<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106288</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2021 07:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2021 07:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัษฎางค์&#039;เตือน&#039;พระสยามเทวาธิราช&#039;มีจริง อย่าล้อเล่นกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านเมือง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มิ.ย.64-นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;ldquo;พระสยามเทวาธิราช&amp;rdquo; อย่าล้อเล่นกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านเมือง ทั้งที่มองไม่เห็นตัวตน เช่น พระแก้วมรกตและพระสยามเทวาธิราช รวมถึงพระมหากษัตริย์ ซึ่งคนไทยถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีตัวตน
&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดการศึกษาประวัติศาสตร์ มีพระราชดำริว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมืองไทยเรานี้มีเหตุการณ์หวิด ๆ จะต้องเสียอิสรภาพมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นได้เสมอมา ชะรอยจะมีเทพยดาองค์ใดองค์หนึ่งที่คอยพิทักษ์รักษาอยู่ จึงสมควรจะทำรูปเทพพระองค์นั้นขึ้น ไว้สักการบูชา&amp;rdquo;จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระองค์เจ้าดิษฐวรการ (หม่อมเจ้ารัชกาลที่ ๑) นายช่างเอกทรงปั้นรูปเทพพระองค์นั้น เป็นรูปทรงต้นยืนถือพระขรรค์ในพระหัตถ์ขวา ขนาด ๘ นิ้วฟุตงดงามได้สัดส่วนแล้วหล่อด้วยทองคำแท่งทั้งพระองค์ ทรงถวายพระนาม &amp;quot;พระสยามเทวาธิราช&amp;quot; แล้วประดิษฐานไว้ในพระวิมานกลางพระที่นั่งไพศาลทักษิณจนทุกวันนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่านผู้ใหญ่ชั้นคุณย่าของข้าพเจ้าเล่าว่า ในรัชกาลที่ ๔ ทรงถวายเครื่องสังเวยเป็นราชสักการะทุกวัน และเป็นที่นับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัดนี้เนื่องแต่ทางพระราชสำนักต้องตัดทอนรายจ่ายมากมายมาแต่ในรัชกาลที่ ๗ จึงคงยังมีเครื่องสังเวยถวายแต่เฉพาะวันอังคาร และวันเสาร์ อาทิตย์ละ ๒ ครั้ง และในเวลาปีใหม่ก็มีการบวงสรวงสังเวยเป็นพิธีใหม่ มีละครรำของกรมศิลปากรในเวลาเช้าวันสังเวยนั้น..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;..อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ต่าง ๆ ดังเราท่านได้ประสบมาด้วยตนเอง ยิ่งนานวันก็ยิ่งเห็นว่าพระสยามเทวาธิราชนั้นมีจริง เราจงพร้อมใจกันอธิษฐานด้วยกุศลผลบุญที่เราได้ทำมาแล้วด้วยดี ขอให้เทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์พระองค์นี้ จงได้ทรงคุ้มครองป้องกันภัย และโปรดประสิทธิ์ประสาทความสมบูรณ์พูนสุขให้แก่ประชาชนชาวสยามทั่วกันเทอญ..&amp;quot;
&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเด็กสาววัย 18 ที่คนในสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์ตำหนิที่มีคลิปเสียงพูดเชียร์ของเธอ ให้ซิ่งเลย ซิ่งเลย ผมกลับเห็นว่า อย่าจับเอาคำพูดนี้หรือพฤติกรรมเด็กวัย 18 ปี มาวิจารณ์เลย เพราะคิดดูดีๆ ต้องถือว่าเพิ่งพ้นวัยเด็กน้อยมาได้เพียงไม่กี่วันเอง ถึงจะ 18 แต่ถือว่ายังเด็กมาก ย่อมมีพฤติกรรมอย่างเด็กแบบนั้น
&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใครทำอะไรได้อย่างนั้น ทำบุญได้รับบุญ ทำบาปต้องรับกรรมที่ทำไว้ เห็นกันอยู่ชัดๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นไหมนั่งด้วยกันมา 2 คน คนหนึ่งตาย คนหนึ่งรอด (มาได้ยังไง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมา ปล่อยให้มันผ่านไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อโหสิกรรมให้แก่กัน เทอดพี่น้องไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอโหสิกรรมคือการทำบุญใหญ่ ใครทำใครได้ ใครทำอะไรได้อย่างนั้น เห็นกันอยู่ชัดๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใครไม่สนใจทำบุญ แต่เราทำ นะพี่น้องไทย.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106288</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อัษฎางค์ ยมนาค, กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, พระสยามเทวาธิราช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210614/image_big_60c6a783a38df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57704</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2020 12:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2020 12:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมพระยาดำรงเล่าเรื่อง &#039;พระปาล&#039; ผู้ปฏิสังขรณ์วัดพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ. ๒๔๓๙ ร.ศ. ๑๑๕ วันที่ ๑๓ กันยายน เวลาเช้าถึงปากอ่าวเมืองนครศรีธรรมราชพระยานครศรีธรรมราชแลกรมการจัดเรือออกมารับ เข้าลำน้ำปากพระยาไปขึ้นที่วัดท่าโพ ขึ้นช้างต่อไปตามถนนหลวงจนถึงทำเนียบ ซึ่งพระยาศรีธรรมราชปลูกไว้รับที่ร่มประดู่น่ากำแพงเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราชการเมืองนครศรีธรรมราชในเวลานี้ยังไม่ได้จัดการเปลี่ยนแปลงอันใด นอกจากปราบปรามโจรผู้ร้าย ตั้งแต่พระยานครกลับออกไปจากกรุงเทพ, ได้จัดการปราบปรามโดยแขงแรง จัดเอาเปนสงบได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี่มีการที่เรียกว่าจัดใหม่ แต่การเดินนาพระยานครศรีธรรมราชได้จัดให้ออกเดินหลายสาย โดยหมายจะให้การแล้วเร็วแลดีขึ้นกว่าแต่ก่อนประมาณเงินค่านาคงจะขึ้นบ้างแต่นาจะไม่ดีได้ดังเมืองสงขลา เพราะยังใช้คนเก่าโดยมาก แลไม่ได้มีการตรวจตราอันใด จะต้องหวังการดีต่อเก็บจำนวนศก ๑๑๕&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อิกอย่างหนึ่ง พระยานครศรีธรรมราชได้แต่งถนนตั้งแต่ท่าโพขึ้นไปจนตลอดท้ายเมือง ได้ถางกำแพงแลเชิงเทินรอบเมืองดูสอาดสอ้านดีขึ้นกว่าแต่ก่อน นอกจากนี้มีการที่แปลกตาอยู่อิก ๒ อย่าง คือ ที่มีพวกมิชชันนารีอะเมริกันออกไปตั้งสอนสาสนาคฤศเตียนอย่าง ๑ พวกมิชชันนารีนี้ได้รับพระราชทานยืมที่ริมถนนท่าโพโดยการตกลงอย่างเดียวกับเมืองราชบุรีแห่ง ๑ แต่ยังไม่ได้ปลูกสร้างอันใดนอกจากโรงจาก ๓ ห้องเปนที่พักหลังหนึ่งในที่นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เวลาข้าพระพุทธเจ้าไปถึงพวกมิชชันนารีหาได้มีผู้ใดอยู่ไม่ สืบถามได้ความว่า มีคนเข้ารีดคฤศเตียนประมาณ ๑๐๐ เสศ แต่ที่ได้รับบัปติสม์แล้วประมาณ ๔๐ ที่ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเวลาผ่านไป มีผู้ชายแก่บ้างหนุ่มบ้างยืนแถวคอยรับอยู่ที่น่าบ้านมิชชันนารีประมาณ ๖ คนเท่านั้น ถ้ามีผู้คนเข้ารีดมากมายดังคำเล่าลือจริง ดูก็เปนการปลาด ด้วยมิชชันนารีพวกนี้ก็ไม่ได้ประพฤติเกี่ยวข้องแก่ราชการบ้านเมืองอย่างใด ซึ่งจะให้แลเห็นว่าพวกสานุสิสย์พากันเข้ารีดด้วยประสงค์จะพึ่งพำนักนี้ให้พ้นความไม่พอใจในการบังคับบัญชาอย่างหนึ่งอย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ที่สุดโรงพยาบาลหรือโรงเรียนซึ่งเปนการแจกจ่ายให้ประโยชน์ในทางโลกย์ พวกมิชชันนารีก็ยังไม่ได้ตั้งแต่สักอย่างมีแต่การที่สั่งสอนทางธรรมแลศรัทธาของคนพวกเหล่านั้น ซึ่งได้เกิดแลศึกษามาในพระพุทธสาสนาแต่ยังเล็ก เหตุใดจึงมากลับใจไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนี้ เห็นด้วยเกล้า, ว่าเปนกิจซึ่งพระเถรานุเถระในสงฆ์มณฑลควรจะวินิจฉัยจงมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปลาดในเมืองนครศรีธรรมราชอิกอย่างหนึ่งนั้น คือ การปฏิสังขรณ์วัดพระบรมธาตุ เปนการปลาดที่ความอุสาหะแลปัญญาของคนคนเดียวมีแต่ตัวอาจจะทำการใหญ่ได้เปนมหัศจรรย์ ข้าพระพุทธเจ้าไต่ถามได้ความ ดังจะเรียบเรียงกราบบังคมทูล, ต่อไปนี้ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระปาล ๑ รูป ๑ อายุประมาณ ๔๐ เสศ เดิมเมื่อยังเปนฆราวาศ อยู่ในเมืองนครศรีธรรมราชนี้บังเกิดสังเวศด้วยวัดพระบรมธาตุชำรุดซุดโทรมปรักหักพังเปนอันมาก ปราถนาจะปฏิสังขรณ์แต่ไม่มีกำลังสามารถจะทำการได้ จึงออกบวชเมื่อ ๗ ปีล่วงมานี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บวชแล้วออกธุดง เที่ยวพยายามชี้แจงเกลี้ยกล่อมชาวเมืองให้ศรัทธาช่วยกันปฏิสังขรณ์ วัดพระบรมธาตุ แต่เที่ยวธุดงอยู่ดังนี้ ๔ ปี ไปได้คนศรัทธามากใน ตำบลบ้านป่าแห่งหนึ่ง พระปาลจึงชักชวนบ้านนั้นตัดไม้ผูกแพล่องมา เมืองนครศรีธรรมราช แลไปขออนุญาตต่อผู้รักษาเมืองแล้ว ก็ลงมือ ทำการปฏิสังขรณ์วัดพระบรมธาตุตามกำลังเท่าที่มีอยู่ในเวลานั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอ กิติศัพท์นี้รู้แพร่หลายออกไปก็บังเกิดความปีติยินดีของราษฎรทั้งชายหญิงภากันมาช่วยตั้งแต่เมืองไทรบุรี เมืองตานี เมืองหนองจิก เมือง สงขลา เมืองพัทลุง เมืองกาญจนดิฐ ตลอดจนเมืองไชยาหลังสวน และ ในเมืองนครศรีธรรมราชเองภากันมาช่วยเปนอันมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประมาณจำนวน คนที่ได้มาช่วยพระปาลทำการปฏิสังขรณ์วัดพระบรมธาตุตั้งแต่ ร.ศ. ๑๑๔ มาจนบัดนี้กว่าสองหมื่นคน มีคนทำการวันละพันบ้าง หกร้อย เจ็ดร้อยบ้าง ห้าร้อยเปนอย่างต่ำดูผู้คนทำการล้นหลามเหมือนกับการ เมรุกลางเมือง แลมีคนทุกขนาดแลชะนิดต่างคนต่างทำการปะปนกัน ไป บางคนแก่อายุถึง ๖๐ เจ็ดสิบขึ้นไปถือปูนแลมุงกระเบื้องอยู่บน หลังคา บางคนช่วยขนอิฐบ้าง ถากไม้ไสกบบ้าง ดูเต็มใจทำด้วยกัน หมดทุกคนเปนการปลาดได้แลเห็นก็ต้องเกิดปีติยินดีด้วยเปนอันมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพระพุทธเจ้าได้ไปตรวจตราแลไล่เลียงพระปาลถึงวิธีจัดการได้ความ ว่า คนที่มาช่วยทำการนั้นแล้วแต่คนศรัทธาที่มีทรัพย์จะให้เงินช่วยก็ได้หรือจะตัดไม้หาของป่าแม้ที่สุดเสบียงอาหารมาช่วยก็ได้ หรือถ้าจะช่วยด้วยน้ำพักน้ำแรงใครจะมาช่วยคนละกี่วันก็ตามใจ แลวิธีจัดการแบ่งน่าที่นั้น ในส่วนผู้ชายถวายตัวเปนโยมอุปะฐากรับทำการวิ่งเต้น เบ็จเสร็จอยู่นานวันมีประมาณ ๖๐ คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกนี้พระปาลจ่ายเสื้อดำ กังเกงดำให้แต่งตัวแปลกกว่าพวกอื่นสำหรับใช้สอยวิ่งเต้นติดตามผู้คน หรือยกขนของเล็กน้อยต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากคนพวกนี้ผู้ใดสันทัดในการไม้ก็จ่ายไปเข้ากองช่างไม้ ผู้ใดสันทัดในการปูนก็จ่ายไปเข้ากองช่างปูน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่ไม่สันทัดอย่างหนึ่งอย่างใดก็ให้ทำการกุลียกลากขนต่างๆ ส่วนผู้หญิงนั้นปันเปนเวรกันเข้าโรงครัวประกอบอาหารเลี้ยงพวกคนทำการทั้งเช้าเย็น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าถึงวันพระพวกชาวบ้านยังหาขนมแลผลไม้มาทำบุญอิกส่วนหนึ่ง ตัวพระปาลเองนั้นปลูกกระท่อมเล็กอยู่ริมวัดพระบรมธาตุดูแลอำนวยการทั่วไป การที่ได้ทำแล้วในเวลานี้ทำเครื่องบนวิหาร แล้วสองหลัง ทำเครื่องบนพระระเบียงสำเร็จแล้วสองด้าน แลมีพระ ผู้ช่วยของพระปาลอยู่ที่วัดปากพนังอิกรูปหนึ่งชักชวนชาวบ้านนั้นมา ช่วยทำถานพระศรีมหาโพธิอิกส่วนหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ทำนี้คงจะสำเร็จในต้น ศก ๑๑๖ เว้นแต่พระอุโบสถหลังหนึ่งนั้นพระปาลร้องต่อข้าพระพุทธ เจ้าว่าเปนการใหญ่อยู่ แต่คงจะคิดปฏิสังขรณ์โดยเต็มกำลังที่จะทำได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้า, ว่าเงินค่านาขึ้นพระบรมธาตุในเมือง นครศรีธรรมราชอยู่ประมาณปีละ ๔๐ ชั่ง ถ้าทรงพระกรุณาโปรดเกล้า, พระราชทานเงินรายนี้ให้พระปาลเปนนายงานทำการปฏิสังขรณ์พระ อุโบสถคงจะสำเร็จได้เร็วขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพระพุทธเจ้าได้ถ่ายรูปพระปาลรูปหนึ่ง รูปคนทำงานวัดพระบรมธาตุรูปหนึ่ง รูปคนเอาของมาช่วยวันพระรูป หนึ่ง มาทูลเกล้า, ถวายทอดพระเนตรด้วยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเวลาพักอยู่ในเมืองนครศรีธรรมราชครั้งนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้ อาราธนาพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ที่ทับกระเษตร (คือ ระเบียงรอบ พระมหาธาตุ) ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าพระอรรคราชเทวีได้พระราชทาน เงินให้พระยานครศรีธรรมราชปฏิสังขรณ์นั้น แลรุ่งขึ้นได้ถวายอาหาร บิณฑบาตรแลได้เวียนเทียนสมโพชพระบรมธาตุในเวลาบ่ายด้วยน้ำใจ ศรัทธา ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานถวายพระราชกุศล.
