<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111109</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2021 07:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2021 07:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส.-สช.-อว.-สมาพันธ์นิสัตนักศึกษานานาชาติฯ เปิดเวทีตีแผ่ปัญหา PM2.5</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2564 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสมาพันธ์นิสัตนักศึกษานานาชาติแห่งประเทศไทย (International Federation of Medical Students&amp;#39; Associations : IFMSA) จัดงานประกาศผลการตัดสินการประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 ภายใต้โครงการ Thailand Youth Policy Initiative (TYPI) โดยมีเยาวชนและวัยทำงาน อายุ 16-30 ปี รวมกลุ่มจากสาขาต่างๆ 5 คนต่อทีม ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดรวม 30 ผลงาน โดยผู้ได้รับรางวัล Best Innovation ได้แก่ ทีม People Matter (PM 4.0) ผลงานแพลตฟอร์มดิจิทัลสาธารณะ เพื่อการจัดการมาตรการ PM2.5 แบบชี้เป้า สร้างระบบกลไกการทำงานที่ตอบโจทย์บริบทของพื้นที่ ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;นโยบายสะท้อนเสียงประชาชนมากที่สุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM2.5 เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่าง กรุงเทพฯ เนื่องจากมีการก่อสร้างพัฒนาเมืองตลอดเวลา รวมถึงการเผาไหม้ของรถบนท้องถนน จากข้อมูลการประมาณการณ์ความเสียหายจากฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน ปี 2563 พบว่า กรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจกว่า 3 หมื่นล้านบาท ทั้งค่าเสียโอกาสด้านสุขภาพ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเครื่องฟอกอากาศ ค่าเสียโอกาสด้านการท่องเที่ยว และค่าเสียโอกาสของภาคธุรกิจ การประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งนี้ ผู้ที่ส่งผลงานเข้าประกวดทุกคน ถือเป็นกำลังสำคัญในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัลจะได้รับโอกาสต่อยอดผลงานถูกนำไปใช้งานได้จริง และขยายผลต่อไปในวงกว้างมากยิ่งขึ้น เพื่อเร่งแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่ต้นเหตุ เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนได้ในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า โครงการฯ นี้ จะทำให้มีนโยบายสาธารณะที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่สะท้อนให้เห็นว่านโยบายสาธารณะไม่จำเป็นต้องเกิดจากการคิดของนักนโยบายของหน่วยงานราชการเท่านั้น แต่อาจมาจากกลุ่มคนในวัยที่หลากหลายที่มีความเชี่ยวชาญต่างสาขากัน ปัญหาฝุ่น PM2.5 มีแหล่งกำเนิดมาจากทั้งในเขตชนบท ในเขตเมือง ซึ่งอาจเกิดจากการเผาวัสดุทางการเกษตรเป็นวิถีชีวิต และแหล่งกำเนิดที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน การพัฒนานโยบายสาธารณะต้องพิจารณาทั้งสังคม เทคโนโลยี เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม กฎหมายระเบียบ ความเป็นอยู่ ความสัมพันธ์ของคน ศิลปะ วัฒนธรรมประเพณีของพื้นที่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกกำหนดค่ามาตรฐานของฝุ่น PM2.5 ที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ปลอดภัยต่อสุขภาพอยู่ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ในประเทศไทยกลับพบฝุ่น PM2.5 ที่ 50-68 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถือว่ามากกว่ามาตรฐานเกือบ 2 เท่าตัว กลายเป็นปัญหามลพิษทางอากาศต้นเหตุสำคัญทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคระบบทางเดินทางใจ สสส. ตระหนักถึงผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 มุ่งขับเคลื่อนการทำงานตั้งแต่ระดับพื้นที่ไปจนถึงระดับนโยบายเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้&amp;nbsp; การแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ต้องเร่งแก้ไขแบบองค์รวม ทั้งการปลูกจิตสำนึกส่วนบุคคล การสร้างความสัมพันธ์แบบมีส่วนร่วมของคนในสังคม เพื่อร่วมแก้ปัญหา ไม่ใช่เป็นการออกกฎ ระเบียบบังคับใช้เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวอีกว่า สสส. สนับสนุนการสร้างเมล็ดพันธุ์นักนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพจากพลังคนรุ่นใหม่ที่สำคัญของประเทศ เพื่อพัฒนานวัตกรรมให้เป็นรูปธรรม และขยายผลไปสู่การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ที่ผ่านมา สสส. แก้ปัญหาฝุ่นควันภายใต้แนวคิด 3 ข. คือ 1.เขย่า คิดนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น นวัตกรรมธงสุขภาพ สีฟ้า เขียว เหลือง ส้ม แดง ใช้คู่กับเครื่องวัดค่าฝุ่น แจ้งเตือนให้คนในพื้นที่รู้ระดับคุณภาพอากาศ ดำเนินการใน 17 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งลดเสี่ยงต่อสุขภาพ 2.ขยับ นำสิ่งใหม่ที่คิดไปปรับใช้จริงตามบริบทของแต่ละพื้นที่และ 3.เขยื้อน ขยายผลจากระดับปัจเจกหรือระดับพื้นที่ นำไปสู่การผลักดันนโยบายเพื่อการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเร่งด่วน โดย สสส. ร่วมกับสภาลมหายใจ 8 จังหวัดภาคเหนือ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมทำงานอย่างทุ่มเท สามารถแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดความร่วมมือและเปลี่ยนแปลงค่านิยมในระดับภูมิภาค ทั้งนี้ หากทุกพื้นที่นำแนวคิด 3 ข. ไปปฏิบัติได้สำเร็จสามารถแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมถึงปัญหาสุขภาพอื่นๆ ในพื้นที่ได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวนิศรา ปานช้าง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้แทนทีม People Matter (PM 4.0) กล่าวว่า ผลงานแพลตฟอร์มดิจิทัลสาธารณะ เพื่อการจัดการมาตรการ PM2.5 แบบชี้เป้า มีแนวคิดทำให้นโยบายสะท้อนเสียงประชาชนมากที่สุด เพื่อลดช่องว่าง และเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐและประชาชน ผ่านกลไกการทำงานที่ให้สื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันมากขึ้น เพื่อเอื้อให้เกิดการออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์บริบทพื้นที่และความต้องการของประชาชนมากขึ้น โดยแพลตฟอร์มออกแบบให้มี 3 คุณลักษณะ คือ 1.ชุดดัชนีนโยบายและมาตรการที่เข้ากับบริบทเฉพาะพื้นที่กับข้อมูลเปิดสาธารณะด้านคุณภาพอากาศ 2.ระบบติดตามการกำเนินนโยบายและมาตรการของภาครัฐ และ 3.พื้นที่สร้างการส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งทั้ง 3 คุณลักษณะนั้นออกแบบให้เชื่อมโยงและทำงานเกื้อหนุนกันอย่างเป็นวงจรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การออกแบบนโยบายและการนำไปปฏิบัตินั้นสอดคล้องกับบริบทและเงื่อนไขเฉพาะแต่ละพื้นที่มากที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการมอบรางวัลชนะเลิศ 3 รางวัล ได้แก่ 1.ทีม Dustappear ผลงานศูนย์บริหารสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (ศบฝ.) และแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;ไทยสู้ฝุ่น&amp;rdquo; ตั้งตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Mandatory carbon market) และภาษี Green Area 2.ทีม Airtopia ผลงาน PM2.5 Smart Tracking จัดสรรสิทธิ (PM2.5 เครดิต) ใช้ลดภาษี 3. ทีมทางของฝุ่น ผลงาน Inclusive sustainable area development แนวทางการสร้างพื้นที่สีเขียวในชุมชนเมือง และรางวัลชมเชย 26 รางวัล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111109</URL_LINK>
