<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117152</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2021 12:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2021 12:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการผิดหวัง กรมศุลฯ เตรียมสั่งลดภาษีนำเข้า ซิการ์ ไวน์ สุรา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 กันยายน &amp;nbsp;2564 &amp;nbsp;ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และหัวหน้าโครงการวิจัย ติดตามและเฝ้าระวังอุตสาหกรรมยาสูบในประเทศไทย กล่าวว่า จากกรณีที่กรมศุลกากร เตรียมพิจารณาปรับลดพิกัดอัตราขาเข้าสินค้าประเภทไวน์ สุรา และยาสูบประเภทซิการ์ลงกึ่งหนึ่ง เป็นเวลา 5 ปี ตามมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2564 เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้ามาพำนักและลงทุนในประเทศ ถือว่าผิดความคาดหมายของภาคีเครือข่ายนักวิชาการควบคุมยาสูบ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมาก ซึ่งทราบกันดีว่ากระทรวงการคลังจะเสนออัตราภาษีบุหรี่ใหม่ให้กับคณะรัฐมนตรีเพื่อมาแทนระบบภาษีปัจจุบันที่ใช้ระบบ 2 อัตรา ให้ทันวันที่ 1 ตุลาคม 2564 ซึ่งข้อเสนอของภาคนักวิชาการควบคุมยาสูบ เสนอให้ใช้อัตราภาษีเดียวในบุหรี่ทุกประเภท และภาษีอัตราใหม่จะต้องมีผลให้บุหรี่ทุกประเภทมีราคาไม่ถูกลงจากราคาปัจจุบัน เพื่อป้องกันนักสูบหน้าใหม่โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน วัยรุ่น ไม่ให้เข้าถึงบุหรี่ได้ง่าย ที่สำคัญภาครัฐจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีเพิ่มมากขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประเทศไทยมีการจัดเก็บภาษีบุหรี่โดยเปลี่ยนจากภาษีอัตราเดียวเป็นสองอัตรา เมื่อปี 2560 ทำให้คะแนนประเมินภาษีบุหรี่ของไทย โดย University of Illinois Chicago ในปี 2561 ได้ 1.75 คะแนน ลดลงจาก 2.25 คะแนน ในปี 2559 เป็นช่วงก่อนการปรับโครงสร้างภาษี นอกจากจะทำให้รัฐบาลมีรายได้จากภาษีลดลงแล้ว ยังส่งผลให้ปริมาณบุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้นอีกด้วย คือจาก 3.4% เมื่อปี 2557 เพิ่มเป็น 5.7% ในปี 2561&amp;rdquo; &amp;nbsp;ดร.พญ.เริงฤดี กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.พญ.เริงฤดี กล่าวว่า ประเทศฟิลิปปินส์เป็นตัวอย่างของประเทศที่มีการปฏิรูประบบภาษีบุหรี่ที่ดี โดยรัฐบาลมีนโยบายการปรับขึ้นภาษีทุกปี ปีละ 4% มาตั้งแต่ปี 2555 &amp;nbsp;มีการปรับโครงสร้างภาษีจากที่เคยมี 4 ระดับ จนปัจจุบันลดลงมาเหลือเพียงระดับเดียว จากที่เคยเก็บภาษีในอัตรา 2.72 เปโซต่อซอง ในบุหรี่กลุ่มราคาถูกที่สุด ปรับเพิ่มมาเก็บภาษีในอัตรา 30 เปโซต่อซอง ซึ่งจัดเก็บอัตราภาษีบุหรี่เท่ากันทุกกลุ่มราคา ผลที่ตามมาคือ รัฐบาลได้รายได้จากภาษีบุหรี่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อัตราการสูบบุหรี่ลดลง และยังส่งผลให้ปริมาณบุหรี่เถื่อนลดลงด้วย โดยฟิลิปปินส์ มีคะแนนประเมินภาษีบุหรี่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 1.25 คะแนน เมื่อปี &amp;nbsp;2557 ขึ้นมาเป็น 2.5 คะแนนในปี 2559 และ 3.75 คะแนน ในปี 2561 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน และสัดส่วนบุหรี่เถื่อนในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 12.2% เมื่อปี 2557 ลดเหลือ 10.8 ในปี 2561 ซึ่งบทเรียนการปฏิรูปภาษีบุหรี่ของฟิลิปปินส์แสดงให้เห็นว่าการขึ้นภาษีบุหรี่ไม่ได้ทำให้บุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด กลับช่วยทำให้ปริมาณบุหรี่เถื่อนลดลงด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยิ่งใกล้วันที่จะประกาศอัตราภาษีแบบใหม่ มักมีการนำเสนอข่าวประเด็นบุหรี่เถื่อนอย่างต่อเนื่อง บุหรี่เถื่อนหรือบุหรี่ผิดกฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันรัฐบาลไม่ให้ขึ้นภาษีบุหรี่มาทุกยุคสมัย แต่ข้ออ้างนี้ได้รับการยืนยันจากองค์การอนามัยโลกแล้วว่าไม่เป็นความจริง จากการศึกษาข้อมูลโดยองค์การอนามัยโลก พบว่าการขึ้นภาษีบุหรี่หรือการทำให้บุหรี่มีราคาแพงขึ้น ไม่ได้ทำให้บุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ทำให้บุหรี่เถื่อนยังคงอยู่ ได้แก่ การไม่เอาจริงของรัฐบาลในการปราบปราม ระบบศุลกากรและระบบภาษีที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบ&amp;rdquo; ดร.