------------------
ที่มา : การเสด็จตรวจราชการหัวเมืองของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57704</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, กาลครั้งหนึ่ง, นครศรีธรรมราช, วัดพระบรมธาตุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200220/image_big_5e4e1bf15ab5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18300</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2018 13:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2018 13:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> การเป็นผู้นำนั้นต้องให้รองเท้าขาดก่อนกางเกง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เจ้าฟ้ามงกุฎฯ ซึ่งทรงผนวชอยู่ตลอดรัชกาล ได้ทรงอุตสาหะเสด็จธุดงค์ขึ้นไปเมืองเหนือในปี พ.ศ.๒๓๗๖ และเมื่อทรงตระหนักพระทัยว่าการที่เสด็จประพาสหัวเมืองเพื่อทอดพระเนตรสภาพบ้านเมืองและความเป็นอยู่ของราษฎร เป็นประโยชน์แก่การปกครองราชอาณาจักรอย่างยิ่ง &amp;nbsp;เพราะฉะนั้นต่อมาเมื่อได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ ๔ จึงได้ทรงพระราชดำริที่จะเสด็จประพาสไปยังหัวเมืองต่างๆ เพื่อทอดพระเนตรสภาพบ้านเมือง ทรงตรวจราชการและพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ราษฎรเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จและกราบบังคมทูลพระกรุณาหรือถวายฎีกาได้อย่างใกล้ชิดอยู่เป็นนิจตลอดรัชกาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ก็โปรดเสด็จประพาสหัวเมืองไปทอดพระเนตรบ้านเมืองและความเป็นอยู่ของราษฎรอย่างเสมอมาแต่ต้นรัชกาล โดยเคยเสด็จฯ ไปยังหัวเมืองชายพระราชอาณาเขตทั้งทางด้านตะวันออก ตะวันตก และหัวเมืองปักษ์ใต้อยู่ติดชายแดนของประเทศ อาทิ การเสด็จประพาสแหลมมลายู &amp;nbsp;เมื่อ ร.ศ.๑๐๘, ๑๐๙ และ ๑๑๗ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพน่าจะทรงเห็นตัวอย่างและได้รับแนวพระราชดำริการเสด็จประพาสหัวเมืองมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ดังที่ได้กล่าวแล้วหลังจากได้เสด็จตรวจราชการครั้งแรกในหัวเมืองฝ่ายเหนือ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพมีพระดำริเห็นว่าการตรวจราชการมีความสำคัญและจำเป็นต่อการบริหารราชการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเสด็จไปตรวจราชการหัวเมือง รวมทั้งการควบคุมติดตามการปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนเป็นการดำเนินการปกครองหัวเมืองแบบใหม่ที่เริ่มเกิดขึ้นในรัชกาลที่ ๔ คือการตรวจหัวเมืองเพื่อจัดการทำนุบำรุงบ้านเมืองในเวลาเมื่อเป็นปกติ โดยพระองค์ทรงนิพนธ์เรื่อง &amp;quot;อธิบายด้วยประโยชน์ของการเที่ยวเตร่&amp;quot; ไว้ตอนหนึ่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าผู้ทำราชการได้เที่ยวเตร่ ได้รู้ ได้เห็น ภูมิลำเนาบ้านเมือง และความทุกข์สุขของไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินก็เหมือนหนึ่งมีทุนในทางที่ดำริตริตรองราชการอันควรแก่หน้าที่ของตน...ถึงผู้ที่มีหน้าที่ราชการอยู่แล้ว ถ้าได้เที่ยวดูการบ้านเมืองมากขึ้นก็ย่อมจะเป็นประโยชน์ ทั้งจะเป็นเครื่องป้องกันความพลาดพลั้งได้ด้วยอีกทางหนึ่ง เพราะทางที่ผู้ต้องรับผิดชอบในราชการ จะพึงพลาดพลั้งด้วยอย่างใดจะมีมากกว่าเพราะที่ไม่รู้ความจริงนี้เป็นไม่มี เพราะเหตุฉะนั้นจึงว่าการที่ได้เที่ยวเตร่ตรวจตราให้รู้เห็นภูมิประเทศและกิจการทุกข์สุขของผู้คนพลเมืองชำนาญมากขึ้นก็เหมือนมีเครื่องป้องกันที่จะพลาดพลั้งให้น้อยลงด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงมีความเชื่อมั่นตามคำพังเพยที่ว่า การเป็นผู้นำนั้น ต้องให้รองเท้าขาดก่อนกางเกง คือ ต้องออกตรวจตราจนรองเท้าขาดไม่ใช่นั่งเก้าอี้จนกางเกงขาด &amp;nbsp;เพราะหลักโบราณก็มีอยู่ว่า จงคิด จงสั่ง จงตรวจ ด้วยเหตุนี้จึงได้ทรงยกเอาเรื่องการตรวจราชการมาเป็นแนวทางสำคัญในการปฏิบัติราชการสืบต่อมา และเพื่อที่จะให้เป็นตัวอย่างแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา &amp;nbsp;พระองค์จึงเสด็จตรวจราชการตามท้องที่ต่างหัวเมืองอยู่เสมอเป็นนิจ แม้ว่าขณะนั้นการเดินทางติดต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับหัวเมืองจะเต็มไปด้วยความยากลำบากก็มิได้ทรงท้อถอย และแม้ในบางพื้นที่จะมีคติความเชื่อที่ขัดขวางต่อการเดินทางไป เช่น มีคำโบราณที่ห้ามมิให้เจ้านายเสด็จเมืองสุพรรณ พระองค์ก็เสด็จไปเพื่อลบล้างความเชื่อดังกล่าว หรือในพื้นที่ซึ่งชุกชุมไปด้วยโรคภัยและความเจ็บไข้ที่ผู้คนหวาดกลัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ &amp;nbsp; ๒.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม กรมหลวงปราจิณกิติบดี &amp;nbsp;๓.พระยาทรงสุรเดช ๔.เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต เจ้านครลำปางองค์สุดท้าย &amp;nbsp;๕.เจ้าราชภาติกวงษ์ ๖.เจ้าบุรีรัตน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ.๑๑๖ และข้อบังคับลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ.๑๑๗ ขึ้นแล้ว จึงได้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการตรวจราชการระดับต่างๆ ไว้อย่างชัดแจ้ง เช่น &amp;quot;ในระดับเมืองเป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการเมือง ปลัดเมือง ยกกระบัตรเมือง และผู้ช่วยราชการเมือง ซึ่งเป็นกรมการชั้นผู้ใหญ่ที่จะผลัดเปลี่ยนกันออกเดินทางตรวจการตามท้องที่ในเมืองนั้นๆ อยู่เสมอ โดยมีหลักเกณฑ์ว่าต้องเดินทางในปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๖๐ วัน เป็นการตรวจการในอำเภอต่างๆ ทุกอำเภอไม่น้อยกว่าปีละ ๒ ครั้ง เป็นการตรวจการในตำบลทุกตำบล ไม่ต่ำกว่าปีละหนึ่งครั้ง ส่วนการตรวจการในหมู่บ้านให้ตรวจการเท่าที่จะมีโอกาสและเวลาพอที่จะออกไปตรวจได้&amp;quot; ส่วนในระดับอำเภอนั้นเป็นหน้าที่กรมการอำเภอที่จะต้องผลัดเปลี่ยนกันออกไปตรวจราชการตามตำบลและหมู่บ้านในอำเภอของตน ตำบลหนึ่งไม่ต่ำกว่าเดือนละครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในการเสด็จตรวจหัวเมืองแต่ละครั้ง ทรงสนพระทัยและมีประเด็นในการตรวจราชการแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพการณ์และบริบทของการบริหารและการปกครองของประเทศในช่วงเวลานั้นๆ สำหรับการเสด็จตรวจราชการครั้งแรกใน ร.