<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95531</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2021 22:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลูกเสือสวมดีเอ็นเอ เอาผิดสวนสัตว์ดัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; กรมอุทยานฯ แจ้งข้อหาเพิ่ม &amp;quot;มุกดาสวนเสือและฟาร์ม&amp;quot; จ.มุกดาหาร หลังตรวจดีเอ็นเอพบลูกเสือโคร่ง 6 ตัว ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับพ่อแม่ในฟาร์มตามที่สวนสัตว์แจ้งไว้ เล็งเพิกถอนใบอนุญาตสวนสัตว์ ดำเนินคดีต่อครอบครองสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต แจ้งความเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 9 มี.ค. ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นางรุ่งนภา พัฒนวิบูลย์ รองอธิบดีกรมอุทยานฯ พร้อมด้วยนายสมปอง ทองสีเข้ม ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ร่วมกันแถลงถึงกรณีคณะเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ นำโดยนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) สำนักงานต่อต้านการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าที่ผิดกฎหมายของประเทศไทย (GEF.6) ชุดปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดด้านสัตว์ป่าและพืชป่า (ชุดเหยี่ยวดง) หน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (หน่วยพญาเสือ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าตรวจสอบสวนสัตว์มุกดาฯ ของนายสมดิษฐ์ ธรรมเวช ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสวนสัตว์ มุกดาสวนเสือและฟาร์ม ต.บางทรายใหญ่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์มายังกรมอุทยานฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางรุ่งนภากล่าวว่า นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) ร่วมกับหน่วยพญาเสือ ฝ่ายปกครอง เข้าตรวจมุกดาสวนเสือและฟาร์ม จ.มุกดาหาร ซึ่งจากการข่าวพบว่า สวนสัตว์แห่งนี้มีพฤติกรรมลักลอบค้าเสือโคร่ง โดยเมื่อวันที่ 30 พ.ย.63 ได้เข้าตรวจเสือโคร่งของสวนสัตว์ เก็บตัวอย่างเลือดเสือโคร่ง 5 ตัว และซากเสือ 1 ตัวที่ตายลงเพื่อตรวจสอบดีเอ็นเอ ทั้งนี้ ผลตรวจจากศูนย์นิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 27 ม.ค.64 และศูนย์นิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ เมื่อ 2 ก.พ.64 พบว่าเสือโคร่งตัวผู้ชื่อข้าวเม่า และข้าวเปลือก ไม่มีความสัมพันธ์กับพ่อชื่อโดโด้ และแม่ชื่อมะเฟือง อีกทั้งไม่มีความสัมพันธ์กับเสือชื่อให้ลาภ และให้ทอง ตามที่สวนสัตว์เคยแจ้งไว้กับกรมอุทยานฯ และหลักฐานดังกล่าวนำมาซึ่งปฏิบัติการในการตรวจยึดสัตว์ป่าในสวนสัตว์แห่งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมปอง ทองสีเข้ม ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ กล่าวว่า ผลตรวจสอบดีเอ็นเอได้นำข้อมูลที่สวนเสือได้แจ้งเมื่อวันที่ 11 ส.ค.2558 ว่าพ่อแม่ชื่อให้ลาภ และให้ทอง มีลูกเสือรวม 4 ตัว คือ ข้าวกล่ำ ข้าวเจ้า ข้าวยำ และข้าวเหนียว แจ้งเกิดวันที่ 12 ส.ค.58 แต่ปรากฏว่าวันที่ 12 ก.พ.2562 เสือชื่อข้าวเหนียวตายลง จากนั้นกรมอุทยานฯ เข้าตรวจสอบความสัมพันธ์พ่อแม่ลูกเมื่อวันที่ 28 ส.ค.2563 แต่ผลดีเอ็นทั้ง 3 ตัวไม่มีความเป็นพ่อแม่ลูกกัน จึงเข้าตรวจยึดเมื่อวันที่ 30 พ.ย.2563 และการพักใช้ใบอนุญาต &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมปองกล่าวต่อว่า กรมอุทยานฯ จะดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการสวนสัตว์ของสวนสัตว์ดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2562 ซึ่งให้อำนาจหน้าที่กรมในการเพิกถอนได้ในกรณีที่ 1.ผู้ประกอบการถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดจริงในการครอบครองสัตว์ป่า หรือในกรณีที่กรมอุทยานฯ มีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการสวนสัตว์ 2 ครั้งติดต่อกันภายใน 1 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ วันที่ 21 ม.ค. ทางกรมอุทยานฯ ได้ประกาศพักใบอนุญาตประกอบกิจการสวนสัตว์เป็นเวลา 30 วัน ซึ่งครบกำหนดแล้ว เนื่องจากเสือโคร่ง 3 ตัว และซากเสือโคร่งอีก 1 คือลูกเสือโคร่ง ชื่อข้าวเหนียว ข้าวยำ ข้าวเจ้า ข้าวกล่ำ ที่ตรวจยึดเมื่อวันที่ 30 พ.ย.2563 ไม่มีความสัมพันธ์กับพ่อแม่พันธุ์ที่สวนสัตว์กล่าวอ้าง จึงได้มีคำสั่งดังกล่าว และล่าสุดในวันนี้ (9 มี.ค.) พบความผิดในลักษณะเดียวกันของลูกเสือโคร่งอีก 2 ตัว ชื่อเข้าเม่า และข้าวเปลือก ดังนั้นทางกรมอุทยานฯ จึงจะออกคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการสวนสัตว์ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ระงับได้ไม่เกิน 90 วัน ขึ้นอยู่กับกรมกำหนดระยะเวลา เมื่อครบกำหนดแล้วทางกรมจะทำหนังสือแจ้งเพิกถอนการประกอบกิจการสวนสัตว์ตามมาตรา 78 พ.ร.บ.อุทยานฯ เป็นขั้นตอนต่อไป พร้อมทั้งดำเนินคดีตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเสือโคร่ง 2 ตัวคือ ข้าวเม่า และข้าวเปลือก ได้นำไปเลี้ยงดูแลไว้ที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจุฬาภรณ์ จ.ศรีสะเกษ ซากเสือโคร่ง &amp;quot;ข้าวเหนียว&amp;rdquo; ถูกเก็บรักษาโดยแช่ในฟอร์มาลินไว้ที่ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการเข้าตรวจสอบครั้งนี้ยังได้แจ้งผลตรวจดีเอ็นเอเสือโคร่งกับนายสมดิษฐ์ พร้อมจะเข้าแจ้งข้อหาเพิ่มเติมอีก 2 กรณีความผิดตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 มาตรา 17 ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ฐานผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 267 ฐานผู้ใดแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95531</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุทยาน, มุกดาสวนเสือและฟาร์ม, สวมดีเอ็นเอ, สวมดีเอ็นเอลูกเสือ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210309/image_big_60477196aa10e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70075</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2020 21:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยื่นปปช.ฟันกราวรูด รื้อทิ้งบ้านบอมเบย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; กมธ.วุฒิสภาส่งไม้ต่อ ป.ป.ช. สอบปมรื้อ &amp;ldquo;บอมเบย์ เบอร์มา&amp;rdquo; ชี้คนที่เกี่ยวข้องต้องมีส่วนรับผิดชอบ ตั้งแต่กรมอุทยานฯ จังหวัดแพร่ซึ่งโยงไปถึงผู้ว่าฯ กรมศิลปากร และผู้รื้อถอน ระบุถือเป็นบทเรียน คนทำผิดต้องไม่ลอยนวล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 มิถุนายนนี้ ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม และคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา นำโดยนายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา และ พล.ร.อ.ฐนิธ กิตติอำพน เดินทางมายื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผ่านนายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบเรื่องการทุจริต ประพฤติมิชอบ กรณีรื้อถอนอาคารศูนย์เรียนรู้ป่าไม้สวนรุกขชาติเชตวัน (บ้านบอมเบย์ เบอร์มา) อายุกว่า 127 ปี จังหวัดแพร่ โดยเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจเป็นการกระทำที่ผิดต่อประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ แสดงให้เห็นถึงความบกพร่อง ส่อถึงการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ และหน่วยงานอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนังสือระบุว่า การกระทำดังกล่าวอาจมีผู้เกี่ยวข้องและต้องรับผิดชอบคือ 1.กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช 2.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) 3.จังหวัดแพร่ 4.กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ 5.ห้างหุ้นส่วนแพร่โกสินทร์ก่อสร้าง โดยกรรมาธิการทั้ง 2 คณะเห็นว่า แต่ละหน่วยงานน่าจะมีความผิดตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ และการกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ของรัฐก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นทั้งทรัพย์สินของราชการ กระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชนอย่างร้ายแรง อาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ.โบราณสถาน พ.ร.บ.ว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ นอกจากนี้ ข้าราชการที่เกี่ยวข้องอาจมีความผิดทางวินัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวันชัยกล่าวว่า จาการตรวจสอบในส่วนของจังหวัดแพร่ เราได้เห็นว่ามีความผิดพลาดบกพร่องในส่วนใด รวมทั้งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เราก็ได้ตรวจสอบแล้วว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง และกรมศิลปากรซึ่งเป็นหน่วยอนุญาตและหน่วยตรวจสอบก็ได้พิจารณาแล้วว่าบกพร่อง ผิดพลาดในส่วนใด รวมทั้งบริษัทที่รับเหมา ซึ่งทั้งหมดเป็นการกระทำคามผิดต่างกรรม ต่างโอกาส ต่างวันเวลากัน และเชื่อมโยงกัน ซึ่ง กมธ.