<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109930</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2021 13:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2021 12:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธนาธร&#039; เจ็บหนัก &#039;มิสเตอร์ผ้าไหม&#039; อบรมชุดใหญ่ หลังแกว่งปาก &#039;กรมหม่อนไหม&#039; คือภาระของชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค.64 - นายศักดา แสงกันหา หรือมิสเตอร์ผ้าไหม-โคราช โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า พาดพิงการจัดสรรงบประมาณกรมหม่อนไหม จำนวน 560 ล้านบาท ว่ามีจำนวนมากเมื่อเทียบกับงบประมาณของกรมปศุสัตว์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยโพสต์ของนายศักดา มีรายละเอียดดัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมหม่อนไหม คือ &amp;ldquo;โอกาส&amp;rdquo; มิใช่ภาระของชาติ อย่างที่เขาถากถาง!&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีมีคนตั้งถามทำร้ายหัวใจพวกเราชาวอีสาน ชาวเหนือผู้ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และได้รับโอกาสในการทำงานร่วมกับ &amp;ldquo;กรมหม่อนไหม&amp;rdquo; มายาวนานนับชั่วคน กับคำถามที่ว่า...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;..ทำไมต้องมีกรมหม่อนไหม ไปส่งเสริมปศุสัตว์ประมง ดีกว่ามั้ย?&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามคำนี้ใจร้ายมาก เปี่ยมไปด้วยอคติ ความตื้นเขินทางความคิด และขาดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อ วิถีชีวิตของคนไทยโดยเฉพาะพี่น้องของผมที่ภาคอีสาน และภาคเหนือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผม &amp;quot;ศักดา แสงกันหา&amp;quot; ผมโตมากับต้นหม่อนและตัวไหม ผมกับแม่ เราเป็นเกษตรกร เราปลูกหม่อน เลี้ยงตัวไหม ทอผ้าขาย นี่คือชีวิตของเรา นี่คือวิถีชีวิตของครอบครัวอีกหลายครอบครัว และนี่คือคำดูถูกที่พวกเรา รับไม่ได้!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;[ ผ้าไหมกับวิถีชาวบ้าน ]&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเกิดและเติบโตมาในภาคอีสาน ตั้งแต่เล็กจนโตเห็นการใช้ผ้าไหมในวิถีชีวิตต่างๆ โดยในสมัยก่อนผ้าไหมไม่ได้เป็นสินค้าในการจำหน่ายซะทีเดียว แต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมจะเป็นอาชีพเสริมที่ผู้หญิง จะต้องทำผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย เพื่อใช้ในพิธีการต่างๆ เช่น งานแต่งงาน ใช้เป็นเครื่องไหว้ต้อนรับ ผู้ใหญ่ของอีกฝ่าย และ ตัดชุดซึ่งคิดว่าเป็นชุดที่สวยที่สุดในวันสำคัญของชีวิต ต่อมาหากมีลูกเป็นผู้ชาย ก็จะนำผ้าไหม ให้ลูกใช้ใส่เป็นนาคก่อนบวช หรือ นำไปตัดเป็นผ้าไตรให้ลูกสำหรับใช้บวช นอกจากสองพิธีที่กล่าวมาข้างต้น ในงานมงคลต่างๆ ทางศาสนา ก็จะมีผ้าไหมเป็นองค์ประกอบอยู่เสมอๆ เพื่อสื่อว่า &amp;quot;ผ้าไหมคือผ้าที่ดีที่สุด มงคลที่สุด&amp;quot; และเมื่อถึงวาระสุดท้าย คุณค่าอันสูงสุดของวิถีชีวิตของพวกเรา ผ้าไหมใช้ห่ออัฐิของบิดามารดาเพื่อเก็บไว้ประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;[ ผ้าไหมกับการสร้างรายได้และอาชีพ ]&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในปัจจุบัน ในหมู่บ้านของผมนั้น ผ้าไหมแทบจะกลายเป็นรายได้หลักในยามที่มีวิกฤต โรคระบาดเช่นนี้ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสามารถสร้างรายได้ได้ตั้งแต่ ใบหม่อน ราคารับซื้อในปัจจุบันตอนนี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 10-30 บาท โดย 1 ไร่สามารถผลิตใบหม่อนได้เกือบ 5,000 กิโลกรัมในตลอดทั้งปี ต่อมาคือการเลี้ยงไหม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านเริ่มด้วยการ ซื้อไข่ไหมราคาเป็นธรรมจากกรมหม่อนไหมมาในราคา 15-20 บาท หรือบางครั้งมีการแจกให้ฟรี ไข่ไหมหนึ่งแผ่น(ขนาดเท่ากระดาษเอสี่) สามารถเลี้ยงและสาวเป็นเส้นไหมได้ 4-6 กิโลกรัม เส้นไหมราคาปัจจุบันอยู่ที่ กิโลกรัมละ 1,400-1,600 บาท นอกจากเส้นไหมที่ขายได้แล้วดักแด้ ซึ่งเป็นของเสียจากกระบวนการผลิตเส้นไหมยังสามารถนำมาประกอบเป็นอาหารได้ สามารถขายได้ในราคากิโลกรัมละ 80-120 บาท ไข่ไหม 1 แผ่นจะสามารถได้ดักแด้ประมาณ 10-20 กิโลกรัม หลังจากเราได้เส้นไหมมาแล้วเราจะนำเส้นไหมไปผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น การฟอกกาวไหม ย้อมไหม มัดหมี่ และสุดท้ายทอออกมาเป็นผ้าไหม ซึ่งสามารถขายได้ ตั้งแต่ราคา เมตรละ 400 บาทจนถึงราคาเมตรละหลายหมื่นบาทไปจนถึงเมตรละเป็นแสนก็มี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;[ ภูมิปัญหาท้องถิ่น คือโอกาสที่ต้องส่งเสริม ]&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทคนิคที่พูดถึงนั้น ก็หมายถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ที่เป็นสิ่งล้ำค่า สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทอผ้า แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาด พระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของพระราชินีในรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ท่านได้นำภูมิปัญญาการทอผ้าไหมของไทยไปตัดเป็นชุดฉลองพระองค์และเผยแพร่ให้กับคนทั่วโลกได้รับรู้ถึงความงามของผ้าไหมไทยและภูมิปัญญาในการทอผ้าของไทย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;
[ การทำงานร่วมกับ กรมหม่อนไหม ]&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรมหม่อนไหม&amp;rdquo; ได้มีส่วนสำคัญในการเข้ามาพัฒนาสายพันธุ์ของไหมไทย เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงไหมให้ได้ผลผลิตที่มากขึ้น และยังสนับสนุนส่งเสริมด้านต่างๆ อีกมากมาย เช่นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้มีคุณภาพและมาตฐานให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล รวมไปถึงการประสานงานช่วยหาตลาดร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;[ หม่อนไหม คือ โอกาสของประเทศ ]&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเคยอ่านเจอวิสัยทัศน์หนึ่งของผู้บริหารประเทศเมื่อ 10 ปีก่อน ที่พูดถึง &amp;quot;เศรษฐกิจสร้างสรรค์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมอยากจะบอกว่า นี่คือโอกาสของประเทศ ไหมไทย คือโอกาสของเกษตร ของคนไทย เราสร้างมูลค่าเพิ่มมากมายได้จากอุตสาหกรรมสิ่งทอ และโดยเฉพาะจากผ้าไหม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทียบงบประมาณปีล่าสุด กรมหม่อนไหม ได้รับงบ 560 ล้านบาท เพื่อดูแลเรื่องนี้ทั้งระบบ แต่รายได้ของการขายผ้าไหม และผลิตภัณฑ์ต่างไหมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ยา หรือเครื่องนุ่งห่ม เราสร้างรายได้รวมเข้าประเทศได้หลักหมื่นล้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใครที่จะมาเป็นนักการมือง หรือเป็นผู้บริหารประเทศไทยต่อไป ยิ่งต้องมองเป็น &amp;ldquo;โอกาส&amp;rdquo; หาใช่การผลักไสวิถีชีวิตของพวกเราไปเป็นเรื่องตลก หรือมองเป็น &amp;ldquo;ภาระ&amp;rdquo; และท่านจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากเสียงของพวกเราอีกเลย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109930</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมหม่อน, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ผ้าไหม, ศักดา แสงกันหา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210716/image_big_60f116e50244b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