ศ. ๑๑๑ (พ.ศ.๒๔๓๕) ทรงตั้งพระทัยเพื่อไปศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการปกครองหัวเมืองแบบเก่า ตลอดจนทำความคุ้นเคยกับบรรดาข้าราชการหัวเมือง ทำให้ทรงพบเห็นประเพณีการปกครองแบบโบราณที่เรียกว่า &amp;quot;กินเมือง&amp;quot; ซึ่งมีข้อบกพร่องหลายอย่าง รวมทั้งทรงเห็นช่องว่างการบริหารระหว่างรัฐบาลกลางและส่วนภูมิภาค การใช้ตำแหน่งราชการเพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตัวของข้าราชการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงพบว่าข้าราชการในระบบเก่ามีคุณภาพไม่เพียงพอ เมื่อเสด็จกลับจากการตรวจราชการครั้งแรกจึงทรงริเริ่มการปกครองส่วนภูมิภาคแบบใหม่ทันที โดยทรงดำเนินการเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามนโยบายที่ได้กำหนดไว้แล้วตามระบบเทศาภิบาล คือ การกำหนดโครงสร้างการบังคับบัญชาที่โยงเข้าส่วนกลางไว้เหนือการปกครองหัวเมืองแบบโบราณ โดยให้หัวเมืองต่างๆ เข้ามารวมเป็นมณฑลและแต่งตั้งข้าราชการออกไปประจำมณฑลนั้น รวมทั้งเปลี่ยนสภาพความเป็นอยู่ของขุนนางภูธรที่เป็นอิสระเกือบทุกทางให้มาเป็นข้าราชการ โดยได้รับเงินเดือนเลี้ยงชีพตลอดจนจัดให้มีสถานที่ราชการประจำ และเพื่อให้การโยงอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางเป็นไปอย่างมีแบบแผนและดำเนินการได้ง่าย &amp;nbsp;การปกครองหัวเมืองจึงถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มงาน ด้านมหาดไทย ด้านการศาล และด้านการคลัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อจากนั้นก็ดำเนินการลดความเป็นอิสระ โดยโยงงานการบริหารส่วนภูมิภาคทั้ง ๓ เรื่องเข้าสู่ส่วนกลาง ทั้งนี้ได้มีการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลเพิ่มเติมจากที่ได้จัดตั้งไว้บ้างแล้วตั้งแต่ก่อนการปฏิรูปการปกครองมากขึ้นตามลำดับ ส่วนการปกครองท้องที่ในระดับหมู่บ้านและตำบลนั้นก็ได้เริ่มวางรูปแบบและทำการทดลองจัดตั้งผู้ใหญ่บ้านและกำนันตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๓๕&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จตรวจราชการมณฑลอุดร พ.ศ.๒๔๔๙&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๓๙ การเสด็จตรวจราชการหัวเมือง เมื่อเห็นว่าระบบการปกครองหมู่บ้านและตำบลตั้งใหม่สามารถนำมาปฏิบัติได้ กระทรวงมหาดไทยจึงได้มีหนังสือเวียน ลงวันที่ ๒๑ กันยายน &amp;nbsp;พ.ศ.๒๔๓๙ แจ้งให้สมุหเทศาภิบาลและเจ้าเมืองต่างๆ จัดระเบียบการเลือกตั้งกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนเปลี่ยนแปลงขุนนางชั้นผู้น้อยมาเป็นนายอำเภอ การเสด็จตรวจราชการหัวเมืองปักษ์ใต้ &amp;nbsp;ร.ศ.๑๑๕ (พ.ศ.๒๔๓๙) หลังจากเดิมการจัดตั้งมณฑลชุมพรและมณฑลนครศรีธรรมราชขึ้น จึงเป็นการตรวจราชการตามระบบเทศาภิบาลอย่างแท้จริง คือ ตรวจงานด้านการปกครองในหน้าที่กระทรวงมหาดไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ได้แก่ การป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อย การทำนุบำรุงท้องที่ และส่งเสริมอาชีพความเป็นอยู่ของราษฎร ตลอดจนตรวจที่ว่าการมณฑล เมือง และอำเภอว่าถูกต้องตามแบบแผนที่กำหนดหรือไม่เนื่องจากเป็นสิ่งที่เกิดใหม่ รวมทั้งช่วยบุกเบิกราชการส่วนภูมิภาคให้แก่หน่วยงานของกระทรวงอื่นๆ ที่ยังไม่พร้อมจะบริหารราชการในส่วนภูมิภาคได้ โดยเฉพาะงานด้านการคลังหัวเมืองและการยุติธรรมหัวเมือง เมื่อการจัดการปกครองท้องที่สามารถดำเนินการได้อย่างทั่วถึงรวมทั้งบังเกิดผลดีตามจุดมุ่งหมายแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงได้มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการปกครองส่วนภูมิภาคที่สำคัญขึ้น ๒ ฉบับ คือ พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ.๑๑๖ และข้อบังคับลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ.๑๑๗ ดังนั้น ในปี &amp;nbsp;ร.ศ.๑๑๗ (พ.ศ.๒๔๔๑) จึงได้เสด็จตรวจราชการหัวเมืองบ่อยครั้ง สำหรับงานด้านการปกครองทรงเน้นตรวจสถานที่ราชการ ได้แก่ ที่ว่าการมณฑล เมือง อำเภอ และพบปะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อติดตามการปฏิบัติงานของพนักงานมณฑลตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ ว่าสามารถปฏิบัติงานตามแบบแผนการปกครองตามรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลตามที่มุ่งหมายไว้หรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งตรวจสอบว่าการจัดระบบบริหารราชการระดับเมือง (จังหวัด) ที่ออกเป็นข้อบังคับฯ สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่ มีปัญหาต้องปรับปรุงแก้ไขประการใด พร้อมกันนั้นพระองค์ยังทรงประเมินความสามารถของเจ้าหน้าที่ของระบบเทศาภิบาลทุกระดับ โดยอาศัยวิธีการรับฟังเสียงของราษฎรอีกด้วย และเนื่องจากในปี พ.ศ.๒๔๔๑ ได้มีการเร่งรัดขยายการศึกษาออกไปทั่วประเทศ โดยให้กระทรวงมหาดไทยสนับสนุนวัดพระพุทธศาสนาจัดการศึกษาในหัวเมือง ในการตรวจราชการหัวเมืองในช่วงเวลาดังกล่าวจึงทรงลงไปตรวจตราตามโรงเรียนต่างๆด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถึงปี พ.ศ.๒๔๔๒ กระทรวงมหาดไทยได้จัดระเบียบขั้นพื้นฐานในการปกครองมณฑลเทศาภิบาลเสร็จสมบูรณ์ โดยมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการปกครองหมู่บ้าน &amp;nbsp;ตำบล อำเภอ และจังหวัดอย่างชัดเจน เท่ากับว่าทุกกลุ่มงานและทุกระดับของการปกครองส่วนภูมิภาคในบริเวณหัวเมืองชั้นในได้ถูกโยงเข้าสู่ส่วนกลางเรียบร้อยแล้ว ในช่วงหลัง พ.ศ.