<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109092</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2021 22:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจ้งเพิ่มสวมตั๋วช้าง  ค้าสัตว์ป่าคุ้มครอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หน่วยพญาเสือ กรมอุทยานฯ แจ้งเอาผิดเพิ่มเจ้าของแคมป์ช้างดังเมืองกาญจน์กับแก๊ง สวมตั๋วรูปพรรณร่วมกันค้าสัตว์ป่าคุ้มครอง ส่วนคนขายโดนอีกกระทง ครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษหนักทั้งจำ-ปรับ ยันตรวจสอบ DNA-ข้อมูลจดทะเบียน พยานหลักฐานมัดแน่น &amp;nbsp;
จากกรณีหน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (พญาเสือ) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าตรวจสอบบริษัท ช้างแม่น้ำแคว จำกัด (แคมป์ช้างวังจาน) เลขที่&amp;nbsp;31&amp;nbsp;หมู่ที่&amp;nbsp;8 ต.วังด้ง อ.เมืองฯ จ.กาญจนบุรี&amp;nbsp;และได้ทำการตรวจยึดลูกช้างชื่อพลายคำน้อย เพศผู้ หลังตรวจพบว่าดีเอ็นเอไม่ตรงกับพ่อและแม่ช้างที่แจ้งไว้ รวมทั้งเลขไมโครชิปไม่ถูกต้องกับตัวสัตว์&amp;nbsp;นำมาสู่การจับกุมเจ้าของดำเนินคดีตามกฎหมายตามที่ปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้านี้ &amp;nbsp;
ความคืบหน้า วันที่&amp;nbsp;8 ก.ค. นายมงคล ไชยภักดี นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ หัวหน้าหน่วยพญาเสือ เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของ ดร.ยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษา รมว.ทส. และนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดี อส. ให้ดำเนินการปราบปรามขบวนการล่าและค้าสัตว์ป่า ตนได้มอบหมายให้นายโดม จันทร์สุวรรณ์ เจ้าหน้าที่ชุดพญาเสือ &amp;nbsp;ผช.หน.อุทยานฯ พุเตย เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ณว์พรรณ์ เทียมฉันท์ พนักงานสอบสวน สภ.ลาดหญ้า อ.เมืองฯ จ.กาญจนบุรี โดยร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติมกับนายมินอ&amp;nbsp;สัตยาเรืองรอง, นายวันชัย&amp;nbsp;ไพรกล้าธรรม, นายโชคชัย ยศยิ่งอภิราม และนาย&amp;nbsp;Kenji&amp;nbsp;&amp;nbsp;Alison&amp;nbsp;รวม&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ราย ในความผิดตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562&amp;nbsp;ฐาน&amp;nbsp;&amp;ldquo;ร่วมกันค้าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จากพนักงานเจ้าหน้าที่&amp;rdquo;&amp;nbsp;ม.29&amp;nbsp;ม.89 ว.1&amp;nbsp;ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยนายมินอ&amp;nbsp;สัตยาเรืองรอง มีความผิดเพิ่มอีก ฐาน&amp;nbsp;&amp;ldquo;ครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่&amp;rdquo;&amp;nbsp;ตาม ม.17 ม.92&amp;nbsp;ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายมงคลกล่าวต่อว่า หน่วยพญาเสือ พร้อมด้วยนายพนัชกร โพธิบัณฑิต ผอ.ส่วนยุทธการ ด้านการป้องกันและปราบปราม สำนักป้องกันปราบปรามและควบคุมไฟป่า&amp;nbsp;ได้ออกติดตามสืบสวนสอบสวน จนได้พยานหลักฐานทราบแน่ชัดว่า ในระหว่างวันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;มีนาคม&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;ถึงวันที่&amp;nbsp;10&amp;nbsp;มิถุนายน&amp;nbsp;2564 บุคคลทั้ง&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ร่วมกันค้าสัตว์ป่าคุ้มครอง (ช้าง) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่&amp;nbsp;โดยนายวันชัย ไพรกล้าธรรม และนายโชคชัย ยศยิ่งอภิราม เป็นนายหน้าติดต่อให้นาย&amp;nbsp;Kenji&amp;nbsp;Alison&amp;nbsp;มาทำข้อตกลงซื้อขายลูกช้างพลายคำน้อยของนายมินอ สัตยาเรืองรอง ที่อำเภอแม่ระมาด จ.ตาก ในราคา&amp;nbsp;1,600,000&amp;nbsp;บาท โดยจ่ายเงินมัดจำ&amp;nbsp;50,000&amp;nbsp;บาท ต่อมาได้ทำการโอนเงินให้อีกหลายครั้ง ครั้ง ละ&amp;nbsp;50,000&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;
จากนั้นนายหน้าทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;รายจะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องขอออกเอกสาร ตั๋วทะเบียนรูปพรรณ สมุดทะเบียนเล่มที่&amp;nbsp;4211&amp;nbsp;ให้กับนายมินอ และทำเอกสารการขอโอนสัตว์พาหนะ เอกสารใบอนุญาต นำเคลื่อนย้ายฯ ของกรมปศุสัตว์ เพื่อนำลูกช้างจากอำเภอแม่ระมาด ไปส่งให้กับนาย&amp;nbsp;Kenji Alison&amp;nbsp;เพื่อให้นาย&amp;nbsp;Kenji Alison&amp;nbsp;นำไปโอนช้างเข้าอำเภอเมืองกาญจนบุรี โดยนายมินอได้เงินค่าตัวลูกช้าง&amp;nbsp;800,000&amp;nbsp;บาท โดยที่นายหน้าทั้ง 2 ได้รับ&amp;nbsp;800,000&amp;nbsp;บาท แต่จากการตรวจรหัสพันธุกรรมช้างพลายคำน้อย พบว่าช้างพลายคำน้อยที่อยู่กับนาย&amp;nbsp;Kenji Alison&amp;nbsp;เป็นช้างคนละตัวกันที่อยู่กับนายมินอ และจากการตรวจรหัสพันธุกรรมของช้างพลายคำน้อย ทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ครั้ง ก็ไม่พบว่ามีความสัมพันธ์ เป็นลูกของช้างพังแม่คำศรีแต่อย่างใด และไม่รู้ว่าช้างที่เป็นลูกของพังแม่คำศรีไปอยู่ที่ใด&amp;nbsp;ซึ่งอาจจะตายไปแล้วก็ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
ต่อมาอำเภอแม่ระมาดได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และได้แจ้งยกเลิกเพิกถอนตั๋วรูปพรรณ ทะเบียนเล่มที่&amp;nbsp;4211&amp;nbsp;ของพลายคำน้อย พร้อมมอบหมายให้นายเกรียงศักดิ์ บุญตาปวน ปลัดอำเภอ นำเอกสารหลักฐานไปแจ้งความเอาผิดกับนายมินอ สัตยาเรืองรอง ที่สถานีตำรวจภูธรแม่ระมาด จ.ตาก ฐาน&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผู้ใดครอบครองสัตว์พาหนะไว้ โดยไม่มีตั๋วรูปพรรณ หรือมีแต่ไม่ถูกต้องกับตัวสัตว์&amp;rdquo;&amp;nbsp;ตาม ม.21&amp;nbsp;ม.29&amp;nbsp;พ.ร.บ.สัตว์พาหนะ พ.ศ.2482&amp;nbsp;และฐาน&amp;nbsp;&amp;ldquo;แจ้งความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่น หรือประชาชนเสียหาย&amp;rdquo;&amp;nbsp;และ ฐาน&amp;nbsp;&amp;ldquo;แจ้งให้เจ้าพนักงาน ผู้กระทำตามหน้าที่ จดข้อความอันเป็นเท็จ ลงในเอกสารมหาชน หรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่อาจให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน&amp;rdquo;&amp;nbsp;ตาม ม.137&amp;nbsp;ม.267 ประมวลกฎหมายอาญา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนลูกช้างพลายคำน้อย สัตว์ป่าของกลาง เจ้าหน้าที่มอบหมายให้นายไพฑูรย์ อินทรบุตร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระนำไปเลี้ยงดูแลที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ หมู่ที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ต.วังด้ง อ.เมืองฯ จ.กาญจนบุรี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109092</URL_LINK>