                <HASHTAG>Airtopia, Dustappear, Inclusive sustainable area development, International Federation of Medical Students&#039; Associations : IFMSA, People Matter, PM 4.0, PM2.5, PM2.5 Smart Tracking, PM2.5 แบบชี้เป้า, Thailand Youth Policy Initiative (TYPI), TYPI, กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, การประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5, การสร้างเมล็ดพันธุ์นักนวัตกรรม, คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม, ทางของฝุ่น, นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ, นางสาวนิศรา ปานช้าง, นโยบายสะท้อนเสียงประชาชนมากที่สุด, ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์, ศูนย์บริหารสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (ศบฝ.), สมาพันธ์นิสัตนักศึกษานานาชาติแห่งประเทศไทย, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), ไทยสู้ฝุ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210726/image_big_60fdfdb854d85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77106</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2020 08:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2020 08:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พลภูมิ&#039;จี้รัฐบาลเร่งจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ-ผู้พิการซัดบริหารงบล้มเหลวข้องใจถังแตก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 ก.ย.63 - นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทยกล่าวถึงกรณีที่เฟซบุ๊กของกรมบัญชีกลาง ออกประกาศเรื่องการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเบี้ยความพิการ โดยระบุว่า งบประมาณที่จะนำมาจ่ายของเดือนกันยายน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ สถ.มีงบประมาณไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องเลื่อนจ่ายไปก่อนว่า กรณีที่เกิดขึ้นสะท้อนความล้มเหลวในการบริหารจัดการงบประมาณของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งๆที่งบประมาณในส่วนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้สูงอายุและผู้พิการที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤติ-19 หลายครอบครัวใช้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยผู้พิการในการประทังชีวิต เพราะไม่มีรายได้ ดังนั้นกรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอเรียกร้องให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งจัดสรรงบประมาณเพื่อจ่ายให้กับผู้สูงอายุและผู้พิการที่มีอยู่กว่า 9 ล้านรายโดยเร็ว เพราะเขาเหล่านี้เดือดร้อน จะอยู่ จะกิน จะใช้ชีวิตอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่าทั้งรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องล้มเหลวในการบริหารจัดการงบประมาณไม่จัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณ ซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน และขอตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลถังแตกหรือไม่&amp;quot;นายพลภูมิ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77106</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, พลภูมิ  วิภัติภูมิประเทศ, เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190711/image_big_5d271aae3e2c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21016</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2018 15:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2018 15:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เยียวยาหลังพัฒนาอีอีซี ภารกิจจัดการปัญหาท้องถิ่น( สถานีอีอีซี)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เยียวยาหลังพัฒนาอีอีซี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภารกิจจัดการปัญหาท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โครงการพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ถือว่าเป็นเมกะโปรเจ็กต์ของประเทศชาติในยุคปัจจุบันนี้ เพราะนอกจากจะเป็นการพัฒนาพื้นที่แล้ว ยังช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ สินค้า การลงทุน บุคลากร อาชี การศึกษา และอีกหลาย ๆ ด้านให้ก้าวหน้าไปพร้อมกัน ทั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของประเทศ ที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันสนับสนุนให้เกิดอีอีซีอย่างเป็นรูปธรรม และต่อยอดให้กลายเป็นโครงการต้นแบบของไทยให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;จึงไม่แปลกที่อีอีซี จะได้รับความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วน ไม่ใช่แค่ฝ่ายรัฐบาลอย่างเดียว แต่ก็ยังมีเอกชนที่ยื่นมือเข้ามาช่วย สถานบันวิจัย สถาบันการศึกษา รวมถึงองค์กรขนาดย่อมอีกหลายแห่ง ที่มั่นใจ และพร้อมก้าวไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ซึ่งอย่างที่กล่าวมาข้างต้นว่า อีอีซี ไม่ใช่แค่พัฒนาด้านใดด้านหนึ่ง แต่พัฒนาทุก ๆ อย่างยึดโยงกัน จึงต้องการผู้ที่เข้ามาดูแลจากหลาย ๆ หน่วยงานเช่นกัน อย่างที่ผ่านมาชัดเจนก็คือ กระทรวงอุตสาหกรรม ที่รับหน้าที่หลักจะเข้ามาเป็นแกนนำในการพัฒนาเรื่องอีอีซี เพราะเป็นหน่วยงานที่ดูแลคอบคลุมเรื่องการลงทุน รูปแบบอุตสาหกรรม การสนับสนุน และกำกับ ติดตาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;แต่ก็ยังมีหน่วยงานอื่น ๆ ที่เข้ามามีบทบาท อย่างเช่น กระทรวงการคลัง ที่จะต้องทำการพิจารณางบประมาณ หรือโครงการที่ต้องใช้งบ ซึ่งเป็นหน้าที่หลังของกระทรวงอยู่และ กระทรวงพลังงาน ที่จะต้องวางแผนจัดการการใช้พลังงานในพื้นที่ และกำกับไม่ให้เกิดความซับซ้อน และสนับสนุนให้มีการแข่งขันอย่างเท่าเทียมกัน หรือหน่วยงานอย่างเช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;และก็ยังมีอีกหลายหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เข้าไปร่วมการพัฒนาอีอีซี ทั้งนี้ ก็มีอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญเช่นกัน ในการที่จะเข้าไปดูแลกำกับ และส่งเสริมทำให้การพัฒนาพื้นที่ดำเนินไปอย่างมีศักยภาพที่ดี นั่งก็คือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) ภายใต้กำกับกระทรวงมหาดไทย ที่ก็มีบทบาทจะเข้ามาสนับสนุนอีอีซีอีกหน่วยงานหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โดยพันธกิจหลักของกรมฯ ส่วนใหญ่ก็เป็นการเข้าไปดูแลคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ การศึกษา สิ่งแวดล้อม ที่มีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งผู้ที่จะมาให้ข้อมูลความร่วมมือของ สถ. ได้อย่างละเอียด ก็คงต้องเป็นคนที่ควบคุมดูแลหน่วยงานอย่างเช่น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) เพียงผู้เดียว ถึงจะได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและเข้มข้นที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;มุมมองการพัฒนาอีอีซี ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ส่วนตัวเห็นว่าโครงการดังกล่าวถือว่าเป็นโครงการที่ดีอยู่แล้ว เพราะภาครัฐเองก็ต้องมีการศึกษาออกมาแล้วว่ามีความเหมาะสม ด้วยศักยภาพของพื้นที่ที่เดิมก็ดีอยู่แล้ว แต่ได้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเข้าไปเพิ่มก็จะเป็นจุดยุทธศาสตร์ของประเทศได้ อย่างเช่นในเรื่องของการขนส่ง ก็มีทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ และยังเป็นจุดที่ใกล้พอที่จะรองรับการกระจายตัวของเศรษฐกิจของเมืองหลักอย่างกรุงเทพมหานครได้ด้วย ซึ่งบริษัทที่จะเข้ามาลงทุนก็ไม่น่ามีปัญหาแครงใจมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภารกิจหลักของกรมฯ ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีหน้าที่กำกับดูแลคล้ายกันกับการเข้าไปดูแลในพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งจะต้องคำนึงถึงคนในท้องถิ่นเป็นอันดับแรก หนึ่งคือต้องตอบคำถามให้ได้ว่าหากมีการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวแล้ว คนในท้องถิ่นจะได้อะไรบ้าง และหากในอนาคตพื้นที่ได้รับความนิยม มีการแห่แหนเข้าไปทำธุรกิจกันมากขึ้น มีปริมาณคนเข้าไปในพื้นที่เยอะขึ้น ทั้งต่างชาติ ต่างด้าว แรงงานไทยเองด้วย จะมีการจัดการและบริหารอย่างไร รวมถึงด้านการพัฒนาถนน ทางเดินรถ เพื่อให้สะดวกต่อการคมนาคมจะต้องมีการวางแนวทางไปอย่างไรด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทั้งนี้ทางกรมจะต้องคิดแนวทางต่าง ๆ ดังกล่าวออกมาเพื่อเตรียมนำเสนอรัฐบาลในการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่ โดยในเรื่องดูแลคนต่างชาติ หรือคนต่างด้าวที่เข้าไปทำงานในพื้นที่นั้น ก็ต้องดูสิทธิ์สนับสนุนในด้านอื่น ๆ เพิ่มขึ้นทั้งเรื่องของการรักษาพยาบาล การให้สิทธิ์ลูกหลายได้เรียนโรงเรียนในพื้นที่ และสนับสนุนค่าใช้จ่ายรายหัว เพื่อซื้ออุปกรณ์การเรียน อาหาร ต่าง ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ในอนาคตคนจะเข้าไปในพื้นที่เพิ่มอีกเป็นแสน เป็นล้านคน ระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคจะต้องเตรียมให้พร้อม สนามบินหรือระบบคมนาคมก็ต้องสะดวกสบาย รวมถึงอุตสาหกรรมภาคบริการที่จะสามารถผลิตบุคลากรให้ทันใช้งานในอนาคต&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขณะเดียวกันถ้าจะให้ท้องถิ่นได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น การศึกษาก็ต้องเข้าไปลงทุน เพื่อให้เกิดการพัฒนาในอนาคต ทั้งคน แรงงาน โดยอาศัยความร่วมมือจาก &amp;rdquo;ประชารัฐ&amp;rdquo; ให้โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาสามารถเข้าไปพัฒนาเด็ก และคนในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่ เพื่อรองรับความเจริญในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;จุดยุทธศาสตร์อีอีซี ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พื้นที่อีอีซี เป็นพื้นที่ที่ติดขอบชายแดน ส่งผลให้เป็นจุดที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาเป็นที่สุด เพราะธุรกิจและกิจการที่อยู่ในพื้นที่ก็สามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างสะดวก รวมถึงส่งออกไปยังประเทศใกล้เคียงได้ด้วย แต่สิ่งที่ต้องคิดต้องทำต่อจากนี้คือ การทำการศึกษาตลาด และความต้องการของลูกค้า ว่าเป็นอย่างไรเพื่อให้การผลิตสินค้าและส่งออกเป็นไปได้อย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;แต่ในอีอีซีเองก็ยังมีผลกระทบเช่นกันถึงจะเป็นจุดยุทธศาสตร์ของประเทศ เพราะการพัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม จะต้องมีคนเพิ่มขึ้น สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรถูกใช้ไปมากขึ้น ความปลอดภัยก็จะลดลง ขยะเพิ่ม น้ำเน่าเสียเพิ่ม อากาศแย่ลง หรือแม้แต่กระทั่งราคาอาหารและค่าครองชีพที่จะสูงขึ้นตามมา ซึ่งในส่วนนี้เองก็เป็นการบ้านที่รัฐบาลจะต้องคิด และร่วมมือกับส่วนท้องถิ่น เพื่อช่วยเหลือและควบคุมดูแล ต้องมีการนำข้อกฎหมายมากำหนดใช้ให้เข้มข้นขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;เราเป็นห่วงความรู้สึกของคนนพื้นที่มากที่สุด หากการเข้าไปใช้พื้นที่ของรัฐบาลแต่ไม่สามารถสร้างความสุขและความพึงพอใจให้กับคนในพื้นที่ได้ ก็จะไม่ถือว่าประสบความสำเร็จ ซึ่งรัฐก็จะมีหน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือการทำให้คนในท้องถิ่นได้รับประโยชน์สูงสุด หลังจากการคนพวกนั้นอนุญาติให้เข้าไปใช้ศักยภาพของพื้นที่และใช้สิ่งแวดล้อมของพื้นที่เพื่อพัฒนาอีอีซี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม ? &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ต้องยอมรับว่าเมื่อมีการเติบโตของชุมชน สิ่งที่จะตามมาก็คือขยะ ดังนั้นจึงต้องมีการจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ทางกรมก็มีแผนออกมารองรับเบื้องต้นแล้ว ในขณะที่อีอีซียังไม่สมบูรณ์ 100% ซึ่งต้องเริ่มจากการสร้างจิตสำนึกที่ดี สร้างวินัย พัฒนาคนในพื้นที่ให้รู้จักวิธีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยยึดอาศัยหลักการ 3R หรือ Reduce(รีดิวซ์) คือการลดการใช้ การบริโภคทรัพยากรที่ไม่จำเป็นลง Reuse (รียูส) คือการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด โดยการนำสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ มาใช้ซ้ำ และ Recycle(รีไซเคิล) เป็นการนำหรือเลือกใช้ทรัพยกรที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เป็นการลดทรัพยากรธรรมชาติที่จะต้องนำมาผลิตเป็นการนำของที่มีอยู่แล้วมารีไซเคิล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โดยจะต้องได้รับความร่วมมือจากคนในท้องถิ่น ซึ่งภายในปี 2562 นี้ ทางกรมจะร่วมมือกับท่องถิ่น และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก(อบก.) ในการเร่งเครื่องให้มีการพัฒนาเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และจัดทำถังขยะเปียกในครัวเรือน เพื่อให้เป็นการคัดแยกขยะอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงอาจจะมีโครงการที่จูงในให้เข้าร่วมอย่างการมอบรางวัล หรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อประชาสัมพันธ์อย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าในสมัยอดีตยังไม่มีการจัดกการหรือวิธีการกำจัดขยะอย่างมีประสิทธิภาพ มีเพียงการฝังกลบ เผา หรือกองทิ้ง จึงสร้างปัญหาให้กับพื้นที่ คนในชุมชน และสภาพแวดล้อมที่ถูกเบียดเบียนจากขยะ แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัจจุบันนี้มีการกำจัดขยะในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย โดยวิธีที่มีประสิทธิภาพ สร้างประโยชน์ และรายได้ให้เพิ่มขึ้นจากขยะ หนึ่งในนั้นคือการพัฒนาโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะ หรือโรงกำจัดขยะเพื่อนำไปผลิตไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ซึ่งในอนาคตจะเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสนับสนุนให้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย เพราะนอกจากจะเป็นการบริหารจัดการขยะที่ปลายทางที่ได้ผลแล้ว ยังก่อให้เกิดการลงทุนในประเทศเพื่อขึ้นอีกด้วย ซึ่งปัญหาขยะนั้น ไม่ใช่จะมีแต่ในพื้นที่อีอีซี แต่ยังครอบคลุมไปพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศไทยด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;324 ภูเขาขยะ จากทั้งหมด 76 จังหวัดที่เป็นปัญหาให้กับพื้นที่นั่น ๆ อยู่ตอนนี้ เพราะเป็นขยะที่ถูกสะสมมานาน วิธีการเดิม ๆ คือการเผา ก็จะมีคำถามว่าจะทำอย่างไรให้หมด ซึ่งก็ไม่มีใครออกมาให้คำตอบได้ เพราะหากต้องเผาก็จะต้องเป็นไปตามหลักวิชาการ แต่ทำไมเมื่อจะเผาแล้ว ไม่นำขยะที่พอจะสร้างคุณค่าได้มาพัฒนาตามวิธีการของโรงไฟฟ้าขยะ ภูเขาขยะทั่วประเทศทั้งหมด หากเปลี่ยนเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าจะได้อยู่ที่ 800 เมกะวัตต์ ซึ่งถือว่าเป็นกำลังไฟฟ้าที่สูง เมื่อเทียบกับปัญหาขยะที่จะลดลงไป และภายใน 3 ปี คนในพื้นที่นั่น ๆ จะไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่รบกวน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โดยในการวางนโยบายนั้น จะต้องเอาข้อมูลของภูเขาขยะทั้งหมดไปศึกษา เพื่อกำหนดจุดตั้งโรงงาน และเปิดจุดรับซื้อไฟฟ้าในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาลงทุน และไม่ต้องกลัวที่จะไม่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะขยะเกิดขึ้นทุกวัน ในส่วนของเอกชนเองหากจะเข้ามาลงทุนแล้ว ก็ต้องวางแผนมาก่อนว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ มีการการันตีระยะยาวว่าจะสามารถทำได้ในรูปแบบใด ระยะเวลาเท่าไหร่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ซึ่งเรื่องนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีนโยบาย แต่ไม่ควรกำหนดระยะเวลา ว่าจะต้องเกิดเมื่อไหร่ เพราะเราต้องเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นบริหารจัดการเอง ซึ่งในทางปฏิบัติเองก็ยอมรับว่าจะเกิดขึ้นได้ยาก เพราะว่าเรื่องนี้ไม่เคยมีใครคิดให้เกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้นกฏระเบียบจึงไม่ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;เราไม่เคยมีใครคิดว่าจะบริการจัดการขยะอย่างไรในยุคก่อน ๆ ที่ผ่านมา