย 2 แผนงาน ได้แก่ 1. แผนงานเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำและความหลากหลายทางชีวภาพ &amp;nbsp;2. แผนงานบูรณาการและสนับสนุนการมีส่วนร่วมและการสร้างเครือข่ายเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการประมงน้ำจืด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในจดหมายเปิดผนึกของภาคประชาชน ระบุว่า บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นใหญ่โดย บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) การถือหุ้นทางตรงและหุ้นทางอ้อม บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) คือ ผู้พัฒนาโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงตอนล่างเขื่อนแรก และตั้ง บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จํากัด จดทะเบียนในประเทศลาวในปี 2553 เพื่อรับสัมปทานการสร้างเขื่อนและขายไฟฟ้าจากรัฐบาลลาว และดำเนินการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในปี พ.ศ.2554 &amp;nbsp;ต่อมาบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;ได้ขายหุ้นทั้งหมดแก่ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) ดังนั้น บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในผลกระทบที่เกิดต่อระบบนิเวศและชุมชนตลอดแม่น้ำโขง นับตั้งแต่เขื่อนไซยะบุรีเปิดใช้งาน ในวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื้อหาในจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว เรียกร้องและตั้งคำถามต่อหน้าที่โดยตรงของกรมประมง ดังนี้ 1. กรมประมงในฐานะเป็นหน่วยงานราชการ การรับเงินสนับสนุนจากบริษัทเอกชนเช่นนี้นั้น อาจจะกลายเป็นการนำเอาศักดิ์ศรีสถาบันของกรมประมงไปช่วยประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์แก่บริษัทเอกชน และอาจจะตกเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรม ให้แก่บริษัทเอกชน&amp;nbsp;
2. การรับเงินนอกงบประมาณแผ่นดินในลักษณะนี้ กรมประมงจะถูกตั้งคำถามต่อหลักธรรมาภิบาลขององค์กร หรือการมีส่วนร่วมกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึงใน 7 จังหวัดแม่น้ำโขง อีกทั้ง ยังไม่ตั้งอยู่บนงานวิจัยของกรมประมงแต่อย่างใด การรับเงินสนับสนุนดังกล่าวอาจจะถูกตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมายของการรับเงินสนับสนุนจากภาคเอกชนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พวกเราจึงขอเรียกร้องให้กรมประมงทบทวนการรับเงินสนับสนุน จากบริษัทที่ได้ชื่อว่า เป็นผู้ดำเนินโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี และบริษัทเอกชนอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกันนี้ในอนาคต&amp;rdquo;ในจดหมายระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมนตรี จันทวงศ์ ผู้ประสานงานกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (The Mekong Butterfly) กล่าวว่า&amp;nbsp;การเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาของแม่น้ำโขง เกิดขึ้นทันทีในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2562 &amp;ndash; เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ด้วยปรากฏการณ์น้ำโขงใสไร้ตะกอน การระบาดของสาหร่ายในแม่น้ำโขง และระดับน้ำโขงที่ผันผวนผิดฤดูกาล ซึ่งตรวจวัดที่สถานีวัดระดับน้ำโขงเชียงคานได้อย่างชัดเจน ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งในช่วงเวลาเดียวกันของปี พ.ศ.2563-2564 และผลสืบเนื่องจากน้ำโขงใสไร้ตะกอนนี้ ยังทำให้เกิดการดำน้ำยิงปลาในวังปลาต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อปลาขนาดใหญ่ซึ่งเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงเป็นจำนวนมาก ปรากฏการณ์น้ำโขงใสไร้ตะกอน ทำให้เกิดข้อถกเถียงและข้อสังเกตในทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง ต่อผลกระทบต่อเนื่องในระบบนิเวศแม่น้ำโขงและความสมบูรณ์ของทรัพยากรการประมง รวมถึงความเชื่อมโยงกับการเปิดใช้งานเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมนตรี กล่าวว่า เหตุนี้เอง กรมประมงในฐานะหน่วยงานที่มีพันธกิจในการบริหารจัดการด้านการประมงและการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ ให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สมบูรณ์ที่สุด เพื่อวิเคราะห์หาขอบเขตและความรุนแรงของผลกระทบทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ที่เกิดขึ้นจากน้ำโขงใสไร้ตะกอนและระดับน้ำโขงผันผวน รวมถึงการวิเคราะห์ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ มีความเกี่ยวข้องกับเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีหรือไม่ อย่างไร ซึ่งในปัจจุบันกรมประมงยังไม่ได้ทำการศึกษาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงของนิเวศแม่น้ำโขงนี้ ที่จะช่วยสร้างแนวทางที่ชัดเจนสำหรับกรมประมง ในการวางแผนงานและการออกนโยบายแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง เมื่อเดือนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 เฟซบุ๊กของฝ่ายเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมประมง ได้โพสต์ภาพการหารือร่วมกันระหว่างกรมประมงและฝ่าย CSR ของบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) โดยนายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง ได้ร่วมประชุมกับผู้บริหารของบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการเขื่อนไซยะบุรี ในสปป.