<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113877</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 17:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 17:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ส.ส.ก้าวไกล&#039; จ้องโละกรมหม่อนไหม อ้างตลาดไม่ได้ใหญ่โต แถมมีโครงการประหลาดอีก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ส.ค.64 - เวลา 14.45 น. ที่ประชุมสภาฯ พิจารณามาตรา 14 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 34,684,924,600 บาท นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ขอตัดลดงบกระทรวงเกษตร 23 เปอร์เซ็นต์ เพราะไม่สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเป็นระบบ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัส โดยเฉพาะเมื่อเกิดภัยแล้ง งบประมาณของกระทรวงเกษตรฯจำนวนมหาศาลนั้น มุ่งเน้นไปที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ที่ขึ้นชื่อว่า ฝนแปดแดดสี่ ได้รับงบมหาศาล ขณะที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลางได้รับงบประมาณเล็กน้อย กระทรวงเกษตรฯเอาสมองอะไรมาคิด หรือจ.ประจวบคีรีขันธ์คือ ประเทศไทย จะนำข้อมูลไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ อย่านำเอางบประมาณไปผูกพันกับพรรคพวกตัวเอง ขอให้ไปคิดทบทวน อย่าไร้ประสิทธิภาพ ไร้วุฒิภาวะ ขอให้ทำงานอย่างมีระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส.เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า ขอแปรญัตติตัดงบประมาณกระทรวงเกษตรฯลง 20% โดยเฉพาะกรมหม่อนไหม ซึ่งประเทศไทยสามารถสนับสนุนผ้าไหมได้โดยที่ไม่ต้องมีกรมหม่อนไหม และกิจการหม่อนไหมของไทยไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานที่ใหญ่เข้ามาดูแล ตนยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรกับกิจการไหมไทย ซึ่งยังสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงไหม และชื่นชมภูมิปัญญาผู้ทอผ้าไหม ศิลปวัฒนธรรมไทย เมื่อหน่วยงานมีสถานะเป็นกรมคือ การเปิดตำแหน่งอธิบดี รองอธิบดี รวมถึงยังตั้งสำนักและกองงานภายในที่ทำหน้าที่ธุรการและเอกสารขึ้นมา รวมถึงก่อสร้างอาคารสำนักงานทั้งในกทม.และต่างจังหวัด สร้างภาระให้กับงบประมาณแผ่นดินมหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กิจการหม่อนไหมที่เป็นตลาดเฉพาะ ไม่ได้ใหญ่โตมาก จึงไม่จำเป็นต้องตั้งหน่วยงานระดับกรมขึ้นมาดูแล แต่ควรมีสถานะเป็นสำนัก หรืออยู่ภายในกรมปศุสัตว์&amp;quot;&amp;nbsp;น.ส.เบญจา กล่าว และว่า จากงบกรมหม่อนไหม ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 506 ล้านบาท ซึ่ง 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นค่าใช้จ่ายบุคลากร อาคาร สำนักงาน หากยุบเลิกหน่วยงานถ่ายโอนภารกิจไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคล้ายกันก็จะสามารถลดงบประมาณได้ถึง 20% ส่วนงบประมาณ 190 ล้านบาทเป็นค่าทำกิจกรรมยังเป็นงบในโครงการพระราชดำริอีก 15 ล้านบาท และเป็นค่าสัมมนาดำเนินการจัดกิจกรรมอื่นๆ โดยในส่วนนี้เหลือค่าใช้จ่ายที่เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมได้รับจริงๆเพียง 40 ล้านบาท ยังไม่นับรวมโครงการประหลาดๆอีก จึงขอปรับลดงบประมาณกระทรวงเกษตรฯลง โดยเฉพาะกรมหม่อนไหม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113877</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมหม่อนไหม, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, พรรคก้าวไกล, เบญจา แสงจันทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210819/image_big_611e30d056a90.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105951</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2021 18:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2021 18:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนึ่งในน้ำพระทัย &quot;เจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ&quot; พระราชทานแบบลายผ้าบาติก สู่ชาวไทย พช.ชวนประทับใจ ยกระดับความร่วมสมัย ก้าวไกลสู่ระดับสากล เพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;วันที่ 10 มิถุนายน 2564&amp;nbsp;ปิติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระกรุณาพระราชทานลายผ้าบาติก ในโอกาสเปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน&amp;ldquo;ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กิจกรรมประกวดผ้าลายพระราชทาน ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวีฯ โครงการส่งเสริมภูมิปัญญาและพัฒนาศักยภาพผ้าไทย ระดับภาค พื้นที่ภาคกลาง โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน เป็นประธานในการประกวด ฯ ร่วมด้วย นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม ทีมคณะกรรมการ นำโดย นายศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหารของนิตยสารโว้ก ประเทศไทย นางสาวรติรส ภู่วิภาดาวรรธน์ และคณะ ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติ สื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ&amp;nbsp; โรงแรมแคนทารี โฮเทล อยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการประกวดในวันนี้ ถือเป็นปฐมฤกษ์ โดยเริ่มต้นจากภาคกลาง เพื่อคัดเลือก 75 ผ้าพื้นถิ่น จาก 4 ภูมิภาค เข้าตัดสินในระดับประเทศ โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานการตัดสิน ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 และนับเป็นมิ่งมงคลยิ่งต่อการเริ่มต้นกิจกรรมการประกวดในครั้งนี้ โดยพระองค์ได้พระราชทาน แบบผ้าบาติกลายพระราชทาน 3 ลาย เป็นดังของขวัญพระราชทานอันมีนัยยะถึงความรักและความห่วงใยในพสกนิกรไทย ที่สะท้อนมาจากพระอัจฉริยภาพในการสร้างสรรค์ศิลปะ วัฒนธรรมอันงดงามของไทย กับความเป็นสากล ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทุกลวดลาย สีสัน ล้วนสื่อความหมาย ได้แก่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผ้าบาติกลายพระราชทาน &amp;ldquo;ปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง&amp;rdquo; สื่อถึงธรรมชาติอันบริสุทธิ์ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่งดงาม ลวดลายประกอบด้วย ลายนกยูง หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ,ลายคลื่นน้ำ หมายถึง ท้องทะเลภาคใต้ ที่มีธรรมชาติอันสวยงาม ,ลายเรือกอและ หมายถึง วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของภาคใต้ที่ควรรักษาไว้ ,ลายดอกไม้โปรย สื่อถึงมิตรภาพและความจริงใจที่ประชาชนชาวภาคใต้มอบให้กับพระองค์ ลายพระอาทิตย์ หมายถึง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ,ลายกรอบตัว S อักษรพระนามาภิไธย S หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผ้าบาติกลายพระราชทาน &amp;ldquo;ท้องทะเลไทย&amp;rdquo; ด้วยแรงบันดาลพระทัยในการอนุรักษ์สัตว์ทะเลและสิ่งแวดล้อมของท้องทะเลไทย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงออกแบบลายผ้าบาติกพระราชทาน &amp;lsquo;ท้องทะเลไทย&amp;rsquo; ด้วยทรงพระดำริ ให้เป็นการจุดประกายความคิดเพื่อให้ ผู้คนเกิดจิตสำนึกในการหวงแหนและรักษาทรัพยากรทางทะเลไทยอันมีค่า ลวดลายประกอบด้วย ลายกะละปังหา หมายถึง ต้นกะละปังหาที่แตกกิ่งก้านออกเป็นรูปพัด เป็นบ้านของสัตว์ทะเลหลายชนิด ,ลายม้าน้ำ ม้าน้ำที่ขดตัวเป็นอักษรพระนามาภิไธย S หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ,ลายคลื่น ลูกคลื่นที่ล้อไปกับอักษรพระนามาภิไธย S หมายถึง ความห่วงใยใน สิ่งแวดล้อมของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ,ลายดาวทะเล หมายถึง สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลไทย ,ลายขอบตัว S อักษรพระนามาภิไธย S หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผ้าบาติกลายพระราชทาน &amp;lsquo;ป่าแดนใต้&amp;rsquo; สื่อถึงวิถีชีวิตและธรรมชาติของภาคใต้ที่มีเอกลักษณ์ จึงได้ทรงออกแบบผ้าบาติกลายพระราชทาน &amp;lsquo;ป่าแดนใต้&amp;rsquo; ด้วยทรงพระดำริให้เป็นการจุดประกายความคิด ในเรื่องของการอนุรักษ์ป่าฝนเขตร้อนที่มีระบบนิเวศอันอุดม ลวดลายประกอบด้วย ลายดอกดาหลาสัญลักษณ์ของดอกไม้พื้นถิ่นภาคใต้ ,ลายนกเงือก 10 ตัว หมายถึง พระบาทสมเด็จ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังหมายถึงความรักที่ซื่อสัตย์ ,ลายเถาไม้รูปตัว S หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ,ลายคลื่นตัว S และลายลูกปลากุเลา หมายถึง ความห่วงใยในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของภาคใต้ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ,ลายปารังและลายต้นข้าว สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของภาคใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยทรงมีพระประสงค์ให้ประชาชนใช้เวลาว่างในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ต้องทำงานอยู่ที่บ้านให้เป็นประโยชน์&amp;nbsp; มีรายได้เสริม และสร้างสรรค์งานศิลปะ เพื่อจรรโลงจิตใจ ในยามวิกฤติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า &amp;ldquo;สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมุ่งมั่นที่จะสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านและภูมิปัญญาไทย เพื่อฟื้นฟูมรดกงานศิลป์ล้ำค่าของแผ่นดินไทยอย่างแท้จริง ด้วยพระอัจฉริยภาพ พระองค์ทรงต่อยอดผสมผสานมุมมองด้านแฟชั่นที่ร่วมสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งการสืบสานอัตลักษณ์ เรื่องราวประจำภูมิภาค เป็นคุณูปการอย่างยิ่งแก่ปวงชนคนไทยไม่ว่าจะในชนบทและเมือง ทรงพระราชทานแบบลายผ้า ชื่อลาย &amp;ldquo;ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo; แก่พสกนิกรชาวไทย อันเป็นสิ่งที่ประจักษ์ชัดถึงพระปรีชาสามารถในด้านการออกแบบ ตอกย้ำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าความงดงามของผ้าไทยจะคงอยู่คู่กับสังคมไทย ทำให้พี่น้องทั้งหลาย กล้าที่จะออกจากกรอบความคิดที่มีต่อผ้าไทยแบบดั่งเดิม ในวันนี้คุณูปการที่เกิดขึ้นจึงไม่เพียงแต่วงการทอผ้าเท่านั้น แต่ยังต่อยอดไปถึงการสร้างคุณค่าในงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ประเภทอื่นๆ อีกด้วย ด้วยพระทัยอันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา หนุนให้พี่น้องช่างฝีมือ กลุ่มทอผ้า ผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP ยังคงสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนเลี้ยงดูครอบครัว แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ให้ฝ่าฟันไปได้อย่างมั่นคง จึงนำมาซึ่งความซาบซึ้งจนมีคำกล่าวถึงสิ่งที่พระองค์ทรงพระราชทานว่า &amp;ldquo;เปรียบเสมือนน้ำทิพย์ที่หยาดลงในทะเลทราย&amp;rdquo; และด้วยพระวิริยะอุตสาหะของพระองค์ที่ทรงเสด็จไปยังหัวเมืองทั้ง 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ถึง 2 รอบ พระองค์ได้มีพระกรุณาแนะแนวทางการพัฒนา ยกระดับ ให้กลุ่มหัตถกรรมทั้งหลายได้เพิ่มความประณีต ใส่ฝีมือ ใส่ลูกเล่นลงไป ผลงานที่ปรากฏในวันนี้จำนวน 197 ผืนในส่วนของภาคกลาง และ 3,215 ผืนจากทั่วประเทศ จึงเป็นดังดอกผล