<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115103</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2021 07:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2021 07:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“วราวุธ” ย้ำความมั่นใจชาวบ้านบางกลอย คุณภาพชีวิตต้องดีขึ้น หลังป่าแก่งกระจานได้ขึ้นเป็นมรดกโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 30 ส.ค.นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า ตนพร้อมผู้บริหาร ทส. นำโดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัด ทส. นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายณัฐวุฒิ เพ็ชรพรหมศร รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี&amp;nbsp; ได้เดินทางเข้าไปติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่ทำกินให้กับชาวบ้าน ในพื้นที่บ้านโป่งลึก-บางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี&amp;nbsp; เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชาวบ้านที่อยู่อาศัยในพื้นที่บ้านบางกลอยล่าง ว่าจะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภายหลังจากที่กลุ่มป่าแก่งกระจานได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวราวุธ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับผืนป่าแก่งกระจานเป็นอย่างยิ่ง และห่วงใยความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวบางกลอย โดยกำชับให้เร่งแก้ไขปัญหาในส่วนที่ยังขาดเหลือ ส่วนไหนที่ดีอยู่แล้วต้องเร่งพัฒนาศักยภาพ เพื่อให้สามารถรองรับการเป็นมรดกโลกของพื้นที่ได้โดยเร็ว การลงพื้นที่ในครั้งนี้ จึงเป็นการมาติดตามผลการดำเนินงานของกระทรวงฯ ว่าสิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้วยังขาดเหลือสิ่งใดอยู่หรือไม่ เพื่อเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่บางกลอยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวราวุธ ยังได้กล่าวถึงผลการติดตามการดำเนินงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้านโป่งลึก-บางกลอย ว่า เบื้องต้นพบว่า การจัดหาน้ำสำหรับการบริโภคให้กับชาวบ้านทั้ง 2 หมู่บ้านนั้น มีปริมาณน้ำที่เพียงพอและมีคุณภาพน้ำที่ดีเหมาะสมต่อการบริโภค จากระบบน้ำบาดาลที่ให้ปริมาณน้ำประมาณ 2 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง สำหรับน้ำอุปโภคนั้นได้มีการติดตั้งระบบกระจายน้ำไปแล้ว แต่อาจจะยังมีบางพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล ซึ่งอยู่ระหว่างการวางแผนระบบกระจายน้ำให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้และสามารถพัฒนาพื้นที่ต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา และคณะ ได้ตรวจเยี่ยมระบบประปาบาดาล ขนาด 20 ลูกบาศก์เมตร พร้อมจุดบริการน้ำดื่มสะอาด และระบบสูบน้ำบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งติดตั้งอยู่ในบริเวณโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านโป่งลึก เพื่อให้บริการน้ำดื่มสะอาดกับทั้ง 2 หมู่บ้าน คือ บ้านโป่งลึก และบ้านบางกลอย และตรวจเยี่ยมแปลงสาธิตการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยั่งยืนบ้านบางกลอย เนื้อที่ 75 ไร่ ของชาวบ้านจำนวน 8 ราย ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ กรมพัฒนาที่ดิน และชาวบ้านเจ้าของพื้นที่ ดำเนินการปรับพื้นที่และปรับปรุงคุณภาพดินด้วยการปลูกปอเทือง ก่อนที่จะมีการปลูกไม้ผลตามความต้องการของชาวบ้านแต่ละรายต่อไป พร้อมกันนี้ ยังได้มอบสิ่งของจำเป็น อาทิ น้ำดื่ม ข้าวสาร น้ำปลา แอลกอฮอล์ ให้กับนายนิรันดร์ พงษ์เทพ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านบางกลอย เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านต่อไป รวมถึงได้พบปะพูดคุยกับชาวบ้านตลอดเส้นทางการตรวจเยี่ยมโครงการต่าง ๆ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการแก้ไขปัญหาน้ำกิน น้ำใช้ และที่ดินทำกิน ให้กับชาวบ้านโป่งลึก-บางกลอย เป็นผลจากการดำเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวบ้านบางกลอย 9 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการสำรวจที่ดินทำกิน 2) ด้านงานบริหารจัดการน้ำ 3) ด้านงานพัฒนาปรับปรุงดิน 4) ด้านงานจัดทำแปลงสาธิตการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยั่งยืน 5) ด้านงานพัฒนาอาชีพทางเลือกและสร้างรายได้ 6) ด้านงานพัฒนาการท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรม 7) ด้านงานมวลชนสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์ 8) ด้านสำมะโนประชากร และ 9) ด้านงานพัฒนาคุณภาพชีวิต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115103</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพัฒนาที่ดิน, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น, จังหวัดเพชรบุรี, ชาวบ้านบางกลอย, ทส., นายจตุพร บุรุษพัฒน์, นายณัฐวุฒิ เพ็ชรพรหมศร, นายธัญญา เนติธรรมกุล, นายนิรันดร์ พงษ์เทพ, นายวราวุธ ศิลปอาชา, บ้านโป่งลึก-บางกลอย, ป่าแก่งกระจาน, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, มรดกโลก, แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวบ้านบางกลอย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612d77175806f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25236</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/12/2018 16:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/12/2018 16:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>9 หน่วยงานร่วมลงนามพัฒนาที่ดิน ส.