<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120180</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 12:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 12:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“วราวุธ” ชวนประชาชน ทั่วประเทศ ร่วมดูแลบำรุงต้นไม้เนื่องในวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ ปี 2564 น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จย่าของปวงชนชาวไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมบำรุงรักษาต้นไม้เนื่องในวันรักต้นไม้ ประจำปีของชาติประจำปี 2564 พร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 20 ตุลาคม 2564 โดยส่วนกลางจัดให้มีการบำรุงต้นไม้ที่ปลูกอยู่ภายในกรมป่าไม้ โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ร่วมกิจกรรมบำรุง ใส่ปุ๋ย ตัดแต่งกิ่งต้นไม้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สืบเนื่องจากมติ ครม. เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2533 กำหนดให้วันที่ 21 ต.ค.ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) ให้เป็นวันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ ต่อมา ครม.ได้มีมติ เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2533 ให้ใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ&amp;rdquo; เพื่อให้ประชาชนร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงมีพระราชปณิธานอย่างแรงกล้า ที่จะฟื้นฟูความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายวราวุธ&amp;nbsp; ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความสำคัญในการดูแลทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกป่าเพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ตามนโยบายป่าไม้แห่งชาติที่ได้กำหนดให้มีพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศ ร้อยละ 40 ของพื้นที่ เพื่อให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนแล้ว ยังคงให้ความสำคัญต่อการดูแลต้นไม้ที่ปลูกไว้แต่เดิม โดยการ บำรุง ดูแล รักษา เพราะต้นไม้ที่มีการปลูกไว้นั้นเมื่อเจริญเติบโตมาแล้วระยะเวลาหนึ่ง อาจจะมีโรคที่เกิดขึ้นจากแมลง&amp;nbsp; และกิ่งก้านของต้นไม้มีขนาดใหญ่โตขึ้น ก็จำเป็นต้องได้รับการดูแล เพราะอาจจะส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุจากไม้ใหญ่ดังกล่าว ซึ่งจะเห็นได้จากมีการเสนอข่าวอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากไม้ใหญ่ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เกิดการแตกหักของกิ่งไม้ ลำต้นผุจากแมลงเจาะกินหรือโรคต้นไม้ ซึ่งเป็นสาเหตุของการโค่นล้ม และส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดต่อประชาชน การดูแล รักษา ต้นไม้ประจำปีจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการดูแล โดยการตัดแต่งกิ่ง รักษาโรคที่เกิดขึ้นจากแมลง การใส่ปุ๋ยพรวนดิน กำจัดวัชพืช โดยรอบให้กับต้นไม้ ให้ไม้ใหญ่ได้เจริญเติบโตต่อไปอย่างแข็งแรง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้&amp;nbsp; กล่าวต่อว่า ในปีนี้กรมป่าไม้ กำหนดจัดงานขึ้นในวันที่ 20 ตุลาคม พร้อมกันทั่วประเทศ ภายใต้มาตรการการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยในส่วนกลางได้จัดกิจกรรม บำรุง ดูแล รักษา ต้นไม้บริเวณกรมป่าไม้ ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ปลูกไว้และเจริญเติบโตควรได้รับการดูแล ซึ่งกรมป่าไม้ได้จัดทีม &amp;quot;รุกขกร&amp;quot; หรือหมอต้นไม้ ในการตรวจสุขภาพต้นไม้ใหญ่ พร้อมให้ความรู้ทางทฤษฎีและการปฏิบัติในการดูแลต้นไม้ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม เช่น การตัดแต่งกิ่ง การบำรุง ดูแล และการรักษาต้นไม้ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ นอกจากนี้จะจัดแสดงนิทรรศการ เรื่องโครงการพระราชดำริ โครงการและกิจกรรมปลูกต้นไม้ ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก &amp;quot;รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน&amp;quot; เรื่องป่านันทนาการ และโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) เพื่อให้ความรู้กับผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม ในโอกาสนี้ กรมป่าไม้ ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปร่วมกันแสดงพลังความสามัคคีในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยช่วยกันดูแลบำรุงรักษาต้นไม้ภายในบริเวณที่อยู่อาศัยของตนเอง หรือตามสถานที่ต่างๆ ตามกำลังที่จะสามารถทำได้ เพื่อถวายเป็นพระราชสักการะ และแสดงความกตัญญู กตเวทิตา ต่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี องค์สมเด็จย่าที่เหล่าประชาชนคนไทยรักยิ่ง ซึ่งจะเป็นการช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยลดภาวะโลกร้อนให้ต้นไม้เหล่านั้นได้เจริญเติบโตแข็งแรงเป็นร่มเงา และเป็นพื้นที่สีเขียวที่แข็งแรงให้กับประเทศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสุรชัย กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ ประชาชนที่สนใจต้องการปลูกต้นไม้เสริม กรมป่าไม้ได้มีการเพาะชำกล้าไม้พันธุ์ดี ตามโครงการจ้างงานประชาชนในด้านการส่งเสริมและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน ให้ทำหน้าที่ในการจัดเตรียมแปลงเพาะและเพาะเมล็ดไม้ รวมถึงการย้ายชำกล้าไม้ และบำรุงดูแลรักษากล้าไม้อย่างต่อเนื่อง กว่ากว่า 1,410 ราย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งกล้าไม้ที่เพาะชำได้รวม 70,000,000 กล้า ล้วนเป็นไม้เศรษฐกิจที่สามารถสร้างประโยชน์ และสร้างรายได้ให้กับประชาชนในอนาคต เช่น ต้นสัก ต้นพะยูง ต้นยางนา ต้นมะฮอกกานี ต้นมะค่าโมง ฯลฯ เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของประชาชนที่ให้ความสนใจในการปลูกต้นไม้ชนิดต่าง ๆ เพิ่มขึ้น สำหรับกล้าไม้ที่ได้จากการเพาะชำทางกรมป่าไม้ได้แจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ขอรับเพื่อนำกลับไปปลูก ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้ในการปลูกไม้เศรษฐกิจ ทั้งยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศอีกทางหนึ่งด้วย โดยประชาชนที่สนใจสามารถติดต่อขอรับกล้าไม้ได้ที่หน่วยงานเพาะชำกล้าไม้ในสังกัดกรมป่าไม้ทั่วประเทศ หรือสอบถามได้ที่เบอร์0 2561 4292&amp;ndash;3 ต่อ 5551และขอเชิญชวนร่วมลงทะเบียนปลูกต้นไม้ในโครงการและกิจกรรมปลูกต้นไม้ และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก &amp;quot;รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน&amp;quot; อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120180</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมป่าไม้, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กิจกรรมบำรุงรักษาต้นไม้เนื่องในวันรักต้นไม้, นายจตุพร บุรุษพัฒน์, นายวราวุธ  ศิลปอาชา, รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน, รุกขกร, วันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า), วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ, ​​​​​​​นายสุรชัย อจลบุญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e59a4f3de8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116442</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2021 14:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2021 14:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลดล็อค’ป่า’นำไทยสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ป่าไม้&amp;rdquo; ถือเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติด้วยกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืชที่ใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างไรก็ตาม ป่าไม้ไม่ได้มีค่าเป็นเพียงแค่ดูดคาร์บอนเท่านั้น แต่ป่ายังเป็นแหล่งที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ ถือเป็นแหล่งของความหลากหลายทางชีวภาพตามระบบนิเวศน์ในแต่ละพื้นที่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันประเทศไทยมีการดำเนินการเตรียมขายคาร์บอนเครดิตจากป่าในพื้นที่ของภาครัฐ  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมป่าไม้ ได้ออกระเบียบการแบ่งปันคาร์บอนเครดิตจากการปลูกป่า เพื่อแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อน &amp;nbsp;พัฒนาแพลตฟอร์มซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้คล่องตัวและโปร่งใส ขณะที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช&amp;nbsp; เป็นกรมต่อไป อยู่ระหว่างร่างระเบียบดังกล่าวฯ &amp;nbsp;ให้รอบคอบ เพราะการจัดทำโครงการใดๆ ในป่าธรรมชาติต้องอยู่บนพื้นฐานไม่ให้เกิดความเสียหายหรือผลกระทบในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่มีสภาพสมบูรณ์และระบบนิเวศเปราะบาง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โครงการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต ซื้อ-ขายคาร์บอน หรือใช้ในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองจากการปลูกป่าในพื้นที่รัฐดูแล&amp;nbsp; ถือเป็นเรื่องใหม่ของไทย เกิดปัญหามากมายในทางปฏิบัติ&amp;nbsp; วงเสวนาคาร์บอนเครดิตจากการปลูกและดูแลป่า แนวทางการดำเนินงานและการแบ่งปัน กรณีดำเนินโครงการในพื้นที่ของภาครัฐ ผ่านระบบออนไลน์ เมื่อวันก่อน จัดโดย 3 หน่วยงาน &amp;nbsp;องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) &amp;nbsp;กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และกรมป่าไม้ &amp;nbsp;สะท้อนภาพสถานการณ์ก๊าซเรือนกระจก ความคืบหน้าในภาคป่าไม้ &amp;nbsp;แนวทางผลักดันขับเคลื่อนของภาครัฐและภาคเอกชนในบ้านเรามีอุปสรรคมากน้อยเพียงใด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า โลกร้อนสร้างผลกระทบมากมาย ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีหลายรูปแบบ ทั้งลดจากแหล่งกำเนิด ลดปริมาณขยะพลาสติก &amp;nbsp;รวมถึงการปลูกต้นไม้และดูแลป่า ภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับโลกกว่า 5 หมื่นล้านตันต่อปี นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า ถ้ายังปล่อยให้ถึง 2.2&amp;nbsp; แสนล้านตันต่อปี อุณหภูมิโลกจะเพิ่มถึง 2 องศาเซลเซียส จึงต้องหาแนวทางลดการปลดปล่อยก๊าซ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันจีนปล่อยเป็นอันดับ 1 รองลงมาสหรัฐ และญี่ปุ่น ส่วนไทยอยู่อันดับที่ 20 ปล่อยก๊าซเรือนกระจกวันละ 1 ตัน รวม 365 ตันต่อปี โดยมาจากภาคพลังงาน 70% รองลงมา ภาคเกษตร ตัวสำคัญนาข้าว&amp;nbsp; ภาคอุตสาหกรรมเป็นปูนซิเมนต์ &amp;nbsp;ถัดมาการตัดไม้ทำลายป่า ทำให้พื้นที่กักเก็บก๊าซหายไป อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยโชคดียังมีป่าไม้ช่วยกักเก็บก๊าซ 91 ล้านตัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo; โลกร้อน ทำให้โลกรวน น้ำแข็งละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ไอน้ำก่อให้เกิดความแปรปรวนความกดอากาศ เกิดลมพายุ ความแห้งแล้ง และน้ำท่วม รวมถึงไฟไหม้ป่า ปี 64 นี้อาการชัดเจนพบสภาพปัญหารุนแรง จากการจำลองสถานการณ์ถ้าไม่ทำอะไรเลย ต้นทุนความเสียหายทางเศรษฐกิจ 258 เหรียญต่อตัน สหประชาชาติจึงหาแนวทางจัดการความเสี่ยง&amp;nbsp; นำมาสู่ข้อตกลงปารีส&amp;nbsp; 52 ประเทศทั่วโลกประกาศเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ( Net Zero emissions X &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมถึงไทย &amp;nbsp;&amp;nbsp;การปล่อยต้องลด และต้องหาทางเก็บเพิ่มด้วย ซึ่งโครงการปลูกป่าเป็นแนวทางสำคัญ &amp;ldquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เกียรติชาย กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่ป่าชายเลนในไทยมีศักยภาพการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผอ.อบก.ให้ข้อมูลด้วยว่า ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจก มากสุด คือ ก๊าซคาร์บอน&amp;nbsp; แผนปฏิบัติโลกร้อนตั้งเป้าลดปล่อยภาคพลังงานจาก 237 ตัน เหลือไม่เกิน 90 ตันต่อปี ภาคป่าไม้จากกักเก็บก๊าซ 91 ล้านตัน ขยับเป็น 120 ตันต่อปี เพิ่มขึ้นเกือบ 30 ล้านตัน ซึ่งศักยภาพการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีพื้นที่เป้าหมายในป่าธรรมชาติ&amp;nbsp; ป่าเศรษฐกิจ และพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองและชนบททุกจังหวัด หากทำสำเร็จจะเกิดประโยชน์มากมายต่อระบบธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพกลับมา ด้วยต้นทุนต่ำและส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ภาคพลังงานต้องเดินสู่พลังงานสะอาด พลังงานอีวี เลิกถ่านหินและหยุดใช้น้ำมันฟอสซิล สองภาคนี้เป็นพระเอกของ Net Zero เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ประเทศไทยต้องผลักดันการเปลี่ยนแปลง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่ม &amp;nbsp;ส่วนกระทรวงทรัพย์ฯ เป็นเจ้าภาพทำโครงการศักยภาพการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกในสาขาป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; คาร์บอนเครดิตอยู่บนหลักการวัดการลดหรือการกักเก็บมากขึ้น เมื่อเทียบกับฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเดิม สามารถนำคาร์บอนเครดิตที่ได้รับจากการดำเนินโครงการไปขอการรับรองตามกลไก T-VER ระยะเวลาคิดเครดิตโครงการป่าไม้ &amp;nbsp;ระยะเวลาคิดเครดิต&amp;nbsp; 10 ปี ต่ออายุได้ โดยมีผู้ตรวจสอบประเมินโครงการตามมาตรฐาน ซี่งมีต้นทุนสูง&amp;nbsp; อบก. จะเป็นผู้ขึ้นทะเบียนโครงการ จากนั้นติดตามผลและจัดทำรายงานรับรองปริมาณก๊าซ ซึ่งพื้นที่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐก่อน ปลูกป่าและต้องดูแล ไม่ปล่อยทิ้ง ปัจจุบันมีภาคป่าไม้และพื้นที่สีเขียวที่ทำอยู่แล้ว&amp;nbsp; 3 แสนตันต่อปี ซึ่งน้อยมาก อยากส่งเสริมการนำคาร์บอนเครดิตไปใช้มากกว่านี้ ตลาดนี้มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 20-30% &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo; ผอ.อบก. ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน อดิศร นุชดำรงค์ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า สถานการณ์ป่าไม้ไทยแค่รักษาพื้นที่ป่าเดิมก็ยาก การปลูกป่าเพิ่มยิ่งใช้งบประมาณสูง แนวทางคาร์บอนเครดิตให้บริษัทเอกชนร่วมฟื้นฟูป่า แล้วคำนวนปริมาณคาร์บอนนั้นออกมาเป็นคาร์บอนเครดิต ถือเป็นทางแก้ปัญหา ซึ่งพื้นที่ป่าในความรับผิดชอบของกรม&amp;nbsp; ป่าสงวนแห่งชาติ มีสภาพป่า 34 ล้านไร่ ไม่มีสภาพป่า 26 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ คทช. ให้ชุมชนทำกินเกือบ 14 ล้านไร่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;&amp;nbsp; พื้นที่ทำโครงการได้เร็วสุดคือ พื้นที่บุกรุก และพื้นที่หมดอายุการอนุญาต &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวม 7 แสนไร่ ต้องสำรวจว่า มีชาวบ้านเข้ามาอาศัยในพื้นที่หรือไม่ &amp;nbsp;อนาคตอาจนำพื้นที่ คทช.ร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตเพิ่มเติม &amp;ldquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แบ่งปันคาร์บอนเครดิตจากป่าสงวนแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อธิบดีกรมป่าไม้ย้ำว่า ตอนนี้พร้อมรับข้อเสนอภาคเอกชน มาเลือกพื้นที่ ทั้งปลูกป่า 100 % &amp;nbsp;ปลูกต้นไม้เสริม และบำรุง อนุรักษ์ ฟื้นฟูในสวนป่าที่มีอยู่แล้ว ซึ่งมีระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการแบ่งปันคาร์บอนเครดิตจากการปลูกป่า บำรุงป่า อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าในพื้นที่ป่าไม้ สำหรับองค์กรหรือบุคคลภายนอก พ.ศ. 2564 ออกมาเพื่อส่งเสริมให้เอกชนทำได้ และมีส่วนร่วมอนุรักษ์ป่า ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศ ขั้นตอนเริ่มจากเลือกพื้นที่ เสนอโครงการ ระยะเวลาดำเนินการไม่น้อยกว่า 10 ปี&amp;nbsp; &amp;nbsp;สนับสนุนแนวทางการลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจก โดยสามารถนำคาร์บอนเครดิตที่ได้รับจากการดำเนินโครงการไปขอการรับรองตามกลไก T-VER&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; อีกแนวทางขอใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชุมชนทำโครงการคาร์บอนเครดิต บริบทจะต่างจากป่าสงวนฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ใช้อีกระเบียบได้รับอนุญาตตามมาตรา 18 พ.ร.บ.ป่าชุมชน 2562 ภาคเอกชนสามารถร่วมกิจกรรมที่เข้าไปอนุรักษ์และจัดการป่าชุมชน ซึ่งจะมีการแบ่งปันผลประโยชน์ให้ประชาชน 40% เพราะท้องถิ่นเป็นเจ้าของและจัดการทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; ขณะที่ภาคเอกชนได้ 50% กรมป่าไม้ 10% &amp;nbsp;ขณะนี้กำลังยกร่างระเบียบ ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการป่าชุมชนต่อไป &amp;ldquo;&amp;nbsp; นายอดิศร กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันมีการนำร่องปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าชายเลนกว่า 700 ไร่ ใน จ.จันทบุรีและตราด เป็นโปรเจ็คของ ทช.และอบก. แน่นอนว่า ยังมีพื้นที่ป่าชายเลนที่รอการคืนความสมบูรณ์และได้ประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตกระจายใน 24 จังหวัดชายฝั่งทะเลของไทย รวมพื้นที่มากกว่า &amp;nbsp;1.5 หมื่นไร่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อภิชัย เอกวนากุล รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศการอยู่ร่วมกันของสังคมพืชและสัตว์บนพื้นที่ชายฝั่งมีน้ำทะเลท่วมถึง หล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิต ซึ่งมีคุณค่าและความสำคัญมาก&amp;nbsp; อีกทั้งลดปริมาณก๊าซคาร์บอน เพิ่มก๊าซออกซิเจน สถานการณ์พื้นที่ป่าชายเลนของไทย 60 ปีที่แล้ว มีพื้นที่เหลือ 2 ล้านไร่ และลดลงต่อเนื่องจากการขยายตัวของประชากร การส่งเสริมเศรษฐกิจ &amp;nbsp;และนโยบายการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ทช.ฟื้นฟูพื้นที่ป่าชายเลนมาตั้งแต่ปี 2546 ปลูกเพิ่มไปแล้ว 1.4 แสนไร่ &amp;nbsp;เป้าหมายจะเพิ่ม 3 แสนไร่ ภายในปี 2580 ซึ่งสอดคล้องกับโครงการปลูกป่าเพื่อคาร์บอนเครดิต &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; สภาพภูมิอากาศทั่วโลกแปรปรวนและรุนแรงมากขึ้น ทั่วโลกให้ความสำคัญลดก๊าซเรือนกระจก พื้นที่ป่าชายเลนดูดซับก๊าซและกักเก็บได้มากกว่าป่าบก 3 เท่า หรือประมาณ 800 ตันต่อไร่ต่อปี นำมาสู่การออกระเบียบว่าด้วยการปลูกและบำรุงป่าชายเลน สำหรับองค์กรหรือบุคคลภายนอก พ.ศ. 2564 เพื่อเปิดโอกาสให้เข้าร่วมโครงการฯ เป็นการปลูกต้นไม้ใหม่ทั้งหมด ระบุชนิดพรรณไม้ที่เหมาะสมแต่ละสภาพพื้นที่ มีการบำรุงรักษาต่อเนื่อง เพื่อประเมินคาร์บอนเครดิต ขณะนี้เร่งจัดทำคู่มือปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต และตั้งคณะทำงานเพื่ออำนวยความสะดวก และมีเจ้าหน้าที่ประจำแปลงให้คำแนะนำการปลูกป่าชายเลนตามหลักการที่ถูกต้อง มีอัตรารอดสูง&amp;nbsp; เติบโต สร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ นอกจากเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน ยังอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; นายอภิชัย กล่าวในท้ายทุกภาคส่วนต้องหนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อพิชิตเป้าหมายของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116442</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, กรมป่าไม้, ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์, คาร์บอนเครดิตจากการปลูกป่า, องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210912/image_big_613daa12b0b33.