พญ.เริงฤดี กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า กระทรวงการคลัง และคณะรัฐมนตรี จะรู้ทันบริษัทบุหรี่ ไม่หลงกลการนำบุหรี่เถื่อนมาเป็นข้ออ้างไม่ให้ขึ้นภาษี ขอให้คณะรัฐมนตรี เห็นชอบอัตราภาษีบุหรี่ใหม่ที่คำนึงถึงสุขภาพและชีวิตของคนไทย โดยอัตราภาษีใหม่ควรเป็นอัตราเดียว และต้องทำให้ราคาบุหรี่ขายปลีกมีราคาสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน เพื่อสร้างเงื่อนไขที่จะทำให้คนเลิกสูบหรือสูบน้อยลง และป้องกันไม่ให้เด็ก เยาวชน เข้ามาเสพติดบุหรี่ เพราะการที่บุหรี่มีราคาถูกเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กและเยาวชนเข้ามาติดบุหรี่ โดยจะต้องทำควบคู่กับการออกนโยบายเพื่อจัดการบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องสุขภาพของคนไทยให้ปลอดภัยจากบุหรี่ และลดค่าใช้จ่ายทางสุขภาพจากโรคที่เกิดจากบุหรี่ของประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ระบบภาษีที่ใช้อยู่ในขณะนี้คือ เป็นระบบ 2 อัตรา คือ บุหรี่ที่มีราคาขายปลีกต่ำกว่าซองละ 60 บาท เก็บภาษี 20% และบุหรี่ที่มีราคาขายปลีกสูงกว่า 60 บาท เก็บภาษี 40% ซึ่งระบบภาษีนี้มีจุดอ่อนที่เปิดโอกาสให้บริษัทบุหรี่ลดราคาขายปลีกลงมาเท่ากับหรือต่ำกว่าซองละ 60 บาท เพื่อเสียภาษีน้อยลง ทำให้ราคาขายปลีกเฉลี่ยลดลง รัฐบาลเก็บภาษีได้ลดลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117152</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช, ปรับลดพิกัดอัตราขาเข้าสินค้าประเภทไวน์ สุรา และยาสูบ, ภาษีศุลกากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210919/image_big_6146cec3c79a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114636</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 16:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 16:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตะลึง ‘ผู้กำกับโจ้’ ทำคดีนำจับรถหรู 368 คัน ศุลกากรไม่ทราบได้ส่วนแบ่งเงินรางวัลเท่าใด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค. 2564 นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบ การครอบครองรถยนต์หรูของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล&amp;nbsp;(ผกก.โจ้)&amp;nbsp;ว่า ได้ผลการตรวจสอบเบื้องต้นตามข่าวที่ปรากฎว่า มีรถหรู รวมกว่า&amp;nbsp;29&amp;nbsp;คัน ในจำนวนนี้ เป็นรถที่แจ้งนำเข้า&amp;nbsp;5-6&amp;nbsp;คัน และเป็นรถที่ประมูลจากกรมศุลกากรจำนวน&amp;nbsp;2&amp;nbsp;คัน ส่วนที่เหลือเป็นรถที่ซื้อขายผ่ายตลาดตามปกติ ไม่ใช่รถแจ้งนำเข้าทั้งหมด โดยกรมศุลกากร จะประสานข้อมูลกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรมศุลกากรไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการส่งต่อข้อมูลทั้งหมดจากการตรวจสอบ จะดูว่ารถทั้งหมด เป็นรถนำเข้ากี่คัน ถูกต้องหรือไม่ และได้มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะผู้จับกุมหรือเป็นผู้ที่มาประมูลรถยนต์หรูกับกรมศุลกากรหรือไม่&amp;quot;&amp;nbsp;นายพชร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในช่วงปี&amp;nbsp;2554-2560&amp;nbsp;พ.ต.อ.ธิติสรรค์ เป็นเจ้าของสำนวนคดีนำจับรถหรูและรถทั่วไปรวม&amp;nbsp;368&amp;nbsp;คัน โดยขายทอดตลาดไปแล้ว&amp;nbsp;363&amp;nbsp;คัน เหลือ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;คัน ซึ่งตามระเบียบกรมศุลกากร เมื่อสิ้นสุดกระบวนการขายทอดตลาดแล้ว จะมีการแบ่งเงินค่ารางวัลนำ ตามพ.