                <HASHTAG>DNA-ข้อมูลจดทะเบียน, กรมอุทยานฯ, ครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ค้าสัตว์ป่าคุ้มครอง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หน่วยพญาเสือ, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210708/image_big_60e708bfc1f08.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85539</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/2020 19:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุกยึดลูกเสือ พบสวนสัตว์ สวมทะเบียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุทยานฯ ตรวจสอบสวนสัตว์มุกดาฯ จ.มุกดาหาร ยึดลูกเสือโคร่ง 5 ตัว พบแล้ว 3 ตัวไม่มีหลักฐานการครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย เข้าแจ้งความดำเนินคดี 3 ข้อหา มีโทษทั้งจำ-ปรับ เผยอยู่ระหว่างตรวจดีเอ็นเอเสืออีก 1.5 พันตัวจากสวนสัตว์ 32 แห่งทั่วประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายประกิต วงศ์ศรีวัฒนกุล รองอธิบดีกรมอุทยานฯ พร้อมด้วยนายสมปอง ทองสีเข้ม ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ร่วมแถลงข่าวการตรวจสอบกิจการสวนสัตว์มุกดาสวนเสือและฟาร์ม ต.บางทรายใหญ่ อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร&amp;nbsp;โดยนายประกิตกล่าวว่า ตามนโยบายของนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้กำชับให้คุมเข้มเรื่องการลักลอบค้าสัตว์ป่า ซึ่งกรมอุทยานฯ ได้ดูแลในส่วนของสวนสัตว์เกี่ยวกับการให้อนุญาตจัดตั้งและประกอบกิจการสวนสัตว์ได้ ซึ่งทางสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) ได้ร่วมกับทีมเฉพาะกิจเหยี่ยวดง และพญาเสือ เข้าตรวจสอบสวนสัตว์มุกดาฯ เมื่อวันที่ 17 ม.ค.62 เข้าตรวจยึดจับกุมสัตว์ป่าคุ้มครอง คือ เต่าเหลือง และสัตว์ป่าต่างประเทศ 10 ชนิด รวม 44 ตัว อาทิ แพนดาแดง ค่าง 4 &amp;nbsp;สี เป็นต้น แต่เนื่องจากกฎหมายตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ที่กรมอุทยานฯ บังคับใช้ในขณะนั้นไม่ได้คุ้มครองสัตว์ป่าจากต่างประเทศ ศาลจึงยกฟ้อง แต่ปัจจุบันกรมอุทยานฯ ได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ที่สามารถครอบคลุมถึงสัตว์ป่าจากต่างประเทศได้แล้ว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประกิตกล่าวว่า การเข้าตรวจยึดดังกล่าว กรมอุทยานฯ ได้เก็บตัวอย่างเลือดของลูกเสือโคร่ง 5 ตัว เพื่อตรวจสอบพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ โดยเจ้าของสวนสัตว์มุกดาฯ ให้ข้อมูลว่า พ่อให้ลาภ และแม่ให้ทอง มีลูก 4 ตัว ชื่อข้าวยำ ข้าวกล่ำ ข้าวเจ้า และข้าวเหนียว เกิดเมื่อ 11 ส.ค.58 แต่ข้าวเหนียวได้ตายไปเมื่อวันที่ 12 ก.พ.62 โดยสวนสัตว์ยังเก็บซากข้าวเหนียวไว้ ส่วนลูกเสืออีก 3 ตัว ได้เจาะเลือดไปตรวจดีเอ็นเอแล้ว ผลการตรวจจากศูนย์นิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม มีผลรายงานตรงกันว่า ลูกเสือโคร่ง ชื่อ ข้าวยำ ข้าวกล่ำ และข้าวเจ้า ไม่มีความสัมพันธ์เป็นลูกเสือโคร่งของให้ลาภและให้ทอง ตามที่เจ้าของสวนสัตว์กล่าวอ้างแต่อย่างใด รวมทั้งนำไปเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของเสือโคร่งตัวอื่นภายในสวนสัตว์อีก 20 ตัว พบว่าไม่มีความสัมพันธ์เป็นพ่อแม่ลูกเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองอธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า จึงถือได้ว่าลูกเสือโคร่ง 3 ตัว ไม่มีหลักฐานได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีความผิดตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 17 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ฐานแจ้งความเท็จตามมาตรา 137 และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามมาตรา 267 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท&amp;nbsp;ส่วนลูกเสืออีก 2 ตัว คือ ข้าวเม่า และข้าวเปลือก เป็นลูกของพ่อโตโต้ และแม่มะเฟือง ขณะนี้ยังรอผลตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเออยู่ คาดว่าใช้เวลาประมาณ 1 เดือนน่าจะทราบผล อย่างไรก็ตาม ทางกรมอุทยานฯ ได้อายัดลูกเสือของกลางทั้ง 5 ตัว ไปดูแลรักษาที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจุฬาภรณ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมทั้งร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมปองกล่าวว่า ปัจจุบันมีสวนสัตว์อยู่ทั้งหมด 49 แห่งทั่วประเทศ อยู่ในกรุงเทพฯ 4 แห่ง และต่างจังหวัดอีก 45 แห่ง โดยมีสวนสัตว์ 32 แห่งที่มีเสือโคร่งอยู่ รวมทั้งสิ้น 1,511 ตัว ทางกรมจะเร่งตรวจสอบดีเอ็นเอเสือโคร่งในสวนสัตว์ทั้งหมด ซึ่งกรมอุทยานฯ มีฐานข้อมูลอยู่แล้วว่ามีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ หากไม่เชื่อมโยงกันก็แปลว่านำเสือจากธรรมชาติมาสวมรอย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85539</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุทยานฯ, ธัญญา เนติธรรมกุล, สมปอง ทองสีเข้ม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสือโคร่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201130/image_big_5fc4e6b36318d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70526</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2020 22:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2020 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุกรุก ‘ป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ’ ภาพสะท้อนรัฐไม่ใส่ใจฟื้นฟูป่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่ป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ FPT15 อดีตเขียวขจีปัจจุบันกลายเป็นป่าเขาหัวโล้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้ 102 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 31 เมื่อเทียบกับพื้นที่ป่าโดยรวมทั้งประเทศถือว่ายังน้อย และยังห่างไกลจากเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ.2560-2575 และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่รัฐบาลวางแผนจะเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ร้อยละ 40 ด้วยการผนวกพื้นที่อนุรักษ์จากพื้นที่ป่าสงวนฯ ส่งเสริมชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์ให้ปลูกป่าตามโครงการในพื้นที่ทำกินประมาณ 4 ล้านไร่ เช่น โครงการป่าสร้างรายได้ รวมทั้งจัดตั้งป่าชุมชน ป่าคงสภาพ ป่าสงวน ส่งเสริมปลูกสวนป่าเอกชน ทั้งในที่ ส.ป.ก. และเอกชน อีกทั้งจะเร่งฟื้นฟูพื้นที่บุกรุก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีพื้นที่ป่ารั้งท้ายในอาเซียน การฟื้นฟูสภาพป่าทำได้ล่าช้า ส่งผลให้การสูญเสียพื้นที่ป่าเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อระบบนิเวศและเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน ซึ่งต้องอนุรักษ์ผืนป่าที่มีอยู่ให้อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งผลิตอาหาร ช่วยประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ส่วนปัญหาการบุกรุกป่าเพื่อทำกิน รวมทั้งทำรีสอร์ต ก็ยังมีข่าวให้ได้ยินเป็นระยะๆ แม้รัฐบาลเองออกมาตรการห้ามตัดไม้ทำลายป่าอย่างเด็ดขาด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สภาพแปลงปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ FPT15 นครราชสีมา ถูกแผ้วถางบุกรุกทำลายจนเหี้ยน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ล่าสุด ได้รับสัญญาณที่ไม่ดีและบั่นทอนความหวังในการฟื้นฟูและรักษาป่าไม้ เครือข่ายพุทธศาสนิกสัมพันธ์เพื่อสังคม (INEB) ได้เสนอรายงานถึงองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) องค์กรระดับโลกด้านการอนุรักษ์ กรณีตรวจพบว่า โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติในหลวง รัชกาลที่ 9 ในวโรกาสทรงครองราชย์ปีที่ 50 ที่ป่าเคยเขียวขจีอุดมสมบูรณ์จากการปลูกป่าฟื้นฟู วันนี้กลายเป็นเขาหัวโล้น อีกทั้งสถานการณ์อยู่ในขั้นวิกฤติขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบสะสางปัญหาดังกล่าว เพราะผิดวัตถุประสงค์โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงห่วงใยทรัพยากรป่าไม้ของชาติ พระราชทานโครงการพระราชดำรินี้ป้องกันการบุกรุกทำลายป่าและเพิ่มผืนป่าให้ไทย หวังเกิดประโยชน์ต่อทรัพยากรธรรมชาติและพสกนิกรของพระองค์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายจตุรงค์ จงอาษา นักวิชาการพิเศษเครือข่ายพุทธศาสนิกสัมพันธ์เพื่อสังคม (INEB) กล่าวว่า INEB มีภารกิจสำคัญในการรณรงค์แก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนผ่านกิจกรรมต่างๆ โดยสนับสนุนกลุ่มศาสนา พระสงฆ์ และกลุ่มพลเมืองได้มีส่วนร่วมในต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งปัญหาการบุกรุกและตัดไม้ทำลายป่า เป็นตัวการสำคัญในการก่อภาวะโลกร้อน สำหรับงานที่ INEB ติดตามและเร่งดำเนินการแก้ปัญหาขณะนี้ คือ การบุกรุกทำลายป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติในหลวง รัชกาลที่ 9 ในวโรกาสทรงครองราชย์ปีที่ 50 กรณีโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ FPT ที่ 15 อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เป็นผืนป่าพื้นที่ 2,700 ไร่ ปตท.เข้ามาฟื้นฟูตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 จนป่าฟื้นตัว ความสมบูรณ์ของป่าและมีสัตว์ป่าเข้ามาหากินและอยู่อาศัย และที่สำคัญแปลงปลูกป่า FPT 15 ยังเป็นส่วนหนึ่งของป่าต้นน้ำลำตะคอง และป่าสัก ต้นไม้ที่ปลูกในแปลงปลูกป่า FPT 15 เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งการสนองพระราชดำริในหลวง ร.9 และราชินีใน ร.9 ด้านการอนุรักษ์ แต่เป็นที่น่าสลดใจ ป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ ไม่มีใครดูแล ปัจจุบันแปลงปลูกป่า FPT 15 ถูกบุกรุกอย่างน่าเกลียด ไถป่าแผ้วถางทำไร่มันสำปะหลังเกือบ 1,000 ไร่ ขณะที่รัฐบาลไม่สนใจ จัดอีเวนต์ปลูกป่า วนเวียนเปิดงาน ถ่ายรูปว่าปลูกป่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ทำไมผืนป่าหลายพันไร่ที่เคยได้ชื่อป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ ถวายให้ในหลวง ร.9 และพระราชินี ร.9 เพื่อทำการอนุรักษ์ โดนทำลาย ส่งผลให้สูญเสียพื้นที่ป่าไป ช่องโหว่เกิดจากความเกี่ยงงอนในการทำงานดูแลรักษาพื้นที่ป่าของกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ เพราะปี 2545-2555 ได้รับงบประมาณของโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ ในการดูแลป่า เมื่อหมดงบ ไม่มีใครรับผิดชอบ ต้นมัน ป่ามัน เหมือนเมื่อ 30 ปีก่อนกลับมา ไร่ข้าวโพดปลูกในแปลงป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ เป็นเรื่องเศร้า ป่าเคยหัวโล้น ช่วยกันอนุรักษ์มาเกือบ 20 ปี จนเขียวขจี เมื่อไม่มีเจ้าภาพดูแล 8 ปีที่ผ่านมา จึงมีชาวไร่ ชาวนา นายทุนและกลุ่มผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น เข้าไปแผ้วถาง ทำไร่เลื่อนลอย อยากให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาสำรวจสภาพป่าที่แท้จริงขณะนี้เป็นอย่างไร และพื้นที่ถูกยึดครอบครองเท่าไหร่ แม้กระทั่งภาคประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมติดตามตรวจสอบการรุกป่ากรณีนี้ &amp;quot; นายจตุรงค์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;แปลงปลูกป่า