๒๔๔๒ เป็นต้นมา จึงเป็นระยะเวลาที่กระทรวงมหาดไทยพยายามส่งเสริมระบบเทศาภิบาลให้มั่นคงยิ่งขึ้นในทุกระดับ พร้อมทั้งขยายออกไปให้ครอบคลุมทั่วพระราชอาณาจักร โดยรวมประเทศราชต่างๆ และหัวเมืองชั้นนอกเข้าสู่ระบบเทศาภิบาลทีละน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และข้าราชการเมืองนครพนม ถ่ายภาพ ที่หน้าองค์พระธาตุพนม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การตรวจราชการในระยะหลังจึงไม่ได้เน้นการตรวจสถานที่ราชการและการจัดแบบแผนสำนักงานดังแต่ก่อน แต่มุ่งให้ความสำคัญกับการทำนุบำรุงท้องถิ่น การทำมาหากินตลอดจนปัญหาความเดือดร้อนของราษฎร รวมทั้งให้ความสนใจตรวจตรางานของกระทรวงมหาดไทยที่ได้จัดตั้งขึ้นใหม่ &amp;nbsp;เช่น งานตำรวจภูธร รวมทั้งงานของรัฐบาลในส่วนภูมิภาคบางเรื่องที่โอนมาให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการตรวจราชการหัวเมืองแต่ละครั้ง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงจดบันทึกข้อมูลต่างๆ จากการที่ทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง และทรงสอบถามจากราษฎรอย่างละเอียด เช่น &amp;nbsp;ข้อมูลการเดินทาง สภาพภูมิประเทศตามรายทาง งานต่างๆ ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทยและงานอื่นๆ ที่ฝากไว้กับงานมหาดไทย สภาพท้องที่และสภาพทางเศรษฐกิจ สังคมของเมืองต่างๆ ชีวิตความเป็นอยู่และการทำมาหากินของราษฎร ตลอดจนสิ่งที่พระองค์ทรงสนพระทัย อาทิ โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัฒนธรรม ความเชื่อและประเพณีของแต่ละท้องถิ่น รวมทั้งปัญหาต่างๆ และแนวทางแก้ไขปัญหาของแต่ละพื้นที่ เอกสารดังกล่าวถือเป็นหลักฐานชั้นต้นที่สำคัญที่ได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นรายงานกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ให้ทรงทราบเรื่องราวความเป็นไปต่างๆ เกี่ยวกับหัวเมือง และมีบางปัญหาที่ผู้รายงานทรงขอพระบรมราชวินิจฉัยอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจากเอกสารรายงานการเดินทางตรวจราชการเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติราชการ โดยเฉพาะการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลและตั้งข้าราชการผู้มีหน้าที่บังคับบัญชาหัวเมืองขณะนั้น อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ในปัจจุบันสำหรับการศึกษาสภาพสังคมไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การปกครอง สภาพท้องถิ่นตลอดจนวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งอยู่ในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ในเอกสารรายงานการตรวจราชการยังทำให้เรามองเห็นแนวความคิดและวิธีทำงานของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงใช้วิธีแยกหน้าที่การจัดการต่างๆ ตามหัวเมืองไปให้ผู้บัญชาการมณฑลเป็นผู้จัดทำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ &amp;nbsp; กรมพระยาดำรงราชานุภาพ &amp;nbsp;ทรงเครื่องแบบเต็มยศนายพลเอก &amp;nbsp;ราชองครักษ์พิเศษ &amp;nbsp;แห่งกรมทหารราบที่ &amp;nbsp;๑ &amp;nbsp;มหาดเล็กรักษาพระองค์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีพระองค์ซึ่งเป็นเสนาบดีเป็นผู้คิดแบบแผน และทรงตรวจการที่ทำนั้นประกอบกัน ได้เห็นการนำเอาวิธีการติดตามและประเมินผลมาใช้ โดยทรงนำเอาผลงานและประสบการณ์ในการจัดการมณฑลแรกๆ เป็นข้อสังเกตในการจัดตั้งมณฑลต่อไป และเสด็จไปตรวจผลการจัดว่าถูกต้องตามพระราโชบายหรือไม่ หากมีข้อบกพร่องประการใดก็โปรดให้แก้ไขใหม่จนเป็นที่พอพระทัย ทรงจัดการบ้านเมืองโดยอาศัยทั้งทฤษฎีและปฏิบัติประกอบกัน สำหรับขั้นตอนปฏิบัติที่ทรงใช้ในการบริหารงาน คือ คิดระบบหรือแบบแผน นำไปทดลองปฏิบัติ ตรวจสอบ ประเมินผล และแก้ไขปรับปรุง แล้วนำไปกำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน และสั่งการให้ยึดถือปฏิบัติในที่สุด อาจกล่าวได้ว่าการเสด็จตรวจราชการหัวเมืองเป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งที่ทำให้การจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลประสบความสำเร็จอย่างราบรื่น และมีข้อบกพร่องน้อยที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกสารรายงานการตรวจราชการหัวเมืองที่ดำเนินการตามระยะเวลามาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เรามองเห็นความเปลี่ยนแปลงในภาพรวมของประเทศ นอกเหนือจากการพัฒนาระบบราชการได้อย่างชัดเจน จากความยากลำบากในการคมนาคมในคราวตรวจราชการครั้งแรกๆ ซึ่งการคมนาคมทางบกไม่มีถนนต้องอาศัยทางเดินเท้าที่คดเคี้ยวไปตามป่าตามทุ่ง และใช้ได้เฉพาะฤดูแล้ง หรือการเดินทางทางน้ำที่ต้องอาศัยเรือกลไฟลากจูงไปทางเหนือได้เพียงปากน้ำโพ ต่อจากนั้นต้องถ่อเรือทวนน้ำขึ้นไป แต่หลังจาก พ.ศ.๒๔๔๑ ก็สามารถใช้รถไฟเป็นพาหนะเป็นบางช่วงระยะทาง ทำให้ช่วยลดเวลาการเดินทางได้มากขึ้น หรือในรายงานการตรวจราชการครั้งแรกๆ ได้บรรยายถึงการกรุยทางปักวางสายโทรเลขในท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกล แต่ในการตรวจราชการระยะหลังพระองค์ทรงสามารถเสียบสายโทรศัพท์ติดต่อกับกรุงเทพฯ ได้ทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงรับราชการในตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยมาตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๓๕ ถึงวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๘ รวมระยะเวลา ๒๓ ปีเศษ ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจสำคัญเพื่อประเทศชาติเป็นอเนกประการ แต่ที่สำคัญยิ่งว่าสิ่งใด คือ ทรงปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาค โดยจัดตั้งระบบเทศาภิบาลจนสำเร็จ ดังคำประกาศเลื่อนกรมหมื่นดำรงราชานุภาพเป็นกรมหลวงดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวไว้ว่า &amp;quot;ทรงรับจัดการแบบอย่างการปกครองทั้งปวง ซึ่งเป็นการใหญ่ยิ่งยากที่จะสำเร็จได้อาศัยพระสติปัญญาอันสุขุมคัมภีรภาพ และพระอุตสาหะ ฉันทะ วิริยะอันแรงกล้า ประกอบด้วยการศึกษาแบบอย่างและความเป็นอยู่ทั้งภายในและภายนอกกอปรไปด้วย พระสติปัญญาตริตรอง เลือกเฟ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งมีความซื่อตรงดำรงในความสัตย์สุจริต มิได้หนักไปในทางอคติทั้งปวง&amp;quot; ในปี พ.