แต่ในยุคของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผลักดันให้เรื่องนี้ขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ แต่เรื่องที่ไม่เคยทำมาก่อนจึงมีแต่อุปสรรค กว่าจะดำเนินการวางกฎระเบียบ แก้ไขกฎหมายให้ออกมาได้ ก็ใช้เวลานานหลายปี เพราะเราเป็นประเทศที่รัฐบาลกลางเข้มแข็ง กฎหมายหรือการทำงานร่วมกับเอกชนจึงถูกจำกัดมาโดยตลอด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;และเมื่อกฎหมายการจัดการขยะแล้วเสร็จเมื่อปี 2560 ก็สามารถดำเนินการมาได้ไม่นาน ก็ยังมามาติดมุมมองของคนที่ยกร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี) อีก เพราะว่าโรงกำจัดขยะ มีการผลิตพลังงานไฟฟ้าออกมาด้วย เลยต้องถูกบัญญัติลงไปในแผนพีดีพี แต่เพราะนโยบายของประเทศไทย จะให้ความสำคัญกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหลักอย่างเช่นก๊าซธรรมชาติ น้ำ แต่รับนโยบายไฟฟ้าจากขยะยังน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ถึงจะมองว่าพลังงานหลักจะมีความปลอดภัยกว่า แต่ก็ต้องชี้ให้เห็นว่าการกำจัดขยะ ช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม โลกร้อน โรคระบายที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ และพัฒนาชีวิตการเป็นอยู่ของคน และที่สำคัญที่สุดคือแก้ทางตัน เนื่องจากประเทศไทยไม่มีพื้นที่จะไปขยายเพื่อรองรับขยะแล้ว จึงเกิดปัญหาคนประท้วงตามบ่อขยะอื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่ทิ้งมานาน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ทนไม่ไหว คนมีความคาดหวังสูงก็จะไม่อยากยอมรับอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ณัฐวัฒน์ หาญกล้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21016</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงอุตสาหกรรม, ชุมชน, อีอีซี, เมกะโปรเจ็กต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181030/image_big_5bd8126a1b43f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11547</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มท.ตื่นสางโกงงบเด็กใน7วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ประชาชนสนใจข่าวโกงอาหารกลางวันเด็กมากสุด ไม่เชื่อรัฐบาลแก้ทุจริตได้ มท.ตั้ง คกก.ขับเคลื่อนสางปัญหาใน 7 วัน ดันนักโภชนาการตำบลละ 1คน เด้ง ผอ.รร.อนุบาลขอนแก่น เซ่นข้าวมันวิญญาณไก่ &amp;nbsp;คสช.หนุน ป.ป.ท.สอบสร้างฝายชะลอน้ำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง &amp;ldquo;ข่าวการทุจริต&amp;rdquo; จำนวนทั้งสิ้น 1,122 คน ระหว่างวันที่ 12-16 มิ.ย.2561 เนื่องจากข่าวการทุจริตในช่วงนี้มีหลายคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ทั้งการทุจริตในแวดวงราชการ หรือวงการสงฆ์ ต่างชี้ให้เห็นถึงปัญหาสำคัญที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมานาน และยังคงมีให้เห็นอยู่เสมอ สรุปผลได้ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.&amp;quot;5 อันดับ&amp;quot; ข่าวการทุจริตที่ประชาชนสนใจมากที่สุด พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 42.03 ระบุอาหารกลางวันเด็กนักเรียน, อันดับ 2 ร้อยละ 40.00 เงินทอนวัด, อันดับ 3 ร้อยละ 37.00 เงินคนจน เบี้ยผู้สูงอายุ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง, อันดับ 4 ร้อยละ 21.06 การใช้งบประมาณแผ่นดินของรัฐบาล งบโครงการต่างๆ และอันดับ 5 ร้อยละ 20.68 การทุจริตต่างๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ เช่น คุรุภัณฑ์ นมโรงเรียน กองทุนเสมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ประชาชนคิดว่า &amp;ldquo;สาเหตุการทุจริต&amp;rdquo; คือ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 68.35 ระบุกิเลส โลภ ละโมบ ความเห็นแก่ตัว, อันดับ 2 ร้อยละ 28.42 ระบบการตรวจสอบมีช่องโหว่ ไม่รัดกุม เจ้าหน้าที่รู้เห็นเป็นใจ, อันดับ 3 ร้อยละ 19.30 ไม่เกรงกลัวกฎหมาย บทลงโทษไม่รุนแรง, &amp;nbsp;อันดับ 4 ร้อยละ 17.11 สังคมเปลี่ยนแปลง มีสิ่งยั่วยุมากขึ้น ค่านิยมผิดๆ, อันดับ 5 ร้อยละ 14.83 เงินเดือนน้อย เศรษฐกิจไม่ดี เงินไม่พอใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ประชาชนคิดว่าควรจะมี &amp;ldquo;วิธีการป้องกันการทุจริต&amp;rdquo; คือ พบว่าอันดับ 1 ร้อยละ 45.79 ระบุปลูกฝังค่านิยม เน้นความซื่อสัตย์ จิตสำนึกที่ดี จะช่วยป้องกันการทุจริตได้, อันดับ 2 ร้อยละ 38.81 กฎหมายต้องใช้ได้จริง ไม่สองมาตรฐาน บทลงโทษรุนแรงสามารถป้องกันได้, &amp;nbsp;อันดับ 3 ร้อยละ 31.21 มีมาตรการป้องกันและระบบการตรวจสอบที่รัดกุม, อันดับ 4 ร้อยละ 21.77 ทุกคนทุกฝ่ายต้องช่วยกัน สอดส่องดูแล เป็นหูเป็นตา และอันดับ 5 ร้อยละ 13.24 นักการเมือง ข้าราชการ ผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ประชาชนคิดว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาทุจริตในปัจจุบันได้หรือไม่ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 47.50 ระบุแก้ไขไม่ได้ เพราะการทุจริตเกิดขึ้นมานาน และมีอยู่ทุกวงการ แก้ไขได้ยาก สังคมเสื่อมโทรม คนมีค่านิยมในทางที่ผิด มีตัวอย่างที่ไม่ดีให้เห็น ผู้มีอำนาจมีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง ดำเนินคดีได้ยาก ฯลฯ, อันดับ 2 ร้อยละ 32.54 ไม่แน่ใจ เพราะปัญหาการทุจริตมีทุกที่ มีทั้งที่แก้ไขได้และไม่ได้ อาจดูแลไม่ทั่วถึง ต้องใช้เวลานาน รอติดตามการทำงานต่อไป ฯลฯ, อันดับ 3 ร้อยละ 19.96 แก้ไขได้ เพราะรัฐบาลมีอำนาจเด็ดขาด หากตั้งใจจริงก็สามารถทำได้ ที่ผ่านมามีผลงานการปราบปรามการทุจริตให้เห็น ถ้ามีมาตรการเด็ดขาดกวาดล้างอย่างจริงจัง น่าจะทำให้การทุจริตลดลงได้ ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.ประชาชนได้ &amp;quot;บทเรียน&amp;quot; อะไร? จากข่าวทุจริต ณ วันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 51.87 ระบุเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย ฝังรากลึก แก้ไขได้ยาก, อันดับ 2 ร้อยละ 33.38 การบังคับใช้กฎหมายยังอ่อนแอ ไม่รุนแรง, อันดับ 3 ร้อยละ 27.07 การทุจริตเกิดขึ้นได้ทุกวงการ ทุกฝ่ายต้องหันมาช่วยกันแก้ไข, อันดับ 4 ร้อยละ 20.53 ทำให้ภาพลักษณ์วงการราชการเสื่อมเสีย ถดถอย และอันดับ 5 ร้อยละ 17.87 คนขาดคุณธรรมจริยธรรม ต้องเร่งสร้างจิตสำนึก
ตั้งกก.แก้อาหารกลางวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงแรมอเล็กซานเดอร์ กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) กระทรวงมหาดไทย กล่าวในงานเสวนาทางวิชาการเรื่อง &amp;ldquo;การบริหารจัดการอาหารกลางวันนักเรียนให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพ&amp;rdquo; มีบุคลากรทางการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กว่า 400 คนเข้ารับฟังว่า การกินอาหารไม่ดีทำให้เซลล์สมองของเด็กไม่เจริญเติบโต โดยเฉพาะช่วงวัย 0-5 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญของชีวิต จึงอยากให้ทุกโรงเรียนของ อปท. หรือโรงเรียนในสังกัดกระทรวงของศึกษาธิการ เข้ามาเป็นสมาชิกของไทยสคูลลันช์ ซึ่งเป็นโปรแกรมใช้จัดสำรับอาหารกลางวันในการช่วยอำนวยความสะดวกให้โรงเรียน วางแผนและบริหารจัดการงบประมาณค่าอาหารกลางวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง อปท.