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103823</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2021 19:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2021 19:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมป่าไม้ เตรียมต้นกล้าพันธุ์ดีแจกประชาชนปลูกเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมป่าไม้ เชิญชวนประชาชนร่วมกันปลูกต้นไม้ เนื่องใน &amp;ldquo;วันต้นไม้ประจำปีของชาติ 2564&amp;quot; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชา และปีนี้ตรงกับวันที่ 26 พฤษภาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 พ.ค.64&amp;nbsp;- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคมถือว่าเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูฝน เหมาะสมต่อการปลูกต้นไม้ และพืชผลทางการเกษตรต่างๆ เป็นอย่างมาก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย กรมป่าไม้ จึงขอเชิญชวนประชาชนทุกคนมาร่วมกันปลูกต้นไม้สร้างพื้นที่สีเขียวให้ประเทศ เพราะต้นไม้สามารถป้องกันและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ช่วยลดมลภาวะและฝุ่นละอองที่เกิดจากหมอกควันโดยเฉพาะฝุ่นควัน pm 2.5 ลดการเกิดภัยแล้ง น้ำท่วม หรืออื่นๆอีกมากมาย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ กรมป่าไม้ ขอเชิญชวนคนไทยทุกคนมาร่วมกันปลูกต้นไม้อย่างน้อยคนละ 1 ต้น เพื่อให้ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ส่งต่อให้ลูกหลานในอนาคต อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประชาชนท่านใดที่สนใจปลูกต้นไม้ กรมป่าไม้ ได้จัดเตรียมกล้าไม้พันธุ์ดีจำนวนมากไว้แจกจ่าย โดยติดต่อขอรับกล้าไม้จากหน่วยงานเพาะชำกล้าไม้ สังกัดกรมป่าไม้ในพื้นที่ทุกแห่งทั่วประเทศ สามารถสืบค้นข้อมูลหน่วยเพาะชำกล้าไม้ได้ที่ www.forest.go.th/nursery หรือติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 561 4292-3 ต่อ 5551 เมื่อปลูกต้นไม้แล้ว กรมป่าไม้ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงทะเบียนในโครงการและกิจกรรมปลูกต้นไม้และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก &amp;ldquo;รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน&amp;rdquo; สืบสานสู่ 100 ล้านต้น ที่เว็บไซต์กรมป่าไม้ https://plant.forest.go.th/statistic และ https://www.youtube.com/watch?v=CYBZg3KMNfk&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103823</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมป่าไม้, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, วราวุธ ศิลปอาชา, วันต้นไม้ประจำปีของชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210522/image_big_60a8fb2159f87.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98680</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2021 17:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2021 17:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุกบริษัทดัง ยึดไม้ประดู่หวงห้ามทั้งไม้ท่อนและแปรรูปมูลค่ากว่า 3 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 เม.ย.64 -&amp;nbsp;นายมงคล ไชยภักดี นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ&amp;nbsp;หัวหน้าหน่วยฯ พญาเสือ เปิดเผยว่า หน่วยพญาเสือฯ ได้รับการแจ้งจาก หน.สปป.3&amp;nbsp;ภาคเหนือว่า มีการลักลอบทำไม้มีค่าหายาก ในเขตป่าสงวน ป่าอนุรักษ์ ในพื้นที่ จ.แพร่ และ จ.น่าน และนำมาสวมเป็นไม้มีเอกสารสิทธิ์ (ไม้มาตรา&amp;nbsp;7)&amp;nbsp;คณะเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการสะกดรอย ติดตามไม้ประดู่ท่อน ที่ได้ทำการติดตั้งเครื่องติดตามด้วยระบบ&amp;nbsp;GPSไว้ก่อนหน้า จนพบว่า ได้เคลื่อนย้ายไม้ออกจากป่า ไปรวบรวมไม้ไว้ที่โกดังแห่งหนึ่ง ใน อ.สูงเม่น จ.แพร่ ต่อมา เครื่องติดตามด้วยระบบ&amp;nbsp;GPS&amp;nbsp;ปรากฎที่พิกัด&amp;nbsp;17.525243, 103.017666&amp;nbsp;ตรวจสอบพบว่า มีการเคลื่อนย้ายไม้จากโกดัง ไปยังบริษัทแห่งหนึ่ง ในพื้นที่จ.อุดรธานี จึงรายงานผู้บังคับบัญชา และประสานหน่วยที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นายพนัชกร โพธิบัณฑิต ผอ.ส่วนยุทธการ ด้านป้องกันและปราบปราม&amp;nbsp;นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าหน่วยฯ พญาเสือพร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ ประกอบด้วย จนท.หน่วยพญาเสือ ส่วนยุทธการด้านป้องกันและปราบปราม,&amp;nbsp;สปป.2 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ),&amp;nbsp;สบอ.10 (อุดรธานี)) จนท. ชุดพยัคฆ์ไพร,&amp;nbsp;ศปป.2 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ),&amp;nbsp;ศูนย์ป่าไม้อุดรธานี,&amp;nbsp;หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้บ้านดุง,&amp;nbsp;หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ อด.6 (หนองแสง) จนท.ฝ่ายปกครอง อ.พิบูลย์รักษ์&amp;nbsp;ทหารกอ.รมน. จ.อุดรธานี ตำรวจสันติบาลอุดรธานี,&amp;nbsp;ตำรวจ สภ.พิบูลย์รักษ์,&amp;nbsp;ตำรวจ บก.ปทส.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกำลังจนท.เดินทางนำหมายค้น ศาลจังหวัดอุดรธานี เข้าตรวจสอบบริษัท อาร์ทีเอ็น วู้ด จำกัด โดยมีนางรัตนา (สงวนนามสกุล) เป็นผู้นำตรวจสอบ และให้ข้อมูลพบไม้ประดู่ท่อน&amp;nbsp;75&amp;nbsp;ท่อน ปริมาตร&amp;nbsp;39.304&amp;nbsp;ลบ.ม. ไม้ประดู่แปรรูป&amp;nbsp;142&amp;nbsp;เหลี่ยม ปริมาตร&amp;nbsp;29.710&amp;nbsp;ลบ.ม. รวมมูลค่าความเสียหาย&amp;nbsp;3,455,340&amp;nbsp;บาท โดยนางรัตนา อ้างว่าไม้ทั้งหมดมีเอกสารหลักฐานถูกต้อง&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการยึดไม้ทั้งหมดไว้ เพื่อตรวจสอบหลักฐานการได้มา ของไม้ตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันพบว่า โรงงานดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้ตั้งโรงงานแปรรูปไม้ โดยใช้เครื่องจักรตามกฎหมายแต่อย่างใด การกระทำของนางรัตนาเป็นความผิดฐาน&amp;nbsp;&amp;ldquo;ตั้งโรงงานแปรรูปไม้ โดยไม่ได้รับอนุญาต จากพนักงานเจ้าหน้าที่&amp;rdquo;&amp;nbsp;และฐาน&amp;nbsp;&amp;ldquo;&amp;nbsp;มี ผลิต หรือนำเข้าเลื่อยโซ่ยนต์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน&amp;rdquo; จึงได้ตรวจยึดเครื่องจักร จำนวน&amp;nbsp;5&amp;nbsp;รายการ พร้อมควบคุมตัวนางรัตนาฯ ส่งพนักงานสอบสวน สภ.