<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115805</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 16:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 16:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมวิทย์ เผยยังไม่พบโควิดสายพันธุ์สยอง &#039;มิว และ C.1.2 &#039;ในไทย แต่เฝ้าระวังเข้ม ตั้งเป้าสุ่มตรวจ 1หมื่นตัวอย่าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย.64 - ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงข่าวการเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด19 ในประเทศไทย ว่า ตั้งแต่เกิดการระบาดโควิด19 ในปี 2563 มีการตรวจโควิด19 ไปทั้งหมดกว่า &amp;nbsp;63 ล้านตัวอย่าง ซึ่งตรวจพบติดเชื้อโควิดด้วยวิธี RT-PCR จำนวน 13 ล้านตัวอย่าง และยังมีบางส่วนที่ยังไม่ได้รายงานการตรวจเข้าระบบอีกจึงเป็นไปได้ว่าขณะนี้มีการตรวจตัวอย่างไปแล้ว 15 ล้านตัวอย่าง โดยในภาพรวมที่ผ่านพบสายพันธุ์อู่ฮั่น สายพันธุ์ G จากพื้นที่สนามมวย และสายพันธุ์ G (B.1.3.16) ในจ.สมุทรสาคร สายพันธุ์อัลฟ่าที่แพร่กระจายในไทยเป็นหลัก ก่อนที่สายพันธุ์เดลตาจะเข้ามาแทนที่เป็นสายพันธุ์หลักในเดือนพ.ค. จากการพบเคสติดเชื้อที่แคมป์คนงาน &amp;nbsp;ดังนั้นสายพันธุ์ที่แพร่กระจายอยู่ในประเทศไทย ได้แก่ สายพันธุ์อัลฟ่า, สายพันธุ์เดลตา และสายพันธุ์เบตา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีการตรวจตัวอย่างประมาณ 1,500 คน พบว่าเป็นสายพันธุ์อัลฟ่า 75 คน &amp;nbsp;สายพันธุ์เดลตา 1,417 คน &amp;nbsp;เบตา 31 คน ในภาพรวมประเทศสายพันธุ์หลักที่แพร่กระจายอยู่ยังคงเป็นเดลตา 93% &amp;nbsp;พบในทุกจังหวัดทั้งประเทศไทย ส่วนเบตายังจำกัดวงอยู่แค่ภาคใต้ในเขตสุขภาพที่ 12 ได้แก่ จ.นราธิวาส 28 คน ปัตตานี 2 คน ยะลา 1 คน ส่วนเคสที่พบการติดเชื้อสายพันธุ์นี้อยู่ในกรุงเทพฯและบึงกาฬ รักษาหายเรียบร้อยแล้ว ไม่มีการติดเชื้อเพิ่ม เมื่อแยกเป็นพื้นที่พบว่าในกรุงเทพฯ สายพันธุ์เดลตาแพร่กระจายเกือบ 98% เปรียบได้กับการติดเชื้อ 100 คน พบ 98 คนที่ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา และสายพันธุ์อัลฟ่าพบประมาณ &amp;nbsp;2.4% ในส่วนของภูมิภาค พบสายพันธุ์เดลตาประมาณ 85% สายพันธุ์เบต้าที่พบในภาคใต้ 5.7% ทั้งนี้องค์การอนามัยโลก(WHO) ยังมีการจัดชั้นของการกลายพันธุ์โควิด19ได้แก่ ชั้น VOI คือการกลายพันธุ์ที่อยู่ในความสนใจ ส่วนอีกชั้น VOC คือการกลายพันธุ์ที่มีความน่าเป็นห่วงและกังวล มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ อัลฟ่า เดลตา เพราะมีการแพร่กระจายเร็วมาก ไม่ค่อยดื้อวัคซีน ส่วนเบต้า แกรมมา แม้ว่าจะดื้อวัคซีน แต่การแพร่กระจายเชื้อไม่เร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจกล่าวอีกว่า ในสายพันธุ์ C.1.2 ยังไม่มีการถูกจัดชั้น และยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ แต่เป็นที่น่าจับตาดู เฝ้าระวังเนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ที่ตรวจตัวอย่างเชื้อพบว่าสายพันธุ์นี้มีการกลายพันธุ์ในตำแหน่งที่เคยอยู่ในเดลตา แกรมมา เช่น E484K &amp;nbsp;ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้ไวรัสหลบหลีกภูมิคุ้มกันหรือดื้อวัคซีน &amp;nbsp;หรือ N501Y เป็นตัวทำให้ไวรัสมีการแพร่กระจายเร็ว เป็นต้น โดยมีการตรวจพบสายพันธุ์นี้เป็นครั้งแรกและมากสุดในแอฟริกาใต้จำนวน 117 ตัวอย่าง แต่ไม่ต้องตระหนก เพราะยังไม่พบในประเทศไทย และมีเพียง 3% ที่ตรวจเจอในการระบาดที่แอฟริกาใต้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ส่วนสายพันธุ์มิว(Mu) ถูกจัดอยู่ในชั้น VOI ซึ่งในความน่าสนใจ เนื่องจากมีการกลายพันธุ์ในตำแหน่ง E484K จากแกรมมา เบต้า ทำให้หลีกภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าเดิม &amp;nbsp;N501Y จากอัลฟ่า &amp;nbsp;มีความต่อต้านวัคซีนที่ต่ำอยู่ ยังไม่มีข้อมูลว่าจะแพร่กระจายเชื้อได้เร็วหรือติดเชื้อง่ายหรือไม่ ซึ่งทั่วโลกยังพบน้อยมากเพียง 0.1% ปัจจุบันพบแล้วกว่า 39 ประเทศ พบมากในสหรัฐอเมริกาประมาณ 2,400 ตัวอย่าง เฉลี่ย 37% โคลัมเบีย 965 ตัวอย่าง ซึ่งเป็นประเทศแรกที่รายงานว่าพบสายพันธุ์นี้และพบมากในประเทศถึง 40% ของประชากรโคลัมเบีย โดยมีผู้ติดเชื้อประมาณ 5 ล้านคน เสียชีวิต 1.2 แสนคน จึงต้องเฝ้าระวังติดตาม และในประเทศอื่นๆ ได้แก่ เม็กซิโก สเปน เอกวาดอร์&amp;rdquo; นพ.