<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117286</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 15:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 15:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีพร้อม ผนึกกำลัง ช้อปปี้ ผลักดันสินค้าวิสาหกิจชุมชนกว่า 130 ราย เข้าสู่แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ รุดสร้างรายได้ฝ่าวิกฤติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม จับมือ ช้อปปี้ เร่งเครื่องเพิ่มศักยภาพผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชนสู่มิติแห่งช่องทางการขายชีวิตวิถีใหม่บนช้อปปี้ เน้นช่วยส่งเสริมการขายให้เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเพิ่มโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการได้มีช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น ถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญสำหรับผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชนที่ก้าวสู่แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเดินหน้าคัดเลือกผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนเข้าร่วมแคมเปญอีเวนท์ออนไลน์เพิ่มเติม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากสถานการณ์ของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลให้ไม่สามารถจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มของบุคคลจำนวนมากได้ จึงเป็นอุปสรรคต่อการจัดงานแสดงสินค้าในรูปแบบเดิม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการให้ดีพร้อม เร่งหาช่องทางการตลาดรูปแบบใหม่เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ จึงเป็นที่มาของกิจกรรมทดสอบตลาด (Market Test) ภายใต้ โครงการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถวิสาหกิจชุมชนคลื่นลูกใหม่เพื่อการแข่งขันในตลาด New Normal ผ่านช่องทางออนไลน์ บนแพลตฟอร์มช้อปปี้ เพื่อจำหน่ายสินค้าชุมชนและส่งเสริมการขายให้เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นการเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการได้มีช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นวิธีสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยช้อปปี้ถือเป็นแพลตฟอร์มช็อปปิ้งออนไลน์ที่เติบโตเร็วสุดในภูมิภาคอาเซียนและได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทยอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดีพร้อม ได้คัดเลือกผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนจากโครงการ &amp;ldquo;คลื่นลูกใหม่ หัวใจชุมชน&amp;rdquo; ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่วิสาหกิจชุมชนที่ผ่านการคัดสรรมาแล้ว จำนวน 130 รายทั่วประเทศ ผ่านช่องทางการตลาดออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งได้จัดอบรมให้ความรู้ในการเปิดร้านบนแพลตฟอร์มช้อปปี้ แล้วนำทั้ง 130 ร้าน ร่วมแคมเปญในรูปแบบไมโครไซต์ หรือเว็บไซต์ย่อยภายใต้เว็บไซต์ Shopee (www.shopee.co.th/diprom2021) โดยลูกค้าผู้สนใจสามารถเข้าไปเลือกช้อปสินค้าคุณภาพ ได้ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน ไปจนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2564 ซึ่งไฮไลท์ของแคมเปญนี้ ประกอบไปด้วย การแจกคูปอง (Voucher) ที่สามารถนำไปใช้เป็นส่วนลดพิเศษในการซื้อสินค้าและมีการรีวิวโดย อินฟลูอินเซอร์ หรือผู้มีอิทธิพล ผู้มีชื่อเสียงบนโลกออนไลน์ที่มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก เพื่อเพิ่มความหน้าสนใจให้แก่สินค้าของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมนอกจากนี้ ดีพร้อม ยังเปิดโอกาสให้วิสาหกิจชุมชนรายอื่นๆ ที่สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมนี้เพิ่มเติมได้ โดยเปิดร้านบนแพลตฟอร์มช้อปปี้แล้วส่งข้อมูลร้านค้ามาที่ดีพร้อมเพื่อสมัครเข้าร่วมกิจกรรม หรือหากยังไม่มีร้าน ทางดีพร้อมก็มีคลิปวีดิโอและคู่มือเปิดร้านบนแพลตฟอร์มช้อปปี้เบื้องต้นให้เรียนรู้ได้ที่ Facebook Fan Page: คลื่นลูกใหม่หัวใจชุมชน ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการที่สมัครเพิ่มเติมภายหลังนี้ จะเรียกว่าภาคสมัครใจ และสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ถึงวันที่ 24 กันยายน 2564 ซึ่งจะสามารถร่วมกิจกรรมได้จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2564 โดยหลังจากช่วงเวลาดังกล่าว ผู้ประกอบการจะยังมีร้านอยู่บนแพลตฟอร์มช้อปปี้เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการจำหน่ายสินค้าต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากมองในมุมของการสร้างโอกาสในวิกฤติ กิจกรรมนี้นับว่าเป็นอีกช่องทางให้ผู้ประกอบการยังสามารถจำหน่ายสินค้าได้ รวมทั้งได้พัฒนาศักยภาพและเรียนรู้วิธีการทำธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ โดยดีพร้อมก็จะอยู่เคียงข้าง สนับสนุน และหาทางสร้างโอกาสในการพัฒนาผู้ประกอบการทั่วประเทศต่อไป จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาช่วยกันสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนจากทั่วประเทศ ผ่านกิจกรรม &amp;ldquo;ตลาดสินค้าคลื่นลูกใหม่ หัวใจชุมชน บนแพลตฟอร์มช้อปปี้&amp;rdquo; นายณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านผู้แทน บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน กล่าวว่า มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับ กสอ. ผลักดันแคมเปญพิเศษ &amp;ldquo;ตลาดสินค้าคลื่นลูกใหม่ หัวใจชุมชน&amp;rdquo; ซึ่งนับเป็นความร่วมมืออย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่างสององค์กร ทางช้อปปี้พร้อมจะใช้ศักยภาพของแพลตฟอร์มของ Shopee ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานในทั่วประเทศ ช่วยส่งเสริมความมุ่งมั่นและตั้งใจของ กสอ. ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านธุรกิจออนไลน์ให้กับผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนจากทั่วประเทศ ทั้งนี้ด้วยพันธกิจองค์กรของ Shopee ในการมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยผ่านเทคโนโลยี และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยผลักดันและเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนจากทั่วประเทศสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่สำคัญนี้ได้อย่างแข็งแรงและเติบโตได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0 2367 8338 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ https://www.facebook.com/dipromindustry&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117286</URL_LINK>
                <HASHTAG>Market Test, กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, กสอ., การขายชีวิตวิถีใหม่, กิจกรรมทดสอบตลาด, คลื่นลูกใหม่ หัวใจชุมชน, ช่องทางการตลาดรูปแบบใหม่, ช้อปปี้, ดีพร้อม, ตลาดสินค้าคลื่นลูกใหม่ หัวใจชุมชน, นายณัฐพล รังสิตพล, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย), เพิ่มศักยภาพผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชน, โครงการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถวิสาหกิจชุมชนคลื่นลูกใหม่เพื่อการแข่งขันในตลาด New Normal</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210920/image_big_6148464785b55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111603</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 09:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 09:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสอ.งัด 5 มาตรการเร่งด่วนช่วยผู้ประกอบการ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30 ก.ค. 2564 นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมฯได้ทำการสำรวจผู้ประกอบการพบเจอในช่วงสถานการณ์การโควิด-19แพร่ระบาด พบ 8 ปัญหาที่ ประกอบไปด้วย 1. ปัญหาด้านการตลาด 66.82% &amp;nbsp;2. ปัญหาด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 21.92% 3. ปัญหาด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม 13.74% &amp;nbsp;4. ปัญหาด้านวัตถุดิบและปัจจัยเอื้อในการประกอบธุรกิจ 11.40% 5. ปัญหาด้านการเพิ่มผลิตภาพการผลิ 11.28% 6.