FPT15&amp;nbsp; ที่ยังไม่มีการส่งมอบพื้นที่ ขาดการดูแล พบถูกบุกรุก สูญเสียป่าที่ฟื้นกลับมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายจตุรงค์ กล่าวต่อว่า นอกจากการเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ปัญหาบุกรุกแปลงป่า FPT 15 แล้ว INEB มีแนวทางในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า โดยร่วมกับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) สำนักงานภูมิภาคเอเชีย ดำเนินโครงการ &amp;quot;แนวทางการบริหารจัดการพื้นที่เชื่อมต่อระบบนิเวศ (Ecological Corridor) กลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว กับกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่&amp;quot; เป็นแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศ ความยาวของแนวป่านี้มีสำนักสงฆ์เขาโป่งนก สาขาวัดระฆังโฆษิตาราม ซึ่งร่วมโครงการพุทธอุทยานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) สำนักสงฆ์ภูแสนดาว ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงพญาเย็น ต่อเนื่องมาถึงแปลง FPT 15 แนวทางการทำงานจะใช้เครือข่ายสำนักสงฆ์ที่ตั้งอยู่ในบริเวณเทือกเขาร่วมกันดูแลรักษาและฟื้นฟูสภาพป่าเพื่อให้เป็นแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศธรรมที่ต่อกันด้วยตระหนักคุณค่าป่าดงพญาเย็น ถือเป็นป่าต้นน้ำลำตะคองและป่าสัก พื้นที่โดยทั่วไปเป็นป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง มีพันธุ์ไม้สำคัญ คือ ไม้แดง ประดู่ มะค่าโมง มะเกลือ และไม้ไผ่ซางขึ้นอยู่ทั่วพื้นที่ และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ขณะนี้กำลังเร่งยกร่างโครงการ จากนั้น INEB&amp;nbsp;และภาคีจะหารือกับกรมอุทยานฯ ต่อไป แนวทางเหล่านี้จะรักษาป่าต้นน้ำ ช่วยบรรเทาวิกฤติขาดแคลนน้ำ และควบคุมอุณหภูมิของโลกไม่ให้สูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายประทีป มีคติธรรม เจ้าหน้าที่ IUCN แผนงานประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันผืนป่าบริเวณนี้กลายเป็นไร่และบ้านเรือนประชาชน ป่าถูกแบ่งแยกเป็นส่วนกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายของสัตว์ป่าน้อยลง โดยเฉพาะกลุ่มช้าง เสือ ต้องใช้ป่าขนาดใหญ่ เหตุนี้ IUCN ร่วมขับเคลื่อนโครงการแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศป่าภูเขียว-น้ำหนาว กับป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ (Ecological Corridor) มีการประเมินว่ามีศักยภาพเป็นเส้นทางเดินของสัตว์ป่า&amp;nbsp; ภูมิประเทศก็โดดเด่น เพราะเป็นขอบของที่ราบสูงโคราช&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากจะทำ &amp;#39;คอริดอร์&amp;rsquo; เชื่อมความยาวของแนวป่านี้ จะมี 2 ส่วน ส่วนแรก ระยะแรก 36 กิโลเมตร เนื้อที่ 27,312 ไร่ ส่วนที่สอง 23 กม. เนื้อที่ 15,625 ไร่ ส่วนนี้สภาพพื้นที่มีสำนักสงฆ์ 2 แห่ง และแปลงปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ FPT 15 ที่ปัจจุบันเสี่ยงต่อการบุกรุกทำลายป่าอย่างมาก มีราษฎรเข้าไปครอบครองและเหลือผืนป่าบางส่วน หากทำได้จะมีแนวป่าสมบูรณ์พื้นที่ถึง 4.3 หมื่นไร่ ตนคิดว่าการอนุรักษ์ป่า ภาครัฐมักจะมองนโยบายทวงคืนผืนป่าเพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่ใช่ แนวทางจะต้องรักษาสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ให้คงอยู่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;แนวเชื่อมต่อระบบนิเวศกลุ่มภูเขียว-น้ำหนาวกับดงพญาเย็น-เขาใหญ่ มรดกโลก จะผนวกพื้นที่ป่าถาวร FPT15 อีกแนวทางอนุรักษ์ป่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายประทีป กล่าวว่า การอนุรักษ์ผืนป่าผ่านโครงการนี้จะผลักดันไปสู่การบริหารจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีทางเลือก 3 รูปแบบ คือ 1.ยกระดับให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า อนุรักษ์ไว้ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ซึ่งต้องทำการสำรวจชนิดของสัตว์และพันธุ์พืช 2.วนอุทยาน เพราะสภาพพื้นที่มีธรรมชาติที่สวยงามเหมาะสงวนรักษาไว้เป็นแหล่งคุ้มครองธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงแหล่งศึกษาเรียนรู้ทางธรรมชาติของประชาชน และ 3.ป่าชุมชน รูปแบบนี้ลดปัญหาข้อโตแย้งกับชุมชน หากขอจัดตั้งเป็นเขตห้ามล่าหรือวนอุทยาน โดยชุมชนดำเนินการยื่นคำขอจัดตั้งเป็นป่าชุมชนตาม พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ.2562 ตั้งคณะกรรมการป่าชุมชน และทำแผนจัดการป่าชุมชน แบ่งเขตอนุรักษ์ เขตใช้ประโยชน์ และเขตฟื้นฟู&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ขณะนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่ง ทาง IUCN และ INEB&amp;nbsp;จะจัดทำเป็นโครงการเพื่อเสนอให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ (โคราช) โดยเราจะทำการศึกษาและสำรวจข้อมูลเบื้องต้น กำหนดขอบเขตพื้นที่เป้าหมาย ลักษณะภูมิประเทศ ธรณีวิทยา คุณค่าและความสำคัญของระบบนิเวศ เช่น สภาพป่าไม้ ชนิดพันธุ์สำคัญทั้งสัตว์ป่าและพืชพันธุ์ ข้อมูลชุมชน จัดประชุมหารือ อปท. ชุมชนที่เกี่ยวข้อง หลังจากนั้นวิเคราะห์ ประเมินแนวทางรูปแบบจัดการพื้นที่ที่เหมาะสม ก่อนจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์เสนอกรมอุทยานฯ คาดว่าจะใช้เวลาทำงาน 1 ปี นอกจากช่วยฟื้นฟูป่า ยังลดความขัดแย้งในพื้นที่อีกด้วย&amp;quot; นายประทีป กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พื้นที่เหมาะสมผลักดันทำ&amp;#39;คอริดอร์&amp;#39;เชื่อมสองกลุ่มป่า สภาพธรรมชาติสวยงาม และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน นายสุรพล ดวงแข นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ขณะนี้มีช่องว่างระหว่างการส่งมอบพื้นที่แปลงปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ กรณีแปลง FPT 15 มีปัญหาความคาบเกี่ยวระหว่างสองหน่วยงาน คือ กรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ กอปรกับความล่าช้าในการส่งมอบผืนป่า