จำเป็นที่จะต้องหานักโภชนาการมาประจำแต่ละจังหวัด เช่น อำเภอละ 1 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ภายหลังเกิดเรื่อง ทางกรมได้ตั้งคณะกรรมการไปสุ่มตรวจการจัดซื้ออาหารของโรงเรียนเด็กว่ามีคุณภาพหรือไม่ ขณะที่เรื่องงบประมาณยืนยันไม่มีความล่าช้า หากในพื้นที่ทำตามกฎวางกติกาไว้ล่วงหน้าจะดำเนินสำเร็จโดยเร็ว ซึ่งเรื่องขนมจีนคลุกน้ำปลาถือเป็นคุณูปการของสังคมไทย โดยจะไม่เป็นเพียงไฟไหม้ฟาง ทางกรมตระหนักดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็ก ถูกผู้ใหญ่โกง เป็นเรื่องที่รอช้าไม่ได้ จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วม แนะนำรายการอาหาร ช่วยทำอาหาร เข้าไปกำกับดูแลตรวจสอบลูกหลานในทุกโรงเรียนว่าอาหารที่ได้รับมีความถูกต้องตามรายการอาหารหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เตรียมแนวทางการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนคุณภาพอาหารกลางวันเพื่อโภชนาการของเด็กนักเรียน เพื่อติดตามการดำเนินการของทุกโรงเรียนไปใช้ระบบไทยสคูลลันช์ (Thai School Lunch) จะวัดได้ว่ารายการอาหารมีสารอาหารครบ มีปริมาณและจำนวนที่เป็นรูปธรรม โดยคณะทำงานติดตามก็จะเข้าไปเยี่ยมเด็กนักเรียน มีนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด และการมีส่วนร่วมชุมชน ผู้ปกครอง กรรมการศึกษา เพื่อจะช่วยให้เกิดสิ่งที่ดีงามกับเด็กได้มากกว่าที่ผ่านมา โดยจะจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนให้แล้วเสร็จใน 7 วัน&amp;quot; นายสุทธิพงษ์ ระบุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสง่า ดามาพงษ์ อุปนายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ขอบคุณสังคมไทยที่ปลุกเรื่องขนมจีนคลุกน้ำปลาขึ้นมา ซึ่งสอนให้เรารู้ว่าการโภชนาการสำคัญต่อเด็ก และรู้ว่าคนพวกนั้นได้สร้างบาปต่อเด็ก ตราบใดปล่อยให้เด็กไทยพร่องสารอาหาร จะทำให้เด็กเตี้ย แคระแกร็น เจ็บป่วยบ่อย ด้อยสติปัญญา ส่งผลทำให้ประเทศได้คนที่ด้อยคุณภาพ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่เราจะนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากจะทำให้อาหารกลางวันมีคุณภาพ ต้องทำดังนี้ 1.ต้องเร่งรัดนำไทยสคูลลันช์มาใช้ทั่วประเทศ เพื่อให้ตรงกับนโยบาย 4.0 2.การพัฒนาครูและแม่ครัวที่ต้องทำอย่างจริงจัง 3.จัดระบบควบคุมกำกับและติดตามไปยังจังหวัดต่างๆ 4.เร่งรัดลงทุนให้เกิดนักโภชนาการในพื้นที่ 5.ปรับกฎเกณฑ์ระเบียบที่มนุษย์สร้างมาแล้วมาครอบให้เด็กได้รับอาหารไม่มีคุณภาพ 6.เปิดโอกาสให้ครอบครัวชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมควบคุมอาหารกลางวัน มีนักโภชนาการท้องถิ่นหรือนักจัดการอาหารและโภชนาการชุมชน 1 คนต่อ 1 ตำบล ดูแลโรงเรียนในสพฐ.จำนวน 5 โรงเรียน ดูแลศูนย์เด็กเล็กในสังกัด อปท.อีก 5 โรงเรียน หรือมีครูโภชนาโรงเรียนละ 1 คน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.อุไรพร จิตต์แจ้ง นักวิชาการด้านโภชนาการชุมชน สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สิ่งที่ต้องแก้ไขคือคุณภาพอาหารต้องปรับปรุง และทำอย่างไรให้ครูรู้คุณค่าอาหารและปรับปรุงได้ ทั้งนี้ เมื่อใช้โปรแกรมสคูลลันช์แล้ว ต้องมีการตรวจสอบว่าโปรแกรมไปถึงโรงครัวจริงหรือไม่ ปริมาณอาหารที่ผลิตออกมาน้อยไปหรือมากเกินไปหรือไม่ อาหารที่ซื้อมาตรงตามที่ระบุไว้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.สุปียา เจริญศิริวัฒน์ นักวิจัยศูนย์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวว่า อยู่ระหว่างการพัฒนาโปรแกรม Thai School Lunch ให้ใช้ง่าย และสามารถออนไลน์เข้าไปในทุกเครื่อง ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และเชื่อว่าในสัปดาห์หน้าโรงเรียนกว่า 19,000 แห่งจะได้ใช้ระบบนี้ และจะปรับระบบให้หน่วยงานในสังกัดสามารถติดตามการจัดการอาหารของโรงเรียนตามโปรแกรมได้ ซึ่งหากพัฒนาโปรแกรม Thai School Lunch ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น เอาเทคโนโลยี AI มาแทนนักโภชนาการ จัดเมนูอาหารได้ไม่ซ้ำกัน จะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้
เด้ง ผอ.อนุบาลขอนแก่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 (สพป.ขอนแก่น เขต 1) นายภูมิพัทธ &amp;nbsp;เรืองแหล่ ผู้อำนวยการ สพป.ขอนแก่น เขต 1 ได้ลงนามในคำสั่งให้นายอภิชาติ นาเลาห์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลขอนแก่น ให้มาช่วยราชการที่ สพป.ขอนแก่น เขต 1 ตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย. เป็นต้นไป พร้อมทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนอนุบาลขอนแก่น หลังมีผู้แทนผู้ปกครองเข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมขอนแก่น ว่าโรงเรียนอนุบาลขอนแก่นมีการดำเนินโครงการอาหารกลางวันที่ไม่ได้มาตรฐาน และไม่ถูกหลักสุขอนามัย โดยคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จที่ สพป.ขอนแก่น เขต 1 แต่งตั้งขึ้น จะต้องสืบสวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอภิชาติ ได้เชิญผู้แทนผู้ปกครองเข้าพบ เพื่อทำความเข้าใจถึงเรื่องดังกล่าว พร้อมกับกล่าวขอโทษผู้ปกครอง และรับปากว่าต่อไปคณะครูจะดูแลและตรวจสอบเรื่องอาหารที่ผู้ประกอบการนำมาส่งให้ดีขึ้นกว่านี้ จะไม่ปล่อยปละละเลยเหมือนที่ผ่านมา เพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ และตามหลักโภชนาการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในการประมูลการจัดทำอาหารกลางวันของโรงเรียนที่ผ่านมานั้น ได้ทำการประมูลอย่างโปร่งใส โดยประกวดราคาทางอีบิดดิง (E-BIDDING) โดยที่โรงเรียนไม่เคยรู้จักผู้ที่เข้ารับการประมูลมาก่อน ทุกอย่างมีขั้นตอนการพิจารณาในการเลือกผู้ประกอบการใน 3 เรื่องคือ ราคา คุณภาพ และถูกหลักสุขอนามัย เมื่อได้ผู้ประกอบการแล้วโรงเรียนจะเดินทางไปดูที่ร้านของผู้ประกอบการอีกครั้ง เพื่อดูอาหารที่ทางร้านทำจริง จึงจะตกลงรับให้ทำอาหารกลางวันของโรงเรียนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายดนุพล ชุมชนสัมพันธ์ ผู้ปกครองนักเรียนชั้น ป.1 ในฐานะผู้แทนผู้ปกครอง กล่าวว่า โดยส่วนตัวไม่ติดใจที่จะเอาเรื่องกับคณะครูหรือโรงเรียน แต่การที่ผู้ปกครองส่วนมากเข้าร้องเรียนครั้งนี้ เพราะต้องการให้ผู้ประกอบการมารับผิดชอบในเรื่องของอาหารกลางวันให้ดีกว่านี้ ทั้งที่ได้รับการจัดสรรค่าอาหารในสัดส่วนที่เท่ากัน และเป็นไปตามระเบียบ แต่สิ่งที่เด็กๆ ได้รับประทานนั้นไม่ถูกต้อง และเป็นไปตามหลักฐานที่เข้าร้องเรียน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า คสช.ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปรามทุจริตประพฤติมิชอบในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการสนับสนุนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งความร่วมมือล่าสุด คือการร่วมกันขับเคลื่อน &amp;ldquo;โครงการประสานพลังเฝ้าระวังการทุจริต&amp;ldquo; ของ &amp;nbsp;ป.ป.ท. ซึ่ง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช. มอบหมายให้กองทัพบก โดยกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ให้การสนับสนุน ป.ป.ท. ในการขับเคลื่อนและตรวจสอบกิจกรรม &amp;ldquo;การสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน&amp;rdquo; จำนวน 1,097 แห่ง ในพื้นที่ 45 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมสร้างฝายชะลอน้ำเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเต็มที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจะมีการจัดประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันในวันจันทร์ที่ 28 มิ.ย.นี้ เวลา 09.30 น. ที่สำนักงาน ป.ป.ท. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11547</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, ดร.สุปียา เจริญศิริวัฒน์, ดร.อุไรพร จิตต์แจ้ง, ป้องกันการทุจริต, พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง, ภูมิพัทธ  เรืองแหล่, มหาวิทยาลัยสวนดุสิต, สง่า ดามาพงษ์, สวนดุสิตโพล, สุทธิพงษ์ จุลเจริญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, อภิชาติ นาเลาห์, อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180617/image_big_5b266f7a77a6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11544</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลุกผีนิรโทษกรรม! &#039;เอนก&#039;ชูร่วมมือเพื่อไทย เลือกตั้ง&#039;ท้องถิ่น&#039;ส่อยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เอนก&amp;quot; ฟันธงสมัยหน้าเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค เปิดช่องรัฐบาลแห่งชาติพร้อมจับมือเพื่อไทยหนุนนิรโทษกรรมสร้างปรองดอง อ้างสถานการณ์ทำให้ต้องร่วมกับทุกฝ่าย เปรียบ &amp;quot;ทรัมป์-คิม&amp;quot; ยังคืนดีกันได้ &amp;quot;พท.