เห็นว่าการกระทำดังกล่าวน่าจะเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่จะพิจารณาดำเนินการต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่าในส่วนของจังหวัดแพร่ รวมไปถึงระดับผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นคนลงนามอนุญาตหรือไม่ นายวันชัยกล่าวว่า เราได้มีการสอบสวนแล้วเชิญมาให้ถ้อยคำชี้แจงแล้ว กรรมาธิการก็ได้ตรวจสอบรายละเอียดแล้ว เห็นว่าในฐานะคนให้งบประมาณน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องต่อเหตุที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่ยืนยันว่าเป็นความผิดของผู้ว่าราชการจังหวัด แต่เราคิดว่าน่าจะมีการกระทำความผิดเชื่อมโยงกันในหลายส่วนงาน ส่วนตัวบุคคลใครผิดมากน้อยเพียงใด กรรมาธิการทั้ง 2 คณะได้ตรวจสอบและชี้ให้เห็นในเบื้องต้นแล้ว จึงเป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.จะลงลึกในรายละเอียดอีกส่วนหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่เห็นชัดเจนคืออาคารดังกล่าวเป็นโบราณสถาน และกฎหมายกำหนดไว้ว่าเมื่อเป็นโบราณสถาน กระบวนการต้องทำอย่างไร ต้องขออนุญาตจากใคร ดังนั้นใครก็ตามที่ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ควรรู้ จะปฏิเสธว่าไม่รู้ จึงไม่ทำตามที่กฎหมายกำหนดนั้นไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่านอกจากเรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว จะโยงถึงเรื่องทุจริตด้วยหรือไม่ นายวันชัยกล่าวว่า ขอยืนยันว่าเรื่องนี้ทุกมิติของการจัดสรรงบประมาณ รวมทั้งการดำเนินการในเรื่องนี้ เราไม่ต้องการสอบแค่อาคารดังกล่าว แต่เราต้องการให้เรื่องนี้เป็นบทเรียน ซึ่งคนที่เกี่ยวข้องไม่ควรจะลอยนวล ไม่ควรปัดความรับผิดชอบไปมา เพราะถือว่าเรื่องนี้หากทุกคนที่เกี่ยวข้องมีส่วนตรวจสอบกำกับดูแล เข้มงวดตามระเบียบตามกฎหมาย เหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้น นอกจากนั้น กมธ.ทั้ง 2 คณะกำลังดำเนินการตรวจสอบโบราณสถานทั้งหมด และกำลังจะมีการสรุปข้อมูลวิธีการแนวทางการแก้ไขปัญหาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกี่ยวข้องกับโบราณสถานทั้งหมดทั่วประเทศ เพื่อหาทางยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนการบูรณะอาคารดังกล่าวกลับมาเหมือนเดิมได้หรือไม่ เป็นเรื่องของกรรมาธิการการศาสนาฯ จะเข้าไปช่วยตรวจสอบดูแลว่าการดำเนินการเป็นไปตามหลักการและถูกต้องหรือไม่ ทั้งนี้อยากเร่งให้ ป.ป.ช.ดำเนินการอย่างรวดเร็ว จริงจัง เพราะถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนจำนวนมาก ดังนั้นการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดจึงต้องรวดเร็วและรุนแรงเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบนี้ขึ้นอีก&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ร.อ.ฐนิธกล่าวว่า ขั้นตอนการดำเนินการเรื่องนี้ทำโดยไม่ได้รับอนุญาตเลยตั้งแต่การจ้างบริษัทมาบำรุงรักษา แต่กลายเป็นการรื้อถอน และเท่าที่ดูเอกสารแล้วไม่มีรูปแบบ ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่เป็นสถาปนิกหรือวิศวกร ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร และ พ.ร.บ.สถาปนิกกำหนดไว้ จึงเป็นการทำแบบไม่มีรูปแบบ แล้วมีการตกลงกันว่าต้องถอนฐานรากออกทั้งหมด แต่กลับไม่มีการขอแก้สัญญา ซึ่งถือว่าไม่ถูกต้องตามระเบียบวัสดุ ดังนั้นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่า การทำงานทุกงานในการจัดซื้อจัดจ้างควรเป็นไปตามระเบียบวัสดุอย่างครบถ้วนเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ส่วนการขออนุญาตปรับปรุงอาคารนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นโบราณสถาน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70075</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.วุฒิสภา, กรมศิลปากร, กรมอุทยาน, บอมเบย์ เบอร์มา, รื้อถอนบอมเบย์ เบอร์มา, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200629/image_big_5ef9e4faaf5e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
