<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107425</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2021 22:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ท้าจีนตรวจสวนผลไม้ เชื่อปลอดภัยไร้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมวิชาการเกษตร ไม่หวั่นตอบรับจีนขอสุ่มตรวจสวนทุเรียน ลำไย มังคุด และมะพร้าวพร้อมโรงคัดบรรจุ ย้ำความเชื่อมั่นผลไม้ไทยปลอดภัยทั้งศัตรูพืชและโควิด พร้อมส่งแผนตรวจประเมินสวนและล้งดีเดย์เดือนกรกฎาคม มั่นใจมาตรการตรวจเข้มข้นตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรได้รับหนังสือจากสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงปักกิ่ง แจ้งว่า สำนักงานการศุลกากรจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ได้มีหนังสือแจ้งขอสุ่มตรวจประเมินสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้ทุเรียน ลำไย มังคุด และมะพร้าวของไทยที่ส่งออกไปจีน ทั้งเรื่องการควบคุมดูแลศัตรูพืชในสวนผลไม้และมาตรการควบคุมและป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยขอให้กรมวิชาการเกษตรจัดแผนการตรวจประเมินโดยให้มีเจ้าหน้ากรมวิชาการเกษตรปฏิบัติงานจริงให้เห็นในระหว่างการตรวจประเมินผ่านระบบ Zoom&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรได้เสนอแผนการตรวจประเมินสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้ทั้ง 4 ชนิดให้จีนพิจารณาตรวจประเมินในช่วงเดือนกรกฎาคม จำนวน 3 สวน 3 โรงคัดบรรจุ ต่อ 1 พืช โดยได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมสำหรับการตรวจประเมินสวนและโรงคัดบรรจุ ก่อนที่ฝ่ายจีนจะแจ้งผลการพิจารณาแผนการสุ่มตรวจประเมินสวนและโรงคัดบรรจุตามที่กรมวิชาการเกษตรเสนอให้ทราบในเร็วๆ นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า นอกจากนี้หน่วยงาน GACC ของจีนยังได้แจ้งให้ทราบถึงแนวทางการดำเนินงานกรณีตรวจพบการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโควิด-19 บนบรรจุภัณฑ์สินค้า ที่ต้องควบคุมอุณหภูมิความเย็นสินค้าตั้งแต่ออกจากแหล่งผลิตจนถึงผู้บริโภค (cold chain) ณ ด่านนำเข้า โดยหากตรวจพบครั้งที่ 1 และ 2 ระงับการยื่นขอนำเข้าเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หากถูกตรวจพบครั้งที่ 3 ระงับการนำเข้าเป็นเวลา 4 สัปดาห์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ยืนยันว่าฝ่ายไทยมีการดำเนินการตามแนวทางป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโควิด-19 ตามข้อปฏิบัติขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) รวมถึงการย้ำเตือนให้ผู้ประกอบการดำเนินการตามมาตรการเพื่อควบคุมสุขอนามัยของพนักงานและสิ่งแวดล้อมในสถานที่ผลิตอาหารเพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโควิด-19 ในสินค้าและบรรจุภัณฑ์อย่างเคร่งครัด &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในขณะนี้ เราต้องพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ตอกย้ำให้จีนเชื่อมั่นในมาตรการกำกับดูแลการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย ซึ่งมีการบริหารจัดการอย่างเข้มงวดตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยเฉพาะพืชทั้ง 4 ชนิดที่มีปริมาณและมูลค่าการส่งออกไปจีนมากที่สุด โดยตั้งแต่เดือนมกราคม-15 มิถุนายน 2564 ไทยส่งออกทุเรียนไปจีนแล้วปริมาณ 253,017 ตัน มูลค่า 31,069 ล้านบาท ลำไยปริมาณ 89,366 ตัน มูลค่า 3,907 ล้านบาท มังคุดปริมาณ 20,486 ตัน มูลค่า 1,651 ล้านบาท มะพร้าว 61,070 ตัน มูลค่า 1,176 ล้านบาท รวมมูลค่าการส่งออกผลไม้ทั้ง 4 ชนิด จำนวนทั้งสิ้น 37,803 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น เมื่อฝ่ายจีนแจ้งขอตรวจประเมินสวนและโรงคัดบรรจุทุเรียน ลำไย มังคุด และมะพร้าว ซึ่งกำลังจะมีผลผลิตทางภาคใต้และภาคเหนือออกสู่ตลาดจำนวนมากในเดือนหน้านี้ กรมวิชาการเกษตรจึงตอบรับ และจัดทำแผนการตรวจประเมินพืชทั้ง 4 ชนิดให้จีนพิจารณา ซึ่งเรามั่นใจว่าสวนและโรงคัดบรรจุที่กรมวิชาการเกษตรคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของสวน และโรงคัดบรรจุทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมวิชาการเกษตร จะผ่านการตรวจประเมินจากจีนไปอย่างไม่มีปัญหาแน่นอน&amp;rdquo; อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107425</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมวิชาการเกษตร, ท้าจีนตรวจสวนผลไม้, ผลไม้ไทยปลอดภัยทั้งศัตรูพืชและโควิด, มั่นใจมาตรการตรวจเข้มข้น, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เชื่อปลอดภัยไร้โควิด, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d33442e940f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104846</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ถั่วลิสงราคาดีก.เกษตรหนุนจว.ชายแดนใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; กรมวิชาการเกษตร ขานรับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ร่วมบูรณาการขับเคลื่อน &amp;ldquo;โครงการตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน จังหวัดชายแดนภาคใต้&amp;rdquo; ส่ง 5 ศูนย์วิจัยในพื้นที่เป็นพี่เลี้ยงหนุนเกษตรกรปลูกถั่วลิสงพันธุ์แนะนำของกรมขอนแก่น 6 เสริมรายได้ก่อนกรีดยางกว่าหมื่นบาท/ไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนันต์ อักษรศรี รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ในฐานะโฆษกกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก นายพิเชษฐ์&amp;nbsp; วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ให้ขับเคลื่อนโครงการ ตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อบรรเทาปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะปัญหาของเกษตรกรที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวโดยเฉพาะยางพาราและพึ่งพารายได้ทางเดียว ซึ่งต้นยางพาราที่ปลูกใหม่จะต้องใช้เวลาประมาณ 6-7 ปี จึงจะเริ่มเปิดกรีดน้ำยางได้ ดังนั้นระหว่างที่เกษตรกรรอรายได้จากสวนยางพาราควรปลูกพืชชนิดอื่นทดแทนเพื่อเสริมรายได้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรรือเสาะ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 จังหวัดสงขลา หน่วยงานในพื้นที่ของกรมวิชาการเกษตร จึงได้ดำเนินกิจกรรมถั่วลิสงพืชทางเลือกสู่รายได้ที่ยั่งยืน ซึ่งถั่วลิสงถือเป็นพืชที่มีศักยภาพในการปลูกเป็นพืชแซมยาง โดยให้ผลผลิตสูงถึง 400-600 กิโลกรัมต่อไร่ ราคาจำหน่ายขั้นต่ำประมาณ 20 บาทต่อกิโลกรัม สามารถเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกร ได้ถึง 8,000-12,000 บาทต่อไร่ อีกทั้งเป็นพืชที่ได้รับความนิยมบริโภคมากในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรมีหน่วยงานที่ดำเนินกิจกรรมถั่วลิสงพืชทางเลือกสู่รายได้ที่ยั่งยืน 5 หน่วยงานในเขตภาคใต้ตอนล่าง ประกอบด้วย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรปัตตานี ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยะลา ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนราธิวาส และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรรือเสาะ&amp;nbsp; โดยการดำเนินงานได้จัดให้มี 3 กิจกรรมย่อย คือ กิจกรรมอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี หลักสูตร &amp;quot;การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตถั่วลิสง&amp;quot; และหลักสูตร &amp;quot;การเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงไว้สำหรับในฤดูกาลถัดไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีเกษตรกรเป้าหมายจำนวน 830 ราย โดยเป็นการอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีองค์ความรู้ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของเกษตรกร และมีการใช้แบบทดสอบประเมินความเข้าใจของเกษตรกรทั้งก่อนและหลังการอบรม กิจกรรมแปลงต้นแบบในศูนย์วิจัยฯ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานเทคโนโลยีการผลิตถั่วลิสงที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกร โดยได้มีการนำถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 6&amp;nbsp; พันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรมาทดลองปลูกในแปลงต้นแบบโดยใช้เทคโนโลยีการผลิตถั่วลิสงตามหลักวิชาการของกรมวิชาการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้เทคโนโลยีการปลูกถั่วลิสงพันธุ์จากแปลงต้นแบบ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า จากภาพรวมความสำเร็จของเกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรมถั่วลิสงพืชทางเลือกสู่รายได้ที่ยั่งยืน ภายใต้โครงการ ทำให้ในปี 2564 มีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก โดยเกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกถั่วลิสงในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ทั้งนี้เกษตรกรสามารถขอรับคำแนะนำเทคโนโลยีการผลิตพืชที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรปัตตานี ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยะลา ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนราธิวาส ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรรือเสาะ ศูนย์วิจัยพืชสวนยะลา ศูนย์วิจัยพืชไร่สงขลา และสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา โทรศัพท์ 0-7444-5905.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104846</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมวิชาการเกษตร, ถั่วลิสงราคาดี, นโยบายกระทรวงเกษตร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, โครงการตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน จังหวัดชายแดนภาคใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4f227011dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104513</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2021 08:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เวทีไทยขานรับการประชุม สุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สสส.นำเสนอประเด็นประชากรโลก 41 ล้านคนสิ้นชีวิตด้วยโรค NCDs กว่า 3.9 ล้านคนกินผักผลไม้ไม่เพียงพอ หากบริโภคผักผลไม้มากขึ้น ลดอ้วนได้ถึง 24% และลดเสี่ยงโรคมะเร็ง ผอ.ศูนย์พืชผักโลก ยกเคสเมืองไทย รถพุ่มพวงปันสุขขายผักผลไม้ถึงชุมชน สสส.จับมือกระทรวงเกษตรฯ เสนอประกาศวาระแห่งชาติ &amp;ldquo;ปี 2564 ปีแห่งผักผลไม้สากล&amp;rdquo; พร้อมผลักดันนโยบายสนับสนุนการขับเคลื่อนอาหารสุขภาวะ สร้างความมั่นคงทางอาหาร ฟื้นเศรษฐกิจ ช่วยชาติยามวิกฤติ ดันเป้าหมายส่งเสริมกินผักผลไม้และอาหารสุขภาวะ สู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ฉบับที่ 13 ขานรับการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;รถพุ่มพวงปันสุขในเมืองไทย เป็นตัวอย่างที่ดีของการเข้าไปขายผักตามชุมชนต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เวทีหารือสาธารณะ อิ่ม...ดี..มีสุข &amp;ldquo;ผักจะเป็นวาระแห่งชาติได้อย่างไร?&amp;rdquo; วันพฤหัสฯ ที่ 13 พ.ค. ผ่านทางออนไลน์ระบบ Zoom ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัด ก.