ขอฉันทามติ 8 เดือนโรดแมปต้องชัดเจน&amp;quot; &amp;nbsp;กฤษฎีกาส่งร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่นให้ กกต.รับฟังความเห็นแล้ว คาดประกาศใช้ปลายปี ส่อเลื่อนเลือกตั้งท้องถิ่นหลังระดับชาติช่วงเดือน พ.ค.62 &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; โบ้ยอยู่นอกเหนือการควบคุม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ แกนนำก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ให้สัมภาษณ์ ว่า การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้าภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ จะมีพรรคการเมืองได้คะแนนเสียงเข้าไปในสภาหลายพรรค กระจัดกระจายไม่ต่ำกว่า 10 พรรค จึงเป็นโอกาสของทุกพรรคที่จะมีโอกาสได้เข้าไปทำงาน จึงเชื่อว่ารัฐบาลในสมัยหน้าจะต้องเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค และไม่มีทางที่พรรคการเมืองเดียวจะตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดรัฐบาลแห่งชาติ เพราะการเลือกตั้งแบบนี้ไม่มีพรรคใดได้เสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงต้องพยายามประนีประนอมรอมชอมรวบรวมเก้าอี้ให้ได้มากที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่เคยมีแกนนำ กปปส.ประกาศว่าจะไม่ร่วมกับระบอบทักษิณ นายเอนกย้อนถามว่า ระบอบทักษิณหมายถึงอะไร หากหมายถึงอะไรที่ผิดกฎหมายไม่ถูกต้อง ก็ไม่ต้องเรียกชื่อว่าเป็นระบอบอะไรก็ไม่สามารถทำงานด้วยได้ แต่หากกับพรรคเพื่อไทยที่ตั้งต้น ณ เวลานี้ ยังไม่ได้ทำอะไรที่ผิดพลาดเลย ก็ไม่ถือว่าเป็นศัตรูโดยกำเนิด และจะต้องดูท่าทีกันต่อไป ทั้งนี้ ไม่ควรผูกใจเจ็บเป็นศัตรูกันเหมือนกรณีเกาหลีเหนือเกาหลีใต้ เพราะสุดท้าย ณ วันหนึ่งจำเป็นที่จะต้องลืมและให้อภัยกัน แต่ย้ำว่าทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามหลักของกฎหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พร้อมทำงานกับทุกฝ่ายมากที่สุด เพราะสถานการณ์ทำให้เราต้องทำอย่างนั้น มันเหมือนถ้วยกระเบื้องที่แตกร้าว ถ้าเราพูดว่าพยายามเอาถ้วยที่แตกร้าวมาต่อให้เป็นถ้วยเดิมคงไม่ผิด แต่เวลาต่อ บางชิ้นอาจจะไม่เอา บางชิ้นอาจต้องเอาของใหม่มา ต้องไปดู ณ จุดเกิดเหตุ&amp;quot; นายเอนกกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเอนกยอมรับว่าเป็นไปได้ที่จะมีการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง และเชื่อว่าทุกคนล้วนแต่ต้องการให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติ เพราะไม่ใช่เรื่องสนุกที่ในประเทศจะมีการแบ่งกันเป็น 2 ฝัก 2 ฝ่าย &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทำได้ทั้งนั้น คอมมิวนิสต์ในป่ายังเอามาเป็นพวกได้ แล้วนี่หนักหนาอะไรกัน ทำไมต้องแข็งกันอย่างนี้ ขนาดเกาหลีเหนือเกาหลีใต้รบกันจนคนตายฝ่ายละล้าน ยังคืนดีกันได้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กับนายคิม จองอึน ประธานาธิบดีเกาหลีเหนือยังคืนดีกันได้ ขนาดมีการฆ่ากันตายฝ่ายละหลายแสนคน ทำไมถึงคิดกันไม่ออก ส่วนคนที่สูญเสีย ก็ต้องเยียวยากันไป แต่จะมาบอกว่าไม่ให้ลืม แล้วทุกคนต้องฆ่ากันต่อไป ก็ไม่เป็นธรรมอีก&amp;rdquo; นายเอนกกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับกรณีที่มีเสียงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกนั้น นายเอนก กล่าวว่า เป็นสิทธิของคนที่สนับสนุน ในส่วนของพรรคยังไม่ชัดว่าจะเสนอชื่อใครเป็นนายกฯ บัญชีรายชื่อ เพราะยังไม่เห็นอะไร และยังไม่ทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์จะยอมลงสมัครหรือไม่ก็ยังไม่ทราบ และส่วนตัวก็ขึ้นอยู่กับสมาชิกพรรค หากจำเป็นก็ต้องทำให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องเชื่อว่าการเลือกตั้งยังเป็นไปตามโรดแมปที่รัฐบาลประกาศไว้ เพราะยังไม่มีอย่างอื่นที่ทำให้โรดแมปต้องเคลื่อน ส่วนความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิดรัฐบาลแห่งชาตินั้น เมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้วจะมีปัญหาหลังเลือกตั้ง คือการตั้งรัฐบาลไม่ได้สูตรรัฐบาลก็ไม่รู้จะเอาใครผสมกับใครก็มีปัญหาทั้งนั้น ส่วนรัฐบาลแห่งชาติไม่น่าเกิดขึ้น เพียงแต่เราไม่รู้จะเอาพรรคไหนรวมกับพรรคไหน ส่วนทางออกควรจะเป็นอย่างไรนั้น คงพูดไม่ได้ แต่คอยดูก็แล้วกันว่าตั้งรัฐบาลยาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) กล่าวถึงกรณีหัวหน้าพรรคการเมืองหนึ่งจะรวบรวมเสียง ส.ส.และ ส.ว.ให้ได้ 376 เสียง เพื่อทำประชามติจัดตั้ง ส.ส.ร.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยฉีกรัฐธรรมนูญปัจจุบันทิ้งไป เพราะเป็นผลพวงของเผด็จการ ไม่เป็นประชาธิปไตย ว่าผู้พูดควรชี้ให้ชัดว่าบทบัญญัติใดที่ไม่เป็นประชาธิปไตยควรแก้ไข ด้วยเหตุใด การพูดแบบนี้เป็นการเหมารวมเข่งอย่างไม่ยุติธรรมต่อประชาชน 16.8 ล้านคนที่ลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และถ้าเกิดฉีกได้แล้วร่างได้ขึ้นมาจริงๆ คิดหรือว่าจะไม่มีคนอื่นมาฉีกใหม่มาร่างใหม่อีก
พท.ขอฉันทามติ 8 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงกรณีหลายพรรคการเมืองกังวลเรื่องระบบไพรมารีโหวตว่า การเลือกตั้งขั้นต้นที่เรียกว่าไพรมารีเป็นกุญแจสำคัญของการปฏิรูปพรรคการเมืองและการพัฒนาประชาธิปไตย โดยการเพิ่มสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบของสมาชิกพรรคให้มีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. เพื่อให้สมาชิกพรรคมีความเป็นเจ้าของพรรคและ ส.ส.ของพรรคมากขึ้น ยังเป็นการช่วยให้พรรคการเมืองพ้นจากการถูกครอบงำของกลุ่มผลประโยชน์และนักการเมืองกังฉิน หากต้องการปฏิรูปการเมืองให้บังเกิดผล ต้องเริ่มจากระบบไพรมารี หวังว่าพรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่จะช่วยกันขับเคลื่อนระบบไพรมารีในการเลือกตั้งครั้งหน้า แม้จะยากและต้องสละอำนาจของผู้บริหารพรรคหรือกลุ่มผลประโยชน์ให้กับสมาชิกพรรคก็ต้องทำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงที่ประชุมหารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้งเสนอ 3 ทางออก ให้ใช้ พ.ร.บ., พ.ร.ก. และ ม.44 แก้ปัญหาการจัดการเลือกตั้ง ว่า ความจริงว่าปัญหานี้มีจุดกำเนิดมาจาก คสช.ทั้งสิ้นถ้า คสช.ตัดสินใจแก้ปัญหาถูกวิธี ก็มีโอกาสที่ทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามโรดแมป แต่ถ้าแก้ปัญหาไม่ถูกวิธี ก็มีโอกาสที่ปัญหาจะบานปลายออกไปกลายเป็นวัวพันหลักจนยากต่อการแก้ไข และอาจสร้างปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก การหาทางออกเพื่อให้มีการเลือกตั้งภายในเดือน ก.พ.2562 จึงเป็นความรับผิดชอบของ คสช.โดยตรง ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์พร้อมเข้าร่วมประชุมกับรัฐบาล คสช. เพราะการพบปะพูดคุยกันจะสามารถสร้างความเข้าใจก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าการหันหลังให้กัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงผลการหารือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดเลือกตั้ง โดยเตรียมเสนอ 4 ประเด็นปัญหาให้นายกฯ และ คสช.หาทางออกว่า จนถึงขณะนี้ประชาชนก็ยังต้องพิสูจน์ความจริงใจในการนำพาประเทศกลับเข้าสู่การเลือกตั้งของรัฐบาล คสช.ต่อไป การที่ยังไม่ยอมปลดล็อก และพยายามสร้างเงื่อนไขใหม่ที่จะทำให้พรรคการเมืองขยับไม่ได้นั้น เป็นการทำเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตัวเองหรือไม่ ถ้ารัฐบาล คสช.มั่นใจว่ามีผลงาน กลัวอะไรกับการไปให้ประชาชนตัดสินที่คูหาเลือกตั้ง ช่วงเวลาที่เหลือควรจะเป็นช่วงเวลาของการสร้างความชัดเจนที่จะนำประเทศไปสู่การเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อปักหมุดการเลือกตั้งในเดือน ก.พ.ปีหน้า ซึ่งเหลือเวลา 8 เดือน ประเทศควรต้องมีเป้าหมายร่วมกัน เราต้องเอาประเทศเป็นตัวตั้ง สร้างความชัดเจนแน่นอนและให้เป็นฉันทามติร่วมกัน ผู้มีอำนาจต้องป้องกันไม่ให้ 8 เดือนก่อนเลือกตั้งเป็น 8 เดือนที่คลุมเครือ ขอเสนอ 5 ทางออก 1.เร่งทำให้บ้านเมืองมีความเป็นปกติ เพื่อให้มีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งต้นปีหน้า 2.ปลดล็อกให้พรรคการเมืองสามารถทำหน้าที่ของตนได้ 3.ยกเลิกคำสั่งที่ 3/58 ให้คนมีเสรีภาพชุมนุมทางการเมืองได้ 4.ยกเลิกคำสั่งที่ 53/60 เพื่อให้พรรคการเมืองทำหน้าที่และดำเนินการต่างๆ ตามกฎหมายพรรคการเมืองได้ 5. สร้างฉันทามติว่าการเลือกตั้งต้นปีหน้าจะต้องเสรี เป็นธรรม มีความน่าเชื่อถือ ต้องไม่มีการเอาเปรียบทางการเมือง และสร้างความเสียเปรียบให้ฝ่ายใด และควรมีการประกาศว่าจะไม่ใช้อำนาจตาม ม.44 ที่จะกระทบการเลือกตั้ง&amp;nbsp;
