<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106691</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2021 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2021 14:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองทุน FTA เคาะงบ 21 ล้านบาท ดันศักยภาพเกษตรกรโคเนื้อวากิว เมืองสุรินทร์ ตั้งเป้าผลิตโคขุนเกรดคุณภาพสูง ส่งเสริมตลาด รับมือผลกระทบ TAFTA </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอัญชนา ตราโช&amp;nbsp; รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) ได้อนุมัติงบประมาณ จำนวน 21.88 ล้านบาท ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการตลาดโคเนื้อสุรินทร์วากิวครบวงจรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้เกษตรกรของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคขุนสุรินทร์โกเบครบวงจร ตำบลสลักได อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยมีกรมปศุสัตว์ เป็นผู้กำกับดูแล ระยะเวลาดำเนินโครงการ 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2564 - 2573) โดยร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคขุนพันธุ์สุรินทร์วากิว ให้เป็นเนื้อโคที่ดีมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในและต่างประเทศการอนุมัติงบประมาณดังกล่าว เพื่อลดผลกระทบจากการสิ้นสุดมาตรการปกป้องพิเศษ (SSG) ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย &amp;ndash; ออสเตรเลีย (TAFTA) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นมา ซึ่งกำหนดให้สินค้าเกษตร ที่นำเข้าจากออสเตรเลียจำนวน 17 รายการ เช่น เนื้อวัวและเครื่องใน เนื้อหมูและเครื่องใน ผลิตภัณฑ์จากเนยและนม เป็นต้น จะไม่มีภาษี ไม่จำกัดปริมาณการนำเข้าอีกต่อไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคขุนสุรินทร์โกเบครบวงจร ตำบลสลักได อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ นับเป็นกลุ่มวิสาหกิจที่ประกอบอาชีพเลี้ยงโคเนื้อสายพันธุ์วากิว ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ปัจจุบันมีสมาชิก 107 ราย จำนวนโคแม่พันธุ์ 2,079 ตัว แต่ผลผลิตของกลุ่มฯ ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ซึ่งมีความต้องการประมาณเดือนละ 60 ตัว หรือ ปีละ 720 ตัว ขณะที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ ผลิตได้เพียงเดือนละ 18 ตัว หรือปีละ 216 ตัว&amp;nbsp;(คิดเป็นร้อยละ 30 ของตลาดที่มีอยู่) เป้าหมายของโครงการ คือ การผลิตลูกโคเพศผู้สำหรับขุนได้ ไม่น้อยกว่า 240 ตัว/ปี หรือ 2,400 ตัวตลอดทั้งโครงการ ด้วยระบบการบริหารจัดการฟาร์มแบบคอกกลาง (Central Feedlot) มีการจัดอบรมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรผู้เป็นสมาชิก ทั้งนี้ จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแล และควบคุมโดยกรมปศุสัตว์ ขณะที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะร่วมยกระดับการบริหารจัดการฟาร์มภายใต้แนวคิดการผลิตแบบคอกกลางที่มีศักยภาพ&amp;nbsp; ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ 10 ปี เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์โครงการ และจะเป็นเนื้อโคขุนที่มีเกรดคุณภาพไขมันแทรกระดับ 2.5&amp;nbsp; ขึ้นไป จากฟาร์มที่ได้มาตรฐาน GFM / GAP เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดระดับบน ซึ่งเป็นตลาดเนื้อโคขุนคุณภาพ นอกจากนี้ โครงการนี้ ยังได้จัดทำความตกลงด้านการตลาด (MOU) กับบริษัทคู่ค้าไว้แล้ว จำนวน 2 ฉบับ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรว่า มีตลาดรองรับผลผลิตอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมา สินค้าโคเนื้อ นับเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมจากตลาดภายในประเทศอย่างมาก แต่กลับพบว่าปริมาณการผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะเนื้อโคคุณภาพระดับเกรดไขมันแทรกตั้งแต่ระดับ 2.5 ขึ้นไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น หากประเทศไทยสามารถผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพไขมันแทรกได้เอง เช่น โคเนื้อลูกผสมยุโรป&amp;nbsp; ชาโรเร่ส์ แองกัส บราห์มัน หรือโคลูกผสมวากิว ที่เป็นโคสายพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่น จะส่งผลให้ไทยสามารถลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศได้ ซึ่ง สศก. โดยกองทุน FTA เรามีความมุ่งมั่นและยินดีให้การสนับสนุนเงินทุน ให้คำปรึกษาแก่กลุ่มเกษตรกร สำหรับนำไปพัฒนาศักยภาพ ทั้งในด้านการผลิต การตลาด เพื่อลดผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ร่วมกันพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรไทย&amp;rdquo; รองเลขาธิการ สศก. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106691</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ออสเตรเลีย, Central Feedlot, SSG, กรมปศุสัตว์, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคขุนสุรินทร์โกเบ, กองทุน FTA, การค้าเสรีไทย, การบริหารจัดการฟาร์มแบบคอกกลาง, นางอัญชนา ตราโช, ผลิตโคขุนเกรดคุณภาพสูง, มาตรการปกป้องพิเศษ, รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.), รับมือผลกระทบ TAFTA, สภ.เมืองสุรินทร์, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, เกษตรกรโคเนื้อวากิว, เคาะงบ 21 ล้านบาท, เนื้อโค, เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210617/image_big_60cafad3021ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105290</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 19:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 19:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ประภัตร&#039; จ่อประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ พร้อมเยียวยาเกษตรกรได้รับผลกระทบโรคลัมปี สกิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มิ.ย.64 - ที่อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจติดตามงานด้านปศุสัตว์ ที่ ฟาร์มวัวชวนชื่น โดยมีนายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายวิวัฒน์ ไชยชะอุ่ม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมติดตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภัตร กล่าวว่า ฟาร์มวัวชวนชื่นเป็นฟาร์มที่ดำเนินการได้อย่างดีและประสบความสำเร็จในการเลี้ยงวัว คือ 1. มีผลผลิตที่มีคุณภาพเทียบเท่าหรือใกล้เคียงมาตรฐาน ผลงานที่ได้รับการยอมรับจาก ลูกค้า 2. มีผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ สร้างรายได้ที่มั่นคง 3. มีการปรับปรุงพัฒนากิจการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพฟาร์มโดยมีการขยายกิจการและขนาดฟาร์มอย่างต่อเนื่อง และมีการจัดแบ่งพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วน ฟาร์มชวนชื่น เป็นฟาร์มเลี้ยงโคเนื้อแบบครบวงจร ที่มีคุณภาพและสามารถเป็นตัวอย่าง และต้นแบบ ให้กับเกษตรกรเครือข่ายของกรมปศุสัตว์ เป็นแหล่งเรียนรู้ สถานที่ศึกษาดูงานของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ นักเรียน นักศึกษา ในเรื่องการเลี้ยงการจัดการ และการพัฒนาโคเนื้อให้มีคุณภาพ สามารถพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภัตร กล่าวว่า ซึ่งนายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ รายงานให้ทราบว่า ฟาร์มชวนชื่นเป็นฟาร์มปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อกำแพงแสนและพันธุ์บีฟมาสเตอร์ โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ในการพัฒนาและวิจัยโคพันธุ์กำแพงแสน โดยใช้แม่พันธุ์กำแพงแสนเป็นแม่พื้นฐาน และมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างโคพันธุ์บีฟมาสเตอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภัตร กล่าวว่า เกษตรกรที่สนใจสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาโคเนื้อควบคู่กับการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวให้ดียิ่งขึ้นได้ต่อไป รวมถึงการดูแลสุขภาพสัตว์ การควบคุมป้องกันโรค การถ่ายพยาธิ การทำวัคซีนตามโปรแกรมปศุสัตว์ในระบบมาตรฐานฟาร์ม นอกจากมีการเลี้ยงโคแล้ว ยังมีการนำมูลโคเป็นปุ๋ยใช้ในแปลงหญ้า สวนปาล์ม สวนยาง และสวนมะพร้าว ซึ่งเป็นการลดต้นทุนโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมี ในการกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภัตร กล่าวว่า ส่วนการระบาดของโรคลัมปี สกิน นั้นพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมรัฐบาลเตรียมมาตรการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน และได้สั่งการเน้นย้ำไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ให้ทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่ดูแลเกษตรกรอย่างเต็มที่ เพื่อหยุดยั้งการระบาดที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกรมปศุสัตว์ได้ประสานงานกับทางจังหวัดต่างๆ ที่มีการระบาดของโรค เพื่อพิจารณาประกาศภัยพิบัติในพื้นที่แล้ว และพร้อมที่จะเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบตามมาตรการต่างๆ ในเบื้องต้น รวมถึงเรื่องวัคซีน 60,000 โดส ที่นำเข้ามา คณะกรรมการฯ กำลังพิจารณาการส่งมอบวัคซีนไปตามจุดต่างๆ และได้ชี้แจงเรื่องเพิ่มเติมแล้วว่า ต้องการวัคซีนเพิ่มอีกเท่าไหร่ เพื่อใช้ในการควบคุมการระบาดในครั้งนี้ ตนขอย้ำอีกครั้งเพื่อให้เกิดการเข้าใจที่ถูกต้องสู่เกษตรกรและประชาชน โรคลัมปี-สกิน เป็นแล้วรักษาหาย เนื้อทานได้ ไม่ติดต่อสู่คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105290</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมปศุสัตว์, จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ประภัตร โพธสุธน, โรคระบาด, โรคลัมปี สกิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60ba1ee31fd9a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103611</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2021 19:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2021 19:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ กำชับปศุสัตว์เร่งช่วยเกษตรกรสกัดโรค &#039;ลัมปี สกิน&#039; ในโค-กระบือ ระบาดหนัก 20 จว.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค.64 - นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใยต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ เป็นอย่างยิ่ง จึงได้กำชับตน ในฐานะกำกับดูแลกรมปศุสัตว์ กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ เร่งรัดให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรอย่างเต็มที่ ในกรณีที่ขณะนี้มีการแพร่ระบาดของ โรคลัมปีสกิน ในโค-กระบือ โดย นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์รายงานว่า โรคลัมปีสกิน ในโค-กระบือ กำลังระบาดหนักใน 20 จังหวัด อาทิ ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ นครพนม มหาสารคาม ขอนแก่น มุกดาหาร บุรีรัมย์ ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี กาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี และเชียงราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และขณะนี้ได้เร่งรัดจัดหาวัคซีน LSDV เพื่อนำมาใช้ในการควบคุมและป้องกันโรคลัมปีสกิน ในโค-กระบือ ขณะเดียวกันก็ดำเนินมาตรการด้านอื่นๆ ตามที่กรมปศุสัตว์ได้เผยแพร่ให้กับพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบืออย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเร่งสร้างความเข้าใจและขอความร่วมมือในการควบคุมป้องกันเพื่อให้โรคดังกล่าวสงบลงโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ทางกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการสั่งซื้อวัคซีน LSDV จาก บ. Inter vet intetnational BV ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีโรงงานผลิตในประเทศแอฟริกาใต้ รวม 60,000 โดส และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการประสานงานเพื่อส่งมอบวัคซีนให้กับประเทศไทย หากกระบวนการดังกล่าวไม่มีอะไรติดขัด ทาง บริษัทผู้จำหน่ายวัคซีนจะใช้เวลาในการส่งมอบทางเครื่องบิน 3 วัน ซึ่งประเมินไว้ในเบื้องต้นว่าเราจะได้รับวัคซีน LSDV ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 หลังจากผ่านกระบวนการต่างๆตามขั้นตอนในประเทศไทยแล้ว กรมฯ จะกระจายวัคซีนให้ถึงเกษตรกรเป้าหมายในพื้นที่เกิดโรค และในพื้นที่เสี่ยงสูง โดยเร็วที่สุด ภายใต้การกำกับดูแลของกรมปศุสัตว์อย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรคลัมปีสกิน ในโค-กระบือ เริ่มระบาดมาตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่ง กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการปิดด่านตามแนวชายแดนและตรวจตราการลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์อย่างเข้มงวด และเข้มข้น แต่จนถึงปัจจุบันปรากฏว่าได้เกิดอุบัติการณ์ของโรคดังกล่าว ลุกลามไปในหลายพื้นที่ พบอัตราการตายของโคกระบือค่อนข้างต่ำ แต่พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโคกระบือได้รับผลกระทบเสียหายจากด้านอื่นๆ จึงให้ทางกรมปศุสัตว์เข้าดำเนินการช่วยเหลือ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103611</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมปศุสัตว์, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ประภัตร โพธสุธน, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210518/image_big_60a3cdd4019aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40114</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัวยิงรถปศุสัตว์ 4ชีวิตรอดหวิว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนร้ายไม่ต่ำกว่า 2 ระดมยิงใส่รถกรมปศุสัตว์ สาวใหญ่นักวิชาการเหยียบคันเร่งพา 3 ผู้โดยสารหนีตายทั้งที่ยางแตกไปถึงโรงพัก ตำรวจคาดปมขัดแย้งส่วนตัว เร่งหาเบาะแส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช้าวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ พ.ต.ต.สมประสงค์ ละใบสะอาด สารวัตรสืบสวน สภ.อ่าวลึก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานจังหวัดกระบี่ เข้าตรวจสอบรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รีโว่ 4 ประตู สีขาว ทะเบียน กธ 4082 กระบี่ ข้างรถติดสติกเกอร์ &amp;quot;กรมปศุสัตว์&amp;quot; เพื่อเก็บหลักฐานร่องรอยกระสุน ซึ่งถูกคนร้ายยิงถล่มเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยพบถูกยิงที่ล้อหน้าด้านซ้าย กระจกซ้ายแตก กระสุนทะลุกระจกหน้า รวม 4 จุด และได้ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุบริเวณถนนทางเข้าบ้านเลขที่ 96 หมู่ 6 ต.นาเหนือ อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม โดยได้ระดมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.อ่าวลึก ชุดสืบสวน ภ.จว.กระบี่ เข้าร่วมค้นหา เบื้องต้นพบปลอกกระสุนปืนลูกซอง 3 ปลอก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.ต.สมประสงค์เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา ขณะที่ตนเข้าเวรอยู่นั้น ได้มีผู้เสียหาย คือ นางสาวประทุม มะลิเครือ ตำแหน่งนักวิชาการสัตวบาลชำนาญการ อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 96 หมู่ 6 ต.นาเหนือ ขับรถคันดังกล่าวเข้ามาที่ สภ.อ่าวลึก พร้อมทั้งแจ้งว่ามีคนร้ายไม่ทราบจำนวน ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิด ยิงใส่ขณะขับรถออกจากบ้านที่เกิดเหตุไม่ต่ำกว่า 5 นัด ซึ่งจุดเกิดเหตุเป็นสวนปาล์มมืดมาก ตนกลัวอย่างหนัก จึงขับรถทั้งที่ล้อยางแตกจนมาถึงหน้า สภ.อ่าวลึก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.ต.สมประสงค์เปิดเผยอีกว่า เบื้องต้นได้สอบปากคำผู้เสียหาย ซึ่งบอกว่า วันเกิดเหตุกลับมาบ้านเพื่อนัดชาวบ้านมาประชุมเตรียมจัดงาน หลังประชุมเสร็จประมาณกว่า 2 ทุ่ม ก็ได้รีบขับรถเพื่อกลับมาบ้านพักในเมืองกระบี่ โดยมีนางธิดาภรณ์&amp;nbsp;มะลิเครือ อายุ 57 ปี พี่สาว และเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อีก 2 คัน นั่งที่เบาะหลัง กระทั่งถูกคนร้ายระดมยิงใส่รถ แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ คาดว่าคนร้ายมีไม่ต่ำกว่า 2 คน ส่วนสาเหตุ ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ แต่คาดว่าน่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว โดย น.ส.ประทุม หรือพี่สาว อาจไปขัดแย้งกับคนร้ายเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อยู่ระหว่างสอบปากคำในรายละเอียดเพื่อหาเบาะแสคนร้ายต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40114</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมปศุสัตว์, พ.ต.ต.สมประสงค์ ละใบสะอาด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190703/image_big_5d1cab8f3acb6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19786</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2018 20:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2018 20:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;วันไข่โลกปี61&quot;รณรงค์คนไทยบริโภค 300/ฟอง/คน/ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ต.