เกษตรฯ ผู้ประสานงานประเทศไทย UNFSS ผู้บรรยายและผู้ช่วยประสานงานหลักของประเทศไทย ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ ผอ.สำนักงานเกษตรต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วย ผจก.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการ ผอ.สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. อำนวย อรรถลังรอง นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กรมวิชาการเกษตร ดร.เดลฟิน ลาลูส ผอ.ศูนย์พืชผักโลกประจำภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (World Vegetable Center) (worldveg) ดร.โจดี ฮาร์ริส หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญด้านระบบอาหารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์พืชผักโลก (worldveg) ผศ.ดร.สิรินทร์ยา พูลเกิด สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล จิราภา จอมไธสง ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมและการจัดการการผลิตพืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับและพืชสมุนไพร กรมส่งเสริมการเกษตร ทั้งนี้ในงานมีล่ามแปลเป็นภาษาไทย มาริสา ฉิมประภา และอภิรดี ตรีรัตน์เกื้อกูล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวในเวทีการหารือสาธารณะ อิ่ม... ดี... มีสุข: สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก (UNFSS Independent Dialogue in Thailand) ในหัวข้อ &amp;ldquo;ผักจะเป็นวาระแห่งชาติได้อย่างไร?&amp;rdquo; ผ่านทางระบบ Zoom Meeting จัดโดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สสส. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และศูนย์พืชผักโลก (World Vegetable Center : WorldVeg)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.นพ.ไพโรจน์นำเสนอว่า 41 ล้านคนของประชากรโลกเสียชีวิตจากโรค NCDs (ข้อมูลจาก ก.สาธารณสุข และ WHO) จำนวน 4.72 ล้านคนของประชากรที่อ้วน ทุ่มเงิน 2 ล้านล้านดอลลาร์ คือมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับค่าใช้จ่ายในการรักษา ประชากรโลกกว่า 3.9 ล้านคนกินผักผลไม้ไม่เพียงพอ หากรับประทานผักผลไม้มากขึ้นจะลดอ้วนได้ถึง 24% และยังลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งบางชนิดด้วย WHO ระบุว่า แต่ละคนควรรับประทานผักอย่างน้อย 400 กรัม/วัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ผลงานปลูกผักจำนวน 470 หลุม เมื่อวันที่ 4-5 พ.ค. ต้นพันธุ์ 40 กก.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;จากการสำรวจกลุ่มที่ขาดผักผลไม้วัย 6-9 ขวบ และกลุ่มวัยทำงาน 33-44 ปี โดยเฉพาะคนที่อยู่คนเดียว ผลกระทบจากความมั่นคงทางอาหาร ปัญหาหลักคือมีเงินไม่เพียงพอซื้ออาหาร ได้รับผลกระทบด้านอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง 85.4% อาหารไม่พอรับประทานเพราะมีเงินไม่พอ 53.7% อาหารมีราคาแพงขึ้น 37.2% มีความยุ่งยากหรือยากลำบากในการออกไปซื้ออาหาร 35.6% กังวลว่าอาหารไม่สะอาดมีเชื้อโรค 26.8% รับประทานอาหารชนิดเดิมซ้ำซาก 26.0% ไม่สามารถหาอาหารบางประเภทรับประทานได้ 12.2%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ร้อยละคนไทยที่กินผักเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติกำหนดให้ปี 2564 เป็น &amp;ldquo;ปีแห่งผักและผลไม้สากล&amp;rdquo; (International Year of Fruits and Vegetables, 2021) เพื่อเพิ่มความตระหนักถึงความสำคัญของผักและผลไม้ในเวทีระดับนานาชาติและระดับโลก ในฐานะที่ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิก ควรทบทวนหรือพัฒนานโยบายที่ให้ความสำคัญกับการกินผักและผลไม้เพื่อสุขภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการ พัฒนาแนวทางปฏิบัติที่ดีในการส่งเสริมการกินผักผลไม้ ลดปริมาณผักผลไม้เหลือทิ้ง และสร้างความมั่นคงทางอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สสส. และภาคีเครือข่าย ร่วมกันรณรงค์และประกาศให้ &amp;ldquo;ปี 2560 เป็นปีแห่งการบริโภคผัก ผลไม้ปลอดภัย&amp;rdquo; บูรณาการพัฒนาระบบห่วงโซ่การผลิตผักและผลไม้สดปลอดภัยตลอดห่วงโซ่ จากต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ แต่จากการสำรวจสถานการณ์การกินผักและผลไม้ในประเทศไทย ปี 2561-2562 โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า คนไทยมีแนวโน้มกินผักและผลไม้เพิ่มมากขึ้น แต่ยังคงกินไม่ถึงตามเกณฑ์องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ 400 กรัม/วัน โดยในปี 2562 ผลสำรวจพบคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปกินผักและผลไม้ไม่เพียงพอสูงถึงร้อยละ 62.5&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.นพ.ไพโรจน์กล่าวต่อว่า สสส.ได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการกินผักและผลไม้ปลอดภัยอย่างเพียงพอ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน โดยเชื่อมโยงกับเป้าหมายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อเตรียมผลักดันเข้าสู่กระบวนการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมให้คนไทยกินผักผลไม้ปลอดภัยอย่างเพียงพอเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีสุขภาวะที่ดี ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) นำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้ประสานงานหลักของประเทศไทย (National Dialogues Convenor) สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก กล่าวว่า ในการประชุม UNFSS ประเทศไทยมีเป้าประสงค์สู่การขับเคลื่อนระบบอาหารที่ยั่งยืน 5 ด้าน คือ 1.การเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการโดยถ้วนหน้า 2.ปรับเปลี่ยนวิถีการบริโภคเพื่อความยั่งยืน 3.