ร.บ.ศุลกากร ฉบับเดิมก่อนปี&amp;nbsp;2560&amp;nbsp;เป็นค่าสินบน&amp;nbsp;30%&amp;nbsp;และ เงินรางวัล&amp;nbsp;25%&amp;nbsp;และกฎหมายฉบับใหม่อัตรารางวัลที่ 20%&amp;nbsp;สินบน&amp;nbsp;20%&amp;nbsp;ต่อ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;คดีไม่เกิน&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี แม้ว่า พ.ต.อ.ธิติสรรค์ จะเป็นผู้นำส่งคดี แต่ในส่วนของเงินสินบน และเงินรางวัล ก็จะต้องแบ่งตามสัดส่วนของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในงานคดีทั้งหมด เช่น ชุดจับกุม ค่ารักษาดำเนินการต่าง ๆ ไม่ได้จัดสรรให้ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ เพียงผู้เดียว ซึ่งบอกไม่ได้ว่า เงินค่าสายใครเป็นผู้ได้รับบ้าง เนื่องจาก เป็นความลับทางราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลพบว่ารถหรู ทั้ง&amp;nbsp;368&amp;nbsp;คัน มีการเปิดราคาประมูลที่&amp;nbsp;500&amp;nbsp;ล้านบาท เฉพาะส่วนที่ขายทอดตลาด เป็นเงินประมาณ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;พันล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114636</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, ผู้กำกับโจ้, พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล (ผกก.โจ้), พชร อนันตศิลป์, รถยนต์หรู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_612601f0cb4c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114623</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 14:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 14:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แฉ &#039;ผู้กำกับโจ้&#039; รับเละ ค่าสินบนนำจับรถหรู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค.64 - นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรได้เข้าตรวจสอบกรณีที่ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ &amp;quot;ผู้กำกับโจ้&amp;quot; ครอบครองรถยนต์หรูต่างประเทศหลายคันว่า มีความเกี่ยวข้องกับกรมศุลกากรในด้านใดบ้าง ซึ่งเท่าที่ตรวจสอบพบว่า ในช่วงปี 2554-2560 ผู้กำกับโจ้ ซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจของรัฐได้เป็นเจ้าของสำนวนและนำส่งรถยนต์ที่ถูกจับกุมเนื่องจากกระทำผิดกฎหมายศุลกากรจำนวน 368 คันมาส่งมอบให้กรมศุลกากร โดยรถยนต์จำนวนดังกล่าวมีทั้งรถยนต์ทั่วไปกับรถยนต์หรู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เมื่อกรมศุลกากรได้รับการส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวแล้วก็ได้นำมาเปิดประมูลขายทอดตลาดในช่วงเวลาดังกล่าว โดยสามารถนำมาขายทอดตลาดได้จำนวน 353 คัน คิดเป็นเงินที่ได้รับจากการประมูลประมาณ 1 พันล้านบาท โดยเงินที่ได้จากการประมูลดังกล่าวจะถูกจัดสรรเป็นค่าสินบนนำจับ 30% และ รางวัล 25% ซึ่งผู้กำกับโจ้จะได้รับส่วนแบ่งจากเงินรางวัลตามสัดส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามกรมฯอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับกรณีนี้ เพื่อเตรียมส่งมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนคดีผกก.โจ้ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114623</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_61259b0c14fce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114520</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 16:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 16:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมศุลฯขีดเส้น 7 วันตรวจสอบรถยนต์หรู ‘ผู้กำกับโจ้’ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 สิงหาคม 2564&amp;nbsp; นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร ชี้แจงว่า กรณีที่ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล (ผกก.