ของความมหัศจรรย์ที่พระองค์ได้ทรงพระราชทาน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับเป็นนิมิตรหมายอันดีสำหรับการประกวดในวันนี้ โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทาน แบบผ้าบาติกลายพระราชทาน 3 ลาย &amp;ldquo;ปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง&amp;rdquo; &amp;ldquo;ท้องทะเลไทย&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ป่าแดนใต้&amp;rdquo; ที่พระองค์ได้แรงบันดาลพระทัยจากการเสด็จไปทอดพระเนตรงานศิลปหัตถกรรมจากภูมิปัญญาพื้นถิ่นในภาคใต้หลายครั้ง ทรงพบเห็นวิถีชีวิตและธรรมชาติของภาคใต้ที่มีเอกลักษณ์ พระดำริทั้งหมดถูกถ่ายทอดลงบนผ้าลายบาติกพระราชทานนี้ เพื่อพระราชทานให้กับช่างฝีมือบาติก เป็นของขวัญตอบแทนมิตรภาพ และความจริงใจที่ประชาชนชาวภาคใต้มอบให้กับพระองค์ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าของผลิตภัณฑ์ด้วยเรื่องราวและความหมายชวนประทับใจเป็นการยกระดับผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย สามารถก้าวสู่ระดับสากล เพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประกวดผ้าลายพระราชทาน&amp;ldquo;ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo; ตามโครงการส่งเสริมภูมิปัญญาและพัฒนาศักยภาพผ้าไทย ระดับภาค ในวันนี้เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความภาคภูมิใจที่กรมการพัฒนาชุมชน ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์&amp;nbsp; และทุกภาคีเครือข่าย ได้มีโอกาสน้อมนำเอาแนวพระราชดำริในวิถีของการการวิจัยและพัฒนา หรือ R&amp;amp;D ผ้าไทยให้ได้รับการยกระดับ และคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อกระตุ้นให้พี่น้องกลุ่มทอผ้าทั้งหลาย ได้พัฒนาฝีมือ ค้นหาเทคนิควิธีการในการผลิตผ้าไทยให้ดีขึ้นเหมาะสมแก่การตัดเย็บเสื้อผ้าสมัยใหม่ เหนือล้ำไปกว่าการมุ่งหวังผลแพ้ชนะ คือการการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์อุปถัมภ์แห่งศิลปาชีพไทย ที่ทรงริเริ่มนำหัตถกรรมพื้นถิ่น เสน่ห์ของงานฝีมือดั้งเดิม และวิถีชีวิตให้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้ชาวบ้านอย่างมั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับจากนี้ ตลอดทั้งเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนกรกฎาคม 2564 กรมการพัฒนาชุมชน จะมีการดำเนินการประกวดโดยเริ่มจากระดับภาค ไปสู่ระดับประเทศ ทั้งนี้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในพื้นที่ภาคกลางเป็นจุดแรก จากนั้นไปภาคใต้ เป็นจุดที่ 2 ระหว่างวันที่ 13 - 14 มิถุนายน 2564 จังหวัดนครศรีธรรมราช จุดที่ 3 ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 17 - 18 มิถุนายน 2564 จังหวัดเชียงใหม่ และสุดท้ายจุดที่ 4 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุดรธานี ต่อด้วยการประกวดในรอบ Semi Final รอบตัดสิน 75 ผืนสุดท้าย ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ณ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร และประกาศผลรอบตัดสิน 75 ผืนสุดท้าย ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 สำหรับการประกวดในระดับประเทศ รอบตัดสินรางวัล ดำเนินการ ระหว่างวันที่ 27 &amp;ndash; 29 กรกฎาคม 2564 ณ ทรูไอคอนฮอลล์ ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม กรมการพัฒนาชุมชน และสภาสตรีแห่งชาติ ในพระราชินูปถัมน์ ได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานในการตัดสิน นับว่าเป็นสิ่งที่เป็นขวัญและกำลังใจอย่างยิ่งกับพี่น้องวงการผ้าไทย ปลุกกระแสวงการผ้าไหม ให้เกิดการสืบสาน รักษา ต่อยอด ภูมิปัญญาให้ดำรงเอกลักษณ์ไทยไว้ได้อย่างสมบูรณ์งดงาม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมการพัฒนาชุมชน ขอน้อมนำพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการเพิ่มคุณค่า และมูลค่ายกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าไทย ให้สามารถก้าวสู่ระดับสากล เพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืน โดยพระราชทาน &amp;ldquo;ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี&amp;rdquo; และผ้าบาติกลายพระราชทาน ทั้ง 3 ลวดลาย เปรียบดังแสงสว่างแห่งวิถีความงดงามของอัตลักษณ์ไทย ส่งผ่านไปสู่พี่น้องประชาชน นำทางให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนเศรษฐกิจฐานราก อันเป็นพลังที่จะสืบสานความเป็นไทยให้คงอยู่สืบไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105951</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการพัฒนาชุมชน, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, กรมหม่อนไหม, กระทรวงมหาดไทย, การประกวดผ้าลายพระราชทาน, ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ, ท้องทะเลไทย, นางสาวรติรส ภู่วิภาดาวรรธน์, นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี, นายชาย นครชัย, นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์, นายปราโมทย์ ยาใจ, นายภานุ แย้มศรี, นายศิริชัย ทหรานนท์, นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ, บรรณาธิการบริหารของนิตยสารโว้ก ประเทศไทย, ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน, ประธานสภาสตรีแห่งชาติ, ปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง, ป่าแดนใต้, ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ผ้าบาติกลายพระราชทาน, ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ, พระราชทานลายผ้าบาติก, ลายกรอบตัว