การส่งเสริมระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 4.ส่งเสริมความเสมอภาคในการดำรงชีวิตและมีกระจายคุณค่าอย่างเท่าเทียม และ 5.การสร้างความยืดหยุ่นปรับตัวได้ในทุกวิกฤติ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;จุดเริ่มต้นของระบบอาหารสุขภาพที่มีผักเป็นส่วนประกอบต้องเริ่มจาก &amp;ldquo;เมล็ดพันธุ์ผัก&amp;rdquo; เมล็ดพันธุ์ที่ดีถือเป็นส่วนสำคัญที่นำไปสู่คุณภาพของผลผลิตการเกษตรที่ดี เป็นส่วนช่วยพัฒนานวัตกรรมการเกษตรของไทย ทั้งในด้านคุณภาพและประสิทธิภาพผลผลิต และเป็นหนึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญของความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย &amp;ldquo;ผัก&amp;rdquo; ถือเป็นกรณีศึกษาเพื่อเชื่อมโยงกิจกรรมของระบบอาหาร ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ผลิต..จนเป็น..ขยะ จากการผลิต..สู่..การบริโภค ตลอดจนการสร้างองค์ความรู้นวัตกรรมเพื่อให้การบริหารจัดการสอดคล้องกับเป้าหมายและแนวคิดการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นการพลิกโฉมระบบอาหารที่จะตอบสนองต่อ 5 วัตถุประสงค์หลักของระบบอาหารที่ยั่งยืนในบริบทของประเทศไทย จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่เราทุกคนต้องมาช่วยสร้างสมดุลและร่วมคิดร่วมทำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.เดลฟีน ลาลูส ผู้อำนวยการศูนย์พืชผักโลก ภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ยินดีที่ได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของประเทศไทย และ สสส. ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบอาหาร เพื่อบูรณาการแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนในการผลิต การเก็บเกี่ยว การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูป เพื่อส่งเสริมการบริโภคผัก ที่สำคัญคือ ความจำเป็นในการเสริมสร้างนโยบายการกินผักที่เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะและการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่ง WorldVeg มุ่งมั่นอย่างมากที่จะร่วมมือและสนับสนุนรัฐบาลไทย องค์กรภาครัฐและเอกชนของไทย และเกษตรกร ในการเพิ่มการผลิตและการบริโภคผักปลอดภัยสำหรับทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;คนที่ขาดพืชผักผลไม้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทำให้ชีวิตเสี่ยงตาย โอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง เจอปัญหามลพิษจากการสูบบุหรี่ และดื่มสุรา ยิ่งสะสมให้เกิดโรค NCDs &amp;ldquo;ความสูญเสียอาหารทำให้ลดประสิทธิภาพลง นโยบายด้านอาหารตอบสนองพืชผักในปัจจุบัน จึงได้มีการหารือเพื่อกำหนดเรื่องผักเป็นวาระแห่งชาติ ศูนย์วิจัยพืชเศรษฐกิจโลกสนับสนุนให้เกษตรกรผลิตเพื่อผู้บริโภคได้รับพืชผักผลไม้ปลอดสารพิษ เพื่อสุขภาวะของทุกคน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.เดลฟีนยังได้ยกตัวอย่าง พร้อมนำเสนอเป็นภาพว่า ในเมืองไทยมีรถพุ่มพวงที่นำผักผลไม้สารพัดชนิดไปขายในแหล่งชุมชน แม้จะอยู่ห่างไกลในเมืองก็ได้บริโภคพืชผักผลไม้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&amp;ldquo;ช่วงโควิด ทั้งโลกอดอยากเพิ่มขึ้น รวม 820 ล้านคน&amp;rdquo;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ ผอ.สำนักงานเกษตรต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;นำเสนอข้อมูลการพลิกโฉมระบบอาหารประเทศไทย อันโตรนิโอ กูแตร์เรซ เลขาธิการสหประชาชาติ ประกาศจัดการประชุมสุดยอดระดับผู้นำด้านระบบอาหารโลก เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2562 ระบบอาหารทั้งในระดับประเทศและระดับโลกมีความเปราะบาง และเกิดความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ถึงเวลาแล้วที่ทุกประเทศจะสร้างสมดุลใหม่ของโลก โดยการพลิกโฉมไปสู่ระบบอาหารอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;สถานการณ์ปัจจุบันด้านความมั่นคงทางอาหาร ปี 2562 ประชากรโลกกว่า 690 ล้านคน อยู่ในภาวะอดอยาก (hunger)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ประชากรโลกมากกว่า 3 พันล้านคนไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ (Healthy Diets)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ประชากรโลกกว่า 2 พันล้านคนมีปัญหาน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านงบประมาณสาธารณสุขของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ปี 2563 มีการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้สถานการณ์ความมั่นคงทางอาหารแย่ลง คนอดอยากทั่วประเทศและทั่วโลกเพิ่มมากขึ้นอีก 132 ล้านคน รวมทั้งสิ้นกว่า 820 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;1 ใน 4 ของก๊าซเรือนกระจกมาจากระบบการผลิตอาหารทางการเกษตร 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตในโลกกลายเป็นขยะ อาหารเหลือทิ้งคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 9 แสนล้าน USD/ปี (คิดเป็นเงินไทยกว่า 27 ล้านล้านบาท ประมาณ 2 เท่าของ GDP ประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;เป็นความท้าทายของภาคเกษตรไทย เมื่อผู้ผลิตสินค้าเกษตรหลายประเทศ มีลำดับภาพรวมการผลิตในภาคการเกษตรแซงหน้าประเทศไทยในทศวรรษล่าสุด กัมพูชา ลาว จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย (ข้อมูล ดร.