เพราะหากรับมอบคืนแล้ว หน่วยงานรัฐต้องตั้งงบและกำลังคนดูแลจัดการพื้นที่ ช่องว่างตรงนี้ทำให้มีการบุกรุกพื้นที่ แม้จะมีพลังการอนุรักษ์จากพระของสำนักสงฆ์ในพื้นที่ป่าต้านทานการทำลายป่า แต่เริ่มสู้กลุ่มผู้บุกรุกไม่ไหว นำมาสู่การพูดคุยหารือทางออกร่วมกันในการประชุม IUCN ประเทศไทย เพื่อหยุดยั้งการทำลายป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ อีกทั้งตนเห็นด้วยกับการจัดทำโครงการแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศ ถือเป็นคอริดอร์แรกในสองกลุ่มป่า อีกทั้งเสริมศักยภาพของผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ผืนป่ามรดกโลกอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ เป็นโครงการที่ดีมีประโยชน์ แต่ต้องทบทวน แก้ไขข้อผิดพลาดของโครงการที่ผ่านมา ตรวจสอบทุกแปลงอย่างจริงจัง&amp;nbsp; เมื่อส่งมอบแล้วต้องพร้อมรับ เพราะต้องมีงบประมาณและกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลบริหารจัดการพื้นที่ อีกหัวใจสำคัญต้องให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมดูแลรักษาป่าด้วย เช่น ปตท. เคยมีโครงการหมู่บ้าน ปตท.พัฒนา หลังฟื้นฟูป่าแล้ว ทำงานกับชุมชนโดยรอบ ส่งเสริมอาชีพในครัวเรือน ส่งเสริมความตระหนักคุณค่าของผืนป่า ทำให้คนรักและหวงแหน ชุมชนกลายเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังป่า ป้องกันการลักลอบล่าสัตว์ หลายแปลงปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ ก็ประสบความสำเร็จฟื้นป่าจนเขียว ทำให้สัตว์ป่ากลับคืนมา&amp;nbsp; อีกทั้งป้องกันไฟป่าและมีคุณค่าเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพให้ประเทศ ถึงเวลาสำรวจแปลงปลูกป่าถาวรฯ&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม หากหน่วยงานรัฐไม่มีความพร้อมในการดูแล ก็ยังมีแนวทางให้ภาคเอกชนสนับสนุนการบริหารจัดการต่อไป ผมคิดว่า เป็นอีกทางออกที่น่าสนใจ&amp;quot; นายสุรพลกล่าว ทิ้งท้ายฝากรัฐบาลต้องใส่ใจรักษาผืนป่าของไทยและตรวจสอบโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ อย่างมีคุณภาพ เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้บ้านเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70526</URL_LINK>
                <HASHTAG>INEB, IUCN, กรมป่าไม้, กรมอุทยานฯ, จตุรงค์ จงอาษา, บุกรุกป่าไม้, ป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ, แปลงปลูกป่า FPT15</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200704/image_big_5f0095ee11430.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52748</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2019 12:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/12/2019 12:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หน.วิเชียร&#039;แจงมีปัญหาสุขภาพขอย้ายเอง ปัดโดนกดดันคดีเสือดำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ธ.ค. 62 &amp;ndash; ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายสมโภชน์ มณีรัตน์ โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมด้วยนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวชี้แจงกรณีขอย้ายออกจากพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายวิเชียร เปิดเผยว่า การทำเรื่องขอย้ายครั้งนี้ เนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพโดยป่วยเป็นโรคริดสีดวงทวารมานานกว่า 1 ปี และมีอาการค่อนข้างรุนแรง ต้องพบแพทย์อยู่เป็นประจำ แต่โรงพยาบาลอยู่ไกล ประกอบกับเส้นทางภายในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าฯ เป็นพื้นผิวถนนลูกรัง จึงเดินทางลำบากและส่งผลต่อบาดแผล นอกจากนี้ยังมีความเป็นห่วงครอบครัว จึงอยากย้ายกลับไปอยู่พื้นที่ภาคอีสาน เพื่อดูแลลูกชายวัย 1 ขวบ เนื่องจากพื้นที่ปฏิบัติงานปัจจุบันมีความห่างไกลจากบ้านมากกว่า 1,000 กิโลเมตร มีโอกาสได้เจอหน้าลูกมากสุดเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน นายวิเชียร ยังยืนยันอีกว่าการขอย้ายออกจากพื้นที่ครั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล หรือคดี&amp;quot;เสือดำ&amp;quot;แต่อย่างใด เพราะคดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว การนัดสืบพยาน หรือให้ปากคำต้องดำเนินการในศาลชั้นต้นเท่านั้น ส่วนชั้นอุทธรณ์และฎีกาไม่ต้องเข้าพบศาลแต่อย่างใด พร้อมกับย้ำว่าไม่มีการกดดันตามกระแสของสื่อโซเชียลมีเดีย ขณะที่อธิบดีกรมอุทยานฯ และผู้บังคับบัญชา มีความเป็นห่วง และดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด จึงไม่มีความกังวลต่ออิทธิพลใด ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายสมโภชน์ กล่าวว่า นายวิเชียรมีปัญหาด้านสุขภาพจริง และต้องการที่จะไปรักษาตัว พร้อมดูแลครอบครัว ซึ่งกรมอุทยานฯ ให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพของบุคลากรมาเป็นอันดับต้น ๆ ส่วนหนังสือคำร้องขอย้ายพื้นที่ อยู่ระหว่างรอคำสั่งและการพิจารณาจากอธิบดีกรมอุทยานฯ โดยจะดำเนินการตามขั้นตอนภายใน พิจารณาตามคำร้องขอนายวิเชียรในการจัดสรรพื้นที่ประจำการ คาดว่าประมาณ 1 เดือนจะทราบผล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52748</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุทยานฯ, คดีเสือดำ, ปัญหาสุขภาพ, วิเชียร ชิณวงษ์, หัวหน้าป่าทุ่งใหญ่นเรศวร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191218/image_big_5df9be3f1ac8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19393</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2018 19:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2018 19:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> หยุด&quot;ไทย&quot;เป็นทางผ่านค้างา ต่อลมหายใจช้างป่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สิ่งมีชีวิตหลายชนิดในโลกตั้งแต่ในท้องทะเล จนถึงป่าใหญ่ นับวันมีความเสี่ยงลดลง ด้วยเหตุผลหลากหลายประการ ทั้งความอุดมสมบูรณ์ของป่า หรือจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่แย่ไปกว่านั้นคือการถูกทำร้ายด้วยฝีมือของมนุษย์ โดยเฉพาะ &amp;ldquo;ช้าง&amp;rdquo; เป็นสัตว์ป่า อีกหนึ่งชนิดที่ถูกมนุษย์ทำร้ายด้วยการฆ่าถลกหนัง ถอดงาทั้งกิ่ง เพื่อนำไปทำเครื่องประดับหายาก ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่มีการนำงามาได้จากช้างที่เสียชีวิตไปแล้วเท่านั้น เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้จำนวนช้างป่าที่ถูกฆ่ามีจำนวนมากถึงหลักหมื่นตัวในแต่ละปี
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้องค์กรไวล์ดเอด (WildAid) องค์กรที่มีเป้าหมายหลักเพื่อยุติการค้าสัตว์ป่าและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าแบบผิดกฎหมาย จึงได้จัดโครงการรณรงค์ &amp;ldquo;ไอวอรี่ ฟรี (Ivory Free)&amp;rdquo; ในหลายประเทศ โดยมีบุคคลมีชื่อเสียงระดับโลกกว่า 100 คน ร่วมเผยแพร่ข้อความรณรงค์ให้ผู้คนตระหนักถึงปัญหา การฆ่าและค้าสัตว์แบบผิดกฎหมาย ผ่านสโลแกน &amp;quot;หยุดซื้อ หยุดฆ่า&amp;quot; โดยทำงานในเอเชียเป็นหลักในประเทศที่ยังมีความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์สัตว์ป่าสูง เช่น จีน ฮ่องกง และไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับในประเทศไทยไวล์ดเอด ได้ร่วมกับกรมป่าไม้ รณรงค์ #ไม่เอางาไม่ฆ่าช้างโดยการเปิดตัวโฆษณา &amp;ldquo;เพลงช้าง&amp;rdquo; ที่มีใหม่ ดาวิกา โฮเน่ นักแสดงผู้มีชื่อเสียงเป็นทูตโครงการ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจอห์น เบเกอร์ ผู้อำนวยการโครงการรณรงค์ องค์กรไวล์ดเอด เผยว่า งาช้างมีคุณสมบัติทางเคมีไม่ต่างอะไรกับฟันของมนุษย์ แต่รู้หรือไม่ว่าการได้มาของงาช้างต้องแลกกับชีวิตของช้างที่ต้องถูกฆ่าอย่างโหดร้าย ซึ่งเราไม่อยากให้คนรุ่นใหม่ๆ ต้องมารับฟังเรื่องเศร้าว่าช้างตัวสุดท้ายตายหมดไปจากโลกเพราะความต้องการที่ไม่จำเป็นของมนุษย์ จากผลสำรวจต่างๆ แสดงว่าปัจจุบันอัตราการลดลงของประชากรช้างแอฟริกาอยู่ที่ร้อยละ 8 ต่อปี หรือมีช้างแอฟริกามากถึง 33,000 ตัวที่ถูกฆ่าเอางา ซึ่งเฉลี่ยช้างที่ถูกฆ่าประมาณวันละ 96 ตัวต่อวัน ถูกฆ่า 1 ตัวต่อ 15 นาที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา มีการพบซากช้างป่ามากถึง 90 ตัวถูกฆ่าเพื่อเอางาที่บอตสวานา ขณะที่องค์กร Elephant Family เปิดเผยในรายงานล่าสุดเมื่อเดือน เม.ย.ว่า การฆ่าช้างถลกหนังในประเทศเมียนมา เพื่อป้อนตลาดอาชญากรรมข้ามชาติในจีนมีแนวโน้มสูงขึ้น รายงานอ้างข้อมูลของกรมป่าไม้เมียนมาอีกว่าในปี 2553 พบซากช้าง 4 ตัว ปี 2556 พบช้างถูกฆ่า 26 ตัว และในปี 2559 จำนวนช้างที่ถูกฆ่าอยู่ที่ 61 ตัว ส่วนเมื่อปีที่แล้วข้อมูลของรัฐบาลเมียนมาระบุว่าอยู่ที่ 59 ตัว แต่การคาดการณ์จากหลายแหล่งประเมินว่าจำนวนที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านี้ โดยสาเหตุการตายส่วนใหญ่เกิดจากการฆ่าช้างเพื่อเอาชิ้นส่วนเช่นกัน โดยวิธีการทำให้ช้างตายก่อนที่จะถลกหนัง คือการยิงลูกดอกอาบยาพิษให้ช้างตายช้าๆ อย่างทรมาน ซึ่งการกระทำเช่นนี้ ทำให้รู้ว่าตราบใดที่ยังมีความต้องการและการยอมรับในการใช้ผลิตภัณฑ์งาช้างอยู่ในสังคม ประชากรช้างทั่วโลกก็ยังตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ข้อมูลของไวล์ดเอดยังระบุอีกว่า การค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี หรือมากกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี ส่งผลให้ประชากรสัตว์ป่าหลายชนิดทั่วโลกลดลงเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับการปราบปรามการค้ายาเสพติด ความพยายามในการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาการลักลอบค้าสัตว์ป่าได้ ทุกๆ ปี เงินจำนวนหลายแสนล้านเหรียญสหรัฐถูกนำไปใช้ในการพิทักษ์สัตว์ป่าที่อาศัยตามธรรมชาติ แต่แทบจะไม่ได้มีการสนับสนุนงบประมาณเพื่อลดความต้องการซื้อและบริโภคซากชิ้นส่วน และผลิตภัณฑ์สัตว์ป่า และเป็นเหตุให้เกิดโครงการที่มีการรณรงค์ลดความต้องการผลิตภัณฑ์สัตว์ป่าจึงได้ดำเนินโครงการ Ivory Free Thailand ที่มีเป้าหมายรณรงค์ให้คนไทยหยุดซื้อหยุดใช้และหยุดรับผลิตภัณฑ์งาช้างเป็นของขวัญมาตั้งแต่ปี 2559 และล่าสุด ระดมดาราและผู้มีอิทธิพลทางสังคมของไทยกว่า 100 คนร่วมแสดงจุดยืนไม่เอางาไม่ฆ่าช้างเพื่อเป็นพลังในการยุติการฆ่าช้างเอางาเมื่อเดือน ก.ย.2560
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้อำนวยการโครงการรณรงค์ยังได้กล่าวต่ออีกว่า จากที่เคยรณรงค์มาอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ ตอนนี้ประเทศจีนซึ่งเคยเป็นตลาดค้างาช้างผิดกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ออกกฎหมายปิดตลาดค้างาช้างอย่างสมบูรณ์ไปตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมาแล้ว ส่วนที่ฮ่องกงสภาบัญญัติฮ่องกงได้ทำการทบทวนร่างแผนดำเนินการปิดตลาดค้างาช้างของรัฐบาลแล้ว ส่วนรัฐบาลสิงคโปร์ประกาศว่ากำลังพิจารณาแผนการปิดตลาดค้างาช้างในประเทศอย่างสมบูรณ์ ส่วนทางไต้หวันกำลังทบทวนตัวบทกฎหมายและดำเนินการปราบปรามผู้ค้างาช้างผิดกฎหมายเช่นกัน และเตรียมประกาศปิดตลาดค้างาช้างให้ได้ภายในปี 2563 ส่วนประเทศเวียดนามเอง ก็ได้มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการค้าผลิตภัณฑ์สัตว์ป่ารวมถึงงาช้างให้เข้มงวดขึ้น ทั้งเพิ่มอัตราค่าปรับและบทลงโทษซึ่งและสหรัฐอเมริกาก็ได้เริ่มกระบวนการยุติการซื้อขายงาช้างในประเทศแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับในประเทศไทยก็ยังมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องผ่านโฆษณา ที่ได้ทูตด้านช้างมามาช่วยรณรงค์ ถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง หากคนไทยรับรู้ถึงผลกระทบที่เกิดจากการซื้อการขายผลิตภัณฑ์เท่าไหร่ พวกเขาก็จะไม่อยากเกี่ยวข้องกับเบื้องหลังการค้าอันโหดร้ายมากเท่านั้น การได้รับการสนับสนุนจากทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐเอกชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพื่อที่จะทำให้การไม่เอางา ไม่ฆ่าช้าง เป็นวิถีใหม่ของคนในสังคม ร่วมกันเปลี่ยนมุมมองที่มีต่องาช้างและปกป้องชาวโลกไปด้วยกัน เพราะหยุดซื้อคือหยุดฆ่า