ค.61- อาคาร 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ โรงพยาบาลศิริราช &amp;nbsp;มีการจัดงานวันไข่โลก 2561 โดยมีกิจกรรมนำยาเก่าท่หมดอายุ มาแลกไข่ใหม่ &amp;nbsp;โดยนายนิวัติ สุธีมีชัยกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานเปิดงาน &amp;nbsp;กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ของไทยมีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการผลิตไข่ไก่ได้มาตรฐานมากกว่าปีละ 16,000 ล้านฟอง ถือว่าเป็นความมั่นคงทางอาหาร สามารถตอบสนองความต้องการการบริโภคอย่างเพียงพอ และสร้างเสริมสุขภาพให้ประชาชนของประเทศได้อย่างทั่วถึง &amp;nbsp;ส่วนภาครัฐก็ตระหนักและให้ความสำคัญการบริโภคไข่ไก่ ในประเทศ เนื่องจากคนไทยมีอัตราการบริโภคค่อนข้างต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วค่อนข้างมาก ทั้งที่ไข่ไก่เป็นอาหารโปรตีนและให้สารอาหารที่สำคัญหลายชนิด ช่วยเสริมสร้างร่างกายให้เจริญเติบโต สุขภาพแข็งแรง เสริมสร้างเซลสมอง และแก้ปัญหาทุพโภชนาการอย่างได้ผล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายอำพันธ์ เวฬุตันติ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า งานวันไข่โลกปีนี้ 1 จัดภายใต้แนวคิด กินไข่ทุกวัน กินได้ทุกวัย โดยต้องการเผยแพร่องค์ความรู้ในวงกว้างให้คนไทยเห็นคุณประโยชน์การบริโภคไข่ ซึ่งมีกรดอะมิโนที่จำเป็นครบถ้วน ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์รวมถึงสมอง สามารถบริโภคได้ทุกวัน ทุกเพศ ทุกวัย สอดคล้องกับโครงการรณรงค์เพิ่มการบริโภคไข่ไก่ ภายใต้ยุทธศาสตร์ไก่ไข่ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2557-2561 ของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือ Egg Board ได้กำหนดเป้าหมายเพิ่มการบริโภคไข่ของคนไทยเป็น 300 ฟอง/คน/ปี ในปี 2561 และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ด้วยการควบคุมคุณภาพการผลิตไข่ไก่ที่ได้มาตรฐาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.ประเสริฐ อัสสันตชัย รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ศิริราชเป็นองค์กรสนับสนุนวิชาการทุกรูปแบบ ทั้งนี้จากการศึกษาในระยะ 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา พบว่า ไข่ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด การบริโภคไข่แดงเป็นประจำส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดไม่มากนักหากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม และตรวจสุขภาพเป็นประจำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ร.พ.ศิริราช ให้บริการผู้ป่วยวันละหลายหมื่นคน ปัญหาสำคัญคือค่าใช้จ่ายในการรักษาส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้ยาเกินความจำเป็น ยาหมดอายุ ทำให้เกิดความสูญเสียค่าใช้จ่ายของประเทศ จึงอยากให้กิจกรรมยาเก่าแลกไข่ใหม่ในงานวันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความตระหนัก และรณรงค์ให้ประชาชนและแพทย์ใช้ยาอย่างสมเหตุผลเพื่อประโยชน์ของสังคมและประเทศโดยรวม &amp;nbsp;&amp;quot;
นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย ชี้แนะว่า ไข่ไก่ 1 ฟอง น้ำหนักเฉลี่ย 50 กรัม ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี ในโปรตีน 7 กรัม ไข่มีโปรตีนที่มีคุณค่าสูงคือ มีกรดอะมิโนจำเป็นที่ครบถ้วนและปริมาณสูงที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ไข่ไก่ยังเป็นแหล่งของแร่ธาตุและวิตามินที่สำคัญมีประโยชน์ต่อร่างกายและสมอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;นอกจากนี้กรมอนามัยขอแนะนำการกินไข่ให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า ผู้ที่มีอายุ 1 ขวบ จนถึงผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรง สามารถรับประทานไข่ได้วันละ 1 ฟอง ส่วนเด็กทารกอายุตั้งแต่ 6 เดือน สามารถเริ่มให้ไข่แดงต้มสุก &amp;frac12; ฟอง เด็กอายุ 7-12 เดือน ให้กินไข่ต้มสุก &amp;frac12; - 1 ฟอง ส่วนกรณีกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง สามารถกินไข่ได้ 3 ฟอง/สัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์ และที่สำคัญต้องดูแลการบริโภคอาหารอย่างอื่นร่วมด้วย และจากหลาย ๆ การศึกษาแสดงให้เห็นว่า การรับประทานไข่ 1-3 ฟอง/วัน ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจแต่จะเสี่ยงเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยโรคเบาหวาน&amp;rdquo; นพ.