ลาว โดยได้หารือในการจัดทำโครงการเพิ่มผลผลิตพันธุ์สัตว์น้ำจืดเพื่อปล่อยลงสู่แม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาโดยมีแนวทางเพื่อการอนุรักษ์สัตว์น้ำในลุ่มน้ำโขง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120110</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมประมง, แม่น้ำโขง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211018/image_big_616d3d12d6f0a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99646</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2021 12:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2021 12:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปล่อย&#039;ฉลามกบ&#039; สัตวน้ำหายากสู่เกาะมันนอก เดินหน้าแผนอนุรักษ์ฉลามของชาติ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 16 เม.ย. ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า&amp;nbsp;จากนโยบายของรัฐบาลมอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติให้ความสำคัญเรื่องการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ เพื่อคงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะสัตว์น้ำหายากหรือใกล้สูญพันธุ์ อาทิ &amp;ldquo;ฉลาม&amp;rdquo; ซึ่งมีแผนบริหารจัดการที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการฯ เรียบร้อยแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขานรับกับนโยบายดังกล่าวจึงมอบหมายให้กรมประมงจัดกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์และการบริหารจัดการฉลามของประเทศไทยด้วยการปล่อยฉลามที่ได้จากการขยายพันธุ์คืนสู่ธรรมชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;สำหรับการขยายพันธุ์พันธุ์ฉลามกบ ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในแนวปะการังปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้แผนปฏิบัติการแห่งชาติเพื่อการอนุรักษ์และการบริหารจัดการฉลามของประเทศ ซึ่งลูกปลาฉลามกบที่กรมประมงปล่อยคืนสู่ธรรมชาตินั้น เกิดจากการผสมพันธุ์ของพ่อ-แม่พันธุ์ที่ถูกรวบรวมจากธรรมชาติตั้งแต่ปี 2563 และดำเนินการเพาะขยายพันธุ์โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลระยอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ในปี 2564 สามารถเพาะขยายพันธุ์ลูกปลาฉลามกบประสบความสำเร็จพร้อมวางแผนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ จำนวน 100 ตัว ก่อนหน้านี้ ทยอยปล่อยไปแล้วจำนวน 20 ตัว ครั้งนี้ปล่อยเพิ่มอีกจำนวน 40 ตัว โดยฉลามกบที่ปล่อยครั้งนี้ มีอายุ 60 วัน ขนาดความยาว &amp;nbsp;15 &amp;ndash; 18 เซนติเมตร เป็นเพศผู้จำนวน 29 ตัว และเพศเมียจำนวน 11 ตัว ปล่อยบริเวณเกาะมันนอก เป็นที่ที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม อีกทั้งมีแหล่งอาศัยสัตว์ทะเล อย่างปะการังเทียมของกรมประมงซึ่งเป็นที่หลบภัยได้ดี คุณภาพน้ำดี และมีการพบปลาฉลามกบอาศัยอยู่ทำให้บริเวณดังกล่าวมีความเหมาะสมและปลอดภัย &amp;quot; ดร.วิชาญ กล่าวว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;การเพาะพันธุ์ลูกปลาฉลามกบ โดยทำการเลี้ยงในบ่อเพาะฟัก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ฉลามจัดเป็นสัตว์น้ำที่สำคัญในห่วงโซ่อาหาร เนื่องจากการมีอยู่ของฉลามคือหลักประกันความสมดุลของโครงสร้างประชากรปลาทะเลเพราะในฐานะนักล่าลำดับสูงสุดฉลามทำหน้าที่กำจัดปลาที่เชื่องช้าป่วยหรือใกล้หมดอายุตามวัยช่วยคัดสรรสายพันธุ์ปลาอื่น ๆ ให้แข็งแรงรักษาสมดุลประชากรปลากินพืชให้อยู่ในระดับพอเหมาะไม่สร้างความเสียหายให้กับถิ่นที่อาศัย ขณะเดียวกันยังควบคุมพฤติกรรมของปลากินเหยื่อขนาดรองๆ ลงมาให้สามารถแบ่งสรรกันใช้ทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม ซึ่งความหลากหลายของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตนี่เองที่ทำให้ท้องทะเลมีชีวิตชีวาและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาชื่นชมความงามของโลกใต้ท้องทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลูกปลาฉลามฟักออกจากไข่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนัช ศรีคุ้ม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลระยอง กล่าวว่า ปลาฉลามกบ เป็นฉลามที่อาศัยบริเวณพื้นท้องทะเลที่เป็นทรายหรือทรายปนโคลนตามชายฝั่งทะเล และกองหินใต้น้ำตามแนวปะการัง ในเขตน่านน้ำไทยสามารถพบได้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีพฤติกรรมชอบอยู่นิ่งๆ ไม่ดุร้าย กินพืชและสัตว์น้ำขนาดเล็กเป็นอาหาร ทางศูนย์ฯ &amp;nbsp;ได้ดำเนินการเพาะพันธุ์ลูกปลาฉลามกบ โดยทำการเลี้ยงในบ่อเพาะฟัก และนำไข่ที่ได้จากการฟักของพ่อ-แม่พันธุ์แยกไว้ในตะกร้า โดยวางไข่กระจายออกจากกัน ไม่ให้เกิดการทับซ้อน เพื่อง่ายต่อการดูแลและป้องกันการเน่าเสีย