พิบูลย์รักษ์ โดยได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ กล่าวโทษดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98680</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมป่าไม้, จังหวัดน่าน, จังหวัดแพร่, สภ.พิบูลย์รักษ์, หน่วยพญาเสือ, ไม้ประดู่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d8a8243033.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96066</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘แม่ธนาธร’โดนอีกดอก ป่าไม้ร้องปปง.ยึด440ไร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ&amp;rdquo; แม่ธนาธรโดนอีกดอก กรมป่าไม้จัดเต็มฟ้อง ปปง.รุกป่าสงวน 440 ไร่ เข้าข่ายความผิดมูลฐาน ต้องยึดคืนให้ตกเป็นของแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ สำนักข่าวอิศราได้ออกรายงานเรื่อง &amp;ldquo;อีกคดี! กรมป่าไม้ส่ง ปปง.สอบ &amp;lsquo;สมพร&amp;rsquo; ถือครอง น.ส.2-ภ.บ.ท.5 รุกป่า 440 ไร่&amp;rdquo; โดยมีเนื้อหาน่าสนใจว่า คดีครอบครอง น.ส.3 ก. จำนวน 60 ฉบับ เนื้อที่ 2,154-3-82 ไร่ ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ของครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจ ที่มีชื่อนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ, น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวไกล ซึ่งนายชีวะภาพ ชีวะธรรม รองอธิบดีกรมป่าไม้ ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดินขอให้พิจารณาเนินการเพิกถอน น.ส.3 ก. ทั้ง 60 ฉบับแล้ว ล่าสุดการถือครองที่ดิน น.ส.2 จํานวน 7 แปลง เนื้อที่ 250-0-00 ไร่ และ ภ.บ.ท.5 จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 90 ไร่ รวมทั้งสิ้น 8 แปลงเนื้อที่ เนื้อที่ 440 ไร่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี ท้องที่หมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 14 ต.รางบัว และหมู่ที่ 3 ต.ด่านทับตะโก อ.จอมบึง จ.ราชบุรี กรมป่าไม้ได้ส่งเรื่องให้ พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินคดีในฐานกระทําความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (15)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวอิศรายังระบุถึงเนื้อหาหนังสือฉบับลงวันที่ 28 ม.ค.2564 ที่กรมป่าไม้ส่งถึงเลขาธิการ ปปง. สรุปสาระสำคัญว่า คณะเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ลงพื้นที่ตรวจสอบตรวจพบที่ดินแปลงดังกล่าว พบมีการแสดงเอกสารสิทธิในที่ดิน 8 แปลง ประกอบด้วย น.ส.2 จํานวน 7 แปลง เนื้อที่ 250-0-00 ไร่ และ ภ.บ.ท.5 จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 90 ไร่ ที่ดินทั้งหมดอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี (พ.ศ.2527) ซ้อนทับกับเขตปฏิรูปที่ดินของสํานักปฏิรูปที่ดิน (พ.ศ.2554) และซ้อนทับกับเขตป่าไม้ถาวร ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี หมายเลข 85 (พ.ศ.2512) ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าหลักฐานการมอบอํานาจให้นางอรสา เศรษฐปราโมทย์ นําชี้และมอบที่ดิน น.ส.2 ให้จัดทําป่าชุมชน ตรวจสอบร่องรอยการทําประโยชน์ พบการทําแปลงยูคาลิปตัส และหลักฐานการชําระภาษีบํารุงท้องที่ 3 ฉบับ ประจําปี 2553-2556 ปรากฏชื่อนางสมพรเป็นผู้ชําระภาษีบํารุงท้องที่ จึงสันนิษฐานได้ว่านางสมพรครอบครองที่ดิน น.ส.2 และ ภ.บ.ท.5 จํานวน 8 แปลง เนื้อที่ 440 ไร่ การกระทําของนางสมพรจึงเป็นการกระทําผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2584 มาตรา 54 ประกอบมาตรา 72 ตรี, พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 ประกอบมาตรา 31, ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 และ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 97 ซึ่งได้แจ้งความกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คณะเจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทําดังกล่าวข้างต้นยังถือเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (15) จึงขอส่งเอกสารหลักฐานมาเพื่อพิจารณาดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ และขอได้โปรดมอบหมายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานและข้อเท็จจริงในพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ ได้มอบนายคม ศรีสวัสดิ์ ผู้อํานวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 1 (ภาคกลาง) เป็นผู้ประสาน&amp;rdquo;
สำหรับมูลฐานความผิดในมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่จะถูกยึดให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้น จะมีทั้งสิ้น 21 ข้อ โดยข้อ 15 นั้นจะเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ ยึดถือ หรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันมีลักษณะเป็นการค้า.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96066</URL_LINK>
                <HASHTAG>440 ไร่, กรมป่าไม้, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปปง., ยึดคืนให้ตกเป็นของแผ่นดิน, รุกป่าสงวน, สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210314/image_big_604e18bd2b844.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92378</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/02/2021 16:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/02/2021 15:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>6 หน่วยงาน กรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรทางทะเลฯ สถ. พอช. และ ก.ก.ถ.  ร่วมลงนามเพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟูป่า และพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนในเขตป่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำเนียบรัฐบาล / วิษณุ&amp;nbsp; เครืองาม&amp;nbsp; รองนายกฯ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่าง 6 หน่วยงาน&amp;nbsp; คือ กรมอุทยาน ฯ กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง&amp;nbsp; กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; พอช.