ศุภกิจ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด19 ที่มีการตรวจตัวอย่างเชื้อสัปดาห์ละ 1,000 คน ที่มีการตรวจเฉพาะด้วย RT-PCR ซึ่งมีการใช้น้ำยาเฉพาะสายพันธุ์ และการตรวจโฮจีโนม โดยสุ่มจากผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้ที่มีอาการหนักมากขึ้น ในพื้นที่คลัสเตอร์ และกระจายไปส่วนภูมิภาคต่างๆ อาจจะมีการปรับกลุ่มเป้าหมายในการตรวจให้มากกว่าเดิม โดยนับตั้งแต่วันนี้-ธ.ค.64 จะมีการตรวจให้ได้ 10,000 ตัวอย่าง &amp;nbsp;และจะมีการรายงานทุก 2 สัปดาห์ ไปที่ฐานข้อมูลโควิดโลก หรือ GISAID &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ส่วนที่มีการพบเดลตากลายพันธุ์ AY12 ในไทย กำลังมีการพิจารณาในเรื่องของการใส่รหัสสายพันธุ์ให้ถูกต้อง และจะเผยแพร่อีกครั้ง ขอย้ำในเรื่องการฉีดวัคซีนสูตรไขว้ที่ฉีดไปกว่า 2 ล้านโดส เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน และยังไม่พบผลข้างเคียง นอกเหนือจากผลข้างเคียงของวัคซีนปกติ และหากหลังฉีดพบการเสียชีวิตจะต้องมีการตรวจพิสูจน์ เพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจน &amp;quot;นพ.ศุภกิจกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115805</URL_LINK>
                <HASHTAG>MU และ C.1.2 คือศัตรูที่รอ  อยู่ในแนวรบโควิด-19 ใหม่, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, นพ.ศุภกิจ  ศิริลักษณ์, สายพันธุ์มิว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135dea1af380.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114371</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 14:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 14:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบโควิดสายพันธุ์ย่อย &#039;เดลต้า&#039; ในไทยมากกว่า 27 ตัว อาการป่วยไม่ได้ต่างจากสายพันธุ์หลัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;24 ส.ค.64 - กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงข่าวการเฝ้าระวังสายพันธุ์และการกลายพันธุ์โควิด 19 โดยนพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการตรวจสอบตัวอย่างเชื้อโควิด19 กว่า 2,000 ตัวอย่าง พบว่าส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์เดลตากว่า 2,132 ตัวอย่าง สายพันธุ์แอลฟ่ากว่า 100 ตัวอย่าง และสายพันธุ์เบตาที่จำกัดวงกระระบาดอยู่ในโซนภาคใต้ที่เขตสุขภาพ 11 และ12 ประมาณ 29 ตัวอย่าง พบมากสุดในจ.นราธิวาส รองลงมาคือ กระบี่ ภูเก็ต สงขลา ถ้าหากมีการควบคุมได้สายพันธุ์เบตาก็จะหายไปจากไทย ดังนั้น ณ ขณะนี้สายพันธุ์หลักที่กระจายในประเทศไทยคือเดลตากว่า 93% ขณะที่ในกรุงเทพฯพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาอยู่ที่ 97% และสายพันธุ์อัลฟ่าเพียง 3% ในส่วนภูมิภาคพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาอยู่ที่ 85%&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวต่อว่า จากข้อมูลเว็บไซต์ศูนย์จีโนมได้วิเคราะห์สายพันธุ์ย่อยของเดลตาที่เกิดขึ้นไทย ซึ่งสายพันธุ์เดลตา หรือ ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ B.1.617.2 ที่ระบาดในไทยเป็นหลักและทั่วโลก แต่เนื่องจากมีการระบาดอย่างกว้างขวางมากขึ้นก็เกิดสายพันธุ์ย่อย