สำหรับขั้นตอนการฟักไข่จะต้องทำความสะอาดและตรวจสอบไข่เป็นประจำทุกวันเพื่อแยกไข่เสีย ในขณะเดียวกันต้องหมั่นตรวจสอบคุณภาพของน้ำ ทั้งอุณหภูมิ ความเค็ม และความเป็นกรดด่างของน้ำที่ใช้ระหว่างขั้นตอนการฟักไข่ และเมื่อลูกปลาฉลามฟักออกจากไข่แล้ว จะนำไปแยกเลี้ยงในบ่ออนุบาล โดยฝึกให้กินอาหารมีชีวิต เช่น ลูกกุ้ง ลูกปลา เพื่อให้แน่ใจว่าลูกปลาฉลามเหล่านี้สามารถหาอาหารกินเองได้ในธรรมชาติก่อนที่จะทำการปล่อยลูกปลาฉลามกบคืนสู่ธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้สนใจศึกษาพฤติกรรรมการดำรงชีวิตฉลามกบสามารถชมได้ที่ สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำระยอง (Rayong Aquarium) ถือเป็นแลนด์มาร์คอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดระยอง ตั้งอยู่เลขที่ 2 หมู่ 2 ต.เพ อ.เมืองระยอง จ.ระยอง &amp;nbsp;ภายในสถานแสดงฯ นอกจากจะมีการจัดแสดงฉลามกบแล้ว ยังได้รวบรวมและจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำมีชีวิต สัตว์น้ำสวยงามและสัตว์น้ำที่หายาก ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับอาชีพการทำการประมง เรือประมง และเครื่องมือประมงชนิดต่างๆ จากในส่วนนิทรรศการและพิพิธภัณฑ์ เปิดให้บริการในวันพุธ-ศุกร์ เวลา 10.00 น. &amp;ndash; 16.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00 น. &amp;ndash; 16.30 น.&amp;nbsp; สามารถเยี่ยมชมได้ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99646</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมประมง, ปล่อยฉลามกบคืนธรรมชาติ, สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำระยอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210416/image_big_60791badf163c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98052</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุมเข้มปิดทะเลอันดามัน ใช้13มาตรการปกป้อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; กรมประมงประกาศปิดทะเลอันดามัน 3 เดือน ครอบคลุมพื้นที่ 5 พัน ตร.กม. ดีเดย์ 1 เม.ย.-30 มิ.ย.64 มี 13 มาตรการเข้มตลอด 3 เดือน คุ้มครองปลาวางไข่ คืนความอุดมสมบูรณ์ทรัพยากร ฝ่าฝืนออกจับปลาโทษปรับ 5 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 1 เม.ย. ที่ศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเลกระบี่ นายเกียรติศักดิ์ เกษมพันธุ์กุล รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธีประกาศปิดทะเลอันดามัน 3 เดือน และปล่อยเรือตรวจการณ์ออกลาดตระเวนกวดขันการทำประมงผิดกฎหมาย ตามมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนฝั่งทะเลอันดามันประจำปี 2564 ในเขตพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง ระหว่างวันที่ 1 เมษายน-30 มิถุนายน 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากผลการศึกษาทางวิชาการยืนยันว่า มาตรการปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามันในปี 2563 ในช่วงเวลาเดียวกันที่ผ่านมา พบสัตว์น้ำชนิดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่มีความสมบูรณ์สูง และพบสัตว์น้ำวัยอ่อนมีความชุกชุมและแพร่กระจายหนาแน่น โดยเฉพาะเดือนพฤษภาคมที่มีความหนาแน่นสัตว์น้ำสูงสุด (690 ตัว/10 ตร.ม.) และยังพบสัตว์น้ำวัยอ่อนขนาดเล็กมากขึ้นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากสถิติผลจับสัตว์น้ำทั้งหมดจากฝั่งทะเลอันดามันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 207,236 ตันในปี 2560 เป็น 290,035 ตันในปี 2563 และจากการติดตามเครื่องมือประมงพื้นบ้านที่อนุญาตให้ทำประมงในพื้นที่มาตรการได้ เช่น อวนกุ้ง และอวนปู พบว่ามีการจับสัตว์น้ำขึ้นมาใช้ประโยชน์ในขนาดที่เหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการปิดอ่าวดังกล่าวจะครอบคลุมพื้นที่ 5,000 ตารางกิโลเมตร ในพื้นที่บางส่วนของจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง ตั้งแต่ปลายแหลมพันวา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ถึงปลายแหลมหยงสตาร์ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ตามประกาศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังกำหนดชนิดของเครื่องมือประมง วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขที่สามารถทำการประมงในช่วงประกาศใช้มาตรการ ดังนี้ 1.เครื่องมืออวนลากแผ่นตะเฆ่ ที่ใช้ประกอบเรือกลที่มีขนาดความยาวไม่เกิน 14 เมตร และต้องทำการประมงในเวลากลางคืนนอกเขตทะเลชายฝั่ง 2.เครื่องมืออวนล้อมจับปลากะตัก ทำการประมงเฉพาะในเวลากลางวัน และต้องทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง 3.เครื่องมืออวนติดตาปลาที่มีขนาดช่องตาอวนตั้งแต่ 4.7 เซนติเมตรขึ้นไป มีความยาวอวนไม่เกิน 2,500 เมตรต่อเรือประมง 1 ลำ ทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่ง และเครื่องมืออวนติดตาปลาที่มีช่องตาอวนตั้งแต่ 4.7 เซนติเมตรขึ้นไป มีความยาวอวนเกิน 2,500 เมตรต่อเรือประมง 1 ลำ ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง 4.เครื่องมืออวนปู อวนลอยกุ้ง อวนหมึก 5.เครื่องมืออวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.