เลือกตั้งท้องถิ่น พ.ค.62
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วันเดียวกัน เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. &amp;hellip; ซึ่งเป็นร่างที่คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) พิจารณาแล้ว และส่งให้ กกต.รับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ โดยมีทั้งหมด 141 มาตรา ซึ่งจะมีการรับฟังความคิดเห็นประมาณ 30 วัน และหลังจากรับฟังความคิดเห็นแล้วเสร็จ กกต.จะนำมาพิจารณาอีกครั้ง และคาดว่าในช่วงเดือนกรกฎาคม จะสามารถส่งร่างกฎหมายดังกล่าวให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในขั้นตอนนี้ สนช.มีกรอบเวลาในการพิจารณา 60 วัน ก่อนจะทำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งจะมีกรอบเวลาอีก 90 วัน ดังนั้นจึงมีการคาดการณ์ว่า พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น จะประกาศใช้ได้ภายในเดือนธันวาคม 2561 แต่จะยังไม่สามารถจัดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นได้ เพราะระยะเวลากระชั้นชิดกับการเลือกตั้ง ส.ส. ตามโรดแมปที่รัฐบาลประกาศไว้ และ กกต.ได้เสนอว่า การเลือกตั้งระดับชาติและการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นควรมีการเว้นระยะห่างกันประมาณ 3 เดือน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้นจึงมีการคาดการณ์ว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2562 โดยจะมีการเลือกตั้งก่อน 3 ส่วน คือ กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนจังหวัด 77 จังหวัด ขณะที่องค์กรบริหารส่วนตำบลและเทศบาล จะต้องมีกระบวนการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ให้แล้วเสร็จก่อน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นฯ ส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 แต่มีส่วนที่ปรับแก้ตามข้อเสนอของ กกต. เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2560 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง อาทิ การกำหนดให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้ง การกำหนดให้ กกต.สามารถประกาศผลการเลือกตั้งไปก่อน และสามารถสืบสวนหรือวินิจฉัย เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือกรณีเห็นว่าในการจัดเลือกตั้งมีการกระทำการไปในทางที่อาจเกิดความเสียหายแก่การจัดเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต.หรือกรรมการ กกต.อาจมีคำสั่งให้ระงับ ยับยั้ง แก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ตามที่เห็นสมควร ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดกำหนดค่าใช้จ่ายในการหาเสียงของผู้สมัคร หากมีการใช้จ่ายเกินค่าใช้จ่ายที่กำหนด กกต.สามารถยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์เพื่อให้มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนั้น ในการหาเสียงยังห้ามทำการโฆษณาด้วยการจัดมหรสพรื่นเริงต่างๆ ขณะเดียวกัน หากผู้บริหารหรือสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอนุมัติโครงการที่มีลักษณะจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งภายใน 90 วัน ก่อนครบวาระหรือก่อนลาออก ให้ถือว่าเป็นการกระทำฝ่าฝืนข้อห้าม เว้นแต่โครงการลักษณะบรรเทาทุกข์จากภัยธรรมชาติ และการอำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการและทุพพลภาพหรือผู้สูงอายุในการออกเสียง ภายใต้การกำกับดูแลของกรรมการประจำหน่วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีการแก้ไขที่น่าสนใจ อาทิ กรณีการหาเสียงโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หากฝ่าฝืนหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับของ กกต. ให้ กกต.มีอำนาจสั่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องแก้ไขหรือลบข้อมูลได้ทันที หรือในกรณีที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครแล้ว เป็นเหตุให้ต้องเลือกตั้งใหม่ ให้ศาลอุทธรณ์สั่งให้ผู้นั้นจ่ายค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่ ตามประมาณการที่ กกต.แถลงต่อศาล หรือกรณีที่ไม่มีผู้สมัครคนใดได้รับเลือกตั้งโดยได้คะแนนมากกว่าคะแนนเสียงที่เลือกผู้ใด ให้มีการประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยที่ผู้สมัครรายเดิมไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่บทกำหนดโทษ อาทิ การทำเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้สมัครคนใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท และให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี และหากเป็นการแจ้งหรือให้ถ้อยทำต่อ กกต.เป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000-200,000 บาท และให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี และหากการกระทำดังกล่าวหัวหน้าพรรคการเมืองรู้เห็นเป็นใจหรือสนับสนุน ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง การติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามที่ กกต.กำหนด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนั้นยังให้ กกต.มีอำนาจกันบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดไว้เป็นพยาน และไม่ดำเนินคดีก็ได้ เป็นต้น
นอกเหนือการควบคุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเสร็จไปแล้ว 1 ฉบับคือ ร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นฯ ซึ่งทั้ง กกต.และคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังรับฟังความเห็นอยู่ ส่วนที่เหลืออีก 5 ฉบับ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ร่างเอาไว้นานแล้ว ขณะนี้กำลังเอามาดูอีกรอบ เนื่องจากกระทรวงมหาดไทยและ กกต.ได้เสนอเพิ่มเติมมานิดหน่อย เป็นเรื่องคุณสมบัติต่างๆ รวมทั้งจะสอบถามความเห็นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเอามาปรับให้ตรงและสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวและคาดการณ์ว่าเลือกตั้งท้องถิ่นได้ในเดือน พ.ค.62 ว่า ตนไม่มีความเห็น เพราะว่าข้อเท็จจริงกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นมีจำนวน 6 ฉบับ และจะต้องนำเข้าสู่การพิจารณา สนช.พร้อมกันทั้ง 6 ฉบับ ซึ่งขณะนี้บางฉบับยังไม่เสร็จ ส่วนที่ กกต.นำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวที่เสร็จแล้วไปรับฟังความเห็นก่อนสามารถทำได้ เพื่อเป็นการทุ่นเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ก่อนหน้านี้รัฐบาลบอกจะจัดเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้งระดับชาติ นายวิษณุ กล่าวว่า เดิมเราคิดกันไว้อย่างนั้น แต่ทีนี้จะเสร็จหรือไม่ มันอยู่นอกเหนือการควบคุม ขณะนี้เข้าใจว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาอยู่ ซึ่งหากฉบับใดเสร็จแล้วสามารถนำไปทยอยรับฟังความคิดเห็นได้ก่อน และไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะให้ส่ง สนช.พิจารณาได้ในเดือนไหน ต้องรอให้กฎหมายมาถึงรัฐบาลก่อนถึงจะรู้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องนี้ กกต.ระบุว่าไม่อยากให้จัดการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนหรือหลังการเลือกตั้งระดับชาติ ที่มีระยะเวลาห่างกันน้อยกว่า 3 เดือน ซึ่งควรจะทิ้งระยะเวลาไว้สัก 3 เดือน&amp;quot; นายวิษณุกล่าว เมื่อถามย้ำว่า แม้จะจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นทีหลังการเลือกตั้งระดับชาติ ก็ไม่ส่งผลกระทบใช่หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า กรม สถ.