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อยากให้ทุกคนตระหนักว่า ความผูกพันของลูกช้างกับแม่ช้างเป็นความผูกพันที่ใกล้ชิดไม่ต่างจากมนุษย์ แม่ช้างใช้เวลาอุ้มท้องกว่า 22 เดือน หรือเกือบ 2 ปี และยังต้องใช้เวลานานกว่า 2 ถึง 4 ปี ในการเตรียมความพร้อมร่างกายเพื่อจะมีลูกสัก 1 ตัว โดยนับเป็นเวลาที่ยาวนานสำหรับการเพิ่มประชากรช้าง แต่มนุษย์กลับใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีฆ่าชีวิตพวกเขา&amp;rdquo; นายจอห์นกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า ช้างเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติไทย การอนุรักษ์และปกป้องช้าง ถือเป็นความภาคภูมิใจ และเป็นสิ่งที่ปฏิบัติสืบต่อกันมายาวนาน สถานการณ์ช้างในไทยตอนนี้โชคดีที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นปีละ 8% โดยช้างป่ามีประมาณ 3,300 ตัว และช้างบ้านมีประมาณ 3,300 ตัวเท่ากัน แสดงให้เห็นว่าเรายังคงอนุรักษ์และปกป้องช้างได้ดีอยู่ ส่วนเรื่องของการค้าขายงาช้างในไทยที่ถือเป็นประเทศค้าขายอันดับต้นๆ ที่ผ่านมารัฐบาลได้เข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายรวมถึงออกพระราชบัญญัติงาช้างเพื่อควบคุมการค้างาช้างมาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2558 ไทยออกพระราชบัญญัติงาช้างเพื่อควบคุมตลาดค้างาช้างถูกกฎหมายที่มาจากช้างบ้านของไทยที่เป็นช้างเอเชียเท่านั้น และรัฐบาลยังได้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 กำหนดให้ช้างแอฟริกาเป็นหนึ่งในสัตว์คุ้มครองของไทย มีผลห้ามทำการซื้อขายหรือครอบครองงาช้างแอฟริกา และปรากฏว่าตั้งแต่พระราชบัญญัติงาช้างมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน มีร้านค้างาช้าง 47% หรือจำนวน 100 ร้าน จาก 215 ร้านได้แจ้งยกเลิกการค้างาช้างด้วยความสมัครใจ นับจนถึงกลางปี 2560 และมีการซื้อขายงาช้างถูกกฎหมายที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว ลดลงไปร้อยละ 58 เปรียบเทียบกับกลางปี 2559 นอกจากนี้ผู้ค้างาช้างที่มีใบอนุญาตในกรุงเทพฯ ต่างรายงานว่าไม่มีการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์งาช้างเพิ่มเติมจากผู้ครอบครองงาช้างรายอื่นเลยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ประเทศไทยมุ่งมั่นในการปราบปรามการค้างาช้างผิดกฎหมายมาโดยตลอด การบังคับใช้กฎหมายและการลดความต้องการผลิตภัณฑ์งาช้างจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันไปเพื่อให้การปราบปรามได้ผลมากที่สุด แต่ที่น่าห่วงคือไทยเป็นประเทศทางผ่าน หากมีการค้างาช้างในประเทศใกล้เคียง ก็อาจจะมีการมาถึงประเทศไทย ตรงนี้จะยุติยังไง ก็หวังว่าความร่วมมือกับองค์กรในครั้งนี้จะเป็นการยืนยันเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของไทยที่จะปกป้องช้างไทย อนาคตความเป็นไปได้ของการยกเลิกค้าขายงาช้างในไทยไปเลยอาจต้องใช้เวลาอยู่พอสมควร เพราะเรื่องค้าขายงาช้างเป็นเรื่องที่อยู่ในบ้านเรามานาน แต่ก็เชื่อว่าเมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ความคิดความเชื่อคนไทยก็จะเปลี่ยนไปตาม ตอนนี้คนสนใจงาช้างน่าจะมีไม่ถึง 10% แล้ว&amp;rdquo; นายปิ่นสักก์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ใหม่ -&amp;nbsp;ดาวิกา โฮร์เน่ ในฐานะทูตโครงการ กล่าวว่า ช้างเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญและเป็นที่รักของคนไทยมาโดยตลอด ทุกๆ คนรวมทั้งตนเองยังเกิดและเติบโตมากับเพลงช้าง แต่มีหลายอย่างที่เรายังไม่เคยทราบถึงข้อมูลเบื้องลึกเบื้องหลังชีวิตช้างเลย ว่ามีปัญหาอย่างไร เขาใช้ชีวิตอย่างลำบาก เมื่อถูกทำร้าย เขามีความรู้สึกเหมือนคน เพียงแต่พูดไม่ได้ ค่านิยมของคนที่ซื้อผลิตภัณฑ์จากชิ้นส่วนช้างที่นิยมมอบให้แก่กัน เพราะคิดว่าเป็นเรื่องของการเสริมดวง ความสวยงามต่างๆ นานา ควรต้องหยุดได้แล้ว เพราะเราอยู่ในยุคสมัยใหม่ การหาเครื่องประดับที่สวยงามปัจจุบันก็มีหลากหลายมากขึ้นด้วยโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งชิ้นส่วนสัตว์ ฉะนั้น เราควรหยุดซื้อ เพราะถ้าเราหยุดซื้อ ก็เหมือนว่าเราช่วยหยุดฆ่าด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโฆษณารณรงค์ &amp;ldquo;เพลงช้าง&amp;rdquo; จะมีการเผยแพร่ในสื่อต่างๆ ทั้งประเภทบิลบอร์ด และทางโซเชียลมีเดีย สนามบินสุวรรณภูมิ และสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19393</URL_LINK>
                <HASHTAG>Ivory Free, Ivory Free Thailand, กรมอุทยานฯ, ดาวิกา โฮร์เน่, ทูตอนุรักษ์ช้าง, หยุดซื้อ หยุดฆ่า, องค์กรไวล์ดเอด (WildAid)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181008/image_big_5bbb4e8294fe3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14366</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2018 13:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2018 13:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พี่ดี&#039; ดีสมชื่อ!  ฮีโร่ จนท.อุทยานฯช่วยนร.รถชนจนรอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมอุทยานฯเตรียมประกาศยกย่องเป็นแบบอย่าง 2 สามีภรรยา&amp;nbsp;ช่วยนร.รถชนจนรอด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30ก.ค.61-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า&amp;nbsp;ภายหลังในสังคมออนไลน์พื้นที่ จ.กระบี่ มีการชื่นชมเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ นายหนึ่งที่ประสบเหตุรถชน แล้วเห็นผู้บาดเจ็บ ก่อนจะรีบลงไปช่วย ผ่านทางเพจเฟสบุ๊กชื่อ &amp;ldquo;กู้ชีพ-กู้ภัย อ.อ่าวลึก จ.