ป.ก. เผยยึดคืนที่ดินจากนายทุนแล้ว 4 แสนไร่ ขณะที่ พอช.หนุนเกษตรกรสร้างบ้านในปีนี้ 1,300 หลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กระทรวงเกษตรฯ / 9 หน่วยงานร่วมลงนาม MOU พัฒนาที่ดิน ส.ป.ก.ที่ยึดคืนจากนายทุนให้เกษตรกรที่ยากไร้&amp;nbsp; และพื้นที่โครงการจัดการที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล&amp;nbsp; เนื่องจากที่ผ่านมา ส.ป.ก.ดำเนินการเพียงหน่วยงานเดียวทำให้เกิดความล่าช้า&amp;nbsp; อีกทั้งที่ดินยังขาดความสมบูรณ์&amp;nbsp; ขาดน้ำ&amp;nbsp; ไฟฟ้า&amp;nbsp; ขาดการสนับสนุนต่างๆ ทำให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่&amp;nbsp; ด้านเลขาธิการ ส.ป.ก.เผยใช้ ม.44 ตามคำสั่ง คสช.ยึดที่ดินคืนจากผู้ครอบครองไม่ถูกต้องแล้วกว่า 400,000 ไร่ จัดสรรให้เกษตรกร&amp;nbsp; 13&amp;nbsp; จังหวัด รวม 35,000 ไร่&amp;nbsp; ขณะที่ พอช.สนับสนุนการสร้างบ้านเพิ่มในปีนี้อีก 1,300 หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44&amp;nbsp;&amp;nbsp; ออกคำสั่งที่ 36/2559 (ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559) เพื่อยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก.ทั่วประเทศที่มีการครอบครองไม่ถูกต้อง&amp;nbsp; แล้วนำมาจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่ยากไร้ไม่มีที่ดินทำกิน&amp;nbsp; โดยในช่วงที่ผ่านมาสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) สามารถยึดที่ดินคืนในพื้นที่&amp;nbsp; 28 จังหวัด&amp;nbsp; รวมเนื้อที่ประมาณ&amp;nbsp; 400,000 ไร่เศษ &amp;nbsp;และนำมาจัดสรรให้เกษตรกรไปแล้วประมาณ&amp;nbsp; 35,000 ไร่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกันการจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรในช่วงที่ผ่านมาประมาณ&amp;nbsp; 35 ล้านไร่&amp;nbsp; ยังมีปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การชลประทานยังไม่ทั่วถึง&amp;nbsp; ขาดสาธารณูปโภค&amp;nbsp; ดินขาดความสมบูรณ์&amp;nbsp; เกษตรกรขาดทุนและความรู้&amp;nbsp; ปัญหาด้านการตลาด&amp;nbsp; ขาดการประสานระหว่างหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ล่าสุดวันนี้ (27 ธันวาคม) เวลา 10.00 น.&amp;nbsp; ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&amp;nbsp; ถนนราชดำเนินนอก&amp;nbsp; กรุงเทพฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การบูรณาการพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน&amp;nbsp; พื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 36/2559 และพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ&amp;nbsp; ให้เกษตรกร&amp;nbsp; โดยมีนายกฤษฎา&amp;nbsp; บุญราช&amp;nbsp; รมว.เกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน&amp;nbsp; มีผู้แทน 9 หน่วยงานร่วมลงนาม&amp;nbsp; คือ ส.ป.ก.&amp;nbsp; กรมชลประทาน&amp;nbsp; การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค&amp;nbsp; กรมทรัพยากรน้ำ&amp;nbsp; กรมทรัพยากรน้ำบาดาล&amp;nbsp; กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์&amp;nbsp; กรมพัฒนาที่ดิน&amp;nbsp; กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายกฤษฎา&amp;nbsp; บุญราช&amp;nbsp; รมว.เกษตรและสหกรณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)ได้นำที่ดินมาจัดสรรให้เกษตรกรที่ขาดแคลนที่ดินทำกินทั่วประเทศไปแล้วประมาณ 35&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล้านไร่&amp;nbsp; จนถึงปัจุบันเป็นเวลากว่า 40 ปี&amp;nbsp; แต่พบว่าบางพื้นที่ยังไม่มีเกษตรกรเข้าไปทำกิน&amp;nbsp; หรือเข้าไปแล้วแต่ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่&amp;nbsp; ตนจึงให้เลขาธิการ ส.ป.ก.ไปตรวจสอบ&amp;nbsp; พบว่าส่วนใหญ่ที่ดินขาดความอุดมสมบูรณ์&amp;nbsp; ขาดสาธารณูปโภค&amp;nbsp; แหล่งน้ำ&amp;nbsp; ไฟฟ้า&amp;nbsp; เกษตรกรขาดทุนในการตั้งต้น&amp;nbsp; ดังนั้น ส.ป.ก.จึงประสาน&amp;nbsp; 8 หน่วยงานให้มาทำงานร่วมกัน&amp;nbsp; เป็นการบูณาการแผนงานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็นในเขตปฏิรูปที่ดิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;หลังจากลงนามทั้ง 9 หน่วยงานแล้ว&amp;nbsp; แต่ละหน่วยงานก็จะร่วมมือกันลงไปสำรวจ&amp;nbsp; ดูพื้นที่ร่วมกัน&amp;nbsp; เพื่อกำหนดแผนงานที่จะทำเพื่อพัฒนาที่ดิน ส.ป.ก.&amp;nbsp; เพื่อให้เกษตรกรได้เข้าไปทำมาหากิน&amp;nbsp; เป็นการแก้ไขปัญหาเกษตรกรเอาที่ดิน ส.ป.ก.