วิษณุ อรรถวานิช อ้างอิงจาก USAD 2020) ขณะเดียวกันแรงงานไทยภาคเกษตรมีแนวโน้มออกนอกภาคเกษตรมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&amp;ldquo;เกษตรกรแปลงใหญ่ทำ MOU TESCO LOTUS แมคโคร BIG C&amp;rdquo;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;จิราภา จอมไธสง กรมส่งเสริมการเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;นำเสนอพื้นที่ปลูกผักในประเทศไทย 1.20-2.00 ล้านไร่ ผลผลิต 2-3 ล้านตัน พืชผักสำคัญกว่า 80 ชนิด แหล่งปลูกพืชผักกระจายทุกภูมิภาค อันดับ 1 คือ พริก มะเขือ 19.79% อันดับ 2 ข้าวโพด อันดับ 3 ถั่ว อันดับ 4 หอม กระเทียม อันดับ 5 กะหล่ำ อันดับ 6 แตง อันดับ 7 ขิง อันดับ 8 เห็ด ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ตลาดภายในประเทศ มีการบริโภค 2 ล้านตัน/ปี ตลาดส่งออกมูลค่า 39,000 ล้านบาท ผักสดแช่เย็น แช่แข็ง ผักแห้งบดป่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;กลุ่มเกษตรกรเป็นศูนย์กลางดำเนินการบริหารจัดการลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างเครือข่าย ใช้ตลาดนำการผลิต มีการสำรวจแปลงผักกว่า 200 แปลง บางแปลงยังไม่มีแผนการตลาดอย่างชัดเจน เกษตรกรรวมกลุ่มตลาดขายส่ง เกษตรกรแปลงใหญ่มีการเจรจาต่อรองทำ MOU วางแผนการผลิต แก้ไขปัญหาร่วมกับ TESCO LOTUS (เชื่อมโยงจุดกระจายสินค้าทุกภูมิภาคของ TESCO LOTUS ขอนแก่น สุราษฎร์ฯ พระนครศรีอยุธยา ลำพูน) แม็คโคร Big C.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104513</URL_LINK>
                <HASHTAG>NCDs, UNFSS, World Vegetable Center : WorldVeg, กรมวิชาการเกษตร, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, กินผักและผลไม้เพื่อสุขภาพ, จิราภา จอมไธสง, ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม, ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์, ดร.เดลฟิน ลาลูส, ดร.โจดี ฮาร์ริส, นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์, บริโภคผักผลไม้, ปี 2564 ปีแห่งผักผลไม้สากล, ผศ.ดร.สิรินทร์ยา พูลเกิด, ผักจะเป็นวาระแห่งชาติได้อย่างไร?, รถพุ่มพวงปันสุข, ลดอ้วน, ลดเสี่ยงโรคมะเร็ง, ศูนย์พืชผักโลก, ศูนย์พืชผักโลกประจำภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สถาบันวิจัยประชากรและสังคม, สสส., สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, สำนักงานเกษตรต่างประเทศ, สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ, สุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก, อาหารสุขภาวะ, อำนวย อรรถลังรอง, อิ่ม...ดี..มีสุข, แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ฉบับที่ 13</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210528/image_big_60b0dbe669f36.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91897</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2021 17:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2021 17:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยโฉมกัญชาพันธุ์แรก &#039;อิสระ 01&#039; ผ่านเกณฑ์พันธุ์พืชขึ้นทะเบียนของไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.พ.64 - นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่ากรมวิชาการเกษตรได้รับการขึ้นทะเบียนคือกัญชาพันธุ์อิสระ 01 ซึ่งพัฒนาคัดเลือกพันธุ์โดยกรมการแพทย์ กรมวิชาการเกษตร&amp;nbsp;และมูลนิธิวนเกษตรอินทรีย์ โดยสำนักคุ้มครองพันธุ์พืชได้ตรวจสอบเอกสารและลักษณะประจำพันธุ์เบื้องต้นของพืชดังกล่าวตามหลักวิชาการเรียบร้อยแล้วจึงได้ออกประกาศโฆษณาเพื่อแจ้งให้สาธารณชนทราบและเปิดโอกาสให้ทักท้วงเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2563 ผลปรากฏว่าภายในระยะเวลา 30วันนับจากวันปิดประกาศไม่มีผู้ใดทักท้วงกรมวิชาการเกษตรจึงได้ออกหนังสือรับรองพันธุ์กัญชาอิสระ 1เป็นพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ.2518พันธุ์ล่าสุดของกรมวิชาการเกษตรเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกัญชาพันธุ์อิสระ 01 ได้มาจากการพัฒนาคัดเลือกกลุ่มประชากรกัญชาสายพันธุ์ไทยที่ปลูกอยู่ในเขตพื้นที่ภาคเหนือระยะเวลาในการดำเนินการปรับปรุงพันธุ์ประมาณ 24 ปีและได้มีการนำไปใช้ประโยชน์ในโครงการปลูกและสกัดพืชกัญชาผลิตตำรับยารักษาโรค กรณีจำเป็นเฉพาะผู้ป่วยเฉพาะราย&amp;nbsp;และโครงการผลิตช่อดอกกัญชาจากระบบผลิตกัญชาไทยคุณภาพสูงเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์&amp;nbsp;ซึ่งคณะผู้ดำเนินงานใช้ชื่อว่ากัญชา&amp;ldquo;พันธุ์อิสระ 01&amp;rdquo; สื่อความหมายถึงกัญชาสายพันธุ์ดีของประเทศไทยที่มีสาร Cannabinoid (CBD) ซึ่งมีสรรพคุณทางยาได้รับการปลดปล่อยให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่าการนำพันธุ์พืชมาขอขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรจะทำให้พันธุ์พืชที่ผ่านการรับรองได้รับความเชื่อมั่นและการยอมรับในคุณสมบัติของพันธุ์ซึ่งผู้ที่ต้องการนำพันธุ์พืชมาขอรับการขึ้นทะเบียนสามารถมายื่นคำขอได้ที่สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช หรือยื่นคำขอทางไปรษณีย์โดยจะต้องมีข้อมูลที่มาของพันธุ์พืชที่จะขอขึ้นทะเบียน ได้แก่ ชื่อพันธุ์แหล่งที่มา ประวัติพันธุ์ วิธีการปรับปรุงพันธุ์ลักษณะประจำพันธุ์ทางพฤกษศาสตร์ ลักษณะอื่นๆ และรูปภาพต้น ใบดอก และผล เอกสารหลักฐานยืนยันตัวบุคคล นิติบุคคลหนังสือมอบอำนาจ (กรณีมอบอำนาจ)กรณีขอขึ้นทะเบียนพืชกัญชงและกัญชาซึ่งเป็นพืชยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5จะต้องแนบหนังสือรับรองว่าเป็นผู้ได้รับอนุญาตดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายยาเสพติดให้โทษจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณสมบัติของพันธุ์ที่จะยื่นขอหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนพันธุ์ต้องมีความแตกต่างทางสัณฐานวิทยา