โจ้) ได้ครอบครองรถยนต์หรูจากต่างประเทศหลายคันนั้น อธิบดีกรมศุลกากร (นายพชร อนันตศิลป์) จึงมีข้อสั่งการให้หน่วยงานภายในของกรมศุลกากรเร่งตรวจสอบการนำเข้ารถยนต์ดังกล่าว ว่าถูกต้องหรือไม่ และได้มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะผู้จับกุมหรือเป็นผู้ที่มาประมูลรถยนต์หรูกับกรมศุลกากรหรือไม่ รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว ภายใน 7 วัน ทั้งนี้ กรมศุลกากรพร้อมที่จะประสานข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเต็มที่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114520</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, ผู้กำกับโจ้, รถยนต์หรู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_612611dfec5f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113045</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2021 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2021 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมศุลฯ จัดสรรห้องพัก เขตบางคอแหลม จัดทำศูนย์พักคอย 400 เตียงให้ กทม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ส.ค. 2564 นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร ให้การต้อนรับ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงการคลัง และนายอัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมคณะผู้บริหาร ที่เดินทางตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมของอาคารที่พักศูนย์ฝึกอบรมสถาบันวิทยาการศุลกากร &amp;nbsp;ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตบางคอแหลมโดยให้กรุงเทพมหานครใช้เป็นศูนย์พักคอยเพื่อรองรับผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) พบผู้ติดเชื้อ จำนวนมาก ที่ยังไม่ได้รับการรักษาเนื่องจากเตียงเต็ม ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วย เหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร กรมศุลกากรร่วมกับโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ได้จัดเตรียมอาคารที่พักของเจ้าหน้าที่จำนวน 100 ห้อง (400 เตียง) ปรับเปลี่ยนเป็นศูนย์พักคอย (Community Isolation) รองรับผู้ป่วย โดยได้เตรียมห้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) เพื่อให้แพทย์เฝ้าติดตามอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด พร้อมกับได้จัดหาเตียงนอน ชั้นเก็บของ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน ให้แก่ผู้ป่วยอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ &amp;nbsp;กรมศุลกากรได้เตรียมพื้นที่ในการจัดทำศูนย์พักคอยสำหรับเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 ไว้ที่อาคารสโมสร กรมศุลกากร คลองเตย ซึ่งกรมศุลกากรจะเป็นผู้ดูแลร่วมกับโรงพยาบาลวชิรพยาบาล &amp;nbsp;สำหรับการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น จะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้ อีกทั้งยังสนองนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ที่เน้นการให้ความช่วยเหลือ พี่น้องประชาชน เป็นสำคัญ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113045</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, ศูนย์พักคอย, เขตบางคอแหลม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210812/image_big_611484f56f3c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98792</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2021 15:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2021 15:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศุลกากรเปิดวิธีคำนวณราคาสินค้านำเข้าไม่เกิน1,500บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 เมษายน &amp;nbsp;2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมศุลกากรได้ชี้แจงกรณีที่มีการกระแสข่าวเกี่ยวกับการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ราคาของไม่เกิน 1,500 บาท ทำไมโดนจ่ายเงินเพิ่มอีก 500 บาท ว่า การประเมินค่าภาษีอากรของกรมศุลกากรดังกล่าวมีขั้นตอนที่ชัดเจนและเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติที่เป็นสากล ซึ่งสินค้าหรือพัสดุที่ขนส่งระหว่างประเทศสามารถแยกพิจารณา ได้เป็น 2 กรณี โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1. การส่งของทางไปรษณีย์ระหว่างประเทศผ่านบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะทำการตรวจเพื่อคัดแยกสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ที่ได้เปิดถุงแล้วออกเป็น 3 ประเภท และดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้แก่ ประเภทที่ 1. ของยกเว้นอากร คือของที่นำเข้าโดยทางไปรษณีย์ระหว่างประเทศ ซึ่งแต่ละรายมีราคารวมค่าขนส่งและค่าประกันภัยไม่เกิน 1,500 บาท ตามภาค 4 ประเภท 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 หรือตัวอย่างสินค้าที่ใช้ได้แต่เพียงเป็นตัวอย่าง และไม่มีราคาในทางการค้าตามภาค 4 ประเภท 14 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 และไม่เป็นของต้องห้ามต้องกำกัด ให้นำส่ง บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อนำจ่ายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเภทที่ 2. ของต้องชำระอากร คือของที่นำเข้าโดยทางไปรษณีย์ระหว่างประเทศ ซึ่งส่งจากผู้ส่งคนหนึ่งถึงผู้รับคนหนึ่งในคราวเดียวกัน หรือเข้ามาถึงพร้อมกัน ไม่ว่าจะมีจำนวนกี่หีบห่อ หากมีราคา FOB รวมกันไม่เกิน 40,000 บาท และไม่เป็นของต้องห้ามต้องกำกัดหรือของที่ต้องส่งตัวอย่างวิเคราะห์สินค้าก่อนปล่อย ให้พนักงานศุลกากรเปิดตรวจและประเมินอากร แล้วส่งมอบให้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อนำจ่ายให้ผู้รับและเรียกเก็บภาษีอากรแทนกรมศุลกากร และประเภทที่ 3. ของอื่น ๆ นอกจากประเภทที่ 1. และประเภทที่ 2. ให้ส่งมอบแก่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อส่งมอบเข้าเก็บรักษาในโรงพักสินค้า บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หรือส่งไปที่สำนักงาน/ด่านศุลกากร แล้วแต่กรณี เพื่อปฏิบัติพิธีการศุลกากรให้ถูกต้องครบถ้วนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การนำเข้าโดยผู้ประกอบการของเร่งด่วน (Express Consignment) ที่กรมศุลกากรจดทะเบียนให้เป็นผู้รับผิดชอบการขนส่งเข้ามาใน หรือนำออกไปนอกราชอาณาจักร โดยให้บริการกับผู้รับฝากแบบประตูถึงประตู (DOOR TO DOOR) และต้องดำเนินพิธีการศุลกากรตามที่กรมศุลกากรกำหนดแทนผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออก ผู้ประกอบการเร่งด่วน เช่น Fed Ex UPS DHL และ TNT เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสิ่งของเร่งด่วนที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ สามารถจัดแบ่งได้ 4 ประเภท ดังนี้ ของเร่งด่วนประเภทที่ 1. คือ เอกสารที่ไม่ต้องเสียอากร ตาม ภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 และไม่เป็นของต้องห้ามต้องกำกัด เนื่องจากสินค้าเป็นเอกสารซึ่งไม่ต้องเสียอากร จึงเพียงสำแดงข้อมูล รายละเอียดของสินค้า และประเภทพิกัด ตามชนิดของที่มีมูลค่ารวมมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ของเร่งด่วนประเภทที่ 2. คือ ของไม่ต้องเสียอากร หรือของที่ได้รับยกเว้นอากร โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 1.ของที่ไม่ต้องเสียอากรตามภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้าแห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 และไม่เป็นของต้องห้ามต้องกำกัด, 2.