ปัญหาด้านการจัดการ เช่น การขนส่ง บุคลากร 9.50% 7. ปัญหาด้านต้นทุน 8.16% และ 8. ปัญหาด้านการพัฒนาอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ 8.16%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จึงร่งแผนระยะสั้นเพื่อช่วยเหลือเร่งด่วนใน 60 วัน ผ่านมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบภายใต้แนวนโยบาย โควิด 2.0 &amp;ldquo;พร้อมสู้-อยู่ได้- ไปรอด ประกอบด้วย 5 มาตรการหลัก ได้แก่ 1.การจัดการโควิดในองค์กร 2. การตลาดภายใต้โควิด 3.เปลี่ยนค่าใช้จ่ายเป็นเงินทุน 4.สร้างเครือข่ายพันธมิตร และ 5.ปรับโมเดลธุรกิจ ซึ่งทั้ง 5 มาตรการคาดว่าจะคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้กว่า 8,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากการแพร่ระบาดของโควิด-19ระลอกใหม่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยในวงกว้าง ซึ่งตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ไทยโต เพียง 1% จากที่ในไตรมาสแรกของปี 2564ที่ตัวเลข 2.6% ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากติดลบ 6.1% ในปี 2563 ขณะเดียวกันสถานการณ์ภาพรวมของเอสเอ็มอี ที่มีจำนวน 3.1 ล้านล้านราย ในปี 2564 น่าจะยังคงน่ากังวล เพราะเมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยนั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว บริการ และกลุ่มค้าส่งค้าปลีก โดยจากข้อมูลสถิติพบว่า GDP SMEs ในปี 2563 ซึ่งปรับตัวลบ 9.1% และได้ประเมินว่าในปี 2564 คาดว่า จะติดลบที่ 4.8%&amp;quot;นายณัฐพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามจากการดำเนินงานโครงการ/กิจกรรม มาตรการเร่งด่วนต่าง ๆ รวมถึงการส่งเสริมผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดในระลอกใหม่นี้ ดีพร้อม คาดว่าในปีงบประมาณ 2564 จะสามารถช่วยส่งเสริมและยกระดับผู้ประกอบการในภาคส่วนอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้จำนวนรวม 3,356 กิจการ 11,955 คน 982 ผลิตภัณฑ์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111603</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, ณัฐพล รังสิตพล, สถานการณ์การโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210525/image_big_60acab6755047.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108067</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2021 18:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2021 18:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งเสริมผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทย ชวนกดแชร์ กดไลค์ ลุ้นรับหน้ากากสะท้อนน้ำ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29มิ.ย.64-&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม &amp;nbsp;กระทรวงอุตสาหกรรม จัดกิจกรรมเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างการรับรู้และสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทย ด้วยการกดไลค์ กดแชร์ โพสต์เครื่องหมาย ฉลากคุณภาพผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทย (Thailand Textiles Tag) ลุ้นรับของที่ระลึก หน้ากากผ้า คุณสมบัติด้านนอกสะท้อนน้ำ ด้านในแอนตี้แบคทีเรีย พร้อมถุงผ้าลดโลกร้อน (Limited Edition) จำนวน 9 ชุด &amp;nbsp;โดยมีกติกา ดังนี้
1. กดไลค์หรือกดติดตาม &amp;nbsp;Facebook : ฉลากคุณภาพผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทย&amp;nbsp;
2. กดไลค์โพสต์ที่ปักหมุดจากเพจ คือ โพสต์ที่เป็นภาพโลโก้ Thailand Textiles Tag และมีข้อความ welcome แนะนำฉลากฯ
3. กดแชร์โพสต์ พร้อมพิมพ์คำว่า ซื้อสินค้าผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทยอย่าลืมมองหาตราสัญลักษณ์ Thailand Textiles Tag &amp;nbsp;หรือ ฉลากคุณภาพผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทย
4. ติด Hashtag #ฉลากคุณภาพผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทย #Thailand Textiles Tag และตั้งค่าการมองเห็นเป็นสาธารณะ(Public) &amp;nbsp;โดยผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด 9 ท่านแรกจะเป็นผู้ได้รับของที่ระลึก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว เพื่อช่วยสนับสนุนและเข้าถึง ฉลากคุณภาพผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทย (Thailand Textiles Tag) &amp;nbsp;อันนำไปสู่การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยในอนาคตต่อไป