มีความสม่ำเสมอ มีความคงตัวรวมถึงมีชื่อไม่ซ้ำและเหมาะสมหากเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบข้อมูลครบถ้วนและถูกต้องจะจัดทำข้อมูลเสนออธิบดีกรมวิชาการเกษตรเพื่อประกาศโฆษณาบนเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร และติดประกาศที่สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช เป็นระยะเวลา 30 วัน เพื่อแจ้งให้สาธารณชนทราบและเปิดโอกาสให้ทักท้วงกรณีไม่มีผู้ทักท้วงภายใน 30 วัน นับจากวันปิดประกาศกรมวิชาการเกษตรจะออกหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนฯให้เจ้าของพันธุ์ต่อไป&amp;nbsp;ทั้งนี้ผู้ที่สนใจจะนำพันธุ์พืชมาขอรับการขึ้นทะเบียนสามารถติดต่อได้ที่กลุ่มวิจัยการคุ้มครองพันธุ์พืช สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช โทรศัพท์ 0-2940-7214 และค้นหาข้อมูลการขึ้นทะเบียนและแบบฟอร์มคำขอได้จากกรมวิชาการเกษตร ทั้งนี้จากผลการดำเนินงานขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันสำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตรได้ออกหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนแล้วรวมจำนวนทั้งสิ้น 1,478 พันธุ์ จาก 151 ชนิดพืช&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91897</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมวิชาการเกษตร, กัญชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210203/image_big_601a79773ef13.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85694</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2020 10:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2020 10:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรมวิชาการเกษตร&#039;เตือนรับมือหนอนชอนใบส้มใน&#039;ส้มโอ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ธ.ค.2563 - สวนส้มโอในช่วงอากาศเย็นลงและมีลมแรงแบบนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังการระบาดของหนอนชอนใบส้ม จะสามารถพบได้ในระยะที่ต้นส้มโอแตกใบอ่อน เกษตรกรจะพบผีเสื้อตัวเต็มวัย วางไข่ใต้เนื้อเยื่อใบใกล้เส้นกลางใบ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอนจะชอนไชเข้าไปทำลายกัดกินเนื้อเยื่ออยู่ในระหว่างผิวใบอ่อนและยอดอ่อน ตัวหนอนจะทำลายด้านใต้ใบมากกว่าบนใบ รอยทำลายจะสังเกตได้ง่ายตั้งแต่เริ่มทำลายโดยเห็นเป็นเส้นทางสีขาวเรียวยาวในระยะเริ่มแรก และรอยทำลายจะปรากฏขยายใหญ่ขึ้นเป็นทางคดเคี้ยวไปมาบนใบ ส่งผลให้ใบมีลักษณะบิดงอลงทางด้านที่มีตัวหนอนทำลาย หากระบาดรุนแรง ตัวหนอนจะเข้าทำลายกิ่งอ่อนและผลอ่อน ซึ่งรอยแผลที่เกิดจากการทำลายของตัวหนอนจะเป็นช่องทางให้เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas citri subsp. citri ที่เป็นเชื้อสาเหตุของโรคแคงเกอร์เข้าทำลายซ้ำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกษตรกรควรควบคุมบังคับต้นส้มให้แตกยอดพร้อมกัน เพื่อง่ายต่อการป้องกันกำจัด ช่วยควบคุมประชากรหนอนชอนใบส้มได้ดีขึ้น สะดวกในการดูแลรักษา ช่วยลดจำนวนครั้งในการพ่นสารเคมี และช่วยอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติที่พบมากในสวนส้ม ส่วนใบอ่อนที่พบหนอนชอนใบส้มเข้าทำลายมาก ให้เกษตรกรตัดและเก็บยอดอ่อนหรือใบอ่อนที่ถูกทำลายนำไปทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณหนอนชอนใบส้มและช่วยในการแตกยอดของต้นส้มรุ่นต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เกษตรกรควรหมั่นสำรวจสวนในระยะที่ต้นส้มแตกใบอ่อน หากพบหนอนชอนใบส้มเข้าทำลายยอดอ่อนมากกว่า 50% ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงปิโตรเลียมสเปรย์ออยล์ 83.9% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโคลไทอะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไทอะมีทอกแซม 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 2 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งหน้าใบและหลังใบ กรณีที่สำรวจพบว่ายังมีการระบาดของหนอนชอนใบส้มอยู่ให้พ่นซ้ำ อีกทั้งในการใช้ปิโตรเลียมสเปรย์ออยล์ในการป้องกันกำจัดหนอนชอนใบส้มให้มีประสิทธิภาพดีนั้น เกษตรกรต้องทำการพ่นสารโดยการใช้อัตราน้ำมากกว่าการพ่นสารฆ่าแมลงทั่วไป เพื่อให้สารน้ำมันเคลือบใบพืช&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85694</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมวิชาการเกษตร, สวนส้มโอ, หนอนชอนใบส้ม, อากาศเย็น, เกษตรกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201202/image_big_5fc7090d174c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70341</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2020 17:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2020 17:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักเปิบแมลงไม่ต้องรอ &#039;กรมวิชาการเกษตร&#039; ยันตั๊กแตน 2 สายพันธุ์ไม่ระบาดเข้าไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมวิชาการเกษตร &amp;nbsp;ย้ำนักเปิบแมลงไม่ต้องรอ ตั๊กแตน 2 สายพันธุ์ ยันไม่เข้าไทย &amp;nbsp;พบระบาดในลาวเป็นตั๊กแตนไผ่ เปิดไทม์ไลน์ 4 ปีวนเวียนระบาดพื้นที่เดิม &amp;nbsp;ส่วนตั๊กแตนทะเลทรายพบระบาดล่าสุดในอินเดีย &amp;nbsp;ยันสภาพอากาศเมืองไทยไม่เป็นใจให้ตั๊กแตนต่างถิ่นตั้งรกรากและขยายเผ่าพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค.63 - นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงกรณีมีข่าวฝูงตั๊กแตนระบาดในพื้นที่ทางตอนเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) อยู่ในขณะนี้ว่า สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้ตรวจสอบแล้วพบเป็นตั๊กแตนไผ่ที่มีรายงานการระบาดอยู่ที่สปป.