ที่พบว่ามีการระบาดประเทศไทย รวมไปถึงเดนมาร์ก อังกฤษ สเปน เป็นต้น โดยกรมวิทยฯได้ตรวจ โฮล จีโนม หรือการตรวจพันธุกรรมทั้งตัว ซึ่งเป็นการสุ่มตรวจสัปดาห์ละกว่า 400-500 คนจากคนไข้ที่มีอาการในระดับต่างๆ&amp;nbsp;ทำให้พบว่ามีผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ย่อยเดลต้า ซึ่งอาการไม่ได้แตกต่างจากสายพันธุ์เดลต้าหลัก อาจจะเพราะจำนวนการติดเชื้อยังน้อย จึงต้องเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และหากพบมีการกลายพันธุ์เป็นพันธุ์ไทยขึ้นมาในอนาคต ก็จะมีการรายงานและสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ทุกคนรับทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ด้านศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงการพบสายพันธุ์ย่อยของเดลตาในไทย ว่า จากฐานข้อมูลโควิดโลก GISAID ที่ได้มีการประมวลผลการถอดรหัสจีโนมทั่วโลก โดยมีสายพันธุ์ดั้งเดิมที่ระบาดในอู่ฮั่น แต่ด้วยการกระจายเชื้อเข้าสู่คนทำให้ระบาดอย่างรวดเร็วเชื้อไวรัสจึงได้วิวัฒนาการ แตกย่อยสายพันธุ์ออกไป โดยในไทยพบการกลายพันธุ์ของไวรัสในสายพันธุ์อัลฟา หรือ B.1.1.7 11%, สายพันธุ์เบตา หรือ B.1.351 14%, สายพันธุ์เดลตา หรือ B.1.617.2 71% ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่จะมีการกระจายแตกตัวออกเป็นสายพันธุ์ย่อยอีกถึง 27 สายพันธุ์และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คือ B.1.617.2.1-B.1.617.2.22 หรือเรียกให้สั้นว่า AY.1-AY.22&amp;nbsp; ในไทยพบสายพันธุ์ย่อยของเดลตามากสุดคือ&amp;nbsp;AY.4 หรือ B.1.617.2.4 3% พบในเขตปทุมธานีจำนวน 4 คน รองลงมาคือ&amp;nbsp; AY.6 หรือ B.1.617.2.6 1% พบจำนวน 1 คน,&amp;nbsp; AY.10 หรือ B.1.617.2.10 1% พบในเขตกทม. จำนวน1 คน,&amp;nbsp; AY.12 หรือ 5.1.617.2.15 1% พบในเขตกทม. ย่านพญาไทจำนวน 1 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;ldquo;โดยสายพันธุ์ย่อย AY.4 AY.6 AY.10&amp;nbsp;AY.12 ซึ่งมีการพบครั้งแรกในประเทศแถบยุโรป ซึ่งอาจจะไปได้ว่าทั้งหมดอาจจะกลายพันธุ์มาจากอินเดียแล้วกระจายไปทั่วโลก และไม่มีข้อบ่งชี้ว่าจุดเริ่มต้นมาไทยไม่ว่าจะมาจากสถานที่กักตัว หรือสนามบินดอนเมือง แต่จากฐานข้อมูลบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นลูกหลานที่แตกย่อยของสายพันธุ์เดลตาหลักที่ระบาดอยู่ในไทย ซึ่งจะต้องมีการควบคุมดูแลเพิ่มขึ้นในอีกระดับหนึ่ง เพื่อติดตามเฝ้าระวังการระบาดและอาจจะเกิดการกระจายเชื้อเพิ่มขึ้น ทั้งนี้สายพันธุ์ย่อยดังกล่าวยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ดื้อกับวัคซีนมากกว่าสายพันธุ์หลักหรือน้อยกว่าสายพันธุ์หลัก&amp;rdquo; ดร. วสันต์ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.สุรัคเมธ มหาศิริมงคล ผู้อำนวยการสถาบันชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ กล่าวเสริมว่า สายพันธุ์ย่อย&amp;nbsp;AY.1-AY.22 ของเดลตานั้น ยังคงคุณสมบัติของเชื้อที่แพร่กระจายรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดกว้างขวาง เช่น กรุงเทพฯและปริมณฑล&amp;nbsp;หากพบว่าติดเชื้ออาการค่อนข้างรุนแรงและมีการดื้อวัคซีน และในสายพันธุ์ย่อยเองก็จะมีการกลายพันธุ์ในตัวเพิ่มอีกเป็นสายพันธุ์ต่างๆ&amp;nbsp;อย่างเชื้อที่เรียกว่า เดลตา พลัส ที่ประเทศอินเดียเคยบอกว่าอาจจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งก็คือสายพันธุ์เดลตา พลัสที่กลายพันธุ์เป็น K417N ซึ่งยังไม่พบในไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.สุรัคเมธ กล่าวต่อว่า โดยกระบวนการทางกรมวิทย์ฯจะมีการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม เป็นการนำตัวไวรัสมาถอดรหัสพันธุกรรมใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน ล่าสุดจากการถอดรหัส 1,955 ตัวอย่างที่สุ่มตั้งแต่เดือนพ.