S, ลายคลื่นน้ำ, ลายดอกไม้โปรย, ลายพระอาทิตย์, ลายเรือกอ, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา, โครงการส่งเสริมภูมิปัญญาและพัฒนาศักยภาพผ้าไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210610/image_big_60c1f80bee60f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104805</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 16:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรกรหม่อนไหมขายรังไหมไลฟ์สดออนไลน์ยุค New Normal  3 วัน สร้างรายได้มากกว่า 5 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เกษตรกรหม่อนไหม New Normal ขายรังไหมแก่บริษัทจุลไหมไทย ซึ่งถ่ายทอดสดการคัดเกรดและตีราคารังไหมผ่านเฟซบุ๊ค โปร่งใส เป็นธรรม และปลอดภัย มีรายได้ต่อเนื่องในยุคโควิด-19&amp;nbsp; ช่วง 1 - 3 พฤษภาคม 2564 สร้างรายได้ถึง 5.35 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหมได้ส่งเสริมเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในระบบเกษตรพันธสัญญา หรือการซื้อขายผลผลิตล่วงหน้า ตามนโยบายตลาดนำการผลิต ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรหม่อนไหมมีรายได้มากขึ้น และมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน ปัจจุบันได้ประสานให้มีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างเกษตรกรกับ บริษัท จุลไหมไทย จำกัด ซึ่งรับซื้อรังไหมตามเกณฑ์มาตรฐานและเป็นธรรม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ ทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ตามมาตรการของรัฐบาล บริษัทจุลไหมไทยได้ปรับกระบวนการรับซื้อรังไหมในรูปแบบ New Normal คือเปลี่ยนจากการรับซื้อ ตรวจคุณภาพและตีราคารังไหมในพื้นที่ เป็นการรับรังไหมกลับมาที่บริษัทซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ แล้วถ่ายทอดสดการตรวจคุณภาพและตีราคารังไหมให้เกษตรกรชม ในเฟซบุ๊ค กลุ่ม &amp;ldquo;เกษตรกรจุลไหมไทย&amp;rdquo; ทำให้เกษตรกรสามารถเห็นกระบวนการรับซื้อรังไหมได้เหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในระหว่างวันที่ 1 - 3 พฤษภาคม 2564&amp;nbsp; มีการรับซื้อรังไหม แบบไลฟ์สด 11 พื้นที่ จากเกษตรกร&amp;nbsp; 483 ราย รังไหม 24 ตัน รวมรายได้ 4.08 ล้านบาท&amp;nbsp; การรับซื้อรังไหม ที่บริษัท 4 พื้นที่ เกษตรกร 109 ราย รังไหม 7.3&amp;nbsp; ตัน รวมรายได้ 1.27&amp;nbsp; ล้านบาท&amp;nbsp; รวมรับซื้อรังไหมในระหว่าง 1 - 3 พฤษภาคม 2564 ใน 15 พื้นที่ เกษตรกร 592 ราย รังไหม 31.1 ตัน &amp;nbsp;สามารถสร้างรายได้รวมให้แก่เกษตรกร 5.35&amp;nbsp; ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นว่า ถึงแม้จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 รอบใหม่ ซึ่งส่งกระทบเป็นวงกว้างให้กับประชาชนหลายอาชีพ แต่สำหรับเกษตรกรหม่อนไหมที่ทำสัญญาซื้อขายกับบริษัทจุลไหมไทยนั้น ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด บริษัทยังคงรับซื้อรังไหมของเกษตรกรตามปกติ โดยบริษัทได้ปรับเปลี่ยนการรับซื้อรังไหมแบบถ่ายทอดสดออนไลน์ทางเฟซบุ๊คนี้ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563&amp;nbsp; ซึ่งในช่วงแรกแม้จะมีเกษตรกรบางรายไม่เข้าใจกับการรับซื้อในรูปแบบดังกล่าว แต่ในปัจจุบันนี้เกษตรกรเข้าใจแล้วว่า การปรับเปลี่ยนนั้นเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง และมีข้อดี นั่นคือ เกษตรกรไม่ต้องเสียเวลาขายรังนาน รีบขาย รีบกลับ มีเวลากลับไปดูแลสวนหม่อน และการถ่ายทอดสดดังกล่าวก็ถูกบันทึกไว้เป็นวิดีโอ เกษตรกรสามารถตรวจสอบย้อนกลับกระบวนการรับซื้อรังไหมได้ตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การพลิกวิกฤติเป็นโอกาสดังกล่าวนี้ ส่งผลให้อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอาชีพที่น่าสนใจ และเป็นทางเลือกให้เกษตรกรเลือกเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้อย่างต่อเนื่องและอย่างยั่งยืน&amp;quot; อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104805</URL_LINK>
                <HASHTAG>New Normal, กรมหม่อนไหม, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน, ถ่ายทอดสดการตรวจคุณภาพ, นายปราโมทย์ ยาใจ, บริษัทจุลไหมไทย, รังไหม, เกษตรกรจุลไหมไทย, เกษตรกรหม่อนไหม, โปร่งใส เป็นธรรม และปลอดภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4ae0897090.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102139</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2021 21:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2021 21:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมหม่อนไหม จับมือ NTGS ผลักดันไหมพันธุ์ไทย สร้างผลิตภัณฑ์ทะยานสู่ตลาดโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมหม่อนไหม ร่วมกับ บริษัท เอ็นทีจีเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด (NTGS) บริษัทชั้นนำผู้ผลิตแผ่นใยไหมและผลิตภัณฑ์ ด้วยการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมภูมิปัญญา และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรม ขานรับนโยบายโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG Model ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางชีวภาพไหมพันธุ์ไทย เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมา บริษัท NTGS ร่วมกับ กรมหม่อนไหม ดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาล สร้างอาชีพให้กับเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือ 600 ราย สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 10,000 บาท/เดือน แต่ปัจจุบัน ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกแผ่นใยไหม บริษัท NTGS จึงได้ปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ยุค New Normal โดยใช้นวัตกรรมในการผลิตหน้ากากอนามัยแผ่นใยไหม (Natural Medisilk Premium) ซึ่งมีคุณสมบัติระบายอากาศได้ดี และยังสามารถป้องกัน PM 2.5 และเชื้อโรคต่างๆ และได้รับสิทธิบัตรการออกแบบหน้ากากแผ่นใยไหม ปี 2564 ประเทศเกาหลี และอยู่ระหว่างขอสิทธิบัตรในประเทศไทย นอกจากนี้ บริษัทยังค้นคว้าวิจัยเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ด้วยโปรตีนธรรมชาติจากไหมพันธุ์ไทย &amp;quot;เซริซิน (Sericin)&amp;quot; ซึ่งมีคุณสมบัติในการรักษาสมดุลความชุ่มชื้นของผิวหนัง ปกป้องรังสียูวีและมลภาวะ รวมทั้งมีสารต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังบางชนิด และช่วยลดการอักเสบ อาทิ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเส้นผมจากโปรตีนไหมและทองคำ และแผ่นมาส์กหน้าใยไหมทองคำ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ บริษัท NTGS ได้เข้าพบ นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม และคณะผู้บริหารกรมหม่อนไหม เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2564 เพื่อหารือประเด็นการขับเคลื่อนสินค้าแผ่นใยไหมและผลิตภัณฑ์จากไหมพันธุ์ไทย ซึ่งกรมหม่อนไหมเป็นผู้ผลิตและให้บริการไข่ไหมพันธุ์ดีทั้งพันธุ์ไทยพื้นบ้านและพันธุ์ไทยลูกผสม โดยบริษัท NTGS ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากไหมพันธุ์ไทย เพื่อประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งช่องทางการตลาดทั้งตัวแทนจำหน่ายและตลาดออนไลน์ โดยหวังว่าเมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย การส่งออกสินค้าของประเทศกลับมาเป็นปกติ บริษัทจะเร่งระบายสต๊อกแผ่นใยไหม พร้อมทั้งร่วมกับกรมหม่อนไหมในการวางแผนการรับซื้อหนอนไหมจากเกษตรกรเพื่อนำมาผลิตแผ่นใยไหม สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรต่อไปในอนาคต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102139</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมหม่อนไหม, บริษัท เอ็นทีจีเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด (NTGS)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210507/image_big_60954b8161f63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96866</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2021 13:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2021 12:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อธิบดี พช จับมือกรมหม่อนไหม สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ เปิดงานยิ่งใหญ่ครั้งแรกของประเทศ “มหกรรมซื้อขายแลกเปลี่ยนเส้นไหมและผลิตภัณฑ์ไหมระดับประเทศ  จัดผู้ผลิตเส้นไหม พบผู้ทอผ้าไหมสร้างรายได้แก้ไขความยากจน อนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม อันล้ำค่า สู่ลูกหลาน สืบไป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 20 มีนาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมซื้อขายแลกเปลี่ยนเส้นไหมและผลิตภัณฑ์ไหมระดับประเทศไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นางรชตภร โตดิลกเวชช์ ประธานคณะกรรมการบริหารสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ นายอัครชญ แก้วอาภรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้า คณะกรรมการประกวดผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯของกรมการพัฒนาชุมชนโดยมีนายชรินทร์ ทองสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวต้อนรับ โดยกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ไหม และสินค้า OTOP การเดินแบบแฟชั่นผ้าไหม การสาธิตการทอผ้าไทย รวมถึงการเสวนาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไหมไทยสู่สากล และการซื้อขายแลกเปลี่ยนเส้นไหม และผลิตภัณฑ์ไหม&amp;nbsp; ในการนี้ นางนงลักษณ์ เกตุเวชสุริยา รองอธิบดีกรมหม่อนไหม นางวิไลวรรณ&amp;nbsp; ไกรโสดา นายสุรศักดิ์ อักษรกุล&amp;nbsp; รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ พัฒนาการจังหวัดนครราชสีมาและพัฒนาการจังหวัดทั้ง 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ตรวจราชการกรม และคณะกรรมการดำเนินงานศูนย์กลางการซื้อขายเส้นไหมนครชัยบุรินทร์เข้าร่วมพิธี โดยมีผู้ผลิต ผู้ประกอบการเส้นไหม และผลิตภัณฑ์ไหม ที่เข้าร่วมสาธิตและจำหน่ายสินค้า 20 จังหวัด ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้ง 55 กลุ่ม/ราย จำแนกเป็นผู้ประกอบการประเภทเส้นไหม จำนวน 7 ราย ประเภทผลิตภัณฑ์ไหม จำนวน 48 กลุ่ม/ราย ระหว่างวันที่ 20 &amp;ndash; 21 มีนาคม 2564 ณ ศูนย์วัฒนธรรมผ้าไหมนครชัยบุรินทร์ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวขอบคุณ รองอธิบดีกรมหม่อนไหม รองผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด สมาชิกภาคีเครือข่ายในพระบรมราชินูปถัมภ์&amp;nbsp; พี่น้องชาวพัฒนาชุมชนทุกท่าน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนและสนองแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และที่สำคัญ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด ภูมิปัญญาผ้าไทยให้คงอยู่เป็นอัตลักษณ์ของประเทศชาติ อีกทั้งยังพระราชทานลายผ้าขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯให้พี่น้องประชาชนคนไทยที่มีอาชีพทอผ้าได้ทอมาจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับครอบครัว สร้างความมั่นคงให้ชีวิต ผมมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดทำศูนย์ซื้อขายเส้นไหมในครั้งนี้ ถือเป็นการทำงาน ที่แสดงออกถึงการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยร่วมกันสืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานแห่งองค์สมเด็จพระพันปีหลวง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการช่วยเหลือพี่น้องทุกจังหวัด ให้เกิดการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายกลุ่ม OTOP กลุ่มผู้เลี้ยงไหมปลูกหม่อน เพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายผ้าไหม อันจะก่อให้เกิดรายได้ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และทำให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ มีความร่วมสมัย สามารถก้าวไปสู่ระดับสากล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชรินทร์ ทองสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งที่อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้คัดเลือกศูนย์วัฒนธรรมผ้าไหมนครชัยบุรินทร์ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เป็นพื้นที่ดำเนินโครงการมหกรรมซื้อขายแลกเปลี่ยนเส้นไหมและผลิตภัณฑ์ไหมระดับประเทศ เพื่อให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการเส้นไหม และผลิตภัณฑ์ไหมได้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนวัตกรรมในการพัฒนาเส้นไหม และผลิตภัณฑ์ไหมไทยให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน เป็นศูนย์กลางเส้นไหมระดับประเทศ ตลอดทั้ง เป็นการรณรงค์ให้เกิดค่านิยมในการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากผ้าไหม และร่วมปลุกกระแสวงการผ้าไหม ให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชน เป็นการสืบสาน รักษา ต่อยอด ภูมิปัญญาไหมไทย และภูมิปัญญาผ้าไทยให้ดำรงคงอยู่คู่คนไทยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ กล่าวว่า ในวันนี้ ถือว่าเป็นวันสำคัญที่สร้างความยิ่งใหญ่แก่วงการผ้าไทยเป็นอย่างมาก และได้รับเกียรติผู้เชี่ยวชาญผ้าไทยอย่างมากมายในการเข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ พวกเราได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงให้ความสำคัญและทุ่มเทพระวรกายในการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง &amp;ldquo;ผ้าไทย&amp;rdquo; ที่ทรงอนุรักษ์ฟื้นฟูและเป็นแบบอย่างในการใช้ผ้าไทยด้วยพระองค์เอง ทรงฉลองพระองค์ชุดผ้าไทยไปทุกหนทุกแห่ง เพื่อเผยแพร่ความงดงามของผ้าไทยสู่สายตาชาวโลก ตลอดระยะเวลา 50 ปี พระองค์ทรงพลิกฟื้นผ้าไทย จากสิ่งทอของชาวบ้านที่เกือบสูญหายให้กลับมาเป็นอาภรณ์ที่คนทั่วโลกให้การยอมรับถึงคุณค่าและความงดงามอันประเมินค่ามิได้ ตลอดระยะเวลาพระองค์ท่านทรงงาน&amp;nbsp; เมื่อครั้งที่พระองค์ท่านทรงเสด็จไป บ้านนาหว้า&amp;nbsp; จังหวัดนครพนม พ.ศ.2513 เพื่อหยิบผ้าไหม ผ้าฝ้ายที่ถูกลืม ในฝีมือคนไทยที่ถูกลืมไปแล้วจากสังคมไทยให้มาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่ม แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ วัฒนธรรมไทย แสดงให้เห็นถึงการสร้างอาชีพให้แก่ครอบครัว หลายๆ ครอบครัว ตั้งแต่นั้นมาหัตถกรรมทอผ้าพื้นเมืองก็ได้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้ชาวบ้านได้อย่างยั่งยืน ผ้าไทย จึงเปรียบเสมือนลมหายใจแม่ของแผ่นดิน&amp;nbsp; ทำให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด พัฒนาผ้าไทยให้มีความโดดเด่น งดงาม และสามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน ตามที่พระองค์ทรงพระราชทานลายผ้า &amp;ldquo;ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo; เพื่อปลุกกระแสการทอผ้าไทย และจัดประกวด ในช่วงเดือนพฤษภาคม ผ้าที่ชนะเลิศ พระองค์ท่านจะทรงนำไปตัดเป็นฉลองพระองค์และเสด็จเปิดงาน ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมีซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณ เสมือนสายฝน ที่ช่วยเหลือพี่น้องกลุ่มสตรี และOTOP ได้มีการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น นับเป็นจุดเริ่มต้น ในการขยายตลาดทั่วภูมิภาคต่อไป ซึ่งทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงขอเชิญชวนพี่น้องคนไทยร่วมกันใส่ผ้าไทยเพื่อแสดงออกถึงความเป็นคนไทย รักษาเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยไว้ให้ลูกหลานเราสืบไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า&amp;nbsp; ขอขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดที่ช่วยรณรงค์ ให้ทุกท่านสวมใส่ผ้าไทย ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 เห็นชอบมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน และเมื่อไม่นานมานี้ได้มีงานแสดงแฟชั่นระดับนานาชาติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาทรงออกแบบ โดยการนำเอาผ้าลายเกล็ดเต่า ทางจังหวัดสกลนคร ให้เกิดลวดลายที่สวยงาม บนชุดที่เป็นสากล ทำให้ชาวต่างชาติทึ่งในความสามารถ สวยโดดเด่นเป็นสง่าบนเวทีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องชาว OTOP&amp;nbsp; ที่ขอให้นำไปเป็นแรงบันดาลใจได้ช่วยกันสร้างสรรค์ผลงาน ผลิตเสื้อผ้า ต่อยอดลวดลายต่างๆ บนผืนผ้าให้โดดเด่น ทันสมัย เป็นที่นิยม ในระดับโลก โดยเฉพาะในเรื่องของ สีสัน ตามที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงทุ่มเทในการศึกษา ระดมสรรพกำลัง ทั้งกำลังคน กำลังสติปัญญา และก็การคาดการณ์ว่าในช่วงฤดูร้อนปีหน้าจะนิยมสีอะไร ในหนังสือแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย &amp;ldquo;Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2022&amp;rdquo; เพื่อพัฒนาและชี้นำทิศทางแนวโน้มการออกแบบผ้าไทยสู่สากล และจะเป็นเหมือนธงนำในการขับเคลื่อนและพัฒนาทิศทางกระแสความนิยมของผ้าไทย และการออกแบบเครื่องแต่งกายในเวทีระดับนานาชาติ เพื่อช่วยให้วงจรชีวิตของผ้าไทยมีความสมบูรณ์ตั้งแต่ ต้นน้ำ คือ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สู่กลางน้ำ ผู้ผลิต ในการถักทอผืนผ้าให้เกิดลวดลายที่ประณีต งดงาม นำไปสู่ ปลายน้ำให้ทุกท่านได้สวมใส่ตามพระราชดำริ &amp;ldquo;ผ้าไทย ใส่ให้สนุก&amp;rdquo; เพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสวมใส่ผ้าไทย ตามพระดำริ &amp;ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&amp;rdquo; เพื่อให้รายได้กลับสู่ชุมชน เป็นวงจรเศรษฐกิจเชิงมหภาค ตลอดทั้งส่งเสริม กระตุ้นการสวมใส่ผ้าไทยให้เป็นที่นิยมในทุกเพศ ทุกวัยและทุกโอกาส เพื่อสืบสาน &amp;ldquo;อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน&amp;rdquo; และขอเชิญเยี่ยมชมการทอผ้า สู่การพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ร่วมอุดหนุนของดีผ้าไหมไทย ณ&amp;nbsp; ศูนย์วัฒนธรรมผ้าไหมนครชัยบุรินทร์ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตและการตลาดเส้นไหมของชาติเป็นที่นัดพบระหว่างผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้นำเส้นไหมไปจำหน่ายให้พี่น้องOTOP ที่ต้องการใช้เส้นไหมไปทอผ้าในราคายุติธรรม เป็นที่รวบรวมสินค้าผลิตภัณฑ์ไหมของกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ (นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์) ซึ่งเป็นศูนย์รวมผู้มีความชำนาญในการปลูกไหมเลี้ยงไหมและการทอผ้าไหม ได้พบปะแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน เกิดองค์ความรู้นวัตกรรมใหม่ๆ นำไปสู่การพัฒนาผ้าไทยให้งดงาม ร่วมสมัย ยกระดับสู่สากลต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96866</URL_LINK>
                <HASHTAG>OTOP, กรมการพัฒนาชุมชน, กรมหม่อนไหม, ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ, นางรชตภร โตดิลกเวชช์, นายชรินทร์ ทองสุข, นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ, นายอัครชญ แก้วอาภรณ์, ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, มหกรรมซื้อขายแลกเปลี่ยนเส้นไหมและผลิตภัณฑ์ไหมระดับประเทศ, สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210322/image_big_605832bbc2da7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96453</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2021 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมหม่อนไหมพัฒนาการเพิ่มผลผลิตใบหม่อนด้วยปุ๋ยหมักมูลไหมร่วมกับเชื้อไมคอร์ไรซา เร่งเดินหน้าถ่ายทอดให้เกษตรกรหม่อนไหม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมหม่อนไหมใช้ประโยชน์ของเสียจากการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตามแนวคิด Zero Waste&amp;nbsp; พัฒนาการทำปุ๋ยหมักมูลไหมร่วมกับเชื้อไมคอร์ไรซา ช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิตใบหม่อน มุ่งขยายผลถ่ายทอดสู่เกษตรกรหม่อนไหมทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม&amp;nbsp; เปิดเผยว่า การใช้ปุ๋ยหมักเป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ก็สามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้&amp;nbsp; ซึ่งปัจจุบัน การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม มีการนำมูลไหมซึ่งเป็นของเสียที่ได้จากการเลี้ยงไหมมาใช้ทำปุ๋ยหมัก ตามแนวคิดการทำให้ขยะเหลือน้อยที่สุด หรือเท่ากับศูนย์ จนไม่มีขยะเหลือเป็นมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิผล (Zero Waste)&amp;nbsp; เดิมมีวิธีกำจัดมูลไหมรวมทั้งเศษใบและกิ่งหม่อนที่เหลือทิ้ง ด้วยการนำมูลไหมและเศษเหลือทิ้งไปใส่ต้นหม่อนโดยตรง หรือนำมูลไหมและเศษเหลือทิ้งไปตาก 1-2 แดด แล้วนำไปใส่ต้นหม่อน ซึ่งวิธีดังกล่าวทำให้เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคของหนอนไหม เพราะมูลไหมและเศษเหลือทิ้งอาจเป็นพาหะของโรคของหนอนไหมที่ติดมาจากโรงเลี้ยงได้ เช่น โรคซอตโต้ (เชื้อแบคทีเรีย) โรคเกรสเซอรี่ (เชื้อไวรัส) โรคมัสคาดีน (เชื้อรา) เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กรมหม่อนไหม จึงได้ทดลองผลิตปุ๋ยหมักมูลไหมร่วมกับเชื้อไมคอร์ไรซา ซึ่งเป็นเชื้อราชีวภาพที่มีคุณสมบัติเฉพาะที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชในการเพิ่มผลผลิตใบหม่อน&amp;nbsp; และเมื่อนำปุ๋ยหมักที่ทดลองนี้ไปใช้ในแปลงหม่อนสาธิต โดยนำไปใส่รอบ ๆ ทรงพุ่ม หลังการตัดแต่งกิ่งหม่อน ในอัตราส่วน 1 ตัน/ไร่/ปี&amp;nbsp; พบว่ามีผลผลิตใบหม่อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 37 ลดต้นทุนการผลิตได้ถึงร้อยละ 27 และจากการวิเคราะห์ปุ๋ยหมักมูลไหม ปรากฏว่า มีไนโตรเจน ร้อยละ 0.95 ฟอสฟอรัสร้อยละ 0.5 โพแทสเซียม ร้อยละ 0.86 และอินทรีย์วัตถุ ร้อยละ 28.69 สามารถใช้เป็นวัตถุดิบแทนปุ๋ยคอกในการทำปุ๋ยหมักได้เป็นอย่างดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ กรมหม่อนไหมได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวให้กับเกษตรกร โดยนำร่องในจังหวัดเชียงราย เลย ชัยภูมิ ลพบุรี และศรีสะเกษ และมีแผนพัฒนาขยายผลให้ครอบคลุมศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทั้ง 21 ศูนย์ทั่วประเทศ ภายในปี 