ของที่นำเข้าซึ่งแต่ละรายมีราคา CIF (Cost Insurance and Freight) ไม่เกิน 1,500 บาท ที่ได้รับยกเว้นอากร ตามประเภท 12 ภาค 4 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 และไม่เป็นของต้องห้ามต้องกำกัด และ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ตัวอย่างสินค้าที่ใช้ได้แต่เพียงเป็นตัวอย่างและไม่มีราคาในทางการค้าที่ได้รับยกเว้นอากรตามประเภท 14 ภาค 4 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 และไม่เป็นของต้องห้ามต้องกำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ วิธีคำนวณภาษี กรณีที่บัญชีราคาสินค้า (Invoice) ระบุรายละเอียดค่าประกันภัย (Insurance) และค่าขนส่งของ (Freight) ครบถ้วนแล้ว ก็ให้ใช้ราคาตามบัญชีราคาสินค้านั้น แต่ในกรณีที่ไม่มีรายละเอียดค่าประกันภัย (Insurance) และค่าขนส่งของ (Freight) ให้บวกค่าประกันภัยอีก 1% ของราคา FOB และให้คิดค่าขนส่งของโดยใช้อัตราเฉลี่ยค่าขนส่งของตาม ZONE ที่กรมศุลกากรอนุมัติให้ใช้สำหรับสินค้าเร่งด่วน และสำแดงข้อมูลรายละเอียดของสินค้า และประเภทพิกัด ตามชนิดของที่มีมูลค่ารวมมากที่สุดในใบตราส่งนั้น (HAWB)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ของเร่งด่วนประเภทที่ 3 คือ ของต้องเสียอากร ที่นำเข้าทางสนามบินศุลกากรโดยแต่ละใบตราส่งสินค้าทางอากาศ (House Air Waybill) มีราคา FOB (Free On Board) ไม่เกิน 40,000 บาท และไม่เป็นของต้องห้ามต้องกำกัด หรือของที่ได้รับยกเว้นอากรตามภาค 4 หรือของที่ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร หรือของที่ต้องส่งตัวอย่างวิเคราะห์สินค้าก่อนปล่อย ซึ่งวิธีคำนวณภาษี เนื่องจากฐานในการคำนวณภาษีขาเข้าต้องใช้ Term CIF ดังนั้น ฐานสำหรับการคำนวณภาษีต้องมี มูลค่าของสินค้าที่นำเข้า (Cost) ค่าประกันภัยสินค้า (Insurance) และค่าขนส่งของ (Freight)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีที่บัญชีราคาสินค้า (Invoice) ระบุรายละเอียดค่าประกันภัย (Insurance) และค่าขนส่งของ (Freight) ครบถ้วนแล้ว ก็ให้ใช้ราคาตามบัญชีราคาสินค้านั้น แต่ในกรณีที่ไม่มีรายละเอียด ค่าประกันภัย (Insurance) และค่าขนส่งของ (Freight) ให้บวกค่าประกันภัยอีก1% ของราคา FOB และให้คิดค่าขนส่งของโดยใช้อัตราเฉลี่ยค่าขนส่งของตาม ZONE ที่กรมศุลกากรอนุมัติให้ใช้สำหรับสินค้าเร่งด่วนเช่นเดียวกับสินค้าประเภทที่ 2 เมื่อได้ราคา CIF แล้วให้นำจำนวนนั้นมาคูณอัตราภาษีขาเข้า และนำราคา CIF มารวมกับจำนวนภาษีขาเข้าเพื่อเป็นฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม และคูณด้วยอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจะได้ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ จำนวนเงินที่ผู้นำเข้าต้องชำระให้กับทางกรมศุลกากร คือ ค่าภาษีขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม และสำแดงข้อมูลรายละเอียดของสินค้า และประเภทพิกัด ตามชนิดของที่มีอัตราอากรสูงสุดในใบตราส่งนั้น (HAWB)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ของเร่งด่วนประเภทที่ 4 คือ ของอื่น ๆ นอกจากของตามประเภทที่ 1 ประเภทที่ 2 และประเภทที่ 3 (ของต้องกำกัด หรือของที่ได้รับยกเว้นอากรตามภาค 4 หรือของที่ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร หรือของที่ต้องส่งตัวอย่างวิเคราะห์สินค้าก่อนปล่อย หรือของที่มีราคา FOB (Free On Board) เกิน 40,000 บาท) ซึ่งวิธีคำนวณภาษี ใช้ Term CIF ในการคำนวณภาษีขาเข้า ซึ่งหากกรณีที่บัญชีราคาสินค้า (Invoice) ไม่มีรายละเอียดค่าประกันภัย (Insurance) และค่าขนส่งของ (Freight) ให้บวกค่าประกันภัยอีก 1% ของราคา FOB และให้คิดค่าขนส่งของโดยใช้อัตราเฉลี่ยค่าขนส่งของตาม Full IATA Rate&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อได้ราคา CIF แล้วให้นำจำนวนนั้นมาคูณอัตราภาษีขาเข้า และนำราคา CIF มารวมกับจำนวนภาษีขาเข้าเพื่อเป็นฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม และคูณด้วยอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจะได้ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ จำนวนเงินที่ผู้นำเข้าต้องชำระให้กับทางกรมศุลกากร คือ ค่าภาษีขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98792</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, วิธีคำนวณราคาสินค้า, สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210408/image_big_606eb9090c9da.