ลาว มาตั้งแต่ปี 2559 แล้ว ซึ่งในช่วงที่พบการระบาดของตั๊กแตนไผ่กรมวิชาการเกษตรได้ส่งนักวิจัยเข้าไปติดตามสถานการณ์การระบาดของตั๊กแตนไผ่ใน สปป.ลาวอย่างใกล้ชิด&amp;nbsp;จนถึงปัจจุบันพบว่าตั๊กแตนไผ่ยังคงระบาดวนเวียนอยู่ในพื้นที่เดิมของสปป.ลาวตอนเหนือ ซึ่งมีสภาพเป็นภูขาและป่าไผ่ มีสภาพอากาศหนาวเย็น &amp;nbsp;และฝูงตั๊กแตนบางส่วนระบาดเข้าไปทางตอนเหนือของเวียดนาม จึงขอยืนยันว่าเป็นตั๊กแตนคนละชนิดกับตั๊กแตนทะเลทรายที่พบการระบาดในอินเดียและแอฟริกาตามที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตั๊กแตนไผ่ชอบอากาศค่อนข้างเย็นและมีต้นไผ่ในธรรมชาติจำนวนมาก ในขณะที่ประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนชื้นไม่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตของแมลงชนิดนี้ ดังนั้นจึงมีโอกาสน้อยมากที่จะเข้ามาระบาดในประเทศไทย นอกจากพืชกลุ่มไผ่แล้ว แมลงชนิดนี้ยังเป็นศัตรูพืชที่สำคัญของพืชในตระกูลหญ้า และยังพบว่าสามารถเข้าทำลายพืชตระกูลปาล์มและพืชล้มลุกบางชนิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นกรมวิชาการเกษตรจึงได้ดำเนินการสำรวจและเฝ้าระวังมาอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการเข้ามาระบาดในประเทศไทย โดยใช้กับดักเหยื่อพิษวางตามแนวชายแดนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง พร้อมกับตรวจกับดักทุก 3 วันและ 7 วัน ตรวจเช็คชนิดของตั๊กแตนที่ตายบริเวณกับดักโดยเปรียบเทียบกับรูปภาพตั๊กแตนไผ่ ในกรณีที่พบมีลักษณะใกล้เคียงตามภาพตัวอย่างให้เก็บตัวตั๊กแตนนำส่งที่สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชเพื่อนำมาจำแนกชนิดว่าเป็นตั๊กแตนไผ่หรือไม่ โดยได้ดำเนินการเฝ้าระวังตามวิธีการดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบันยังไม่พบตั๊กแตนไผ่เข้ามาระบาดในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การป้องกันกำจัดตั๊กแตนไผ่ในกรณีพบในเขตประเทศไทย ให้ทำการป้องกันกำจัดโดยใช้สารฆ่าแมลงชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังนี้ อีโทเฟนพรอกซ์ 20% EC อัตรา 40 มล./น้ำ 20 ลิตร หรือเดลทาเมทริน 3% EC อัตรา 20 มล./น้ำ 20 ลิตร หรือแลมป์ดาไซฮาโลทริน 2.5% EC อัตรา 20 มล./น้ำ 20 ลิตร &amp;nbsp;การป้องกันกำจัดโดยนำมาบริโภคไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากตั๊กแตนไผ่ลำตัวมีความแข็ง &amp;nbsp;รสชาติขม &amp;nbsp;และมีกลิ่นเหม็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ส่วนตั๊กแตนอีกชนิดหนึ่งพบระบาดอยู่ที่อินเดียและเริ่มเข้าไปในเนปาลและตอนใต้ของจีนในขณะนี้ เป็น &amp;quot;ตั๊กแตนทะเลทราย&amp;quot; เป็นการระบาดต่อเนื่องมาจากทวีปแอฟริกา ก่อนระบาดเข้ามาทางประเทศแถบตะวันออกกลาง และอินเดีย เป็นตั๊กแตนที่อพยพเป็นกลุ่มใหญ่ สามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว กินพืชได้หลายชนิดและกินได้ทุกส่วนของพืช เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าวบาเล่ย์ อ้อย ไม้ผล และพืชผัก หากมีการระบาดจะเกิดความเสียหายรุนแรง รวดเร็วและเป็นบริเวณกว้าง โดยสถานการณ์ล่าสุด FAO รายงานว่าตั๊กแตนทะเลทรายแพร่ระบาดในรัฐราชสถานซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ซึ่งได้มีการพยากรณ์ว่าตั๊กแตนที่ระบาดในภาคเหนือมีแนวโน้มระบาดในเขตภาคตะวันออกและตะวันตกของประเทศอินเดียในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ก่อนที่จะกลับไปวางไข่ในรัฐราชสถานช่วงเริ่มเข้าฤดูมรสุม โดยการระบาดในขณะนี้เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตั๊กแตนที่พบการระบาดอยู่ในขณะนี้ที่สปป.ลาว และอินเดียเป็นตั๊กแตนต่างชนิดกัน ยืนยันว่าจะไม่เข้ามาระบาดในประเทศไทย เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของประเทศไม่เหมาะสมกับการตั้งรกรากและขยายเผ่าพันธุ์ของตั๊กแตนทั้ง 2 ชนิดนี้ อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรได้ทำแผนเชิงรุกเฝ้าระวังการระบาดของตั๊กแตนทั้ง 2 ชนิดนี้ไว้พร้อมแล้ว รวมทั้งยังคอยติดตามสถานการณ์การระบาดอยู่อย่างใกล้ชิด หากมีความความคืบหน้ากรมวิชาการเกษตรจะแจ้งให้ทราบต่อไป&amp;rdquo; อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70341</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมวิชาการเกษตร, ตั๊กแตน, ตั๊กแตนระบาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200702/image_big_5efd86a165751.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51927</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/12/2019 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/12/2019 14:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่อสังเวยสารพิษ! &#039;เด็กสุริยะ&#039; ซดนัว &#039;เสี่ยหนู&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ธ.