มีส่วนร่วมในการเป็นตัวแทนของกระทรวงไปร่วมแสดงข้อคิดเห็น และร่วมประชุมพิจารณาร่างกฎหมายท้องถิ่นทั้งสิ้น 6 ฉบับ โดยร่างแรกคือร่างการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นฯ เป็นร่างที่ กกต.เสนอปรับแก้มากที่สุด คือเกือบทั้งฉบับ ซึ่งขณะนี้ก็ได้มีการปรับแก้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้เป็นขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งมีอยู่หลายช่องทาง ทั้งส่งโดยตรงไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาล นายกสมาคม อบจ. นายกฯ สมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยกำหนดระยะเวลาว่าภายในวันที่ 27 มิ.ย.นี้ ให้ส่งความเห็นกลับมาเพื่อเข้าสู่คณะกรรมการอีกครั้งหนึ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดี สถ.กล่าวว่า โอกาสนี้เชิญชวนทุกท่าน จะเข้าไปในเว็บไซต์ของ กกต.ของ สถ. หรือของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อให้ความเห็น ส่วนอีก 5 ฉบับอยู่ระหว่างการดำเนินการ คือ พ.ร.บ.จัดตั้งเทศบาล อบต. อบจ. เมืองพัทยา และ กทม. ขณะนี้ที่ กมธ.กำลังพิจารณาอยู่เป็นส่วนของ อบต. ซึ่งพิจารณาเกือบหมดแล้ว เมื่อพิจารณาครบแล้วก็จะดำเนินการรับฟังความเห็นอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ กฎหมายทั้ง 5 ฉบับคิดว่าจะไม่ล่าช้า เพราะฉบับที่ใช้เวลานานที่สุดเสร็จแล้ว หาก ครม.เห็นชอบแล้วก็จะเข้าสู่สภาเสนอเป็นกฎหมายออกมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่ทราบว่าจะเลือกตั้งก่อนเลือกตั้งใหญ่หรือเลือกหลังเลือกตั้งใหญ่ แต่หากดู หากจะเลือกก่อนกฎหมายก็มีโอกาสเสร็จ เชื่อว่าจะเลือกก่อนหรือหลัง กกต.ท่านพร้อมอยู่แล้ว กรมเราซึ่งเป็นหน่วยสนับสนุนก็ต้องพร้อม&amp;quot; นายสุทธิพงษ์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11544</URL_LINK>
                <HASHTAG>กปปส., กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, คิม จองอึน, ทักษิณ, นพดล ปัทมะ, นายดิสทัต โหตระกิตย์, นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ, นิรโทษกรรม, ประสาร มฤคพิทักษ์, พรรครวมพลังประชาชาติไทย, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วิษณุ เครืองาม, สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ, สุทธิพงษ์ จุลเจริญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, องอาจ คล้ามไพบูลย์, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, อลงกรณ์ พลบุตร, เพื่อไทย, เอนก เหล่าธรรมทัศน์, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180617/image_big_5b266f4bd7532.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11531</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2018 19:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2018 19:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มท.ตั้งคณะกรรมการแก้อาหารกลางวันเด็กใน 7 วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มหาดไทยเตรียมตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนอาการกลางวันยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหา การทุจริต และอาหารขาดโภชนาการ ภายใน7วัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง การบริหารจัดการอาหารกลางวันนักเรียนให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพ โดยมี ครูและบุคลากรทางการศึกษา ตัวแทนโรงเรียนสังกัดอปท. 400 โรงเรียนเข้าร่วม โดยนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า งบประมาณอาหารกลางวันปีละมากกว่า 22,000 ล้านบาท หัวละ 20 บาท ซึ่งถือว่ามีความเหมาะสม งบประมาณไม่ได้มากหรือน้อยเกินไป แต่การที่บางโรงเรียนนำงบประมาณไปใช้แบบมีปัญหา แม้จะมีตัวอย่างดีๆ ในการจัดการอาหารกลางวันด้วยงบประมาณจำนวนดังกล่าวได้เป็นอย่างดี เช่น โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา สมุทรปราการ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เป็นเรื่องน่าเศร้าว่าผลการศึกษาเป็นอันดับ 8 ของอาเซียน ชนะแค่พม่ากับลาว เกิดจากเด็กเล็กกินอาหารไม่ดี เซลล์สมองไม่เติบโต &amp;nbsp;โดยทางการแพทย์ระบุเด็กอายุ 0-12 ปี อาหารที่ดีมีความสำคัญจะได้มีร่างกายแข็งแรงก็ขึ้น&amp;rdquo; นายสุทธิพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เห็นว่า การแก้ปัญหาการจัดการอาหารกลางวันจะให้ทุกโรงเรียนได้ใช้ Thai School Lunch และขยายผลในอนาคต โดยโปรแกรม Thai school lunch นี้ ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นถือว่าเป็นโปรแกรมที่จัดเมนูอาหารแบบ 4.0 ตามนโยบาย คสช. แบบใช้ได้ 2 ทาง คือเข้าไปเลือกหาเมนูอาหารในโปรแกรมและสร้างเมนูเพิ่มได้เอง นอกจากนี้จะผลักดันให้มีนักโภชนาการท้องถิ่น ให้ทุก อปท.ไปดำเนินการ เพื่อให้เด็กและคนในชมชุนได้มีอาหารที่มีคุณค่า มีสารอาหารและมีความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เตรียมแนวทางการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนคุณภาพอาหารกลางวันเพื่อโภชนาการของเด็กนักเรียน เพื่อติดตามการดำเนินการของทุกโรงเรียนไปใช้ระบบ Thai School Lunch จะวัดได้ว่ารายการอาหารมีสารอาหารครบมีปริมาณและจำนวนที่เป็นรูปธรรม โดยคณะทำงานติดตามก็จะเข้าไปเยี่ยมเด็กนักเรียน มีนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด และการมีส่วนร่วมชุมชน &amp;nbsp;ผู้ปกครอง กรรมการศึกษา เพื่อจะช่วยให้เกิดสิ่งที่ดีงามกับเด็กได้มากกว่าที่ผ่านมา โดยจะจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนให้แล้วเสร็จใน 7 วัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11531</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, กระทรวงมหาดไทย, ตั้งกรรมการ, ต้นแบบอาหารกลางวัน, สุทธิพงษ์ จุลเจริญ, โกงอาหารกลางวันเด็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180617/image_big_5b26566bd20c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9086</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2018 14:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2018 14:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักการเมืองไม่ต้องจุ้นเรื่องฉีดวัคซีน-พ่นยา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ค.2561 - นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของนักการเมืองในพื้นที่ต่างๆ &amp;nbsp;โดยอาจมีข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าไปเกี่ยวข้อง ว่าข้าราชการโดยเฉพาะผู้บริหารที่อยู่ในตำแหน่งต้องมีความเป็นกลาง ซึ่งการจะชื่นชอบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถือเป็นเรื่องธรรมชาติของแต่ละคน แต่ผู้บริหารต้องไม่ใช้ตำแหน่งไปหาเสียง และต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ขออย่ากังวล เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &amp;nbsp;มีผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอกำกับดูแลอยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิพงษ์กล่าวอีกว่า กรณีนักการเมืองลงพื้นที่บริการประชาชน โดยอ้างว่าหน่วยงานภาครัฐบริการประชาชนได้ไม่ทั่วถึง เช่น การฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า และการพ่นยากันยุงนั้น เรื่องเหล่านี้เป็นหน้าที่ของท้องถิ่นที่ต้องเข้าไปดำเนินการอย่างเต็มที่ &amp;nbsp;โดยร่วมมือกับกระทรวง ทบวง และกรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนักการเมืองไม่จำเป็นต้องเข้าไปช่วย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9086</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, ท้องถิ่น, นักการเมือง, พ่นยากันยุง, วัคซีนพิษสุนัขบ้า, สุทธิพงษ์ จุลเจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180513/image_big_5af7ed0d90a42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