กิจกรรม เดินหน้าตอกย้ำ (Remind Brand) &amp;ldquo;ฉลากคุณภาพผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทย&amp;rdquo; ชวนกดไลค์กดแชร์ ลุ้นรับของที่ระลึก (Limited Edition) มีขึ้นระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน &amp;ndash; 9 กรกฎาคม 2564 นี้เท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108067</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, ฉลากคุณภาพผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60db09b495fb7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35114</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2019 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2019 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสอ.ลุยถกทุกหน่วยงานลุยพัฒนากัญชาถูกกฎหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ค. 2562 นายจารุพันธุ์ จารโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ กลุ่มกัญชาและสมุนไพรว่า เตรียมหารือร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) สภาเกษตรกรแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อยกระดับมาตรฐานการแปรรูปกัญชา นำไปต่อยอดใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์อย่างมีคุณภาพ รวมทั้งวางโมเดลการพัฒนาการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกับกลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนให้ได้รับผลประโยชน์ ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และให้ประชาชนเข้าถึงยาที่สกัดจากน้ำมันกัญชาอย่างมีคุณภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรม หลังจากได้รับมอบหมายให้ศึกษาการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เช่น กัญชา ไผ่ และสมุนไพร กระทรวงจึงได้ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนขึ้นมา มีนายจุลพงษ์ ทวีศรี ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานคณะทำงาน และผมเป็นรองประธาน ได้ประชุมร่วมกันเพื่อต้องการวางหลักเกณฑ์ เพื่อพัฒนากระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ให้ต่อยอดร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด รองรับการนำกัญชาไปใช้อย่างถูกวิธี พยายามนำของที่อยู่ใต้ดิน ขึ้นมาให้อยู่บนดินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากรัฐบาลได้ปลดล็อคกัญชา เพื่อนำไปใช้ทางการแพทย์ได้แล้ว&amp;rdquo;นายจารุพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ล่าสุดได้ประชุมหารือร่วมกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือเบโด้ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นกระบวนการผลิตต้นน้ำ โดยเบโด้ จะเป็นหน่วยงานที่คัดเลือกสายพันธุ์กัญชาที่เหมาะสมมาให้เกษตรกรเพาะปลูก จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการกลางน้ำ เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดูไปศึกษาเรื่องการอนุญาตปลูกในโรงเรือนแบบปิด ควบคุมแสง น้ำเป็นอย่างไร และเตรียมลงนามบันทึกความร่วมมือร่วมกับมหาวิทยาลัยรังสิต ศึกษางานวิจัย ใช้ห้องทดลองแปรรูปสกัดน้ำมัน สารต่างๆ ให้ได้คุณภาพร่วมกัน รวมทั้งจะใช้ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมอนาคต หรือศูนย์ไอทีซี เข้ามาช่วยในเรื่องการใช้นวัตกรรมแปรรูป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกระบวนการปลายน้ำ ได้ร่วมกับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศ จะนำสารสกัดน้ำมันกัญชา หรือสารอื่นๆของกัญชา ไปใช้พัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์ต่อไป เชื่อว่า หากทำทุกขั้นตอนตามแผนที่วางไว้ ต่อไปกัญชาจะเป็นพืชที่สร้างสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo; เราจะต้องช่วยยกระดับเกษตรกร , วิสาหกิจชุมชนให้ได้คุณภาพ ไม่ใช่เป็นแค่คนปลูกต้นน้ำอย่างเดียว ต้องแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้ด้วย ไม่ให้ถูกเอาเปรียบ ไม่ใช่ปลูกแล้วนำไปขาย แล้วหมดคุณค่า เราจะต้องให้คำแนะนำตั้งแต่การปลูกโรงเรือนแบบปิด เพื่อควบคุมคุณภาพตามที่ต้องการ มีการขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันการนำไปใช้ผิดกฎหมายด้วย&amp;rdquo;นายจารุพันธุ์ กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)กล่าวว่า สมอ.