2565 รวมทั้งพัฒนาต่อยอดทางการค้า โดยให้จุดถ่ายทอดเทคโนโลยีแปลงสาธิตและเกษตรกรในชุมชนร่วมกันผลิตปุ๋ยหมักมูลไหมนี้เป็นสินค้า บรรจุถุง 2 ขนาด คือ ขนาด 2 กิโลกรัม และขนาด 10 กิโลกรัม เพื่อนำไปจำหน่ายต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;วิธีการดังกล่าวนอกจากจะช่วยลดขยะซึ่งเป็นของเสียจากการเลี้ยงไหม ให้สภาวะสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ดีขึ้น ช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิตใบหม่อนแล้ว ยังช่วยส่งเสริมอาชีพเพิ่มรายได้ครัวเรือนของเกษตรกรและชุมชนให้มีเศรษฐกิจที่ดีและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น บรรลุเป้าหมายตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเชื่อมโยงกับเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติด้วย&amp;rdquo; อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกษตรกรที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ กรมหม่อนไหม โทรศัพท์ 0 2558 7924-6 ต่อ 402 หรือติดต่อขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวได้ที่ สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 1-6 หรือศูนย์หม่อนไหมเครือข่ายใกล้บ้าน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96453</URL_LINK>
                <HASHTAG>Zero Waste, กรมหม่อนไหม, นายปราโมทย์ ยาใจ, ปุ๋ยหมัก, ศูนย์หม่อนไหม, สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210318/image_big_6052d1eb7dafb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75852</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2020 22:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2020 08:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมหม่อนไหมอนุรักษ์และฟื้นฟูภูมิปัญญางานหม่อนไหมชุมชนกระเหรี่ยงโปว์ บ้านสองพี่น้อง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;กรมหม่อนไหมร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พัฒนางานพระราชดำริเชิงรุก เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์กระเหรี่ยงโปว์ เกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้า สร้างงานสร้างอาชีพให้กับเกษตรกร ภายใต้กิจกรรมอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์กระเหรี่ยงโปว์ ตำบลสองพี่น้อง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่าชุมชนกระเหรี่ยงโปว์เป็นชุมชนที่มีเอกลักษณ์ของการแต่งกายด้วยชุดชนเผ่าที่มีคุณค่าควรแก่การอนุรักษณ์ภูมิปัญญาโดยท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงได้น้อมนำพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงในการอนุรักษ์และฟื้นฟูภูมิปัญญาชุมชนกระเหรี่ยงโปว์ไว้ โดยชุมชนนี้พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จประพาสเยี่ยมราษฎรชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงโปว์(พล่ง, โผล่ง, โผล่ว) บ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 3 ครั้งเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๒ครั้งที่ ๒ เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๖&amp;nbsp; เมษายน&amp;nbsp; พ.ศ. ๒๕๑๑ และครั้งที่ ๓ เมื่อวันอังคารที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๔&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;กรมหม่อนไหมร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เข้าไปดำเนินการโครงการพัฒนางานพระราชดำริเชิงรุก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์กระเหรี่ยงโปว์ในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้า เป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับเกษตรกรและนักเรียนโรงเรียนบ้านสองพี่น้อง ภายใต้กิจกรรมอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์กระเหรี่ยงโปว์ ตำบลสองพี่น้อง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 &amp;ndash; 2563 ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมฝึกอบรมให้กับเกษตรกรที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กระเหรี่ยงโปว์จำนวน 41 รายใน 7 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรเทคนิคการทอผ้าพื้นกะเหรี่ยงโปว์ หลักสูตรเทคนิคการทอจกกะเหรี่ยงโปว์ หลักสูตรการมัดหมี่ผ้ากะเหรี่ยงโปว์ หลักสูตรการปักผ้ากะเหรี่ยงโปว์ หลักสูตรการย้อมสีจากครามหลักสูตรการย้อมสีจากพืชธรรมชาติในท้องถิ่น และหลักสูตรสนับสนุนการใช้เส้นไหมทดแทนฝ้ายตามพระราชดำริในการผลิตผ้ากะเหรี่ยงโปว์ให้ได้มาตรฐานตรานกยูงพระราชทานสีเขียว และในปี พ.ศ.2563 ได้เข้าไปอบรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ นำผ้าทอกระเหรี่ยงโปว์มาแปรรูปผลิตภัณฑ์เป็นกระเป๋า เพื่อเพิ่มมูลค่า และได้นำดีไซน์เนอร์เข้าไปช่วยออกแบบชุดจากผ้าทอกระเหรี่ยงโปว์ให้มีความหลากหลายและทันสมัยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ปัจจุบันกลุ่มทอผ้ากระเหรี่ยงโปว์ สามารถผลิตผ้าตรานกยูงพระราชทานสีเขียว และนำผลิตภัณฑ์แปรรูปกระเป๋าและหมวก จำหน่ายในงานต่างๆ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค ทำให้กลุ่มเกษตรกรเป็นที่รู้จัก และมีรายได้เพิ่มมากขึ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75852</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมหม่อนไหม, วสันต์ นุ้ยภิรมย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200828/image_big_5f491e1ad225f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