&amp;nbsp; และสำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ&amp;nbsp; เพื่อร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์&amp;nbsp; ฟื้นฟูป่า&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพ พัฒนาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; พัฒนาคุณภาพชีวิตชาวชุมชนที่อาศัยอยู่ในเขตอุทยานฯ&amp;nbsp; เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตป่าสงวนแห่งชาติ และป่าชายเลน&amp;nbsp; โดยมีระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (8 กุมภาพันธ์) เวลา 12.30 ณ ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล&amp;nbsp; นายวิษณุ เครืองาม&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีและเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือสนับสนุนการกระจายอำนาจด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (เอ็มโอยู) รวมทั้งหมด 3 ฉบับ ได้แก่ 1.ฉบับที่เกี่ยวข้องกับที่ดินในเขตอุทยาน เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า ฯลฯที่กรมอุทยานรับผิดชอบดูแล 2.ฉบับที่เกี่ยวข้องที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่กรมป่าไม้รับผิดชอบดูแล และ 3. ฉบับที่เกี่ยวกับที่ดินป่าชายเลนที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งรับผิดชอบดูแล ระหว่าง 3 หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลที่ดินในเขตป่า&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช&amp;nbsp; กรมป่าไม้ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง&amp;nbsp; กับ 3 หน่วยงานสนับสนุน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.ก.ถ.)&amp;nbsp; กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) &amp;nbsp;&amp;nbsp;และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) &amp;#39;พอช.&amp;#39;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีผู้แทน 6 หน่วยงานร่วมลงนาม&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; สำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ&amp;nbsp; โดยนายธีรภัทร&amp;nbsp; ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; นายอดิศร&amp;nbsp; นุชดำรง&amp;nbsp; อธิบดีกรมป่าไม้&amp;nbsp; นายธัญญา เนติธรรมกุล&amp;nbsp; อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช&amp;nbsp; นายโสภณ&amp;nbsp; ทองดี&amp;nbsp; อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; โดยนายประยูร&amp;nbsp; รัตนเสนีย์&amp;nbsp; อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ ผู้อํานวยการสถาบัน โดยมีนายวราวุธ&amp;nbsp; ศิลปอาชา&amp;nbsp; รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายจุติ ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิษณุ&amp;nbsp; เครืองาม&amp;nbsp; รองนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ตั้งแต่ปี 2545&amp;nbsp; คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.ก.ถ.) ได้จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อการถ่ายโอนภารกิจด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต และอื่นๆ รวม 245 เรื่อง แต่ภารกิจด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีเพียง 17 เรื่อง ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนการกระจายอำนาจและการถ่ายโอนภารกิจด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีประสิทธิผล&amp;nbsp; ก.ก.ถ. จึงแต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาความเป็นไปได้การถ่ายโอนภารกิจด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมี รศ. ธนพร ศรียากูล เป็นประธานอนุกรรมการ&amp;nbsp; ประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เพื่อแก้ไขอุปสรรค ปัญหา และข้อขัดข้องต่างๆ&amp;nbsp; จนนำมาสู่การลงนามความร่วมมือของ 6 หน่วยงานในวันนี้เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันอย่างจริงจัง&amp;nbsp; เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกิดประสิทธิภาพ&amp;nbsp; ตลอดจนสามารถยกระดับขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีศักยภาพพร้อมสำหรับภารกิจถ่ายโอน&amp;nbsp; รวมทั้งยังสนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระปิยมหาราชที่พระองค์ทรงริเริ่มในการกระจายอำนาจของประเทศไทย ซึ่งการลงนามในครั้งนี้จะเป็นเครื่องมือไปสู่การกระจายอำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติไปสู่เจ้าของอำนาจ คือ ประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;นายธีรภัทร&amp;nbsp; ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า &amp;nbsp;ที่ผ่านมาการจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีข้อจำกัดที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่สามารถดำเนินการในชุมชนที่เป็นที่ดินในเขตป่าได้ เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องกฎหมาย&amp;nbsp; แต่ขณะนี้เมื่อมีการปรับแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 7 ฉบับ อาทิ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562&amp;nbsp; พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;พ.ศ.2562 พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ.2562 เป็นต้น และรัฐบาลได้มีนโยบายอนุญาตให้ชุมชนที่อยู่อาศัยในที่ดินเขตป่าที่มีการจัดทำข้อมูลรับรองร่วมกัน หรือผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าไปสนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็น&amp;nbsp; การพัฒนาอาชีพรายได้&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ที่ดินทำกิน ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตประชาชนและชุมชนที่อยู่อาศัยทำกินในเขตป่าดีขึ้น ควบคู่กับการดูแลรักษาฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; และเพื่อให้การดําเนินกิจกรรมดังกล่าวมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามเจตนารมณ์ของกฏหมายที่เกี่ยวข้อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;เป้าหมายที่สำคัญที่จะเกิดจากเอ็มโอยูครั้งนี้ คือ เพิ่มขีดความสามารถให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ( อปท.) ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นตามเจตนารมณ์ของกฏหมาย เช่น การบริหารจัดการควบคุมไฟป่าที่มาสำคัญของ PM2.5 ให้เกิดความชัดเจนด้านงบประมาณ แก้ไขปัญหาอุปสรรคในการทำงานของ อปท. เช่น การคุ้มครองดูแลอาสาสมัคร การบริหารจัดการคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ป่า โดยขับเคลื่อนให้แผนพัฒนาท้องถิ่นของ อปท. กับแผนบริหารจัดการพื้นที่ตาม พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติฯ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ พ.