ค. พบเป็นสายพันธุ์อัลฟ่า 71% สายพันธุ์เดลตา 23% ในจำนวนนี้ทำให้พบสายพันธุ์ย่อยของเดลตาด้วยจากการตรวจสุ่มในจ.ปทุมธานี 9 ตัวอย่าง พบสายพันธุ์ย่อย AY.4 จำนวน 4 ตัวอย่าง และบุรีรัมย์ กำแพงเพชร เชียงใหม่ สมุทรปราการ ชลบุรี จังหวัดละ 1 คน, AY.6,AY.10&amp;nbsp;พบที่กรุงเทพฯ 1 ตัวอย่าง, AY.12&amp;nbsp;พบที่กรุงเทพฯ 1 ตัวอย่าง และสุราษฎร์ธานี 2 ตัวอย่าง ทั้งหมดพบในช่วงมิ.ย.-ส.ค.64 ดังนั้นจึงต้องเฝ้าระวังเพราะยังไม่ทราบแน่ชัดว่า มีลักษณะความรุนแรงเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่ในส่วนของการแพร่กระจายยังคงจำกัดในพื้นที่ และกรมวิทย์ฯจะดำเนินการถอดรหัสพันธุกรรมของเชื้อไวรัสไปจนถึงสิ้นปี 2564 จำนวนกว่า 6,000 ตัวอย่าง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114371</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์, เดลต้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210824/image_big_6124a3454a960.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113880</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 18:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 18:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ. เร่งศึกษาฉีดวัคซีน 25% เข้าชั้นผิวหนัง กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ใกล้เคียงกับฉีดเข้ากล้ามเนื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ส.ค.64 - นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงข่าวว่า การตรวจภูมิคุ้มกันหลังการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 สูตรฉีดไขว้สลับชนิด โดยเฉพาะการต่อสู้และกำจัดสายพันธ์เดลต้า (อินเดีย) ซึ่งเป็นการศึกษาจากเชื้อสายพันธุ์เดลต้าจริง กับเลือดของผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนในสูตรต่างๆ ดังนี้วัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม สามารถกำจัดไวรัสในหลอดทดลอง ค่าเฉลี่ยภูมิคุ้มกันขึ้นไป 24-25 ถือว่าจัดการกับไวรัสได้ แต่ภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ ลดลงตามระยะเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสลับสูตรแอสตร้าเซนเนก้า เข็มแรก ตามด้วยซิโนแวค เข็มที่ 2 พบว่าภูมิคุ้มกันอยู่ที่ 25 ไม่แตกต่างไปจากการฉีดซิโนแวค 2 เข็ม การสลับสูตรแบบนี้ ไม่ได้สร้างคุณค่าเพิ่มขึ้น จึงไม่แนะนำให้ฉีด ส่วนวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม ตรวจภูมิคุ้มกันหลังฉีดเข็มที่ 2 ผ่านไป 2 สัปดาห์ ภูมิคุ้มกันขึ้นไป 76 เท่า สูงกว่าซิโนแวค2 เข็ม และการสลับสูตร ซิโนแวคเข็มแรก และแอสตร้าเซนเนก้าเข็มที่ 2&amp;nbsp;พบว่าค่าเฉลี่ยขึ้นไปที่ 78 เหนือกว่าแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็มอยู่เล็กน้อย แต่มีข้อได้เปรียบที่ใช้เวลาสั้นลงเพียง 5 สัปดาห์ และใช้ต่อสู้กับสายพันธุ์เดลตาที่กำลังระบาดอยู่ในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวว่าผลการตรวจภูมิคุ้มกันหลังการฉีดวัคซีนบูสเตอร์โดส ดังนี้ บูสเตอร์ด้วยซิโนฟาร์ม หลังฉีดซิโนแวค 2 เข็ม แต่สูตรนี้เก็บตัวอย่างน้อย มีเพียง 14 คน ภูมิคุ้มกันขึ้นมาที่ 61 ซึ่งไม่มากเท่าไร เนื่องจากเป็นวัคซีนเชื้อตายเหมือนกัน ทำให้กระตุ้นภูมิได้ไม่สูงมาก และฉีดซิโนแวค 2 เข็ม และบูสเตอร์เข็มที่ 3 ด้วยแอสตร้าเซนเนก้า ภูมิคุ้มกันขึ้นไปที่ 271 สามารถกำจัดเชื้อสายพันธุ์เดลต้าได้ดีมาก และมีภูมิคุ้มกันมากกว่าการฉีดซิโนแวค 2 เข็ม 10 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ยังต้องติดตามว่าภูมิคุ้มกันที่ขึ้นสูงจะอยู่ได้นานอย่างไร รวมถึงการตรวจภูมิคุ้มกันหลังฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีนไฟเซอร์ และประสิทธิภาพของวัคซีนในการต่อสู้กับเชื้อสายพันธุ์เบต้า (แอฟริกาใต้) โดยการศึกษาวิจัยของกรมวิทย์ฯ จะให้คำตอบว่าวัคซีนบูสเตอร์โดสจำเป็นอย่างไร และต้องฉีดในระยะเวลาห่างกันอย่างไร เนื่องจากประสิทธิภาพของวัคซีนจะลดลงตามระยะเวลา ทั้งนี้ประชาชนไม่จำเป็นต้องไปตรวจภูมิคุ้มกัน เพราะไม่ได้ตอบโจทย์ว่าสามารถป้องกันเชื้อแต่ละสายพันธุ์ได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวอีกว่า ขณะนี้กำลังเร่งศึกษาการฉีดวัคซีนโควิดเข้าชั้นผิวหนัง ประสบการณ์การฉีดวัคซีนในอดีตพบว่า ใช้วัคซีนเพียง 25% สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้สูงพอ กับการฉีดเข้ากล้ามเนื้อที่ต้องใช้วัคซีน 100% หากผลการวิจัยมีผลสำเร็จ จะมีโอกาสเพิ่มจำนวนคนที่จะได้รับวัคซีนได้มากขึ้น 4-5 เท่า ก็จะเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับการบริหารจัดการวัคซีนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้คงต้องรอผลทางวิทยาศาสตร์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113880</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, ฉีดวัคซีนไขว้, นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์, เดลต้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210819/image_big_611e388a3d3e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112210</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 15:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 15:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เดลต้า&#039; ลามทั่วไทย 74 จังหวัด กทม.เจอ 86.2% ส่วนเบต้า มากสุดในยะลา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4ส.ค.64- นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยผลการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด 19 ในประเทศไทย โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ เครือข่ายห้องปฏิบัติการว่า แนวโน้มในภาพรวมของประเทศจากข้อมูลการเฝ้าระวังระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม ถึง 30 กรกฎาคม 2564 ว่า &amp;nbsp;จากการสุ่มตรวจผู้ติดเชื้อทั้งหมด 2,547 ราย เป็นสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) จำนวน 1,993 ราย (78.2%) สายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) จำนวน 538 ราย (21.2%) และสายพันธุ์เบตา (แอฟริกาใต้) จำนวน 16 ราย (0.6%)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครสุ่มตรวจ จำนวน 1,229 ราย เป็นสายพันธุ์เดลตา จำนวน 1,059 ราย (86.2%) สายพันธุ์อัลฟาจำนวน 170 ราย (13.8%) ส่วนสายพันธุ์เบตาไม่พบผู้ติดเชื้อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนภูมิภาคสุ่มตรวจ จำนวน 1,318 ราย เป็นสายพันธุ์เดลตา 934 ราย (70.9%) สายพันธุ์อัลฟา 368 ราย (27.9%) และสายพันธุ์เบตา 16 ราย (1.2%)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112210</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์, สายพันธุ์เดลตา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_610a560a1702e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108706</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 18:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2021 18:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมวิทย์ฯเผย สายพันธุ์เดลตาในกรุงเทพฯ กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ล่าสุดพบ52% ต่างจังหวัด 18% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