ไปให้คนอื่นเช่า&amp;nbsp; หรือขายโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์&amp;nbsp; รวมทั้งแก้ปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เต็มที่ด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; รมว.เกษตรฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายวิณะโรจน์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทรัพย์ส่งสุข&amp;nbsp; เลขาธิการ&amp;nbsp; ส.ป.ก.&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การบูรณาการพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินพื้นที่ยึดคืนตามคำสั่ง คสช.ที่ 36/2559&amp;nbsp; และพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในวันนี้&amp;nbsp; มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการการวางแผนงานร่วมกัน&amp;nbsp; เพื่อแก้ไขปัญหาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ถนน&amp;nbsp; แหล่งน้ำ&amp;nbsp; ไฟฟ้า&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ&amp;nbsp; สร้างรายได้&amp;nbsp; ส่งเสริมสวัสดิการ&amp;nbsp; พัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; เพื่อให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดี&amp;nbsp; และใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยแต่ละหน่วยงานจะมีหน้าที่และแผนปฏิบัติการต่างๆ&amp;nbsp; เข้าไปในเขต ส.ป.ก.&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กรมชลประทาน&amp;nbsp; กรมทรัพยากรน้ำ&amp;nbsp; กรมทรัพยากรน้ำบาดาล&amp;nbsp; พัฒนาแหล่งน้ำและกระจายน้ำให้เกษตรกรอย่างทั่วถึง&amp;nbsp; การฟ้าส่วนภูมิภาค&amp;nbsp; ขยายเขตไฟฟ้าเข้าไป&amp;nbsp; กรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯ จัดหาพลังงานทดแทนและระบบโซล่าร์เซลล์&amp;nbsp; กรมพัฒนาที่ดิน&amp;nbsp; สำรวจ&amp;nbsp; วิเคราะห์&amp;nbsp; ปรับปรุงและพัฒนาดินให้เกิดความอุดมสมบูรณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; สนับสนุนการพัฒนาสาธารณูปโภค&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; พัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่ม&amp;nbsp; องค์กรชุมชน&amp;nbsp; และพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ประชาชนที่เข้าไปอยู่ในที่ดิน ส.ป.ก.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เลขาธิการ ส.ป.ก.กล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; ตามคำสั่ง คสช.ที่ 36/2559&amp;nbsp; ให้ยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก.ที่มีผู้ครอบครองไม่ถูกต้องเพื่อนำมาจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่ขาดแคลนที่ดินทำกิน&amp;nbsp; ซึ่ง ส.ป.ก.ได้ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2559&amp;nbsp; นั้น&amp;nbsp; ปัจจุบัน ส.ป.ก.ได้ยึดคืนพื้นที่แล้วใน 28&amp;nbsp;&amp;nbsp; จังหวัด&amp;nbsp; รวมพื้นที่ประมาณ 400,000 ไร่เศษ&amp;nbsp; และนำมาจัดสรรให้เกษตรกรได้เข้าไปทำกินแล้วประมาณ&amp;nbsp; 35,000&amp;nbsp; ไร่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้คำสั่ง คสช. ตามมาตรา 44&amp;nbsp; ที่&amp;nbsp; 36/2559&amp;nbsp; ลงวันที่ 5 กรกฎาคม&amp;nbsp; 2559&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องมาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบกฎหมาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีสาระสำคัญคือ&amp;nbsp; ให้ ส.ป.ก. นำที่ดินในเขต ส.ป.ก.ทั่วประเทศที่มีการครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย &amp;nbsp;&amp;nbsp;คือ 1. ที่ดินที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่มีเนื้อที่ตั้งแต่ 500 ไร่ขึ้นไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. ที่ดินที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดมีมติให้เกษตรกรผู้ได้รับการจัดที่ดินสิ้นสิทธิเข้าทําประโยชน์แล้วและครอบครองโดยบุคคลที่มิใช่ผู้ได้รับการจัดที่ดิน&amp;nbsp; มีเนื้อที่ตั้งแต่ 100 ไร่ขึ้นไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; 3. ที่ดินที่ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้ส่งมอบแก่สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้วและมีเนื้อที่ตั้งแต่ 500 ไร่ขึ้นไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยนำมาจัดสรรให้เกษตรกรทั่วประเทศที่ยากไร้และไม่มีที่ดินทำกิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; พอช.ได้เข้าไปสนับสนุนเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก.ในด้านต่างๆ &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; สนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้านหรือประกอบอาชีพ&amp;nbsp; การสนับสนุนให้เกษตรกรได้ร่วมออกแบบบ้าน&amp;nbsp; วางผังชุมชน&amp;nbsp; โดย พอช.สนับสนุนงบประมาณการสร้างบ้าน&amp;nbsp; การพัฒนาสาธารณูปโภค&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ประมาณครัวเรือนละ&amp;nbsp; 72,000 บาท&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; และพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ตั้งแต่ปี 2560 พอช.