ดนัย กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านภาคเอกชนผู้จัดงาน นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ประธานโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง กล่าวว่า โครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง ภายใต้การสนับสนุนของ 3 สมาคม ได้แก่ สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ ต้องการสร้างการรับรู้ให้กับคนไทยได้เข้าใจว่าการบริโภคไข่ไก่ไม่ได้เป็นอันตรายต่อร่างกาย และทราบถึงคุณประโยชน์และสารอาหารที่ร่างกายได้รับจากการบริโภคไข่ไก่ รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัว และหันมาบริโภคไข่ไก่ให้มากขึ้น เนื่องจาก ไข่ไก่ เป็นโปรตีนราคาถูก รับประทานได้ทุกเพศ ทุกวัย และสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือต้องการให้ผู้บริโภคปราศจากข้อกังวัลเรื่องคอเลสเตอรอลในไข่ไก่ โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี (ปี 2559-2561 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19786</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมปศุสัตว์, นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล, นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์, รพ.ศิริราฃ, วันไข่โลกปี2561, ศ.นพ.ประเสริฐ อัสสันตชัย, อำพันธ์ เวฬุตันติ, โครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181012/image_big_5bc0a703992d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19765</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2018 15:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2018 15:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมว.เกษตรฯกราบขอโทษปมเก็บ 450 บาทขึ้นทะเบียนหมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ต.ค.61 - นายกฤษฎา บุญราช &amp;nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกระแสโซเซียลโจมตีคัดค้านร่างพ.ร.บ.ป้องกันทารุณกรรมสัตว์ ที่ให้ผู้เลี้ยงจ่ายค่าธรรมเนียม ขึ้นทะเบียน สุนัข แมว มีอัตราตัวละ 450 บาท และหากไม่ขึ้นเสียค่าปรับ ตัวละ1-2.5 หมื่นบาท ว่ายอมรับว่า ในเรื่องนี้เป็นจุดบกพร่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมกราบขอโทษไว้ ณ โอกาสนี้ เพราะอาจจะเร็วไปไม่ได้ชี้แจงประชาชน ในฐานะกระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าของร่าง โดยหลักการของกฎหมายนี้ต้องการจัดระเบียบดูแลสวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งปัจจุบันมีการเลี้ยงกันมาก แต่พอหมาแมวไม่น่ารัก ก็ปล่อยปละละเลย ไม่เลี้ยงนำไปปล่อยวัด หรือที่สาธารณะ ซึ่งในร่างนี้การขึ้นทะเบียน ค่าปรับ ต่างๆยังไม่ชัดเจน ผมได้อธิบายในการประชุม ครม. ซี่งท่านนายกฯก็เห็นว่าหลักการในกฎหมายดี แต่ให้กระทรวงเกษตรฯนำกลับเกษตรฯไปหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา นำไปปรับแก้ไข เรื่องขึ้นทะเบียนไม่เป็นภาระประชาชน&amp;rdquo; รมว.เกษตรฯ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษฎา กล่าวว่า ตามข้อสั่งการของนายกฯ ตนเองก็ไม่คิดว่า จะมีคนสนใจกันมาก เพราะก่อนนำเสนอ ครม. ทางกรมปศุสัตว์ ได้ขึ้นร่างนี้ในเว็บไซต์ 1 เดือน ที่ผ่านมาไม่มีคนสนใจ แต่พอเข้า ครม. มีคนมาออกความเห็นเยอะแยะ มองอีกด้านเป็นเรื่องดี ที่เราประสบความสำเร็จให้คนมาสนใจ หลังจากหารือกฤษฎีกา นำร่างเข้าสภา ตนจะเสนอให้ตั้งตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยง สมาคม ชมรม มูลนิธิ ภาคประชาชน มาร่วมด้วยเสนอแนะด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ส่วนที่ประชาชนกังวลในเรื่องค่าธรรมเนียม ซึ่งมีการกำหนดราคาในการฝั่งชิพ 300 บาทต่อตัว ทำให้เห็นว่า แพง ตรงนี้ ตนได้ถามเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ว่า ทำไมต้อง ระบุราคา เพราะท้องถิ่นเป็นผู้กำหนดการออกค่าธรรมเนียม ซึ่งอาจจะไม่ถึงราคานี้หรือแพงกว่านี้ก็ได้ จึงให้เอาออกไป โดยอปท. นำไปใส่ไว้ในกฎหมายลูก อีกอย่างตนจะดูเรื่องยกเว้นไม่เก็บค่าธรรมเนียม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นเดียวกับการประกาศให้นำปืนมาขึ้นทะเบียนปืน ได้ยกเว้นในช่วงแรกว่า ชาวบ้านให้นำปืนเถื่อนมามอบให้เจ้าหน้าที่ไม่มีความผิด ขึ้นทะเบียนจะไม่มีค่าธรรมเนียม โดยเว้นระยะช่วงกี่วัน กำลังคุยกับกฤษฎีกา รวมทั้งแนวคิดตนจะแบ่งผู้เลี้ยงสัตว์ออกเป็น 3 กลุ่ม องค์กร มูลนิธิ วัด ประชาชนที่เลี้ยงทั่วไป และเลี้ยงเพื่อการค้า เช่น กำหนดจำนวนสัตว์เลี้ยงในครอบครัว จะเป็นกี่ตัวที่ไม่เกินกำลัง สมาคม มูลนิธิ กลุ่มการค้าพาณิชย์ ที่ไม่เสียค่าธรรมเนียม และตัวที่เท่าไหร่ จึงต้องเสียค่าธรรมเนียมขึ้นทะเบียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้อคิดเห็นต่างๆจากประชาชน จะนำมาดูชั้นคณะกรรมาธิการวาระสอง