ค.62 - นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เลขานุการส่วนตัวนายสุริยะ &amp;nbsp;จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากกรณีที่ นายอนุทินฯ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงสาธารณสุข ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าไม่ใช่หน้าที่ของรัฐฯ ที่ต้องรับผิดชอบหรือเยียวยา ผู้ที่ครอบครองสารเคมีฯ ทั้ง 3 ชนิดนั้น รัฐมีหน้าที่ในการคุ้มครองผู้สุจริตภายใต้กฎหมายเดียวกัน หากประชาชนทำถูกต้องตามกฎหมาย แล้ววันดีคืนดีรัฐออกกฎหมายใหม่ไม่ให้เขาทำสิ่งนั้น แล้วเขาเสียหายโดยรัฐไม่ต้องรับผิดชอบใดๆเปรียบเสมือน ประชาชนมีมีดทำครัวในบ้านแล้วรัฐออกกฎหมายว่าการมีมีดทำครัวเป็นอาวุธ ผิดกฎหมาย ห้ามใช้ ห้ามครอบครอง แถมยังจะสั่งให้ทำลายมีดทิ้ง โดยให้รับผิดชอบค่าทำลายเอง แล้วไม่ไปดูแลความเสียหาย อย่างนี้ถามว่าถูกต้องหรือไม่ เป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือไม่ และเมื่อตรวจสอบกับฝ่ายกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย ไม่ได้ให้อำนาจรัฐสั่งการแล้วไม่ต้องรับผิดชอบชดเชยความเสียหายแก่ผู้กระทำการโดยสุจริต แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสรวุฒิ กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้ในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ยืนยันว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีนายสุริยะ เป็นประธาน ได้ถือบัญชานายกรัฐมนตรี ว่าการจัดการวัตถุอันตรายต้องพิจารณาอย่างครบถ้วน ผ่านการหารือกับ 4 ส่วน ได้แก่ รัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค เป็นแนวทางการพิจารณาอย่างเคร่งครัด ซึ่งมิใช่พิจารณาในด้านผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนโดยละเลยการดูแลภาคส่วนอื่น ซึ่งแตกต่างจากที่นายอนุทินกล่าวอ้างคำบัญชาดังกล่าว จึงเป็นการบิดเบือนคำบัญชาของนายกรัฐมนตรี และไม่ได้ให้คำตอบสังคมว่า สารใหม่ฯที่จะมาใช้ทดแทนนั้น จะมีผลกระทบต่อสุขภาพฯ ของประชาชนอย่างไร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งข้อมูลในที่ประชุมฯเสนอว่า สารเคมีเช่นไกลโฟเซตและพาราควอตฯนั้น มีการใช้อย่างแพร่หลายในโลกมากว่า 45 ปี ตั้งแต่ปี 2517 ทำให้ลดต้นทุนเกษตรกร เพิ่มผลผลิต และถ้าใช้ให้ถูกวิธีโดยการให้ความรู้ที่ถูกต้อง ถ้ามีการจำกัดการใช้ในบางพืช บางพื้นที่อย่างเคร่งครัดเท่านั้น จะเป็นแนวทางที่สามารถให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ในระยะสั้น เพราะ 2 สารดังกล่าวใช้ในการเตรียมแปลงก่อนการปลูกเพื่อควบคุมวัชพืชฯ เมื่อพืชโตไประยะหนึ่งก็ไม่จำเป็นต้องใช้สารดังกล่าวฯ แตกต่างจากคลอไพริฟอสที่เป็นสารกำจัดศัตรูพืช เช่น แมลง ที่มีโอกาสปนเปื้อนสูง และพืชที่จะใช้หลักๆในไทยคือ ทุเรียน ถ้ายกเลิกการใช้สารนี้ทันที ผมก็เห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 73 ที่วางหลักการให้รัฐต้องช่วยเหลือเกษตรกรให้ประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย โดยใช้ต้นทุนต่ำ และสามารถแข่งขันในตลาดได้ ดังนั้นการที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติล่าสุด จึงถือว่าเป็นการปกป้องรัฐและสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเด็นที่มีการกล่าวอ้างเหตุการณ์ในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ก็ขอให้พิจารณาเนื้อหาทั้งหมดไม่ใช่เฉพาะบางส่วน พบว่าผู้แทนหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุข ในช่วงต้นได้แสดงความคิดเห็นยืนยันมติให้ห้ามใช้ 3 สาร จริง แต่เมื่อรับฟังข้อมูลจากที่มีการนำเสนอในการประชุม โดยเฉพาะจากผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งข้อมูลที่ได้จากการซักถามของกรรมการ ยิ่งเห็นว่าหากดำเนินการตามมติเดิมจะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้ง 4 ส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยยังไม่มีมาตรการลดผลกระทบความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จึงเป็นเหตุให้ที่ประชุมร่วมกันร่างมติที่ประชุม และเมื่อประธานได้สอบถามว่ามีผู้ใดคัดค้านหรือไม่ ก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้แทนหน่วยงานจากกระทรวงสาธารณสุขแม้แต่เพียงคนเดียวที่แสดงการคัดค้านร่างมติดังกล่าวในขณะนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้จะให้ประธานในที่ประชุมสรุปว่าผู้แทนกระทรวงสาธารณสุขไม่เห็นด้วยกับมติได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ออกมาให้ข่าวต่อสาธารณะทำนองว่า ไม่เห็นด้วยกับมติ จึงขัดแย้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในที่ประชุมอย่างชัดเจน เป็นการทำให้สังคมสับสน ทำให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานราชการ และผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ดำเนินการเรื่องนี้ด้วยความสุจริตเกิดความเสียหาย อย่างไม่เป็นธรรม และทำให้สังคมสับสน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะประเด็นสารไกลโฟเซต ก็พบว่าเคยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานที่ผ่านมา ก็เคยสนับสนุนให้มีการจำกัดการใช้ ดังนั้น ในที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 เมื่อผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข รับฟังข้อมูลจากที่ประชุมแล้วไม่คัดค้านมติที่ประชุมให้มีการจำกัดการใช้สารไกลโฟเซต จึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หรือขัดหลักเหตุผลอย่างสิ้นเชิง เพราะกระทรวงสาธารณสุขเคยมีท่าทีสนับสนุนมาตรการจำกัดสำหรับสารไกลโฟเซต มาแล้วก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสรวุฒิกล่าวปิดท้ายว่า คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้ร่วมกันพิจารณาอย่างครบถ้วนรอบด้าน ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่นำเสนอจากการถกเถียงอย่างมีส่วนร่วมจากทุกคนในที่ประชุม ไม่ได้ใช้จินตนาการในการตัดสินใจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51927</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมวิชาการเกษตร, สรวุฒิ เนื่องจำนงค์, สารพิษ, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, อนุทิน ชาญวีรกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191206/image_big_5dea05d992892.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