ได้สนับสนุนเกษตรกรในที่ดิน ส.ป.ก.ไปแล้ว&amp;nbsp; ใน 8&amp;nbsp; จังหวัด&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวม 16 ตำบล&amp;nbsp; 16 โครงการ&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 1,510&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณรวม 77 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; สนับสนุนการสร้างบ้านเสร็จไปแล้ว&amp;nbsp; 651&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; และในปี 2562 นี้มีเป้าหมายสนับสนุนอีก 1,300 ครัวเรือนในพื้นที่ 10&amp;nbsp;&amp;nbsp; จังหวัด&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายสมชาติกล่าว&amp;nbsp; และว่า&amp;nbsp; จังหวัดที่ดำเนินการไปแล้ว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กาญจนบุรี&amp;nbsp; กาฬสินธุ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชลบุรี&amp;nbsp; นครราชสีมา&amp;nbsp; มหาสารคาม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สระแก้ว&amp;nbsp; สุราษฎร์ธานี&amp;nbsp; อุทัยธานี&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ที่ดิน ส.ป.ก.ที่จัดสรรให้แก่เกษตรกร&amp;nbsp; แบ่งเป็นที่ดินเพื่อสร้างบ้านจำนวน 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; ที่ดินทำกินประมาณ&amp;nbsp; 5 ไร่&amp;nbsp; เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกผักสวนครัว&amp;nbsp; ปลูกข้าวโพด&amp;nbsp; มันสำปะหลัง&amp;nbsp; เลี้ยงไก่&amp;nbsp; เป็ด&amp;nbsp; ปลาดุก&amp;nbsp; กบ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; แต่บางพื้นที่ที่ดินไม่มีความเหมาะสมในการปลูกพืช&amp;nbsp; หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสนับสนุนให้เลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ที่ดิน ส.ป.ก.ตำบลสิงห์&amp;nbsp; อ.ไทรโยค&amp;nbsp; จ.กาญจนบุรี&amp;nbsp; สนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงแพะเนื้อ&amp;nbsp; โดยมอบแม่พันธุ์และพ่อพันธุ์แพะ&amp;nbsp; อบรมการเลี้ยง&amp;nbsp; การให้อาหาร&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25236</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพัฒนาที่ดิน, กระทรวงเกษตรฯ, กษตรกร, นายกฤษฎา  บุญราช, นายวิณะโรจน์   ทรัพย์ส่งสุข, นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ, พอช., สปก.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181227/image_big_5c2498f6aa9e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2018 19:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2018 19:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โคก-หนอง -นา&#039; ยกระดับสู่นโยบายรัฐ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวคิด&amp;quot;โคก หนอง นา&amp;quot;ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากโครงการในพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ &amp;nbsp;9 ซึ่งทรงห่วงใยต่อสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะในปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง ได้ถูกนำมาปรับใช้ในการบริหารจัดการน้ำ &amp;nbsp;เพื่อการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพของประชาชนทั่วไป ได้รับการผลักดันจาก สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ &amp;nbsp;ภายใต้โครงการ&amp;quot;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยของแผ่นดิน&amp;quot; ซึ่งได้รับการการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากบริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในการก้าวสู่ปีที่ 6 ของการเผยแพร่แนวคิด โคก หนอง นา ดำเนินการภายใต้กิจกรรม&amp;quot;แตกตัวทั่วไป เอามื้อสามัคคี&amp;quot; &amp;nbsp;อันเป็นวิธีการทำการเกษตรเก่าแก่ดั้งเดิมของสังคมไทยมาดำเนินการต่อเนื่อง ด้วยการส่งต่อแรงบันดาลใจผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวความสำเร็จของผู้นำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมตามสภาพภูมิสังคม พร้อมขยายผลสำเร็จของโครงการฯ จากลุ่มน้ำป่าสักสู่ลุ่มน้ำอื่นๆ ครอบคลุม 25 ลุ่มน้ำทั่วประเทศไทย สู่การแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างยั่งยืน &amp;nbsp;มี 4 กิจกรรมที่ตั้งเป้าไว้ &amp;nbsp; โดยมีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) &amp;nbsp;มาช่วยขับเคลื่อนและเป็นกำลังหลักอีกแรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อดีตประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า &amp;nbsp;โครงการฯ นี้ ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จนเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมของคนที่นำแนวทางศาสตร์พระราชาไปลงมือปฏิบัติ ส่งผลให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนสามารถพึ่งพาตนเองได้ นั่นนับเป็นผลสำเร็จของโครงการฯ &amp;nbsp;ส่วนแนวทางการขับเคลื่อน &amp;nbsp; คือการสร้างและพัฒนาคนให้มีคุณภาพมีองค์ความรู้เป็น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;lsquo;คนมีใจ&amp;rsquo; ที่เมื่อรวมตัวกันก็จะเป็น &amp;lsquo;เครือข่ายที่เข้มแข็ง&amp;rsquo; นำไปสู่การสร้าง &amp;lsquo;ศูนย์เรียนรู้&amp;rsquo; เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชาสู่การลงมือปฏิบัติ สร้างคนมีใจต่อไปไม่สิ้นสุด จนบรรลุผล หยุดท่วม-หยุดแล้งอย่างยั่งยืนตามเป้าหมาย ซึ่งโครงการฯ ในปัจจุบันได้ขยายผลออกไปถึง 24 ลุ่มน้ำแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปีนี้มาถึงปีสุดท้ายเฟส 2ของโครงการ เชื่อมั่นว่าแนวทางพระราชดำริ หลักการทรงงานของพระเจ้าอยู่หัวฯรัชกาลที่ 9 จะแก้ปัญหาโลกได้ และเราสามารถเผยแพร่แนวคิดตามแนวทางศาสตร์พระราชาได้ 6,000 หลุม ใน 24ลุ่มน้ำ และตั้งใจที่จะขยายต่อไปและจะเริ่มเฟส 3 ต่อไปอีกแน่นอน &amp;quot;อาจารย์ยักษ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด แกนนำภาคเอกชน กล่าวว่าเชฟรอนให้การสนับสนุนโครงการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 แล้ว เนื่องจากตรงกับแนวคิดการทำโครงการเพื่อสังคมของเรา ที่มุ่งเน้นการสร้างคน องค์ความรู้ และจิตสำนึก ส่วนใหญ่จึงทำกันในระยะยาว โครงการนี้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน &amp;nbsp;หรือ Sustainable Development &amp;nbsp;และสอดคล้องกับนโยบายเพื่อสังคมทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านการศึกษา ด้วยการเผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชาสู่การลงมือปฏิบัติ ด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต ที่ช่วยสร้างชุมชนเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นั่นคือการฟื้นฟู ดิน น้ำ ป่า และด้านการส่งเสริมให้พนักงานมีจิตสำนึกที่ดีต่อสังคม ซึ่งพนักงานเราได้เข้าร่วมกิจกรรมในทุกๆ ปีเป็นจำนวนหลายร้อยคน เหนือสิ่งอื่นใดคือความมุ่งมั่นในการสืบสานพระราชปณิธานต่อไป &amp;nbsp;นับเป็นการสร้างความยั่งยืน ทั้งชาวบ้านและคนเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ เชฟรอนฯ กล่าวอีกว่า &amp;nbsp;โดยตามแนวคิดของปีนี้ โครงการฯ จึงจะกระจายตัวจัดกิจกรรมใน 4 พื้นที่ คือ กรุงเทพฯ จันทบุรี สระบุรี และน่าน โดยนำเสนอผ่าน &amp;lsquo;คนต้นแบบ&amp;rsquo; ที่ใช้ศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาในพื้นที่ของตนเองจนประสบความสำเร็จ เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นต่อๆ ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถ้าถามถึงความมุ่งหวังชองโครงการคืออะไร ผมว่าอยากให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างว่าเ เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่ทางเลือกรอง แต่เป็นหนึ่งในทางเลือกหลัก อยากให้คนทำแบบนี้กันเยอะๆ อยากให้แนวคิดนี้มีที่ยืนในสังคม อยากให้เรื่องเเศรษฐกิจพอเพียงกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสังคม &amp;nbsp;ที่ใครๆก็ทำกัน และหมายถึงเกษตรกร พึ่งพาตัวเองได้ มองว่า 5-6ปีมานี้ของโครงการ เราทำได้ขนาดนี้ ก็น่าจะเป็นความภาคภูมิใจ &amp;nbsp; เพราะมีคนสนใจอยากทำตามเยอะมาก แต่เราไปให้คำแนะนำ หรือคำปรึกษาไม่ทันกับความต้องการ&amp;quot; ผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ เชฟรอนฯกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ไตรภพ โคตรวงษา ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และตัวแทนสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง เครือข่ายภาควิชาการกล่าวว่า ปีนี้เป็นปีสุดท้ายของระยะที่ 2 คือ การขยายผลในระดับทวีคูณ หรือ แตกตัว เพื่อสร้างคน สร้างครู สร้างเครื่องมือยกระดับศูนย์เรียนรู้สู่การศึกษาตลอดชีวิต (บ้าน วัด โรงเรียน) โครงการฯ จึงยังคงดำเนินงานต่อเนื่องด้วยแนวคิด &amp;lsquo;แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี&amp;rsquo; เพื่อชี้ให้เห็นตัวอย่างการ &amp;lsquo;แตกตัว&amp;rsquo; ขยายผลจากลุ่มน้ำป่าสักไปยังลุ่มน้ำอื่นๆ โดยนำกลยุทธ์การ &amp;lsquo;เอามื้อสามัคคี&amp;rsquo; หรือ การลงแขกตามประเพณีดั้งเดิมของคนไทยมาเป็นกลวิธีในการขับเคลื่อน เพื่อประสานความสามัคคีเชื่อมโยงและขยายเครือข่ายต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้น ยังเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ในสภาพภูมิสังคมที่แตกต่างกัน โดยในปีหน้าที่จะผลักดันให้ไปสู่การขับเคลื่อนในระดับนโยบาย สู่เป้าหมายการขยายผลจากลุ่มน้ำป่าสักครอบคลุม 25 ลุ่มน้ำทั่วในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หลังจากเราเปิดตัวโครงการ เอามื้อสามัคคี ด้วยแนวคิดโคก หนอง นา ปรากฎว่ามีผู้สนใจความต้องการที่จะนำโมเดลนี้ไปใช้เยอะมาก จนเราจัดทำให้ไม่ทัน ดังนั้น ในปีนี้ เราจึงตั้งใจที่จะยกระดับโครงการไปสู่นโยบายระดับประเทศ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกันทั้งระบบลุ่มน้ำทั้งหมด &amp;nbsp;และให้เป็นที่พึ่งของประชาชน&amp;quot;อ.ไตรภพกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านผศ.