ผมเสนอภาคประชาสังคม ชมรม ผู้เลี้ยง เข้าไปเสนอความเห็น จากที่ดูการคัดค้าน แม้มีคนไม่เห็นด้วยจำนวนมาก แต่เห็นด้วยหลักการของกฎหมาย เพียงแต่ให้กำหนดรายละเอียด ลดค่าธรรมเนียมค่าปรับที่ไม่เป็นภาระ ซึ่งการเสนอกฎหมายนี้ ยืนยันจะเดินหน้าในแนวทางเป็นประโยชน์กับทุกภาคส่วน และมีความเหมาะสมการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ จะไม่ปล่อยให้ล่าช้า พยายามให้ทันรัฐบาลนี้&amp;rdquo; นายกฤษฎา กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19765</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมปศุสัตว์, กฤษฎา บุญราช, ขึ้นทะเบียนสัตว์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, หมาแมว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180925/image_big_5ba9f79555054.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15476</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2018 19:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2018 06:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่อออกกฎหมายบังคับขึ้นทะเบียนสัตว์ วางโทษปรับระดับหลาบจำ ไม่ละเลย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
15ส.ค.61- อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผย สนช.อยู่ระหว่างการจัดทำร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. ... ซึ่งเป็นฉบับแก้ไข บังคับให้ต้องขึ้นทะเบียนสัตว์ทุกประเภท ไม่เว้นแม้แต่สัตว์จรจัด ท้องถิ่นต้องรับผิดชอบ &amp;nbsp;รวมทั้ง ห้ามเลี้ยงสัตว์แออัดเกินขนาดพื้นที่ กม.กำหนด หากไม่ทำมีโทษทอย.ยัน วัคซีนนำเข้ามีคุณภาพไม่มีผลทำสัตว์ตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง &amp;ldquo;การบูรณาการการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า พื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่รอยต่อ&amp;rdquo; ว่า สถานการณ์การฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าในประชากรสัตว์ทั้งหมดในประเทศ โดยเฉพาะสุนัขและแมว รวมกว่า 10 ล้านตัว เราตั้งเป้าหมายไว้ที่ร้อยละ 80 ซึ่งขณะนี้สามารถดำเนินการได้แล้วประมาณกว่าร้อยละ 70 หรือประมาณ 8 ล้านตัว &amp;nbsp; ถ้าการฉีดวัคซีนครอบคลุมก็จะช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคพิษสุนัขบ้า แต่ต้องดำเนินการควบคู่กับการทำหมันสัตว์ &amp;nbsp;และการสำรวจประชากรสุนัขและแมว ซึ่งขณะนี้สภานิติบัญญัติ (สนช.) อยู่ระหว่างการจัดทำร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. ... ซึ่งเป็นฉบับแก้ไข โดยจะผลักดันให้ออกและบังคับใช้ภายในปี 2561 นี้ หรืออีกภายใน 4 เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้สาระสำคัญ คือ การกำหนดให้ต้องขึ้นทะเบียนสัตว์ ซึ่งที่ผ่านมาเรายังไม่มีการบังคับ หากไม่ขึ้นทะเบียนจะมีโทษตามกฎหมาย อยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมายอยู่ว่าต้องปรับเท่าไหร่ แต่คงเป็นระดับที่ทำให้เจ้าของมีความตระหนักซึ่งการขึ้น ทะเบียนสัตว์จะทำให้สามารถแยกสัตว์เลี้ยงที่มีเจ้าของและไม่มีเจ้าของได้ และสามารถควบคุมโรคต่างๆ ได้โดยง่าย &amp;nbsp;สำหรับสัตว์ที่ไม่มีเจ้าของ เช่น สุนัขจรจัด หากขึ้นทะเบียนแล้วจะเป็นหน้าที่ของส่วนท้องถิ่นที่จะต้องดูแล โดยรัฐบาลอาจจะจัดงบประมาณส่วนหนึ่งให้ท้องถิ่นไปดูแล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม การขึ้นทะเบียนสัตว์อาจมีการกำหนดในเรื่องของค่าธรรมเนียม และมีการสอบถามถึงความสามารถในการเลี้ยงสัตว์ว่าเป็นอย่างไร เพราะการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่เกินตัว จะทำให้เลี้ยงได้ไม่ดีพอ ซึ่งในหมวดของสวัสดิภาพสัตว์อาจจะต้องมีการออกกฎหมายลูกตามมา เช่น กำหนดว่าพื้นที่ขนาดเท่านี้สามารถเลี้ยงสัตว์ได้กี่ตัว สัตว์จะอยู่อย่างไรถึงจะมีอิสรภาพ เป็นต้น แต่ยืนยันว่ากฎหมายไม่มีการพูดถึงการเลี้ยงสัตว์มากกว่า 1 ตัวต้องเสียภาษีแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสัตวแพทย์สรวิศกล่าวถึงกรณีกระแสข่าวว่ากรมปศุสัตว์นำเข้าวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าในสัตว์ 10 ล้านโดส แต่ยังไม่มีการกระจายลงไปในพื้นที่ &amp;nbsp;ว่า ขอชี้แจงก่อนว่า กรมปศุสัตว์มีการนำเข้าวัคซีนสัตว์ 1ล้านโดส อีก 9ล้านโดสเป็นของท้องถิ่นจัดซื้อเอง ซึ่งจะใช้กระจายลงไปในในพื้นที่ควบคุมประกาศเป็นเขตระบาดในสัตว์จรจัด ซึ่งพบว่าหลังจากฉีดแล้วสัตว์จะมีภูมิคุ้มกัน จากข้อมูลทางวิชาการพบว่าการจัดซื้อมีภูมิคุ้มกัน สามารถคุ้มกันโรคได้ ส่วนที่มีกระแสบอกแล้วพบว่ามีสัตว์ตายนั้นยังไม่ได้รับรายงานว่ามาจากวัคซีนอาจจะมีสาเหตุอื่น สัตว์อาจจะป่วยด้วยโรคที่รุนแรงที่เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น ลำไส้อักเสบ หัดสุนัข เป็นต้น