อยู่ระหว่างการศึกษามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกัญชา ของต่างประเทศว่า ใช้มาตรฐานอะไรบ้าง เช่น การควบคุมสารต่างๆ ควบคุมสิ่งปนเปื้อนไม่ควรเกินเท่าไร อย่างไร เพื่อรองรับการทำมาตรฐานกัญชาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ไม่ใช่ว่า จะนำไปตากบนดิน หรือสกัดไม่ได้คุณภาพ มีสารปนเปื้อนออกมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35114</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, กัญชาถูกกฎหมาย, พัฒนากัญชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181219/image_big_5c1a160f67812.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18093</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2018 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2018 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสอ.ลั่น 10 ปีพัฒนาอุตฯการผลิต 5 แสนราย เป็นผู้ประกอบการระดับ 4.0</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กสอ. ร่วม ส.อ.ท.ประเมินศักยภาพภาคอุตสาหกรรม หาจุดบกพร่องเตรียมแนวทางพัฒนาไปยังระดับ 4.0 ตั้งเป้าภายในปี 70 จะยกระดับภาคการผลิตทั้งประเทศกว่า 5 แสนรายก้าวสู่ระดับ 3.0-4.0 อาศัยเครื่องมือของรัฐทั้งด้านการเงินและไม่ใช่เงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.) เปิดเผยว่าการประเมินศักยภาพผู้ประกอบการ ที่ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เพื่อให้ทราบว่าภาครัฐจะให้ความช่วยเหลืออย่างไรบ้าง ทั้งนี้การประเมินครั้งล่าสุดในปี 2561 มีผู้ตอบแบบสอบถาม 1,500 รายโดยทั้งหมดเป็นสมาชิก ส.อ.ท.พบว่าศักยภาพผู้ประกอบการไทยในภาพรวมปรับตัวเข้มแข็งเพิ่มขึ้น โดยเห็นได้จากสัดส่วนของภาคอุตสาหกรรมในระดับ 4.0 หรือระดับที่มีความเข้มแข็งมาก สามารถก้าวสู่ระดับสากลได้ ต่างจากปีก่อนหน้าที่ยังไม่มีภาคธุรกิจใดอยู่ในระดับนี้เลย แต่ปีนี้หลังการประเมิน พบว่ามีถึง 30 โรงงาน นับเป็นการศักยภาพปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ดิจิตอล และวัสดุก่อสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กสอ.และส.อ.ท. ตั้งเป้าหมายว่า ในช่วง 10 ปีหลังจากนี้ ถึงปี 2570 จะยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยในภาพรวมในอุตสาหกรรมภาคการผลิตที่มีจำนวนประมาณ 500,000 รายทั่วประเทศ ให้มีศักยภาพอยู่ในระดับ 3.0 - 4.0 และยกระดับต่อไปอยู่ในระดับ 5.0 ต่อไปในอนาคต ขณะเดียวกันคาดว่าปีหน้า ผลการประเมินจะมีจำนวนผู้ประกอบการที่อยู่ในระดับ 4.0 เกินกว่า 60 โรงงาน โดยทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันพัฒนาและปรับปรุงการประเมินศักยภาพอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถสะท้อนถึงระดับพัฒนาการของภาคอุตสาหกรรมไทยได้อย่างแม่นยำและเพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าวในการกำหนดนโยบายและมาตรการส่งเสริมสนับสนุนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราได้เตรียมชุดมาตรการทั้งทางการเงินและที่มิใช่ทางการเงิน ร่วมกับองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชนสถาบัน การศึกษา และสถาบันการเงินต่าง ๆ เร่งส่งเสริมให้สถานประกอบการพัฒนาสู่อุตสาหกรรม 4.0 เต็ม รูปแบบโดยคาดว่าจะทำให้สถานประกอบการ มีผลิตภาพเพิ่มขึ้นหรือลดต้นทุนให้ได้มากกว่า 30% สำหรับมาตรการที่ไม่ใช่การเงินนั้น ได้ร่วมกับเครือข่ายบิ๊ก บราเธอร์ จะให้บริการผ่านศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 หรือ (ไอทีซี) ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ในการให้ความรู้คำปรึกษาแนะนำ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสาธิตกระบวนการผลิตที่ใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ และการรับรองมาตรฐานนอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรม&amp;rdquo;นายภานุวัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่าการประเมินครั้งนี้มีประโยชน์ต่อ ส.