ศ.๒๔๕๘ กระทรวงฝ่ายเหนือเดิมได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นกระทรวงมหาดไทยที่ทันสมัย ในส่วนภูมิภาคระบบเทศาภิบาลได้ถูกสถาปนาจนแทนที่การปกครองหัวเมืองแบบโบราณ ทำให้ประชาชนได้รับความสงบสุข หัวเมืองมีความเจริญก้าวหน้าและประเทศชาติมีความมั่นคงสืบมาจนถึงทุกวันนี้.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทรงตรวจการทำเหมืองแร่ ที่เหมืองหนองเป็ด จังหวัดนครศรีธรรมราช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Cr: หนังสือการเสด็จตรวจราชการหัวเมืองของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18300</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, กาลครั้งหนึ่ง, ตรวจหัวเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180924/image_big_5ba884662b64c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17776</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2018 16:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2018 16:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความสัมพันธ์ของ ร.๕ กับกรมพระยาดำรงฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
ในจำนวนเจ้านายแห่งราชวงศ์จักรีทั้งหมด ที่ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับเรื่องประวัติศาสตร์วรรณคดี โบราณคดี รัฐประศาสน์ด้วยกันแล้ว เชื่อว่าทุกคนจะต้องรำลึกถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพก่อนผู้อื่น โดยที่พระองค์ทรงเป็นหลักสำคัญทั้งในวงงานราชการและศิลปวิทยาการของเมืองไทย ตลอดพระชนมายุอันยืนยาวของพระองค์นั้น ได้ทรงค้นคว้าเพื่อประโยชน์ของอนุชนชั้นหลังอย่างกว้างขวาง ทรงทำประโยชน์อันใหญ่ยิ่งให้แก่ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ทรงมีพระอุตสาหวิริยภาพอย่างน่าพิศวง พระองค์ทรงเป็น อัจฉริยบุรุษ อันแท้จริง พระนามได้แผ่กว้างบันลือไปทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในชั่วชีวิต 81 พรรษาของพระองค์....หรือในชั่ว 5 แผ่นดิน พระองค์ทรงงานทุกด้านรอบรู้และจัดเจน ในงานที่ทรงทำนั้นอย่างถ่องแท้ ทรงปฏิบัติโดยเที่ยงธรรมและเที่ยงตรง จึงไม่เป็นปัญหาเลยว่างานของพระองค์จะสำเร็จมรรคผลอันงดงามตลอดเสมอมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์นั้น มีพระชนมพรรษามากกว่าสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ 9 ปี แม้ว่าจะได้เคยโปรดเล่นกับเจ้าน้องๆ ซึ่งรักและเคารพพระเจ้าอยู่หัวอย่างเจ้าพี่ที่เป็นหัวหน้า แต่เมื่อเสวยราชย์พระองค์ก็ต้องทรงประพฤติพระราชกิจของพระเจ้าแผ่นดิน เจ้านายพี่น้องก็เกิดความเกรงกลัว ไม่ค่อยกล้าเข้าชิดวิสาสะเหมือนแต่ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากบันทึกความทรงจำตอนหนึ่งของกรมพระยาดำรงฯ ทรงเล่าไว้ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;....สมัยเมื่อได้แก้ไขประเพณีในราชสำนักเมื่อเสด็จกลับจากสิงคโปร์นั้น เจ้านายเด็กๆ พวกฉันยังตามเสด็จอยู่เสมอ ถ้าไม่ถูกไล่ในเวลามีเข้าเฝ้าแหน ก็ได้นั่งเก้าอี้สนุกดี เวลาเสด็จทรงรถเที่ยวประพาสในตอนบ่าย ก็ดอดขึ้นรถที่นั่งรองไปตามเสด็จ ถึงเวลาค่ำเมื่อเสวย ถ้าวันไหนคนนั่งโต๊ะขาดจำนวน ก็โปรดฯ ให้มาเรียกเจ้าพวกเด็กๆ ไปนั่งเก้าอี้ที่ว่างได้ &amp;quot;กินโต๊ะ&amp;quot; และได้กินไอสกริมก็ชอบ ไอสกริมเป็นของวิเศษในเวลานั้น....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสัมพันธ์ที่มีต่อไปนั้นได้แก่การศึกษาภาษาอังกฤษ ครูชาวอังกฤษชื่อแปดเตอร์สันมีศิษย์ที่ชอบมาก 4 พระองค์ คือ 1.สมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ 2.สมเด็จเจ้าฟ้าภานุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภานุพันวงศ์วรเดช 3.สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรศ 4.สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ &amp;nbsp;เหตุที่ทรงใกล้ชิดสนิทสนมกับครูมาก เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ มีพระราชประสงค์จะทรงศึกษาภาษาอังกฤษต่อไปถึงวิธีแต่งหนังสือ โปรดฯ ให้ครูแปดเตอร์สันเข้าไปสอนถวายในเวลาค่ำเมื่อทรงว่างราชการ ทรงทราบว่ากรมพระยาดำรงฯ เป็นศิษย์ติดตัวครู จึงมีรับสั่งให้เป็นพนักงานนำครูเข้าไป เวลาทรงพระอักษรจึงทรงอยู่ด้วยกันทุกคืน ตรัสถามครูถึงการเล่าเรียนของกรมพระยาดำรงฯ และตรัสถามอะไรๆ เป็นภาษาอังกฤษให้กรมพระยาดำรงฯ เพ็ดทูลบ้าง นับว่าทรงพระกรุณายิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพระเจ้าซาร์นิโคลาซ ที่ 2 เสด็จประพาสเมืองไทย พ.ศ.2434 จนถึงวันเสด็จกลับจากบางปะอิน &amp;nbsp;ตรัสเรียกกรมพระยาดำรงฯ เข้าไปที่พระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ แล้วทรงตบพระขนองกรมพระยาดำรงฯ และตรัสแก่พระเจ้าซาร์ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หม่อมฉันจะให้ดำรงไปเฝ้าเยี่ยมตอบแทนตัว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมพระยาดำรงฯ ตกพระทัยที่ได้รับมอบหมายหน้าที่แทนองค์พระมหากษัตริย์อย่างกะทันหัน และขณะนั้นมีพระชันษาเพียง 29 ยิ่งกว่านั้นยังโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระยาดำรงฯ ทรงเลือกคณะผู้ตามเสด็จเอง ในสมัยนั้นต้องอยู่ในข่ายพระราชพิจารณาว่าต้องมีรูปร่างงาม มรรยาทเรียบร้อย เพื่อมิให้เสียชื่อสัญชาติไทย และต้องมีสมองพอที่จะจดจำของดีกลับมาให้คุ้มค่าของเงินที่เสียไป กรมพระยาดำรงฯ &amp;nbsp;เสด็จออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ.2434 นำเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทยไปถวายยังราชสำนักต่างๆ ในยุโรป และทอดพระเนตรการศึกษาของแต่ละประเทศที่ผ่านมาด้วย ครั้นเสด็จกลับมาถึงกรุงเทพฯ ภายใน 7 วันก็มีพระบรมราชโองการประกาศย้ายไปเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย โดยมิได้มีพระราชดำรัสมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมพระยาดำรงฯ มิได้ทรงคาดหมายมาก่อนว่าต้องไปรับตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เพราะได้ทรงใฝ่พระทัยในด้านการศึกษาอย่างจริงจัง จึงเสียพระทัยที่จะต้องทิ้งการศึกษาซึ่งจัดโครงการไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว เมื่อทรงทราบเช่นนั้นก็รีบเข้าไปกราบทูลว่ากลัวจะเสียชื่อ เพราะทำงานมหาดไทยไม่สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ มีพระราชดำรัสว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรมดำรง ฉันเชื่อว่าเธอจะทำการศึกษาได้สำเร็จ แต่บัดนี้บ้านเมืองอยู่บนอันตราย (วิกฤติการณ์ &amp;nbsp;ร.