พิเชษ โสวิทยสกุล คณะทำงาน รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าศูนย์บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการแก้ปัญหาประเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)กล่าวว่า การขยับขยายโครงการ แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคีในปีนี้ นอกจากจะมี 4พื้นที่ ต้นแบบ ในการเรียนรู้โคก หนองนา โมเดล &amp;nbsp;ศาสตร์พระราชา เรายังร่วมมือกับกรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน &amp;nbsp;ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงหมาดไทย &amp;nbsp;ในการเผยแพร่แบบมาตรฐาน&amp;quot;โคก หนอง นา โมเดล&amp;quot; ออกไปสู่ประชาชนโดยตรง เบื้องต้นได้มอบแบบมาตรฐาน โคก หนอง นา โมเดล จำนวนประมาณ 40แบบให้กับกรมพัฒนาที่ดินไว้แจกจ่ายประชาชน ทั้ง &amp;nbsp;40แบบ จะเป็นโมเดลต้นแบบสำหรับที่ดินขนาดแบบ &amp;nbsp;3ไร่ 5 ไร่ หรือ 10-15ไร่ &amp;nbsp;ที่เป็นโมเดลพื้นที่ขนาดเล็กก็เพราะ แนวคิดเรื่อง งโคก หนอง นา นั้นที่จริงก็คือ เป็นการแปลงมาจากเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นการทำเกษตรในพื้นที่ขนาดจำกัด หรือขนาดเล็ก &amp;nbsp; จะได้ไปขอจากกรมพัฒนาที่ดินได้ แล้วนำไปใช้กับที่ดินของตนเองได้เลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; แบบมันเสร็จหมดแล้ว ส่งให้กรมพัฒนาที่ดินแล้ว &amp;nbsp;ใครที่สนใจอย่าเพิ่งไปทำทั้งขนาด 100ไร่ เริ่มจาก 3ไร่ หรือ5ไร่ก่อน หยิบไปใช้ได้เลยจากแบบมาตรฐาน ที่เป็นต้นแบบ ที่เราทำไว้ให้ แล้วกรมพัฒนาที่ดินเขาจะทำเรื่องให้มันเป็นการสนับสนุนจากภาครัฐเลย เราเริ่มที่กรมพัฒนาที่ดินก่อน แต่ที่คุยไว้มี 3กรม กรมพัฒนาที่ดินกรมอุทยานฯ และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น &amp;nbsp;แต่ของกรมพัฒนาที่ดิน &amp;nbsp;ออกแบบเสร็จแล้วมีทั้งหมด 40แปลง&amp;quot;ผศ.พิเชษกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกับอธิบายอีกว่า การที่แบบมาตรฐานมีเยอะมากถึง 40แบบก็เพราะที่ดินมันมี 3-4ขนาดคือ 3ไร่ 5 ไร่ 10 หรือ 15ไร่ &amp;nbsp;แต่ละแบบมาตรฐานจะมีรูปทรงที่ดินหลากหลายมาก &amp;nbsp;เช่น บางคนมีที่ดินทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส บางคนสี่เหลื่อมผืนผ้า หรือมีสัดส่วน 1ต่อ 2 หรือบางที่ยาวสัดส่วน 1ต่อ3 หรือบางคนมีทรงแบบอ้วน ๆ 2 ต่อ3 การออกแบบจึงต้องมี 4ขนาดและ 4รูปแบบแปลน &amp;nbsp;ทั้งที่จริงๆแล้วาตั้งใจจะให้มากกว่านี้ &amp;nbsp; แต่เป้าหมายจริงๆคือจะทำแบบให้ได้ 96แบบ &amp;nbsp;ซึ่งจะมีพื้นที่แบบแปลงที่ลาดไหล่เขา หรือแปลงที่อยู่ในหุบเขาด้วย &amp;nbsp; แต่เราเริ่มที่ราบก่อนเพราะปัญหาที่ราบเยอะกว่าที่ภูเขา &amp;nbsp;ซึ่งแบบที่ราบ ที่มอบให้กับกรมพัฒนาที่ดินทำสำเร็จหมดแล้ว และกำลังออกแบบให้กรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. ซึ่งจะเป็นในส่วนของพื้นที่ขนาดเล็ก 4ตารางเมตร หรือ 8ตารางเมตร &amp;nbsp;หมายรวมถึงพื้นที่คอนโด ทาวน์เฮ้าส์ &amp;nbsp;เป็นการออกแบบเชิงรั้วกินได้ &amp;nbsp;หรือในพื้นที่ขนาด 100 ตารางวา หรือ 200 ตารางวา &amp;nbsp; ก็จะมีแบบมาตรฐานให้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น มีงบฯที่จะหนุนดำเนินการ ท่านอธิบดีฯก็เร่งให้ทำเรื่องนี้ ส่วนกรมสุดท้ายที่กำลังคุยอยู่คือกรมอุทยาน ฯซึ่งจะทำในพื้นที่เชิงเขา พื้นที่ป่าที่ต้องฟื้นฟู แต่ของกรมอุทยานมีข้อแม้ว่า เราจะเริ่มในพื้นที่ 10 หรือ 15ไร่ เพราะพอเป็นพื้นที่ภูเขา พื้นที่ขนาดเล็กมันไม่พอทำเกษตรผลิตได้ จึงต้องเริ่ม 10 ไร่ 15ไร่ หรือ 20ไร่ &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.พิเชษกล่าวอีกว่า การทำแบบมาตรฐาน โคก หนอง นา โมเดล จะมีการดำเนินการเป็นกทางการและขณะนี้อยู่ระหว่างการทำรายละเอียดเพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบ เพื่อให้รัฐมีส่วนสนับสนุน โดยจะเป็นส่วนหนึ่งของ การขุดบ่อจิ๋ว ของกรมพัฒนาที่ดิน &amp;nbsp;จึงต้องมีการทำให้ถูกต้องตามระเบียบ &amp;nbsp;เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาการตรวจรับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปัจจุบันการที่หน่วยงานรัฐไม่สามารถทำเรื่องโคก หนอง นา ได้เต็มที่เพราะมันยังไม่มีข้อมูลมาตรฐาน มีแต่ข้อมูลว่าต้องขุดสระน้ำเท่านั้นเท่านี้ กว้างคูณยาวเท่าไหร่ แค่นั้น &amp;nbsp;เราก็เลยออกแบบให้เป็นมาตรฐาน แต่ในทางอื่นที่ไม่ต้องรอกรมพัฒนาที่ดิน ผมก็แจกแบบไปแล้ว ทางเฟสบุ๊คของผม &amp;nbsp;แต่มัเงื่อนไขว่าคนที่ได้แบบไปแล้ว แต่ยังไม่ผ่านการอบรม &amp;nbsp;เราจะให้ทำไม่เกิน 3ไร่ แต่คนที่ผ่านการอบรมเรื่องศาสตร์พระราชาแล้ว เราจะให้ได้ถึง 15ไร่ เพราะเราไม่ต้องการให้คนที่ไม่ผ่านการอบรมแล้วไปทำ 15ไร่ &amp;nbsp;โดยที่ไม่มีความรู้ มันจะสำเร็จยาก ตอนนี้ก็ส่งไม่หวาดไม่ไหว &amp;nbsp;เป็น 40แบบที่แจกออกไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.