อ.ท.อย่างยิ่งเพราะทำให้รู้สถานะปัจจุบันของอุตสาหกรรมไทยเพื่อนำไปใช้วางแนวนโยบายสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้เกิดการพัฒนาและยกระดับศักยภาพการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมได้อย่างตรงจุดมากขึ้น ทั้งนี้ สอท.พร้อมเดินหน้าแผนการขับเคลื่อนนโยบายอินดัสทรี อินฟอร์เมชั่นที่มีหลากหลายโครงการรองรับอยู่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18093</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, พัฒนาภาคอุตสาหกรรม, ภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี, อุตสาหกรรม 4.0</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180921/image_big_5ba456d6276ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2018 09:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2018 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสอ.ลุยพัฒนาสินค้าชุมชนสร้างการจดจำเชื่อมท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กสอ. เตรียมเปิดตัวโครงการอัตลักษณ์สินค้าชุมชน ก.ย. นี้ พัฒนาสร้างเรื่องราวและจุดจดจำเชื่อมโยงการท่องเที่ยว สั่งอุตสาหกรรมจังหวัดเลือกของดี 3 รายการนำร่องพัฒนา หวังสร้างรายได้ให้ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมเปิดตัวโครงการสร้างสรรค์อัตลักษณ์สินค้าอุตสาหกรรมชุมชนสู่สากล ปลายเดือนก.ย.นี้ เป็นโครงการต่อยอดจากนโยบายนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ที่ให้เลือกสินค้าเด่นของแต่ละจังหวัด มาพัฒนาสร้างอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างเรื่องราวเชื่อมโยงการท่องเที่ยว และจุดจดจำในแต่ละพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นอุตสาหกรรมจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คัดเลือกสินค้าเด่นแต่ละจังหวัดมาแล้วจังหวัดละ 3 รายการ หลังจากนี้จะทำการคัดเลือกสินค้าของแต่ละจังหวัดขึ้นมา 1 รายการ เพื่อนำมาพัฒนานำร่องก่อนที่จะพัฒนาสินค้าอีก 2 รายการที่เหลือ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าชุมชน เชื่อมโยงการสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ชุมชนยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้แนวทางการพัฒนาจะเริ่มตั้งแต่พิจารณาจุดแข็ง และจุดที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติมของสินค้า โดยจะใช้งบจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐเข้ามาสนับสนุน รวมทั้งนำเครื่องมือของกระทรวงอุตสาหกรรมเข้ามาช่วยเหลือ เช่น ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม(ไอทีซี) โครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์(ซีไอวี) และผู้เชี่ยวชาญต่างๆทั้งภาครัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้อง นักพัฒนาผลิตภัณฑ์มืออาชีพลงพื้นที่ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดทั้งในประเทศ และระดับสากล&amp;nbsp;
เช่น การปรับแพจเกจจิ้งให้มีความทันสมัย , การยกระดับสินค้าให้มีมาตรฐาน เช่น มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเอส(มอก.เอส) ที่เน้นส่งเสริมให้สินค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอี , การทำการตลาด การสร้างเรื่องราวสินค้า ให้มีความน่าสนใจ , การใช้ช่องทางประชาสัมพันธ์สื่อออนไลน์ เพื่อขยายกลุ่มตลาด ผ่านเว็บไซด์ เพจ บล็อกเกอร์ ยูทูป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาทางอุตสาหกรรมจังหวัด ได้ประสานผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อคัดเลือกสินค้าเด่นประจำจังหวัด นำมาพัฒนาต่อยอด โดยเน้น 4 กระบวนการ คือ ค้นหา พัฒนา เชื่อมโยงการค้า และกระบวนการสร้างความแข็งแรง จากนั้นจะนำมาเข้าโครงการสร้างสรรค์อัตลักษณ์สินค้าอุตสาหกรรมชุมชนสู่สากล&amp;rdquo;นายกอบชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับตัวอย่างสินค้าจากจังหวัดต่างๆที่ทำการคัดเลือกทุกจังหวัด เช่น ของดีประจำจังหวัดน่าน ชาเชียงดา เครื่องเงิน ผ้าทอ, ของดีนครสวรรค์ เครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ ผลิตภัณฑ์ตาลโตนดบ้านเกยไชย ผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าวเมืองสี่แคว , ของดีประจำจังหวัดอุบลราชธานี ผ้ากาบบัว หมูยอ ก๊วยจั๋บ , ของดีนครศรีธรรมราช เครื่องถมเงินถมทอง ปลาดุกร้า , ของดีราชบุรี ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหมู มะพร้าว ผ้าขาวม้า , ของดีกระบี่ เรือหัวโทงจำลอง กาแฟคั่วบด , ของดีประจวบคีรีขันธ์ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสับปะรด เช่น เค้กไส้สับปะรด เค้กสับปะรด โลชั่นทาผิว จากสับปะรด เป็นต้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17184</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, กอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์, อุตสาหกรรมจังหวัด (อสจ.), เชื่อมโยงท่องเที่ยว, โครงการอัตลักษณ์สินค้าชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180125/image_big_5a699ba9d1b95.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13475</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2018 09:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2018 09:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งหั่นดอกเบี้ยกองทุนหมุนเวียนสร้างอาชีพชี้ของเดิม 6% ยังสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อุตตม&amp;rdquo; สั่งหั่นดอกเบี้ยกองทุนหมุนเวียนให้ชาวบ้านกู้ดอกถูก หลังเงินเหลือเป็นร้อยล้านต้นเหตุดอกเบี้ยเดิมราคาสูงที่ 6% ผู้ประกอบการไม่กล้ายื่นขอ จี้ กสอ.-ธพว. หารือโดยด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า ได้ให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.) ร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) พิจารณาปรับเงื่อนไข และอัตราดอกเบี้ยของกองทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย ที่มีวงเงินเหลือ 100 ล้านบาท ให้ผู้ประกอบการชุมชน เนื่องจากดอกเบี้ยกองทุนฯปัจจุบันที่กำหนด 6% สูงเกินไป เมื่อเทียบกับสินเชื่อคนตัวเล็ก ของธพว.ที่กำหนดเพียง 1% ส่งผลให้ไม่ค่อยมีผู้ประกอบการชุมชนเข้ามาขอสินเชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้กระทรวงอุตฯ พยายามหาเครื่องมือต่างๆ เพื่อสนับสนุนทุกกลุ่มผู้ประกอบการทั้งเอสเอ็มอี หรือกลุ่มชุมชน ซึ่งกองทุนฯนี้ กสอ.ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 25 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการชุมชนในอุตฯครอบครัว และหัตถกรรม มองว่า เข้าคุณลักษณะกลุ่มผู้ประกอบการโครงการหมู่บ้านซีไอวีพอดี จึงให้ไปปรึกษาธพว. ปรับเงื่อนไขดูว่า ดอกเบี้ยควรเป็นเท่าไรถึงเหมาะสม เพราะมองว่า ของเดิมสูงเกินไป ทำให้คนไม่ค่อยมาขอ ส่วนดอกเบี้ยจะเท่ากับสินเชื่อคนตัวเล็ก 1% หรือไม่ ต้องรอให้ทั้ง 2 หน่วยงานหารือร่วมกันก่อน และถ้าปรับดอกเบี้ยลงแล้ว มีผู้ประกอบการมาขอเกินวงเงิน ก็อาจหารือกับธพว.ต่อไป&amp;rdquo; นายอุตตม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เงื่อนไขกองทุนฯ กำหนดวงเงินไม่เกินรายละ 50,000 บาท ดอกเบี้ยคงที่ 6% ต่อปี กำหนดชำระคืนภายใน 2 ปี ระยะปลอดหนี้ไม่เกิน 4 เดือน ใช้บุคคลหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ , วงเงินกู้รายละเกิน 50,000 &amp;ndash; 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ดอกเบี้ยคงที่ 6% ต่อปี ชำระคืนภายใน 4 ปี ปลอดหนี้ไม่เกิน 4 เดือน ใช้บุคคลหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ , วงเงินเกิน 100,000 - 300,000 บาท ดอกเบี้ย 6% ชำระคืนใน 6 ปี ปลอดเงินต้นไม่เกิน 6 เดือน ใช้หลักทรัพย์ค้ำไปประกันเงินกู้ ,วงเงิน 300,000 บาท &amp;ndash; 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 6% ต่อปี ชำระคือภายใน 10 ปี ปลอดเงินต้นไม่เกิน 12 เดือน ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13475</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, กองทุนชาวบ้าน, กองทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย, ลดอัตราดอกเบี้ย, อุตตม สาวนายน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180322/image_big_5ab3a8ae59b81.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