&amp;nbsp;นอกจากนี้วัคซีน 1ล้านโดสที่นำเข้ามานั้นมีที่มาที่ไป มีข้อมูลชัดเจนว่าใช้ฉีดที่ไหนบ้าง ทั้งนี้ระบบการนำเข้ามามีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการตรวจคุณภาพเบื้องต้น ที่บอกว่าไม่มีคุณภาพไม่ทราบว่าเอาข้อมูลมาจากไหนส่วนประสิทธิภาพของวัคซีนที่ท้องถิ่นจัดซื้อนั้น ยืนยันว่ามีคุณภาพเช่นกัน เรพาะใช้สเปกเดียวกับกรมปศุสัตว์และต้องผ่าน อย.เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีพื้นที่ระบาดไม่ส่งตรวจหัวสุนัข เราะคิดว่าระบาดอยู่แล้ว นส.พ.สรวิศ กล่าวว่า ได้กำชับปศุสัตว์จังหวัดทุกแห่งว่า ทุกเคสถ้าสงสัยให้ส่งตรวจทั้งหมด ส่วนสถานการณ์การระบาดในสัตว์นั้น มีพื้นที่เกิดโรค 19 จังหวัด รวม 30 จุด ซึ่งมีการเปิดเผยชัดเจน ส่วนพื้นที่ที่ไม่เคยพบเลยมี 20 จังหวัด เช่น สกลนคร เป็นต้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหาร และยา(อย.) เปิดเผยว่า การขึ้นทะเบียนนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสำหรับสัตว์นั้นอย. จะพิจารณาข้อมูลและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น หนังสือรับรองผลิตภัณฑ์ยา หนังสือรับรองการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศที่มีผลิตภัณฑ์วางจำหน่าย หนังสือรับรองมาตรฐานการผลิตที่ดีของผู้ผลิตออก &amp;nbsp;โดยหน่วยงานรัฐของประเทศผู้ผลิตในต่างประเทศ เอกสารหลักฐานแสดงข้อมูลคุณภาพการผลิตของวัคซีน รวมไปถึงเอกสารด้านความปลอดภัย และเอกสารด้านประสิทธิภาพการรักษาในสัตว์ทดลองที่ดำเนินการศึกษาในห้องปฏิบัติการและในภาคสนาม (field trial) เพื่อเป็นการยืนยันว่าขนาดและวิธีการให้วัคซีนดังกล่าวมีความปลอดภัยเมื่อนำมาใช้จริงในสุนัข และ เพื่อเป็นการรับรองว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว มีการผลิตเป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานที่ขึ้นทะเบียนไว้ ซึ่งนอกจากจะดูในเรื่องเอกสารจากต่างประเทศแล้ว ขณะเดียวกันจะต้องมีการสุ่มตรวจในประเทศด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการอย. กล่าวเพิ่มเติมว่า วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า จัดเป็นยาแผนปัจจุบันสำหรับสัตว์ ประเภทยาชีววัตถุ ซึ่งแต่ละรุ่นการผลิตอาจมีความแปรปรวน จึงต้องมีการควบคุมคุณภาพแต่ละรุ่นการผลิตและมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมคุณภาพวัคซีนสำหรับสัตว์ โดย อย. จะทำการสุ่มตรวจวิเคราะห์ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งในปี 2559 สถาบันชีววัตถุ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ตรวจพบว่ายา DOG-VAC RABIA เลขทะเบียน 1F 6/53 (B) มีความแรงของวัคซีน (Potency) ต่ำกว่ามาตรฐาน สำนักยา อย. จึงเรียกเก็บยาคืนตั้งแต่ปลายปี 2559 และให้บริษัทฯ ผู้นำเข้าทำลายยาดังกล่าว รวมทั้งถอนทะเบียนวัคซีน และดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้นำเข้า ทั้งนี้ สำหรับวัคซีนพิษสุนัขบ้าสำหรับสัตว์ที่ อย. ขึ้นทะเบียนทั้งหมด อย. ได้ร่วมกับ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกรมปศุสัตว์ ทำการสุ่มตรวจวิเคราะห์วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่ขึ้นทะเบียนไว้ทั้งหมดที่มีการจำหน่าย พบว่ามีประสิทธิภาพตามมาตรฐานทุกผลิตภัณฑ์ ซึ่งปีนี้มีการตรวจเข้มข้นมากขึ้นทั้งในท้องตลาดและผู้นำเข้าพบว่ามีส่วนน้อยที่เกิดจากการเก็บรักษาวัคซีนที่ไม่เหมาะสม ทำให้วัคซีนไม่ผ่านเกณฑ์ และทาง อย. ได้ทำการแนะนำการขนส่งวัคซีนที่ดี หากวัคซีนที่เคยขึ้นทะเบียนแล้ว สงสัยในเรื่องคุณภาพมาตรฐาน อย.จะทำการรวบรวมข้อมูลและทบทวนทะเบียนตำรับยาโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15476</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมปศุสัตว์, ขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง, ขึ้นทะเบียนหมา แมว, แก้พรบ.องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. .</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180815/image_big_5b7411445f6a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