ศ.112) ถ้าเราตกไปเป็นข้าเขาอื่น การศึกษาที่เธอรักจะอยู่ที่ไหน ใครเขาเป็นนาย เขาก็จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามพอใจเขา เรามาช่วยกันรักษาชีวิตของประเทศไว้จะไม่ดีกว่าหรือ ถ้าเธอติดขัดอย่างไรก็มาปรึกษาฉันได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อกรมพระยาดำรงฯ มาเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยนั้น ได้ตรัสกับข้าราชการ อันมี เทศาฯ เป็นต้นว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การเลือกใช้คนให้เหมาะแก่ตำแหน่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้เป็นนายคน การที่จะรู้ว่าถูกหรือผิดนั้นจะต้องขยันเอาใจใส่อยู่เสมอว่าผลงานที่เขาทำนั้นเป็นอย่างไร ถ้าเขาทำได้ดีก็ต้องยอมให้ว่าเป็นความดีของเขาเอง เราจะรับเอาได้แต่เพียงว่าเลือกคนถูก ถ้าเขาทำผิดเราต้องรับเสียเองว่าเพราะเราเลือกเขา เขาจึงมีโอกาสทำผิด ทั้งนี้อำนาจอยู่ที่ไหน ความรับผิดชอบต้องอยู่ที่นั่นด้วย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระดำรัสอันเป็นข้อคิดของท่านนั้นมีมากมาย ทรงเน้นหนักถึงความสามัคคีและการสร้างสมศรัทธาที่ดีงามทั้งสิ้น&amp;nbsp;
เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อย่ามีพวก เพราะถ้ามีพวกเรา จะต้องมีพวกเขาเกิดขึ้น และมากกว่าเสมอด้วย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งหนึ่ง เทศาฯ คนหนึ่งมาทูลลาไปรับตำแหน่งใหม่ ท่านตรัสว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เจ้าคุณ อำนาจอยู่ที่ราษฎรเชื่อถือ ไม่ใช่อยู่ที่พระแสงศัตรา จะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม ถ้าเจ้าคุณทำให้ราษฎรเชื่อถือด้วยความศรัทธาแล้ว ไม่มีใครถอดเจ้าคุณได้แม้แต่ในหลวง เพราะท่านก็ทรงปรารถนาให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขเช่นเดียวกัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความรู้อย่างกว้างขวางในเรื่องประวัติศาสตร์และในโบราณคดีของกรมพระยาดำรงฯ นั้น ทรงได้มาจากการที่ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยและท่านโปรดทางนี้อย่างมากด้วย วิชาโบราณคดีทรงเรียนจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จกรมพระยาบำราบปรปักษ์ &amp;nbsp;จนกระทั่งในปัจจุบันนี้เป็นที่ยอมรับอย่างเด่นชัดกันแล้วว่า กรมพระยาดำรงฯ ทรงเป็นพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประชุมสมุหเทศาภิบาลในกรุงเทพฯ นั้นมีขึ้นปีละครั้ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ &amp;nbsp;เสด็จฯ มาประชุม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการเลี้ยงพระราชทานเป็นเกียรติยศแก่เทศาภิบาลทุกปี และในการเลี้ยงมักจะมีพระราชดำรัส พระราชทานพระบรมราโชวาทและสรรเสริญความอุตสาหะของสมุหเทศาภิบาลด้วย ในปีหนึ่งตรัสเกี่ยวมาถึงกรมพระยาดำรงฯ ว่า ได้ทรงสังเกตเห็นตั้งแต่ยังเป็นเด็กว่าเติบใหญ่ขึ้นคงจะได้เป็นคนสำคัญในราชการบ้านเมืองคนหนึ่งดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การที่มีพระราชดำรัสทรงยกย่องจนบางทีกรมพระยาดำรงฯ ก็รู้สึกเกรงพระทัย เช่นต่อมาอีกปีหนึ่งมีพระราชดำรัสว่า พระมหามงกุฎเป็นเครื่องหมายของราชาธิปไตย พระมหามงกุฎสง่างามด้วยประดับเพชรนิลจินดาอันมีค่าฉันใด ข้าราชการที่อุตสาหะพยายามช่วยกันทะนุบำรุงบ้านเมืองให้มีความเจริญสุข ก็เปรียบเหมือนเพชรนิล เครื่องประดับพระมหามงกุฎฉันนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชดำรัสนี้ที่จริงทรงอุปมาด้วยข้าราชการทั่วไปไม่เฉพาะผู้หนึ่งผู้ใด แต่เผอิญตรัสเมื่อเลี้ยงเทศาภิบาล พอรุ่งขึ้นก็มี (คนที่ไม่ชอบ) แกล้งเรียกใส่หน้าให้กรมพระยาดำรงฯ ได้ยินว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นั่นแหละ เพชรประดับมงกุฎ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมพระยาดำรงฯ ทรงบันทึกว่า &amp;quot;ดูก็ขันดี&amp;quot; แต่คุณงามความดีที่ได้ทรงสร้างสมไว้ในราชการอย่างใหญ่หลวง ระหว่างที่ครองตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยนั้น เช่นจัดการปกครองแบบใหม่เป็นเวลาถึง 23 ปี ทรงตั้งมณฑล 18 มณฑล จังหวัด 71 จังหวัด โดยไม่มีลูกของท่านเป็นเจ้าบ้านผ่านเมืองแม้แต่คนเดียว การเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านกำนันก็ตั้งแบบใช้เพื่อการศึกษาให้เป็นประชาธิปไตย เมื่อเลือกคนได้แล้วก็ตรัสสั่งไปยังเจ้าเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำกล่าวประชดประชันว่ากรมพระยาดำรงฯ เป็น &amp;quot;เพชรประดับมงกุฎ&amp;quot; นั้นมิใช่คำกล่าวที่ไกลจากความเป็นจริงเลย เพราะพระองค์ท่านมีค่าควรจะเป็นเพชรแท้ประดับมงกุฎยิ่งกว่าใครในประวัติชีวิตที่ได้ปรากฏแก่บุคคลทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกเหนือไปจากการเสด็จตรวจราชการตามหัวเมืองต่างๆ แล้ว กรมพระยาดำรงฯ ก็ยังทรงลบล้างความเชื่อถืออันปราศจากเหตุผลให้ปลาสนาการออกไป เช่น คติโบราณถือกันมาก่อนเก่าห้ามมิให้เจ้านายเสด็จไปเมืองสุพรรณบุรี อ้างว่าเทพารักษ์หลักเมืองสุพรรณไม่ชอบเจ้า จึงไม่ปรากฏว่ามีเจ้านายองค์ใดเสด็จไปประพาสสุพรรณบุรีเลย กรมพระยาดำรงฯ เป็นพระองค์แรกที่เพิกถอนคตินั้นด้วยการเสด็จไปทรงเยี่ยมสุพรรณบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามปกติพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงจะเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรการปกครองหัวเมืองที่จัดใหม่ จึงมีการเสด็จประพาสทุกปีโดยกรมพระยาดำรงฯ จัดถวาย ในปีหนึ่งได้ทรงกราบทูลเชิญเสด็จประพาสเมืองสุพรรณบุรี สมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ตรัสว่า &amp;quot;ฉันก็นึกอยากไป แต่ว่าไม่บ้านะ&amp;quot; กรมพระยาดำรงฯ กราบทูลว่า &amp;quot;ข้าพระพุทธเจ้าไปเมืองสุพรรณหลายปีแล้ว ก็ยังรับราชการสนองพระเดชพระคุณอยู่ได้&amp;quot; ในหลวงจึงเสด็จฯ ตามคำกราบทูลเชิญ ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ประจักษ์ในกาลต่อมา ก็คือข้อความที่กรมพระยาดำรงฯ ทรงจารึกแผ่นงาไว้บนพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณ วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน ร.ศ.129 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาถึงห้องนี้ ถอดพระธำมรงค์จากนิ้วพระหัตถ์แล้วมีรับสั่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรมดำรง เธอกับฉันเหมือนกับได้แต่งงานกันมานานแล้ว ขอให้เธอรับแหวนวงนี้เป็นแหวนที่ฉันได้ใส่อยู่เองไว้เป็นของขวัญในวันเกิดกับรูปที่ฉันถ่ายเมื่ออายุเท่าพระพุทธเลิศหล้าฯ อันนับว่าเป็นสวัสดิมงคล ขอให้เธอมีความสุขความเจริญมั่นคงแลให้อายุยืนจะได้อยู่ช่วยกันรักษาแผ่นดินต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสัมพันธ์ของ ร.5 กับกรมพระยาดำรงฯ ซึ่งข้าพเจ้าได้เรียบเรียงนี้เป็นเพียงส่วนน้อยส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง ความยิ่งใหญ่มหาศาลที่กรมพระยาดำรงฯ ได้ทรงประกอบไว้ในชีวิตของพระองค์นั้นมีอยู่มากมายมหาศาล ท่านเจ้าคุณพระเทพโมลีได้แปลไว้แล้ว ดังนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อิสริยลาภบดินทร&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรงยิ่งใหญ่ด้วยพระอิสริยลาภ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สยามพิชิตินทรวโรปการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรงพระอุปการะพระเจ้าแผ่นดินสยามรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มโหราฬรัฐประศาสน์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรงเจนจัดรัฐประศาสน์อย่างมโหราฬ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปริยมหาราชวรานุศิษฎ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้าทรงอบรมสั่งสอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไพศาลราชกฤตยการี&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรงกระทำราชกิจมากมายไพศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โบราณคดีประวัติศาสตร์โกศล&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทรงรอบรู้ในโบราณคดีและประวัติศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระหว่างพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จประพาสยุโรปเมื่อ พ.ศ.2450 ก็ได้มีพระราชหัตถเลขาถึงกรมพระยาดำรงฯ เป็นส่วนพระองค์ อันแสดงถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อพระองค์อย่างลึกซึ้ง ดังมีความตอนหนึ่ง ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดำรง เอ๋ย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาคราวนี้มันช่างเร็วแลสบายเสียจริงๆ มาเรือเราไม่เทียบเทียมได้เลย ไม่ใช่แต่จะมีกินยิ่งกว่าบริบูรณ์เมื่ออยู่บ้าน รู้สึกว่าตัวเป็นอิศรในเรือเหมือนเรือของเรา แต่บรรดานายเรือตลอดจนช่างที่ใช้มันเอาใจใส่และมันเกรงใจแลมันนึกจะให้เราสบายจริงๆ เสียยิ่งกว่าคนของเราเองจะทำได้ ฤๅได้ตั้งใจทำในเรือเราฤๅเวลามาในเรือเขาก็ยังเลวกว่าเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำที่ว่านี้ไม่ได้แกล้งยกย่องเขาด้วยหมายจะชมคนของเราเลย น่าเสียใจว่ากิเลศเอ๋ย กิเลศมันช่างหยาบช้ากว่ากันเสียกระไรเลย ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะขาดความรู้ ไม่ได้รับคำเสี้ยมสอนว่าเป็นมนุษย์จำจะต้องประพฤติอย่างไร....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลายพระหัตถ์อีกฉบับหนึ่งมีความว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถึงกรมดำรง ฉันไม่รู้ว่าเธอจะนึกเดาใจฉันถูกฤๅไม่ว่าฉันรู้สึกขอบใจฤๅคิดถึงบุญคุณเธอสักเพียงใด ในข้อที่ได้อาไศรยเธอเป็นเจ้ากรมในครั้งนี้ ยังไม่ได้รู้ข่าวจากบางกอกสักฉบับเดียว ว่าเธอได้เอื้อเฟื้ออย่างไรต่อครอบครัวฉัน แต่ฉันรู้สึกในใจทั่วถึงแล้วเหลือที่จะยับยั้งไม่บอกขอบใจในชั้นต้นนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่มาครั้งนี้เป็นความคิดถูก ไม่มีข้อระแวงเลย เชื่อว่ากลับไปคงจะได้กำไร ส่วนความศุขกายไปบ้านเป็นอันมาก ในเรื่องยศศักดิ์ฉันไม่ขวนขวายเพราะคนเห็นเสียว่าเมืองเรามันเลวในตาฝรั่งอยู่มากนัก เพราะความยังไม่บริบูรณ์มั่นคงจริง จะทำสิงห์ทำโตไป มันไม่ช่วยให้เมืองเรามั่นคงอย่างไร ได้ความมั่นคงสมบูรณ์เป็นเกียรติยศจริงแท้ของเมืองเรา การที่สักแต่ว่าฝรั่งเขารับดี มันดีชั่วคราวไม่ถาวรไปถึงไหน....&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสัมพันธ์ของ ร.5 กับกรมพระยาดำรงฯ นั้น เป็นความสัมพันธ์ที่มีพันธะอันสนิทแน่นและส่วนใหญ่ของสายสัมพันธ์นั้นก็เกี่ยวโยงไปถึงความเจริญของชาติบ้านเมือง ทรงจรรโลงชาติให้ก้าวไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุขเป็นส่วนใหญ่.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Cr: ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17776</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, กาลครั้งหนึ่ง, ร.5</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180917/image_big_5b9f7240351c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