ลอบปูที่มีขนาดตาอวนโดยรอบตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป ใช้ทำการประมงไม่เกิน 300 ลูกต่อเรือประมง 1 ลำ ทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่ง และลอบปูที่มีขนาดช่องตาท้องลอบตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง 7.ลอบหมึกทุกชนิด 8.ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบทำการประมงพื้นบ้านในเขตทะเลชายฝั่ง 9.คราดหอยที่ใช้ประกอบเรือกลที่มีขนาดความยาวไม่เกิน 18 เมตร มีความกว้างของปากคราดไม่เกิน 3.5 เมตร ช่องซี่คราดไม่น้อยกว่า 1.2 เซนติเมตร และจำนวนของเครื่องมือคราดหอยต้องไม่เกิน 3 อัน (หน่วย) ต่อเรือกล 1 ลำ ที่ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง 11.จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ ฉมวก แผงยกปูจักจั่น 12.เครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำการประมง 13.การใช้เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ที่ใช้เครื่องยนต์มีกำลังแรงม้าไม่ถึง 280 แรงม้า ประกอบเครื่องมือทำการประมงอื่นใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีความผิดตามมาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ต้องระวางโทษ ปรับตั้งแต่ 5 พันบาทถึง 30 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือประมง หรือปรับจำนวน 5 เท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98052</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมประมง, ความอุดมสมบูรณ์ทรัพยากร, คุ้มครองปลาวางไข่, ปิดทะเลอันดามัน, ปิดทะเลอันดามัน 3 เดือน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210401/image_big_6065c782efe14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95351</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2021 13:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2021 13:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมประมง...เปิดโครงการ “คืน คง เพิ่ม เติมสัตว์น้ำบริเวณแหล่งก่อเกิดทรัพยากรประมง” จัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์ปูทะเลกว่า 3 แสนตัว กลับสู่ธรรมชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;ปูทะเล&amp;rdquo; นับเป็นทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีความสำคัญและมีคุณค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมาก เนื่องจากเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ ด้วยรสชาติที่ดีและยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง จึงทำให้ความต้องการปูทะเลสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ปัจจุบันกลับพบว่าปริมาณปูทะเลในธรรมชาติมีแนวโน้มลดลง อันเป็นผลมาจากระบบนิเวศที่เปลี่ยนแปลงไป และการทำการประมงที่เกินกำลังการผลิต จึงจำเป็นที่จะต้องเร่งฟื้นฟูเพื่อเพิ่มปริมาณทรัพยากรปูทะเลให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่องในอนาคต&amp;nbsp; ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นให้มีการฟื้นฟูทรัพยากรประมง และเร่งสร้างแหล่งทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่ชุมชนประมงต่าง ๆ ทั่วประเทศให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน พร้อมลดอุปสรรคและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวประมง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดโครงการ &amp;ldquo;คืน คง เพิ่ม เติม สัตว์น้ำบริเวณแหล่งก่อเกิดทรัพยากรประมง&amp;rdquo; ณ ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศชายเลนสิรินาถราชินี ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อปล่อยพันธุ์ปูทะเลจำนวนกว่า 3 แสนตัว ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการเพิ่มปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำในระบบนิเวศป่าชายเลนให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์อีกครั้งได้เป็นอย่างดี&amp;nbsp; เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวจัดเป็นแหล่งวางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อน ที่มีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์ ซึ่งจะส่งผลให้ลูกพันธุ์ปูทะเลที่ปล่อยไปนั้นสามารถเจริญเติบโตกลายเป็นพ่อแม่พันธุ์และเพิ่มผลผลิตทรัพยากรปูทะเลต่อไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ภายในงานยังได้มีการจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ปูทะเลเศรษฐกิจชนิดต่าง ๆ อาทิเช่น ปูทะเล ปูม้า และปูแสม&amp;nbsp; นิทรรศการธนาคารปูม้าของกลุ่มเกษตรกรบ้านปากน้ำปราณ และนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการมอบหนังสือรับรองมาตรฐานการทำประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนให้แก่ชาวประมง จำนวน 11 ราย และมอบเงินอุดหนุนโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนให้แก่องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นด้านชายฝั่งในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อีกจำนวน 