5ก.ค.64- นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ เครือข่ายห้องปฏิบัติการ เฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด 19 ในประเทศไทยจากข้อมูลการเฝ้าระวัง ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2564 พบว่า ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยพบ 487 ราย (52%) &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) &amp;nbsp;447 ราย (47.8%) และสายพันธุ์เบตา (แอฟริกาใต้) 2 ราย (0.2%) โดยผู้ป่วย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สายพันธุ์เบตาทั้ง 2 ราย เป็นครอบครัวเดียวกับที่พบรายแรกที่ติดเชื้อจากลูกชายที่เดินทางมาจากจังหวัดนราธิวาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนภูมิภาคพบสายพันธุ์อัลฟา 1,011 ราย (77.6%) สายพันธุ์เดลตา 234 ราย (18%) และสายพันธุ์เบตา 57 ราย (4.4%) โดยพบว่าสายพันธุ์เดลตามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกสัปดาห์ ส่วนสายพันธุ์อัลฟา และเบตามีแนวโน้มลดลง ซึ่งสายพันธุ์เบตาส่วนใหญ่ยังพบในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดนราธิวาสมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดังนั้นข้อมูลการเฝ้าระวังทั้งประเทศตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2564 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สายพันธุ์อัลฟา จำนวน 9,209 ราย (81.98%) สายพันธุ์เดลตา จำนวน 1,838 ราย (16.36%) และสายพันธุ์เบตา จำนวน 186 ราย (1.66%) สัดส่วนสายพันธุ์ที่เฝ้าระวังสะสมทั้งประเทศ พบว่าสายพันธุ์อัลฟายังมากที่สุดในประเทศไทย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่มีแนวโน้มลดลง ส่วนสายพันธุ์เดลตามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกสัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้เพาะเลี้ยงเชื้อไวรัสที่กลายพันธุ์ เพื่อนำมาทดสอบกับซีรั่ม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คนที่ได้รับวัคซีนโควิด 19 ว่า สามารถป้องกันหรือลดฤทธิ์ไวรัสกลายพันธุ์ ทั้งสายพันธุ์อัลฟา เดลตา และเบตา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ได้มากน้อยเพียงใด โดยจะใช้วิธีมาตรฐาน คือ Plaque Reduction Neutralization Test (PRNT) ซึ่งเป็น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การทดสอบกับไวรัสจริง ภายในห้องปฏิบัติการชีวนิรภัย ระดับ 3 &amp;nbsp;รวมถึงการทดสอบกับซีรั่มของผู้ที่ได้รับวัคซีนต่างชนิดกันอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108706</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิดสายพันธุ์อินเดีย, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, นพ.ศุภกิจ  ศิริลักษณ์, สายพันธุ์เดลตา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e2ebd9a6519.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2021 18:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2021 18:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตรวจตัวอย่าง &#039;วัคซีนซิโนฟาร์ม&#039; ล็อตแรก 1 ล้านโดส ผ่านเกณฑ์รับรองทั้ง 7 รุ่นการผลิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;23 มิ.ย.64 - นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ตามที่มีข่าววัคซีนโควิด-19 ของซิโนฟาร์ม ประเทศจีน ล็อตแรก จำนวน 1 ล้านโดส ที่จัดหาผ่านราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ให้องค์กรต่างๆ เป็นวัคซีนทางเลือก หลังจากวัคซีน COVILO ได้ขึ้นทะเบียนกับ อย. ไปเมื่อวันที่ 28 พ2564 ถือเป็นวัคซีนทางเลือกยี่ห้อแรกที่นำเข้ามาใช้ในประเทศ&amp;nbsp;ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้รับตัวอย่างวัคซีนของซิโนฟาร์ม ที่มีชื่อทางการค้าว่า COVILO จำนวน 7 รุ่นการผลิต ในวันที่ 21 มิ.ย. 2564 หลังจากมาถึงประเทศไทยในวันที่ 20 มิ.