ร.บ.สวนป่าฯ มีความสอดคล้องต้องกันเพื่อความคุ้มค่างบประมาณ การจัดทำข้อมูลเสริมการทำงานซึ่งกันและกันระหว่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ กับ พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติฯ ทำให้มีฐานข้อมูลเดียวกันในการขับเคลื่อนนโยบายภาพรวมและนโยบายพัฒนาท้องถิ่น&amp;rdquo; นายธีรภัทร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นการบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันเป็นระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนาม โดยมีการลงนามความร่วมมือรวมทั้งหมด 3 ฉบับ&amp;nbsp; ประกอบด้วย 1. ฉบับที่เกี่ยวข้องกับที่ดินในเขตอุทยาน เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า ฯลฯ ที่กรมอุทยานรับผิดชอบดูแล 2. ฉบับที่เกี่ยวข้องที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่กรมป่าไม้รับผิดชอบดูแล และ 3. ฉบับที่เกี่ยวกับที่ดินป่าชายเลนที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งรับผิดชอบดูแล โดยทั้ง 6 หน่วยงาน มีความร่วมมือ ดังนี้ 1. การส่งเสริมและสนับสนุนการปฏิบัติงาน หรือการอนุรักษ์ บำรุงรักษา และฟื้นฟูอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเล ป่าชายเลน ที่อยู่ในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ และ 2. การปรับปรุง การพัฒนา การส่งเสริมอาชีพหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลและชุมชนที่อยู่อาศัยและทำกินภายในเขตพื้นที่โครงการเกี่ยวกับการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนในอุทยานแห่งชาติ&amp;nbsp; เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า&amp;nbsp; เขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตพื้นที่ชายฝั่งป่าชายเลน&amp;nbsp; และ พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 กำหนดไว้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุติ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกระทรวง พม. โดย พอช. มีความร่วมมือด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงาน ดังนี้ 1. ร่วมสนับสนุนการจัดทำแผนและการดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน 2. ร่วมสนับสนุนงบประมาณแก่องค์กรชุมชนในการพัฒนาที่อยู่อาศัย 3. ร่วมสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตและแผนพัฒนาที่อยู่อาศัย ของชุมชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง การจัดกลุ่มออมทรัพย์ พัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มองค์กรชุมชน&amp;nbsp; 4) ร่วมสนับสนุนกระบวนการออกแบบวางผังการใช้ประโยชน์ที่ดินทำกินและที่อยู่ อาศัยโดยคำนึงถึงระบบนิเวศ การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และ 5) สนับสนุนงบประมาณแก่องค์กรชุมชนในการพัฒนาที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน ระบบ สาธารณูปโภคที่จำเป็น คุณภาพชีวิต การสร้างกระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนสินเชื่อที่อยู่อาศัยตามความจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ 6 หน่วยงานที่ลงนามบันทึกความร่วมฉบับนี้ จะร่วมมือกันดำเนินกิจกรรมต่างๆ&amp;nbsp;เช่น การรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย ชุมชนที่เกี่ยวข้อง และประชาชน ในการกำหนด ขยาย หรือเพิกถอนเขตป่าประเภทต่างๆ&amp;nbsp; แผนการบริหารจัดการพื้นที่เขตป่า และชุมชนที่อยู่อาศัยอยู่ในเขตป่าประเภทต่างๆ การกระทำการหรืองดเว้นการกระทำใดๆ ในเขตป่าประเภทต่างๆ เพื่อรักษาสภาพธรรมชาติ ระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือป้องกันภัยพิบัติอันเป็นสาธารณะ ส่งเสริมและสนับสนุนการปฏิบัติงานและงบประมาณเพื่อการอนุรักษ์ บำรุงรักษา และฟื้นฟูป่าประเภทต่างๆ ที่อยู่ในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ การสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดทำแผนการอนุรักษ์ บำรุงรักษา และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งแผนการป้องกันและควบคุมไฟป่าที่อยู่ในเขตพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่รับผิดชอบเพื่อบรรจุไว้ในแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การปรับปรุงการพัฒนา การส่งเสริมอาชีพหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคล และชุมชนที่อยู่อาศัยหรือทำกิน โครงการเกี่ยวกับการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าประเภทต่างๆ ให้มีความเหมาะสมตามมาตรการอนุรักษ์ดิน และน้ำ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายกนกศักดิ์ ดวงแก้วเรือน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา กล่าวว่า ตำบลแม่ทา&amp;nbsp; ชาวบ้านส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ&amp;nbsp; มีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ต่อมาชาวบ้านได้รวมตัวกันแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; เริ่มต้นจากการจัดการเรื่องป่าชุมชนก่อนปี 2535&amp;nbsp; เพื่อให้ชุมชนร่วมกันดูแลรักษาป่า&amp;nbsp; และใช้ทรัพยากรจากป่าไม้อย่างยั่งยืน&amp;nbsp; มีกฎกติกาในการรักษาป่า&amp;nbsp; และร่วมผลักดันจนเกิด พ.ร.บ.ป่าชุมชนในปี 2535 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ อบต.แม่ทายังร่วมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; ป่าไม้และที่ดินของชุมชน&amp;nbsp; โดยจัดทำบทบัญญัติตำบลในการจัดการที่ดิน&amp;nbsp; ป่าไม้&amp;nbsp; น้ำ&amp;nbsp; สนับสนุนการจัดทำผังชีวิตชุมชน-ตำบล&amp;nbsp; นำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น&amp;nbsp; ด้านอาชีพ&amp;nbsp; ส่งเสริมการจัดตั้งสหกรณ์การเกษตร&amp;nbsp; การทำเกษตรอินทรีย์&amp;nbsp; การตลาด&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านที่ดิน&amp;nbsp; ในปี 2558&amp;nbsp; กรมป่าไม้มอบที่ดินให้แก่จังหวัดเชียงใหม่ (เพื่อให้ชุมชนเช่าต่อตามนโยบายคณะกรรมการจัดการที่ดินแห่งชาติ (คทช.)