24 กลุ่มด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองอธิบดีกรมประมง&amp;nbsp; กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปูทะเลที่พบในน่านน้ำไทยมี 4 ชนิด คือ ปูดำหรือปูแดง (Scylla olivacea) ปูเขียวหรือปูทองโหลง (Scylla serrata) ปูม่วง (Scylla tranquebarica) และ ปูขาวหรือปูทองหลาง (Scylla paramamosain) ซึ่งชนิดที่นิยมนำมาเพาะเลี้ยงคือ ปูขาวหรือปูทองหลาง ซึ่งกรมประมงดำเนินการทดลองเพาะพันธุ์ครั้งแรกในปี 2522 และได้เริ่มดำเนินการเพาะพันธุ์จนประสบความสำเร็จอีกครั้งในปี 2538 พร้อมได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกองวิจัยพัฒนาสัตว์น้ำชายฝั่งดำเนินการผลิตเพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติเรื่อยมา จึงเชื่อมั่นว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรปูทะเลในธรรมชาติเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า และคืนความอุดมสมบูรณ์กลับมาในระยะยาวได้เป็นอย่างดี&amp;nbsp; อีกทั้ง ยังสามารถเพิ่มรายได้และทำให้เกษตรกรชาวประมงมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพที่ยั่งยืนต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95351</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมประมง, คืน คง เพิ่ม เติม สัตว์น้ำบริเวณแหล่งก่อเกิดทรัพยากรประมง, นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210308/image_big_6045c4f64af8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62419</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2020 18:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2020 18:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฉลิมชัยสั่งกรมประมง เดินหน้าโครงการ “สร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน นำร่อง ปล่อยกุ้งก้ามกราม  ไปแล้วกว่า 1 ล้านตัว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้ กรมประมง จัดโครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน&amp;rdquo; ตั้งเป้าปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามจำนวน 287,200,000 ตัว ลงแหล่งน้ำชุมชนจำนวน 1,436 แห่ง ในเขตพื้นที่ 19 จังหวัด หวังพลิกวิถีเกษตรกรสร้างรายได้ให้ชุมชนหลังได้รับผลกระทบจากวิกฤติฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 62&amp;nbsp; นำร่องปล่อยกุ้งก้ามกรามจำนวน 1 ล้านตัวลงแหล่งน้ำชุมชนไปแล้ว 5 จังหวัด&amp;nbsp; ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่านายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว เกษตรและสหกรณ์ ได้มีข้อสั่งการให้กรมประมง ได้เร่งดำเนินโครงการสร้างรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรในภาคประมง ซึ่ง จะมี2 โครงการหลักๆ ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง: การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดินวงเงิน 221 ล้านบาท โดยโครงการฯ จะสนับสนุนพันธุ์ปลาและอาหารสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายจำนวน 44,311 ราย และ 2.โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน วงเงินงบประมาณ 430,800,000 บาท โดยโครงการฯ จะสนับสนุนพันธุ์กุ้งก้ามกรามปล่อยลงแหล่งน้ำชุมชนจำนวน 1,436 แหล่ง เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรโดยรอบแหล่งน้ำหันมาเลี้ยงกุ้งก้ามกราม เนื่องจากเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีราคาสูงเป็นที่ต้องการของตลาด อีกทั้งยังง่ายต่อการดูแลและมีศักยภาพในการเจริญเติบโตให้ผลตอบแทนที่รวดเร็วเพียงแค่ 4-6 เดือนเท่านั้น เหมาะสมต่อการส่งเสริมให้เป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการฯ มีเป้าหมายดำเนินการในแหล่งน้ำชุมชน จำนวน 1,436 แห่ง ในพื้นที่ 129 อำเภอ 19 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น ตราด นครพนม บุรีรัมย์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร สระแก้ว สุโขทัย อำนาจเจริญ อุดรธานี และ อุบลราชธานี ซึ่งจะดำเนินการปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามทั้งหมด 287,200,000 ตัว โดยจะทยอยปล่อยกุ้งก้ามกรามขนาด 5 &amp;ndash; 7 ซม.ขึ้นไป ซึ่งเป็นขนาดที่มีอัตราการรอดสูงลงในแหล่งน้ำเป้าหมายแห่งละ 200,000 ตัวพร้อมกับอาหารกุ้งที่ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย จำนวน 1,436 กระสอบ ซึ่งจะมอบให้เป็นเป็นต้นทุนอาหารสัตว์น้ำแหล่งน้ำละ 1 กระสอบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านการปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามภายใต้โครงการฯ อันดับแรกทุกแหล่งน้ำจะต้องมีการจัดตั้งกรรมการบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชนเพื่อประสานความร่วมมือในระดับท้องถิ่น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมขับเคลื่อนโครงการในทุกขั้นตอนร่วมไปกับเจ้าหน้าที่กรมประมง ทั้งด้านการเตรียมความพร้อมให้กับแหล่งน้ำ ได้แก่ การลดจำนวนปลาขนาดใหญ่และกินเนื้อ การสร้างที่หลบซ่อนรวมทั้งการสร้างอาหารธรรมชาติในแหล่งน้ำ การกำหนดกติกาการจับสัตว์น้ำของชุมชน