พิเชษ บอกอีกว่า โคก หนอง นา โมเดล ได้รับความสนใจมาก เฉพาะเฟสบุ๊คของตนเองมีคนแชร์เรื่องแบบนี้ไป 600 กว่า คนอ่านประมาณ 3หมื่นกว่า แต่ติดปัญหาตรงที่ &amp;nbsp;ทีมงานส่งอีเมล์แบบมาตรฐานให้ไม่ทัน &amp;nbsp;เนื่องจาก การแจกโมเดลจะไม่ได้แจกมั่วๆ ต้องมีการตรวจสอบมีการเช็ค คนที่จะได้แบบ ต้องติดต่อเข้ามาแจ้งให้รู้ว่าจะทำที่ไหน &amp;nbsp;อะไร ยังไง ถ้าผ่านการอบรมแล้ว &amp;nbsp; อบรมรุ่นไหน ศูนย์ไหน มีความรู้ยังไงบ้าง แต่ถ้าไม่ผ่านการอบรมอย่างน้อยต้องแจ้งเบอร์ติดต่อ และสถานที่ที่จะทำ เพื่อที่เราจะได้ติดตามและวางแผนช่วยเขาได้ต่อ สมมุติบางคนทำที่สุรินทร์ เราก็มาดูว่า ดินของเขาอยู่ที่ไหน และพิกัดใกล้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ๆของเขามีเพื่้อนที่ทำด้วยหรือไม่ อย่างน้อยเขาก็จะได้ไปหาเพื่อน &amp;nbsp;เพราะเขาทำคนเดียวไม่ไหว &amp;nbsp;ส่วนแบบที่แจก เพราะไม่ต้องรอให้กรมพัฒนาที่ดินประกาศ &amp;nbsp;ใช้งบฯส่วนตัวลงมือทำขุดบ่อไปก่อน ก็ทำได้ หรือถ้าชาวบ้านคนไหนไม่มีเงิน อาจจะต้องรอกรมพัฒนาที่ดินเพื่อใช้งบฯขุดบ่อจิ๋ว . ซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน มีงบฯ ฯขุดบ่อจิ๋วปีหนึ่งประมาณ 4-5พันล้าน เราแค่ปรับงบฯขุดบ่อจิ๋วมาช่วยทำโคก หนองนา แทน &amp;nbsp;เรียกว่าเป็นการเปิดให้กว้างการใใช้งบฯ ไม่ใช่การขุดบ่อจิ๋วอย่างเดียว การทำโคกหนองนา ก็เหมือนการใช้งบฯ เพื่อทำที่เก็บน้ำเหมือนกัน ซึ่งรัฐจะอุดหนุนให้เลยไม่เกิน 3ไร่ แต่กรมพัฒนาที่ดินจะเป็นคนลงมือมาขุดให้ &amp;nbsp;ไม่ได้ให้เงินโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตอนนี้ ท่านอาจารย์ยักษ์ .ท่านก็เร่งรองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินอยู่ &amp;nbsp;ส่วนเราเพิ่งส่งแบบให้เมื่อเดือนมี.ค.เอง &amp;nbsp;ส่วนกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่นน่าจะเร็ว เพราะอธิบดีฯสนใจมาก และถ้าท้องถิ่นเห็นด้วย จะเร็วกว่า กรมพัฒนาที่ดิน เพราะใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่า ดูทั่วประเทศ และเขาไม่ได้สนับสนุนพื้นที่ใหญ่ แค่มุมเล็กๆ &amp;nbsp;ถ้าทุกบ้านมีมุมเล็กๆทำแบบนี้ เชือว่าหมู่บ้านนั้นจะยั่งยืนแน่ เพียงแต่ต้องให้ความรู้และมีอะไรอื่นๆให้เขา &amp;nbsp;&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน4กิจกรรมแตกตัวทั่วไทย -เอามื้อสามัคคี&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป้าหมายชองโครงการ แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี ในปีนี้ ที่จะกระจายตัวจัดกิจกรรมใน 4 พื้นที่ คือ กรุงเทพฯ จันทบุรี สระบุรี และน่าน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ &amp;nbsp; โครงการฯ เริ่มกิจกรรมแรกที่ฐานธรรมธุรกิจ พระราม 9 กรุงเทพฯ เพื่อสร้างศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชากลางเมืองหลวง &amp;nbsp;นายพิเชษฐ &amp;nbsp;โตนิติวงศ์ ผู้จัดการธรรมธุรกิจ เล่าถึงที่มาของโครงการว่า &amp;nbsp; หลังจากธุรกิจโรงสีล้มละลาย ก็ได้เข้าร่วมอบรมที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง และได้พูดคุยกับ อ.ยักษ์ -ดร.วิวัฒน์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศัลยกำธร และพี่โจน -โจน จันใด &amp;nbsp;จนเข้าใจในศาสตร์พระราชาที่ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาด้านการเกษตร แต่เป็นแนวทางการใช้ชีวิต จึงจัดตั้งโครงการ &amp;lsquo;ฐานธรรมธุรกิจ&amp;rsquo; เพื่อเป็นตลาดกลางกระจายสินค้าของเครือข่ายทั่วประเทศ ในราคาเป็นธรรมต่อผู้ซื้อและผู้ผลิต เดิมเราหมุนเวียนจัดทำตลาดนัดธรรมชาติไปในที่ต่างๆ จนได้รับความอนุเคราะห์สถานที่จากเจ้าของโรงเรียนชาญวิทย์เก่าจึงได้ปักหลักที่เดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น เรายังจัดเวิร์คช้อปต่างๆ ให้คนได้เรียนรู้จากการลงมือทำ &amp;nbsp; ซึ่งต่อไปวางแผนว่าจะทำร้านอาหารเพื่อแปรรูปผลผลิตจากเครือข่ายที่เหลือจากการขาย ตอบโจทย์คนเมืองที่ไม่ค่อยทำกับข้าวกินเอง เน้นเรื่องอาหารและสุขภาพเป็นหลัก กิจกรรมในวันนี้ &amp;nbsp;จึงเกี่ยวกับการย่ำก้อนดิน เพื่อสร้างบ้านดินสำหรับร้านอาหารแปรรูป สอนเพาะเมล็ดพันธุ์กล้าไม้และทำแปลงผักในภาชนะต่างๆ แบบคนเมือง และเรียนรู้การปรุงดิน ทำปุ๋ย และสร้างโมเดล โคก หนอง นา ขนาดเล็กในพื้นที่ให้เป็นตัวอย่างสำหรับคนที่มีพื้นที่จำกัด ในอนาคต ก็การวางแผนจะขยายงานไปที่เชียงใหม่ และบ้านศรีฐาน ยโสธรด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การทำฐานที่กรุงเทพฯ เพราะผมคิดไปถึงคนเมือง คิดไปถึงคนที่อยู่คอนโด พื้นที่แคบ ถ้าเขาอยากปลูกพืชผักจะทำยังไง ในขนาดพื้นที่ &amp;nbsp;1x2 เมตร หรือพื้นที่ในร่ม จะทำได้ยังไงปลูกแบบไหน &amp;nbsp; ส่วนตลาดนัดที่จะมีเสาร์ อาทิตย์ เป็นการทำให้คนในเมืองเขาได้รู้ว่าผักที่เขากินมาจากไหน &amp;nbsp; เพราะปัจจุบันเขาไม่รู้ว่าอาหารที่ซื้อจากตลาดมาจากไหน ซึ่งถือว่าเป็นการไม่ดูแลสุขภาพ นับว่าคนเมืองขาดโอกาสเชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค จึงอยากสร้างโอกาสนี้ &amp;quot;พิเชษฐ์กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ พื้นที่ &amp;nbsp;จ.สระบุรี ซึ่งอยู่ใน ลุ่มน้ำป่าสัก อันเป็นลุ่มที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงห่วงใย เพราะมีความลาดชันสูงทำให้จัดการได้ยากที่สุด และเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ มีโครงการ&amp;quot;สวนสุขสมบูรณ์ &amp;quot; ขนาด32ไร่ &amp;nbsp;อยู่ที่อ.