ย.2564 เพื่อใช้ตรวจวิเคราะห์คุณภาพทางห้องปฏิบัติการ ประกอบการพิจารณาออกหนังสือรับรองรุ่นการผลิต&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;หลังจากได้รับตัวอย่าง ทางสถาบันชีววัตถุ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งทำหน้าที่ห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพวัคซีนภาครัฐ&amp;nbsp;ได้เร่งทำการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างทันที ประกอบด้วย การตรวจด้านเอกลักษณ์ ความปลอดภัย และการตรวจลักษณะทางกายภาพ และเคมี ผลตรวจตัวอย่างวัคซีนทั้ง 7 รุ่นการผลิต ในทุกรายการทดสอบผ่านตามเกณฑ์ข้อกำหนดมาตรฐานของวัคซีนตามที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ในการรับรองรุ่นการผลิตวัคซีนยังต้องพิจารณาข้อมูลจากเอกสารสรุปกระบวนการผลิตในแต่ละรุ่นที่ผู้ผลิตส่งมาร่วมกับการตรวจสอบอุณหภูมิของการขนส่งวัคซีนตั้งแต่ต้นทางจนถึงสถานที่เก็บวัคซีนภายในประเทศโดยส่วนเอกสารสรุปกระบวนการผลิตนั้นมีข้อมูลรายงานกระบวนการผลิตและคุณภาพของสารที่ผลิตในแต่ละขั้นตอนที่สำคัญ ตั้งแต่เชื้อไวรัส เซลล์ตั้งต้น สารตัวกลางในแต่ละขั้นตอน จนถึงวัคซีนสำเร็จรูปซึ่งผลการพิจารณาแสดงให้เห็นว่าวัคซีนทั้ง 7 รุ่นการผลิตที่ส่งมาถึงประเทศไทยนั้น มีกระบวนการผลิต&amp;nbsp;การควบคุมคุณภาพที่สอดคล้องตรงตามที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับ อย. และข้อมูลอุณหภูมิการขนส่งวัคซีนที่นำเข้ามาแสดงอุณหภูมิอยู่ในช่วงความเย็นที่เหมาะสมกับการรักษาสภาพความคงตัวของวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;ldquo;จากข้อมูลทั้ง 3 ส่วนข้างต้น คือ 1.ผลการตรวจตัวอย่างทางห้องปฏิบัติการ 2.ผลพิจารณาข้อมูลกระบวนการผลิตและการควบคุมคุณภาพของผู้ผลิต และ 3.ผลพิจารณาข้อมูลอุณหภูมิการขนส่ง สรุปได้ว่าวัคซีนซิโนฟาร์ม ทั้ง 7 รุ่นการผลิต ผ่านเกณฑ์การรับรองรุ่นการผลิตของประเทศ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงได้ออกหนังสือรับรองรุ่นการผลิตวัคซีนทั้ง 7 รุ่นการผลิต จำนวนรวม 1 ล้านโดส ในวันที่ 22 มิ.ย. 2564 เพื่อให้สามารถนำไปใช้ตามแผนการจัดสรรวัคซีนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงวัคซีนอย่างทันการณ์&amp;rdquo; นพ.ศุภกิจ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107409</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, วัคซีนซิโนฟาร์ม, วัคซีนทางเลือก, วัคซีนโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d316d11481d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106708</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2021 22:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2021 16:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิจัยกรมวิทย์ฯ ยันตรวจหาโควิด ที่แม่นยำสุดต้องจบที่ RT- CPR</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มิ.ย.64-นายแพทย์อาชวินทร์ โรจนวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การเลือกใช้เครื่องมือการตรวจโควิด-19 รูปแบบต่างๆ ทางห้องปฏิบัติการให้สอดรับกับสถานการณ์การแพร่ระบาดนั้น ทางบุคลากรทางแพทย์สามารถเลือกใช้ได้เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ ตรงตามนโยบาย และอาจประเมินจากพื้นที่ระบาด ประวัติความเสี่ยงของแต่ละบุคคลหรือการสัมผัสผู้ป่วย ร่วมกับอาการแสดงที่อาจมีมากหรือน้อย ไปจนถึงไม่มีอาการเลยก็ตาม โดยการตรวจการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทางห้องปฏิบัติการ แบ่งได้ 2 แบบ ดังนี้ 1. การตรวจหาไวรัสหรือส่วนของไวรัสในสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ ประกอบด้วย 1.1 การตรวจสารพันธุกรรม Nucleic Acid Amplification Testing (NAAT) วิธีมาตรฐานคือ Real-Time Polymerase Chain Reaction (RT-PCR) 1.2 การตรวจหาแอนติเจนแบบรวดเร็ว และ 2. การตรวจเลือดหาภูมิคุ้มกัน (แอนติบอดี) ต่อไวรัส โดยผู้ที่อยู่ระหว่างการสอบสวนโรค (Patient Under Investigation : PUI) ต้องได้รับการตรวจสารพันธุกรรมของไวรัสโควิด-19 โดยวิธีมาตรฐาน RT-PCR&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการประเมินการตรวจหาเชื้อโควิด-19 โดยคัดกรองบุคคลที่มีประวัติความเสี่ยงหรือมีการสัมผัสผู้ป่วยเพื่อตรวจหาเชื้อนั้น อธิบายได้ว่า ผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยที่มี &amp;ldquo;ความเสี่ยงสูง&amp;rdquo; แนะนำให้รับการตรวจสารพันธุกรรมของไวรัสโควิด-19 โดยวิธีมาตรฐาน RT-PCR ในสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจในช่วงที่สงสัยว่าสัมผัสเชื้อมาแล้ว 3-5 วัน รวมถึงกักตัว 14 วัน หากเป็นผู้มีความเสี่ยงสูง แต่ได้รับการตรวจคัดกรองโดยชุดทดสอบแอนติเจนแบบรวดเร็วก่อนแล้วผลเป็นลบ จะต้องทำการยืนยันด้วยวิธีมาตรฐาน RT-PCR ขณะเดียวกันผู้สัมผัสที่มี &amp;ldquo;ความเสี่ยงต่ำและความเสี่ยงต่ำมาก&amp;rdquo; ให้สังเกตอาการ 14 วัน โดยองค์การอนามัยโลก หรือ WHO มีคำแนะนำในการจัดการ สามารถใช้ชุดทดสอบแอนติเจนแบบรวดเร็วในการทดสอบก่อน หากเป็นบวก ให้ทำการตรวจยืนยันต่อโดยวิธีมาตรฐาน RT-PCR และกรณีที่ต้องการทราบผลการตรวจเร็วในเบื้องต้นก่อน เช่น คนไข้จำเป็นต้องผ่าตัดด่วน สามารถใช้ชุดตรวจแอนติเจนแบบรวดเร็วก่อนที่จะได้รับผล RT-PCR กรณีนี้แม้ได้ผลเป็นลบ บุคลากรทางการแพทย์ยังคงต้องจัดการด้วยความระมัดระวังสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์อาชวินทร์ กล่าวเสริมว่า การใช้ชุดตรวจหาไวรัสยังสามารถใช้ในวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก (Active Case &amp;nbsp;Finding) โดยแบ่งตามการระบาด ดังนี้ การระบาดในวงจำกัด เช่น โรงงาน เรือนจำ ตรวจด้วยวิธีมาตรฐาน RT-PCR การระบาดในวงกว้าง มีผู้เสี่ยงติดเชื้อจำนวนมาก เป็นแหล่งพื้นที่สีแดง มีความชุกของโรคสูง สามารถตรวจโดยชุดทดสอบแอนติเจนแบบรวดเร็วก่อน หากผลเป็นลบ ให้ทำตามนโยบายของพื้นที่หรือจัดการตามความเสี่ยงของบุคคลตามข้อมูลเบื้องต้น หากผลเป็นบวกให้ทำการยืนยันด้วยวิธีมาตรฐาน RT-PCR และหากต้องการใช้น้ำลาย อาจใช้การตรวจน้ำลายแบบรายบุคคล หรือจัดการคัดกรองด้วยเทคนิคอื่น โดยผลบวกควรยืนยันด้วยวิธีมาตรฐาน RT-PCR และเฝ้าระวังผู้ได้ผลลบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน การตรวจเลือดหาภูมิคุ้มกัน (แอนติบอดี) ต่อไวรัส สามารถใช้ชุดตรวจวินิจฉัยร่วมหากเกิดการตรวจ RT-PCR ให้ผลลบ และตรวจซ้ำแล้วยังคงได้ผลลบ แต่มีอาการทางคลินิคที่เข้ากันได้กับโควิด-19 เพราะในรายที่มาพบแพทย์ล่าช้าอาจมีปริมาณไวรัสต่ำลงกว่าขีดจำกัดของการตรวจพบได้ ในกรณีนี้สามารถแปลผลว่าผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 นอกจากนี้การระบาดในวงจำกัด ยังสามารถพิจารณาใช้การตรวจแอนติบอดีเข้ามา โดยตรวจแอนติบอดี 2 ครั้ง คือเมื่อครบวันที่ 14 และวันที่ 28 โดยการตรวจหาภูมิคุ้มกันในครั้งแรก หากผลเป็นบวก แปลผลได้ 2 แบบคือเพิ่งติดเชื้อหรือติดเชื้อมานานแล้ว ส่วนการตรวจหาภูมิคุ้มกันครั้งที่ 2 หากผลเป็นบวกแสดงว่าเพิ่งติดเชื้อภายใน 1 เดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้ การใช้งานและการแปลผลต้องทำโดยบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น ห้ามประชาชนนำมาตรวจด้วยตนเอง เนื่องจากจะต้องใช้วิธีการตรวจและการแปลผลโดยผู้เชี่ยวชาญและหากผิดพลาดจะเป็นอันตรายต่อตนเองและการควบคุมการระบาดของโรคได้ นายแพทย์อาชวินทร์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106708</URL_LINK>
                <HASHTAG>RT-CPR, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, การตรวจหาเชื้อโควิด-19, นายแพทย์อาชวินทร์ โรจนวิวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210617/image_big_60cb0fd88c46c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