การสนับสนุนข้อมูลเพื่อติดตามผลการดำเนินโครงการทั้งในเรื่องของจำนวนและการวิเคราะห์ผลผลิตสัตว์น้ำ ฯลฯ และเมื่อกรมประมงดำเนินการส่งเสริมการเลี้ยงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในช่วงก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิตกรมประมงจะเข้าไปร่วมวางแผนการตลาดโดยจะยึดนโยบาย ข้อสังการของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้เน้นย้ำในเรื่อง &amp;ldquo;การตลาดนำการผลิต&amp;rdquo; ที่มุ่งเน้นการวางแผนการผลิตให้ตรงตามความต้องการตลาด เกษตรกรจะต้องไม่ใช่เพียงผลิตสัตว์น้ำได้แต่จะเรียนรู้วิธีการขายและต้องขายได้ มีช่องทางการตลาดที่เหมาะสมเพื่อที่จะสร้างเป็นอาชีพให้พึ่งพิงได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62419</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมประมง, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน, ปล่อยพันธุ์กุ้ง, มีศักดิ์ ภักดีคง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200407/image_big_5e8c609c60587.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40616</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2019 14:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2019 14:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คพ.ฟ้องค่าเสียหาย 5.7 ล้านจากโรงงานเอทานอลราชบุรี ทำกระเบนราหูตาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 10 ก.ค.&amp;nbsp;นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า จากกรณีปลากระเบนราหูและสัตว์น้ำอื่นๆ ตายเป็นจำนวนมากในแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดราชบุรี และจังหวัดสมุทรสงคราม ในระหว่างวันที่ 1-7 ตุลาคม 2559 โดยเฉพาะในเขตอำเภอบางคนที และอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม จากการตวจสอบและวิเคราะห์คุณภาพน้ำของ คพ. และจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีสาเหตุมาจากการระบายน้ำกากส่าสุดท้ายที่ผ่านการบำบัดแล้วลงสู่คลองแฉลบและไหลลงสู่แม่น้ำแม่กลองของโรงงานเอทานอลราชบุรี (บริษัท ราชบุรี เอทานอล จำกัด)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประลอง กล่าวว่า คพ. และกรมประมงจึงเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายตามมาตรา 96 และมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 จากบริษัท ราชบุรี เอทานอล จำกัด กับพวกเป็นเงินจำนวน 5,785,996.50 บาท โดยค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจากการเข้าไปดำเนินการประเมินผลคุณภาพสิ่งแวดล้อมของ คพ.จำนวน 306,440 บาท และค่าเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ปลากระเบนราหู กุ้ง หอยของกรมประมง จำนวน 5,479,556.50 บาท โดยยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดราชบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ สวพ.1/2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ แต่ก่อนที่ศาลจะกำหนดนัดชี้/สืบพยาน ศาลได้นัดไกล่เกลี่ยคดี ระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยเมื่อวันที่&amp;nbsp;2 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยในวันดังกล่าว ทนายซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจของจำเลยได้รับเอาข้อเสนอของโจทก์ที่ให้รับผิดตามฟ้องไปเสนอให้คณะกรรมการของบริษัทฯ พิจารณา และศาลนัดไกล่เกลี่ยอีกครั้งในวันที่ 26 สิงหาคม 2562 และหากตกลงกันไม่ได้ศาลจะนัดชี้/สืบพยานต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40616</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมมลพิษ, กรมประมง, กะเบนราหูตาย, นายประลอง ดำรงค์ไทย, ปล่อยน้ำเสีย, โรงงานเอทานอลราชบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190710/image_big_5d25967332a41.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30588</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จี้‘มาสเตอร์เชฟ’ เปิดที่มากระเบนนก ทส.ชี้อาจผิดกม.จ่อขึ้นทะเบียนคุ้มครอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กระแสโซเชียลยังอื้ออึง รายการดังเอากระเบนนกมาทำอาหาร &amp;quot;ช่อผกา วิริยานนท์&amp;quot; เรียกร้องผู้ผลิตรายการออกมาขอโทษประชาชน เพราะที่ชี้แจงกลับทำให้คนเข้าใจผิดเหมือนส่งเสริมให้กิน กรมประมงย้ำควรอนุรักษ์เพราะใกล้สูญพันธุ์ ดาราปั้นจั่น ตอก &amp;quot;อยากแปลกไม่แดกคนละครับ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในโลกออนไลน์ขณะนี้ ประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์กลายเป็นกระแสร้อนแรง คือกรณีรายการ &amp;quot;มาสเตอร์เชฟ ประเทศไทย&amp;quot; แข่งขันทำอาหารทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 เมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา มีการนำปลากระเบนนกขนาดใหญ่มาทำอาหาร ซึ่ง ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กเพจ Thon Thamrongnawasawat ว่าไม่เห็นด้วยที่จะนำสัตว์ทะเลหายากเช่นกระเบนนกมาทำอาหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กระเบนนก เป็นสัตว์หายากของทะเลไทย บางคนดำน้ำกันหลายปี ยังไม่เคยเจอสักตัว เราเคยพยายามผลักดันให้เป็นสัตว์คุ้มครอง แต่ยังติดขัดอยู่บางประการ เพราะฉะนั้น ยังไม่ผิดกฎหมาย แต่โลกยุคนี้ เพียงคำว่าผิดหรือไม่ผิดกฎหมาย อาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเมืองไทย เมืองที่ผู้คนกำลังรักทะเลมากมาย อยากขอร้องว่า ช่วยกันบ้างเถิดครับ ช่วยกันรักทะเลบ้างเถอะครับ.... ได้โปรด...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ผู้ผลิตรายการ &amp;ldquo;มาสเตอร์เชฟ ประเทศไทย&amp;rdquo; ยืนยันว่าปลากระเบนที่ใช้ในการแข่งขัน คือปลากระเบนเนื้อดำ หรือปลายี่สน วัตถุดิบพื้นบ้านที่นำมาใช้ประกอบอาหารหลายเมนู โดยเฉพาะปลายี่สนผัดหวาน เครื่องข้าวแช่โอท็อปเพชรบุรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มีนาคมนี้ &amp;ldquo;ช่อผกา วิริยานนท์&amp;rdquo; อดีตดาราและพิธีกรชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ถึงอย่างไรก็ยังอยากเห็นรายการมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์ ออกมาขอโทษประชาชน เพราะการแถลงที่ผ่านมาของผู้ผลิตรายการ มีหลายจุดที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด เสมือนส่งเสริมให้กินและอาจทำให้เกิดปรากฏการณ์ล่าปลากระเบน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่อผกายังได้ยก 10 เหตุผลที่สังคมยังไม่เข้าใจมาแสดงด้วย คือ 1.ปลากระเบนนก (Eagle ray) เป็นชื่อเรียกของทั้งแก๊งหรือศัพท์ทางการ คือ วงศ์ปลากระเบนนก คือแก๊งที่เป็นกระเบนตัวใหญ่ มีลาย ปีกกว้าง ปากยื่น ไม่ว่าใครจะพยายามทำให้เข้าใจว่าเป็นชื่ออื่นอย่างไร ตัวที่ตายและโดนชำแหละโชว์ในจอ มันก็คือปลากระเบนในกลุ่ม Eagle ray ซึ่งหายากและใกล้สูญพันธุ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ปลาในกลุ่ม Eagle ray จัดอยู่ใน red list หรือบัญชีแดงขององค์กรระดับโลก หรือ IUCN สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ เพราะใกล้สูญพันธุ์ จึงไม่ใช่ปลาที่หาได้ง่ายในท้องตลาดทั่วไปตามที่เข้าใจกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ปลากระเบนมีเป็นร้อยพันธุ์ ไม่แปลกที่ประชาชนไม่ทราบ แต่วิธีอธิบายของทางรายการในจดหมายชี้แจง อาจทำให้ประชาชนเข้าใจสับสนได้ โดยเฉพาะปลากระเบนที่ชาวบ้านจับมากินเกือบทั้งหมดเป็นปลากระเบนพันธุ์ที่อยู่ตามพื้นทราย ไม่ใช่พันธุ์ที่บินอยู่กลางน้ำแบบ Eagle ray ในรายการ และชาวประมงไม่ได้ตั้งใจจับ แต่มันติดอวนมา เมื่อมาถึงท่าจะทิ้งก็เสียดาย จึงนำไปจำหน่าย และเนื่องจากมันเป็นปลากระดูกอ่อน ถ้าเก็บไว้นานจะมีกลิ่นแอมโมเนียรุนแรง จึงมักนำไปแปรรูปในรูปแบบอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.การนำปลากระเบนมาทำอาหารในรายการทีวีอื่นนั้น เป็นเรื่องของแต่ละรายการ แต่อยากให้ประชาชนตระหนักว่าไม่ควรกินสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.ยังไม่มีการทำฟาร์มเพาะเลี้ยงปลากระเบนแบบที่รายการเอามากิน ฟาร์มที่เลี้ยงกันคือกระเบนน้ำจืดตัวเล็กๆ เลี้ยงเป็นปลาสวยงาม ไม่ใช่เลี้ยงจำหน่ายเพื่อการบริโภค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.ปลาตัวที่ถูกชำแหละในรายการยังไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายไทย ฉะนั้น การนำปลาดังกล่าวมาเป็นวัตถุดิบออกรายการไม่ผิดกฎหมายไทย แต่ผิดกติกาสากลของโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7.อยากให้มีกระบวนการพิสูจน์ว่าปลาตัวที่ถูกนำมาชำแหละในรายการ เป็นพันธุ์ Aetobatus narinari ตามข้อสงสัยของนักวิชาการหรือไม่ เพราะหากเป็น Aetobatus narinari ซึ่งห้ามนำเข้ามาจำหน่ายในไทย คนขายน่าจะทำผิดกฎหมาย (ส่วนคนซื้อผิดไหม ขอผู้รู้ช่วยชี้แจงด้วย) การทำให้กระจ่างจะช่วยหยุดการลับลอบนำปลาชนิดนี้มาจำหน่ายในไทยได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;8.วัฒนธรรมการกินอาหารพื้นบ้านที่ผ่านมาของไทย ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ปัจจุบันหากมีข้อมูลชัดเจนว่า ที่เคยกินกันนั้นมันใกล้จะสูญพันธุ์แล้ว เช่น อดีตที่เราเคยกินเต่า กินพะยูน เมื่อมีข้อมูลให้ตระหนักรู้ คนส่วนใหญ่ที่มีความเจริญทางจิตใจมากพอ ก็ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมใหม่ได้ คือการหยุดกิน ขอเพียงสื่อทำหน้าที่รณรงค์ให้หยุด ไม่นำเสนอเนื้อหาเสมือนส่งเสริมให้กิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;9.ถ้าปลาตัวนั้นไม่ตาย ไม่ถูกชำแหละโชว์ในรายการ แต่ได้รับโอกาสให้รอดชีวิตได้ว่ายน้ำเล่นต่อไปในท้องทะเล ตลอดชีวิตของมันและเพื่อนๆ จะดึงดูดนักดำน้ำ สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวให้กับมนุษย์ได้มากมหาศาลนับสิบนับร้อยล้านบาทเลยทีเดียว ไม่ใช่เป็นเพียงแค่จุดดึง rating ดูดเงินโฆษณาเข้ากระเป๋าผู้ผลิตบางรายเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;10.