หนองแซง จ.สระบุรี เป็นการรวมตัวของคนเมือง &amp;nbsp;13 คนที่มีอาชีพหลากหลาย &amp;nbsp; ซึ่งในกลุ่มนี้ ยังมี บอย พิษณุ นิ่มสกุล นักแสดงหนุ่มเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มด้วย โดยบอยมีประสบการณ์เคยทำเกษตรอินทรีย์ ตามหลักโคก หนอง นา โมเดลที่จ.สุรินทร์มาแล้ว โดยหุ้นกับแพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ นางเอกสาว และกลายเป็นสวนต้นแบบที่กระตุ้นความสนใจคนในพื้นที่ได้อย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถัดมาที่ อ.ท่าใหม่ จ. จันทบุรี &amp;nbsp; ด้วยแรงบันดาลใจจากพระราชกรณียกิจของสมเด็จ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ที่ทรงห่วงใยประชาชนในจันทบุรีจากภัยแล้งและขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค โดยมีแววศิริ ฤทธิโยธี เจ้าของพื้นที่บ้านสวนอิสรี สวนเกษตรอินทรีย์และฟาร์มมาเมืองจันทน์ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เป็นโครงการต้นแบบ ของการเอามื้อสามัคคี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แววศิริกล่าวว่า 4ปีที่แล้วก็ทำเกษตรเคมี เหมือนคนอื่นๆ แต่มีปัญหาตลาด พอดีแม่ไม่สบายไปซื้อมะละกอมาให้แม่กิน แม่ไม่ยอมกิน บอกว่าอย่าซื้อมาฝากอีกเพราะเชาฉีดยาเยอะมาก &amp;nbsp;จึงคิดลดใช้สารเคมีหรือใช้น้อยที่สุด เพื่อจะได้ปลูกของดีๆให้แม่กิน &amp;nbsp;แต่พอลดใช้สารเคมีทำไปๆ สภาพดินกลับดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัด ต้นไม้ก็ดีขึ้น ต่อมาจึงเลิกใช้สารเคมีทั้งหมด และทำเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบ จึงเปิดเป็นสวนเกษตรอินทรีย์ เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พี่ขุดสระเก็บน้ำเอง ตอนแรก็รู้สึกเสียดายพื้นที่ แต่พบว่าดีกว่าไม่มีน้ำใช้ เพราะถ้าเราไปสูบมาจากที่อื่น ก็จะเป็นน้ำที่มีสารเคมี มียาฆ่าแมลง ที่มาจากสวนใกล้เคียง &amp;nbsp;เราใช้น้ำของเราเองทุเรียน ลองกอง มังคุดผลผลิตดีมาก รสชาติดี และที่ได้มาคิดอีกอย่างคือ ถ้าเราใช้สารเคมีเยอะๆ น้ำพวกนี้ก็จะไหลลงทะเล มีผลต่อสัตว์น้ำอาหารทะเลที่เรากิน &amp;quot;แววศิริกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และกิจกรรมสุดท้ายที่ จ. น่าน ในลุ่มน้ำน่าน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้วยแรงบันดาลใจจากโครงการในพระราชดำริหลายโครงการของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องด้วยทรงเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องเร่งฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าไม้ให้คืนสู่สมดุลโดยเร็วที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของพื้นที่ป่าไม้ในจังหวัดน่านอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัณฑิต &amp;nbsp;ฉิมชาติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน จ.น่าน กล่าวว่า น่านมีปัญหาเขาหัวโล้นมานาน เพราะชาวบ้านรุกป่า เพื่อทำไร่ข้าวโพด แต่ปัญหาที่พบคือ นอกจากเสียพื้นที่ป่าแล้ว ชาวบ้านที่รุกป่า ปลูกข้าวโพดไป แต่กลับไมีข้าวกิน &amp;nbsp;เพราะเมื่อเขาปลูกข้าวโพด 3เดือน แต่ต้องอยู่ให้ได้ 9เดือน &amp;nbsp;สุดท้ายจึงไปคุยกับชาวบ้าน ชี้ให้เห็นว่าปลูกแล้วข้าวไม่มีกิน ปลูกทำไม &amp;nbsp;เอาศาสตร์พระราชาไปให้เขา ในที่สุดเขาก็กลับใจ เลิกปลูกข้าวโพด และทำตามศาสตร์พระราชา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านสุดาพร &amp;nbsp;พรหมรักษา ชาวบ้านอ.ศรีน่าน ที่เคยรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่านมาแล้ว เพื่อปลูกข้าวโพด ทำไร่เลื่อนลอย แต่พบว่าปลูกแล้วไม่ได้อะไร ต่อมาถูกเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ก็มายึดไร่ แต่ก็ไม่มีการให้ความรู้อื่นๆ แต่อย่างใด เล่าว่า หลังโดนยึดไร่ หัวหน้าบัณฑิต ฉิมชาติ ก็มาเป็นหัวหน้าอุทยาน &amp;nbsp;ได้เข้ามาพูดคุย ทำความเข้าใจ จึงเกิดความศรัทธา คิดเปลี่ยนแปลงตัวเอง &amp;nbsp;ตอนนี้เหลือพื้นที่ 14ไร่ จากเดิมมี 50ไร่ แต่พื้นที่แค่นี้ ก็สามารถอยู่ได้ ถ้าทำตามศาสตร์พระราชา ปัจจุบันมีรายได้พออยู่ พอกิน &amp;nbsp;ไม่มีหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คนกลุ่มนี้ จะเป็นต้นแบบการเลิกตัดไม้ทำลายป่า คนอยู่กับป่าได้ โดยไม่ทำลายป่า และเขาสามารถอยู่รอดได้ โดยทำตามศาสตร์พระราชา&amp;quot; หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน กล่าวเสริม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8363</URL_LINK>
                <HASHTAG>25ลุ่มน้ำ, กรมพัฒนาที่ดิน, กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น, กรมอุทยานแห่งชาติ, ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร, ตามรอยพ่อ, บริหารจัดการน้ำ, บ่อจิ๋ว, ศาสตร์พระราขา, อาทิตย์ กริชพิพรรธ, เชฟรอน, แก้ปัญหาน้ำทวมน้ำแล้ง, แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี, โคก หนอง นา, ในหลวงรัชกาลที่9</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180501/image_big_5ae86c0093c57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