กระบี รายงานข่าวสารและอุบัติเหตุ&amp;rdquo; โดยมีผู้คนบางส่วนอยากรู้จักเจ้าหน้าที่คนดังกล่าว เพราะเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ แม้เหตุดังกล่าวไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบโดยตรง แต่ยังมีจิตใจที่ดีให้การช่วยเหลือคนเดือดร้อน หลังจากทราบเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยชายในภาพคือนายกฤษกร สุทธินวล อายุ 45 ปี &amp;nbsp;หรือพี่ดี เป็นลูกจ้างของอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ &amp;nbsp;พร้อมด้วยภรรยา คือ นางธัญชนก หรือพี่หนึ่ง สุทธินวล อายุ 40 ปี ซึ่งเป็นลูกจ้างของอุทยานฯ แห่งเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการสอบถามได้ความว่า ในวันเกิดเหตุ คือช่วงเช้าของวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ทั้ง 2 คนกำลังขับรถ จยย.จะมาทำงานที่อุทยานฯ โดยใช้เส้นทางถนนอ่าวลึก-ปลายพระยา จนมาถึงช่วงหลัก กม.5 บ้านห้วยปริศนา ต.อ่าวลึก ก็ประสบกับอุบัติเหตุรถชน เป็นรถกระบะบรรทุกน้ำยางพารา ชนกับรถ จยย. มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย เป็นเด็กนักเรียน ซึ่งขณะทั้งคู่ประสบเหตุ เป็นช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่กู้ภัย กำลังเดินทาง แต่ยังมาไม่ถึงที่เกิดเหตุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษกร &amp;nbsp;เห็นว่าผู้บาดเจ็บมีอาการค่อนข้างสาหัส จึงจอดรถลงไปช่วยเหลือทันที โดยพบว่าผู้บาดเจ็บทั้ง 2 รายขาหัก ศรีษะฟาดพื้นเลือดออกจำนวนมาก อาการค่อนข้างหนัก จึงทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อรอเจ้าหน้าที่กู้ภัย ส่วนตัวนางธัญชนก ภรรยา ก็คอยช่วยโบกรถที่สัญจรไปมาให้ทราบว่ามีอุบัติเหตุบริเวณดังกล่าว กระทั่งรถพยาบาลของหน่วยกู้ภัยอ่าวลึก มาถึงที่เกิดเหตุ จึงสามารถช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทั้ง 2 รายนำส่ง รพ.อ่าวลึก และอาการปลอดภัยแล้วทั้งคู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษกร เล่าว่า หลังเกิดเหตุทราบข่าวจากเพื่อนๆ ว่ามีผู้นำภาพขณะกำลังช่วยชีวิตผู้ประสบเหตุ ไปโพสต์ลงโซเชียล และมีผู้คนต่างชื่นชม รู้สึกภูมิใจ ซึ่งโดยปกติตนเองก็เป็นคนที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่แล้ว ประกอบกับได้รับการฝึกอบรมในเรื่องของการปฐมพยาบาลจากหน่วยงานต้นสังกัดของกรมอุทยานฯ จึงนำความรู้ที่มีช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน ไม่ว่าผู้เดือดร้อนจะประสบเหตุในเขตอุทยานฯ หรือพื้นที่อื่นๆ หากพบเจอ ก็จะช่วยทุกครั้ง โดยมีภรรยาคอยช่วยเหลือด้วยอีกคน หลังจากทราบว่าน้องทั้ง 2 คนปลอดภัย ก็รู้สึกดีใจด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายเนรมิต ส่งแสง ผช.หน.อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี กล่าวถึงเรื่องนี้ด้วยว่า ตนเองในฐานะผู้บังคับบัญชาของนายกฤษกร ก็รู้สึกภูมิใจกับผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย ที่ได้นำความรู้จากที่ได้ฝึกอบรมกับทางกรมอุทยานฯ ไปใช้ในการช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งเป็นนโยบายหลักของกรมอยู่แล้ว ที่อยากให้เจ้าหน้าที่ทุกคนนำความรู้ที่มีไปช่วยเหลือสังคม ซึ่งจะเสนอเรื่องนี้ให้ผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อประกาศยกย่องเชิดชูเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 คน รวมทั้งอยากให้ทุกคนเอาการกระทำของทั้ง 2 คนเป็นแบบอย่าง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14366</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุทยานฯ, กระบี่, นักเรียน, รถชน, เจ้าหน้าที่อุทยานฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180730/image_big_5b5ea94760e8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14083</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2018 12:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2018 12:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กเต่า&#039;มอบประกาศเกียรติคุณ ฮีโร่อุทยานฯผนึกกำลังช่วยหมูป่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.ทรัพย์ฯ ลงพื้นที่ถ้ำหลวง ตรวจเยี่ยมการปฎิบัติหน้าที่ฟื้นฟูพร้อมมอบประกาศเกียรติคุณ ฮีโร่ช่วยหมูป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25ก.ค.61-&amp;nbsp;พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยผู้บริหารจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ถ้ำหลวง &amp;nbsp;ขุนน้ำนางนอน ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และการฟื้นฟูถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน จากปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยผู้ประสบภัย 13 ชีวิต พร้อมมอบนโยบายให้กับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพย์ฯ และเครือข่ายต่างๆ จำนวน 5 หน่วยงาน 389 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จำนวน 781 คน และกรมป่าไม้ 79 คน รวมทั้งสิ้น 1,249 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทั้งหมดเป็นกำลังหลักและสนับสนุนในการค้นหาน้องๆ ทีมหมูป่าที่ติดอยู่ในถ้ำ อาทิ การนำทาง พร่องน้ำ เบี่ยงทิศทางน้ำ อัดอากาศ สำรวจโพรง ปล่อง ลำเลียงขนส่งอุปกรณ์ ประสานงานอำนวยความสะดวกจัดเตรียมเสบียงอาหาร ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายของหน่วยงายในสังกัดได้ปฏิบัติงานกันอย่างเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากในการช่วยกันค้นหาน้องๆ ทั้ง 13 คน จึงทำให้ทั้ง 13 คน ออกมาได้อย่างปลอดภัยในที่สุด โดยใช้เวลาในการค้นหาตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 จนทั่วโลกได้ยกย่องชมเชย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้ รมต.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังได้มอบเกียรติบัตรให้แก่คณะเจ้าหน้าที่ และเครือข่ายต่างๆ รวมทั้งผู้พิทักษ์ป่า เพื่อเป็นการยกย่อง ชมเชยและเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14083</URL_LINK>
                <HASHTAG>13 หมูป่า, กรมอุทยานฯ, กระทรวงทรัพยฯ, ถ้ำหลวง, บิ้กเต่า, ฮีโร่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180725/image_big_5b580ad2593a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