การอยู่ร่วมกันในโลกยุคใหม่ ควรพัฒนาไปสู่การใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันอย่างยั่งยืน (สอดรับกับเป้าหมาย SDGs ของสหประชาชาติ) รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้เร่งส่งเสริมการศึกษาเกี่ยวกับปลาชนิดนี้ให้ชัดเจน แบบไหนควรกิน แบบไหนควรเก็บไว้ในทะเล ปัญหาปลาใหญ่หายากทั้งฉลามและกระเบนติดอวนมาแล้วไม่ปล่อยกลับ แต่เอามาเร่ขายจะได้หมดไป&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง ชี้แจงว่า จากกรณีปลากระเบนที่ปรากฏอยู่ในรายการแข่งขันทำอาหาร จากการตรวจสอบมี 2 ชนิดพันธุ์คือ กระเบนหิน และกระเบนนกจุดขาว สำหรับปลากระเบนนกจุดขาว หรือปลากระเบนค้างคาว หรือปลากระเบนยี่สน อยู่ในวงค์ปลากระเบนนก (Myliobatidae) เป็นปลากระเบนทะเลที่พบได้ในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก และอีกหลายประเทศ อาทิ ประเทศออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงน่านน้ำประเทศไทยที่สามารถพบเห็นได้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน มีลักษณะเด่น มีผิวหนังเรียบ ด้านหลังมีสีดำมีจุดขาวกระจาย ด้านท้องมีสีขาว หางเรียวยาวมาก มีส่วนหัวที่แยกออกจากครีบเห็นได้ชัดเจน จึงทำให้ว่ายน้ำไปมาได้อย่างอิสระเหมือนนกบิน มีขนาดกว้างได้ถึง 1.5 เมตร เคยพบสูงสุดถึง 3 เมตร น้ำหนัก 230 กิโลกรัม อาศัยบริเวณใกล้ผิวน้ำถึงใกล้พื้นท้องทะเลตามชายฝั่งทะเลแนวปะการัง ส่วนปลาขนาดเล็กอาจพบได้ในเขตน้ำกร่อยปากแม่น้ำ กินปลาขนาดเล็ก หอย ปลาหมึก กุ้ง และปูเป็นอาหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับในประเทศไทย ปลากระเบนนกเป็นสัตว์น้ำพลอยได้จากการทำประมง ไม่อยู่ในเป้าหมายการจับของชาวประมง และไม่มีเครื่องมือที่ใช้จับเป็นการเฉพาะ ถึงแม้ว่าปลากระเบนนกจะเป็นสัตว์น้ำที่ไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือบัญชีแนบท้ายอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) แต่ทางสหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ได้ทำการสำรวจและประเมินสถานภาพรายชื่อปลาฉลามและปลากระเบนทั่วโลกจำนวน 1,038 ชนิด ขึ้นใน IUCN Red List &amp;quot;สำหรับปลากระเบนนกชนิดนี้แสดงสถานะให้เป็นสัตว์น้ำชนิดพันธุ์ที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU)&amp;quot; โดยได้ขอความร่วมมือประเทศที่เป็นเจ้าของสัตว์น้ำในบัญชี IUCN Red List ให้ความสำคัญทั้งด้านบริหารจัดการและการอนุรักษ์ เนื่องจากการประเมินสถานภาพพบว่ามีแนวโน้มลดลงจากการทำประมงและการท่องเที่ยว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายจุตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การใช้ปลากระเบนนกมาประกอบอาหารเพื่อรับประทานเป็นเรื่องของความชอบส่วนบุคคล แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสม เนื่องจากการนำสัตว์หายากมาเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร จะดึงดูดให้ผู้รับชมเกิดความต้องการอยากนำมารับประทานมากขึ้น และก่อให้เกิดค่านิยมอยากจะลิ้มลองรสชาติของปลาประเบนชนิดนี้ ส่งผลให้เกิดการล่ากระเบนเพิ่มขึ้น เนื่องจากปลากระเบนนกเป็นสัตว์ที่อยู่ในบัญชีแดง (Red List) เป็นสัตว์หายากที่ใกล้สูญพันธุ์ โดยในประเทศไทย ปลากระเบนชนิดนี้จะอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำลึก ส่วนมากพบทางฝั่งอันดามัน ไม่น่าจะหาได้แถวมหาชัย ซึ่งในแง่ของกฎหมายยังไม่มีความผิด แต่มองถึงความเหมาะสม ในเบื้องต้นรายการดังกล่าวยังไม่มีการชี้แจงและระบุแหล่งที่มาว่านำมาจากที่ใด หากนำมาจากพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ เขตห้ามล่า และเขตอนุรักษ์จะมีความผิดทางกฎหมาย จึงอยากให้รายการระบุแหล่งที่มาของปลากระเบนพันธุ์ดังกล่าวต่อสาธารณะ ทั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดีที่สังคมไทยตื่นตัวกับการอนุรักษ์สัตว์ป่ามากขึ้น และช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการบริโภคสัตว์หายากของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุตุพรกล่าวว่า ทช.จะเดินหน้ารณรงค์ไม่ให้ประชาชนหันมานิยมกินสัตว์หายากที่ใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากประเทศไทยเดินหน้าแผนการอนุรักษ์และปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งจากกรณีดังกล่าวทำให้ ทช.เตรียมจะพิจารณาให้ปลากระเบนนกขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์คุ้มครอง เพราะปัจจุบันไทยยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองสัตว์ชนิดนี้ ซึ่งกระเบนนกอยู่ในบัญชีแดงเช่นเดียวกับกระเบนแมนต้า ที่ผ่านมาไทยได้ขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์คุ้มครองแล้ว และกระเบนนกจะเป็นสัตว์ที่จะตัองขึ้นทะเบียนเป็นชนิดต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระแสโซเชียลยังวิพากษ์วิจารณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบ ต่อดาราหนุ่ม ปั้นจั่น ปรมะ อิ่มอโนทัย ที่โพสต์ลงอินสตาแกรมแสดงความคิดเห็นถึงประเด็นดังกล่าว ไม่เห็นด้วยกับการนำปลากระเบนหายากมาทำอาหาร พร้อมระบุ #อยากแปลกไม่แดกคนละครับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30588</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมประมง, กระเบนนก, มาสเตอร์เชฟ, สัตว์หายากของทะเลไทย, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190305/image_big_5c7e7b051139b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