&amp;nbsp; และจังหวัดเชียงใหม่อนุญาตให้ชาวบ้านเข้าทำประโยชน์จำนวน 1,374 ราย&amp;nbsp; 2,693 แปลง&amp;nbsp; รวม 5,586 ไร่&amp;nbsp; และรับมอบป่าชุมชน&amp;nbsp; 7 แปลง&amp;nbsp; รวม 3,599 ไร่&amp;nbsp; และพลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; นายกฯ มอบที่ดินให้แก่ชาวบ้านเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2558&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือในวันนี้มีผู้แทนชุมชนท้องถิ่นเข้าร่วมงานและจัดแสดงนิทรรศการรูปธรรมการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้&amp;nbsp; จำนวน 3 พื้นที่&amp;nbsp; คือ ตำบลแม่ทา&amp;nbsp; อ.แม่ออน&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; ที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการป่าชุมชน&amp;nbsp; เพื่อดูแลและใช้ทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน&amp;nbsp; มีการจัดการดิน&amp;nbsp; น้ำป่า&amp;nbsp; จัดทำผังชีวิตตำบล&amp;nbsp; จนนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ดิน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เทศบาลตำบลเวียงสรวย&amp;nbsp; อ.แม่สรวย&amp;nbsp; จ.เชียงราย แก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยที่ทับซ้อนกับพื้นที่สวนป่า&amp;nbsp; อุทยาน&amp;nbsp; ป่าสงวนฯ กว่า 580 &amp;nbsp;ครัวเรือน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สำรวจข้อมูลปัญหาในตำบล&amp;nbsp; จัดทำแผนที่ชุมชน&amp;nbsp; แผนที่ป่า&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; นำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ และ ตำบลแม่รำพึง บ้านปากคลองหมู่ 5 อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp; ที่มีการแก้ไขปัญหาที่สัมพันธ์กับระบบภูมินิเวศน์ ความมั่นคงด้านอาหาร การรักษาทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92378</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมป่าไม้, พอช., วิษณุ  เครืองาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210208/image_big_6020fa9ebbfd7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92151</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้การปทส.ลั่น คดีรุกป่าสงวน ครัวทอนไม่ช้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ผู้การ ปทส.ลั่นคดีรุกป่าครอบครัว &amp;ldquo;จึงรุ่งเรืองกิจ&amp;rdquo; ไม่ช้าแน่นอน ชี้เพิ่งรับคำร้องทุกข์ ต้องใช้เวลาสอบพยานหลักฐาน &amp;ldquo;บิ๊กป้อม&amp;rdquo; นั่งหัวโต๊ะบี้เร่งจำแนกที่ดินป่าสงวนฯ 6.3 ล้านไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันศุกร์ที่ 5 ก.พ. พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ผบก.ปทส.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกรมป่าไม้เข้าแจ้งความเพิ่มเติมนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ, น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ใช้เอกสารที่ออกโดยมิชอบครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี จังหวัดราชบุรี จำนวน 2,154-3-82 ไร่ ว่าเจ้าหน้าที่เพิ่งรับคำร้องทุกข์ไว้ จากนี้พนักงานสอบสวนต้องสอบพยานแวดล้อม รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่ที่ดิน เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ และพยานบุคคลต่างที่ถูกอ้างอิงถึง
&amp;ldquo;เบื้องต้นเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานตามขั้นตอน แต่รับรองว่าไม่ช้า เพราะขึ้นอยู่กับพยานจะมาให้ความร่วมมือหรือเปล่า เช่น เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน ส่วนการที่จะเรียกนายธนาธร แม่และพี่สาวมาให้การ เป็นขั้นตอนที่ต้องได้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่เพียงพอ ส่วนนี้เขาก็มีสิทธิ์ให้การ ซึ่งนอกจากนายธนาธรแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง พนักงานสอบสวนก็จะเรียกมาสอบทั้งหมด&amp;rdquo; พล.ต.ต.พิทักษ์กล่าว
วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบาย แนวทางและมาตรการการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน ครั้งที่ 1/2564&amp;nbsp; ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งคณะอนุกรรมการนโยบาย แนวทาง และมาตรการการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน ที่ 1/2564 เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะอนุกรรมการนโยบาย แนวทาง และมาตรการการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองข้อมูล ความจำเป็น ความเหมาะสม ความสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณา 3 ประเด็น ดังนี้ 1.คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานติดตามและขับเคลื่อนนโยบาย แนวทาง และมาตรการการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน 2.การจำแนกประเภทที่ดิน จังหวัดสระแก้ว และจังหวัดนครพนม (ขอเปลี่ยนแปลงมติคณะรัฐมนตรีเดิมเฉพาะแห่ง) และ 3.การเร่งรัดจำแนกประเภทที่ดิน ในพื้นที่ป่าไม้ถาวรนอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่ยังไม่ได้สำรวจและจำแนกประเภทที่ดินอย่างละเอียด เนื้อที่ประมาณ 6.3 ล้านไร่
นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นควรมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการสำรวจข้อมูลที่ดินพื้นที่ป่าไม้ถาวรนอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ยังไม่ได้มีการดำเนินการสำรวจจำแนกประเภทที่ดิน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2525 (แก้ไขเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2527) เนื้อที่ประมาณ 6.3 ล้านไร่ และให้รายงานผลการดำเนินงาน เมื่อดำเนินการสำรวจเสร็จสิ้นแล้ว
ทั้งนี้ ในวาระอื่นๆ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1:4000 (One Map) และรับทราบการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่กองทัพภาคที่ 3 ส่งกลับคืนกรมป่าไม้ ท้องที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และมอบหมายให้คณะทำงานกลั่นกรองฯ พิจารณาให้ความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะอนุกรรมการนโยบาย แนวทาง และมาตรการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92151</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมป่าไม้, จึงรุ่งเรืองกิจ, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ที่ดินป่าสงวน, ปทส., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เจ้าหน้าที่ที่ดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210205/image_big_601d594e54cf0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