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96805</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2021 18:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2021 18:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังจี้กรมศุลฯหาวิธีรีดภาษีพัสดุต่างประเทศที่มีราคาไม่เกินชิ้นละ1,500บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21มี.ค.64 &amp;nbsp;นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ได้สั่งการให้กรมศุลกากรเร่งศึกษาแนวทางลดผลกระทบต่อเอสเอ็มอีไทยจากกรณีที่กรมศุลกากรยกเว้นการจัดเก็บภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ให้กับสินค้าที่มีการส่งพัสดุทางไปรษณีย์จากต่างประเทศ ที่มีราคาไม่เกินชิ้นละ 1,500 บาท เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้กับเอสเอ็มอี ผู้ผลิตสินค้าในประเทศกับสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ เพราะที่ผ่านมาสินค้าที่ผลิตจากเอสเอ็มอีไทยจะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นอัตโนมัติอยู่แล้ว แต่สินค้าที่สั่งนำเข้ามาทางไปรษณีย์จากต่างประเทศหากราคาไม่ถึงเกณฑ์ก็ได้รับการยกเว้นภาษีทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมาพบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคมีการสั่งสินค้านำเข้าทางไปรษณีย์จากต่างประเทศจำนวนมากขึ้น โดยส่วนใหญ่ซื้อราคาไม่ถึง 1,500 บาท ซึ่งได้รับการยกเว้นอากรนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นกรมศุลกากรกำลังศึกษาว่ามีช่องทางใดที่ทำได้บ้าง ในการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับสินค้าที่มีการส่งทางพัสดุมาจากต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน แต่ต้องไม่ให้เกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศ โดยเบื้องต้นอาจใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี หรือใช้กฎหมายภายในประเทศ เช่น กฎหมายกรมสรรพากร หรือกฎหมายสรรสามิตมาใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันมีจำนวนพัสดุที่มีการสั่งเข้ามาจากต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 35 ล้านกล่องต่อปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้มีประมาณ 24 ล้านกล่อง ที่มีมูลค่าสินค้าต่ำกว่า 1,500 บาท ซึ่งหากมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มประมาณ 700 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับกับรายได้ของกรมฯ ต่อปีที่เกือบ 1 แสนล้านบาท แต่ประเด็นสำคัญคือเป็นการช่วยเพิ่มความเท่าเทียมในการแข่งขันให้กับเอสเอ็มอีไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างโอกาสการแข่งขันให้ร้านค้า และผู้ผลิตสินค้าในไทย ให้มีโอกาสจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มขึ้น หลังจากที่ผ่านมาพบว่าคนไทยนิยมสั่งซื้อสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศ และให้ส่งเข้ามาทางไปรษณีย์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากมีต้นทุนราคาถูกกว่า อีกทั้งยังไม่ต้องเสียภาษี จนทำให้ร้านค้าปลีก ร้านค้าส่งในประเทศได้รับผลกระทบ จนต้องปิดกิจการไปจำนวนมาก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96805</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, พชร อนันตศิลป์, รีดภาษีพัสดุต่างประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210321/image_big_6057316824c92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
